“ยูเอ็น”มีมติให้เมียนมาหยุดกวาดล้างโรฮิงญา

 Bangkokbiz 26122560 Meeting

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางยาง ฮี ลี ผู้แทนพิเศษด้านเมียนมาแห่งสหประชาชาติ บอกว่า เธอถูกห้ามเข้าเมียนมา และรัฐบาลได้ตัดความร่วมมือทุกด้านกับเธอ

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีมติในวันอาทิตย์ทีผ่านมา ให้เมียนมายุติการใช้กำลังทหารกวาดล้างชาวมุสลิมโรฮิงญา และร้องขอให้มีการแต่งตั้งทูตพิเศษยูเอ็น แม้จะมีเสียงคัดค้านจากจีน รัสเซีย และบางประเทศในภูมิภาค

มติที่เสนอโดยองค์การความร่วมมืออิสลามหรือ โอไอซี ได้รับเสียงสนับสนุน 122 ต่อ 10 เสียง โดยมีสมาชิก 24 ประเทศ งดออกเสียง ส่วนจีน รัสเซีย กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ออกเสียงตามเมียนมา คัดค้านมาตรการดังกล่าว เช่นเดียวกับ เบลารุส ซีเรีย และซิมบับเว

 

มติข้างต้น เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมา เปิดทางให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ รับรองการเดินทางกลับภูมิลำเนาของผู้ลี้ภัย และให้สิทธิพลเมืองแก่ชาวโรฮิงญา ทั้งยังร้องขอให้นายแอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น แต่งตั้้งทูตพิเศษไปเมียนมา 

มตินี้ ได้รับการสนับสนุนจากสมัชชาใหญ่ หลังคณะกรรมการด้านงบประมาณ อนุมัติให้จัดสรรเงินทุนสำหรับตำแหน่งใหม่ ในฐานะทูตพิเศษยูเอ็น ประจำเมียนมา และก่อนการลงมติ นายเฮา ดอ ซวน เอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำยูเอ็น บอกว่า ร่างมตินี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล มีแรงขับทางการเมือง และไม่โปร่งใส โดยมีเจตนาโจ่งแจ้งที่จะกดดันเมียนมา  ทั้งยังบอกด้วยว่า มติดังกล่าว สะท้อนถึงความพยายามของบางประเทศที่จะใช้สหประชาชาติเป็นเครื่องมือในการดำเนินวาระทางการเมืองของตัวเองกับเมียนมา

นายซวน บอกว่า มตินี้ จะไม่ช่วยแก้ปัญหาด้านมนุษยธรรมในรัฐยะไข่ และย้ำว่าความปรารถนาของรัฐบาลเมียนมาคือการสร้างสันติ ความสามัคคี และการพัฒนาให้กับภูมิภาค

ทั้งนี้ ชาวมุสลิมโรฮิงญากว่า 650 000 คน หลบหนีออกจากเมียนมา ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ นับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในรัฐยะไข่ ในช่วงปลายเดือนส.ค. 

 ทางการเมียนมา ยืนยันว่า ปฏิบัติการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อถอนรากถอนโคนกลุ่มหัวรุนแรงโรฮิงญา ที่ก่อเหตุโจมตีด่านตำรวจหลายแห่งเมื่อวันที่ 25 ส.ค. แต่องค์การสหประชาชาติ บอกว่า ความรุนแรงบานปลายไปสู่การกวาดล้างทางชาติพันธุ์

ข้อมูลและภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 ธันวาคม 2560

JoomSpirit