โลกโดดเดี่ยวสหรัฐฯยกมือหนุนมติUNค้านUSยกเยรูซาเลมให้ยิว แต่หลายชาติงดออกเสียงผวาคำขู่ทรัมป์

Manager Online 22122560 Meeting

รอยเตอร์/เอเอฟพี - มากกว่า 100 ประเทศ ขัดขืนคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยในวันพฤหัสบดี(21ธ.ค.) ยกมือสนับสนุนมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่เรียกร้องให้อเมริกายกเลิกการรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอล 

แม้ทรัมป์ขู่ตัดเงินช่วยเหลือประเทศต่างๆที่โหวตหนุนมติดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดก็มีทั้งหมด 128 รัฐที่สนับสนุนมติ ส่วนฝ่ายคัดค้านมีเพียง 8 รัฐและอีก 35 รัฐงดออกเสียง

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าคำขู่ของทรัมป์จะก่อผลกระทบบางส่วน โดยดูได้จากมีจำนวนรัฐที่งดออกเสียงและปฏิเสธมติมากกว่าเมื่อครั้งลงมติที่เกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์ตามปกติทั่วไป กระนั้นก็ดีในส่วนของวอชิงตัน ต้องพบว่าตนเองต้องโดดเดี่ยวในเวทีโลกมากขึ้น เนื่องจากมีชาติตะวันตกและพันธมิตรอาหรับจำนวนมากที่โหวตสนับสนุนมตินี้

มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ แสดงความยินดีต่อมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ โดยบอกว่า "การตัดสินใจดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันอีกครั้งว่าปาเลสไตน์ได้รับการสนับสนุนจากกฎหมายระหว่างประเทศ และการตัดสินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้" โฆษกประธานาธิบดีระบุ พร้อมย้ำว่า "มันแสดงให้เห็นว่าเยรูซาเลมคือดินแดนยึดครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ"

"เราจะเดินหน้าความพยายามในสหประชาชาติและทุกเวทีระหว่างประเทศเพื่อยุติการยึดครองนี้และสร้างรัฐปาเลสไตน์ ที่มีเมืองหลวงอยู่ในเยรูซาเลมตะวันออก" ถ้อยแถลงระบุ

อย่างไรก็ตามทางด้านคู่ขัดแย้งอย่าง อิสราเอล รุดออกมาปฏิเสธมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างมั่นคง 

"อิสราเอลปฏิเสธการตัดสินใจของสหประชาชาติ แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกพอที่จะมีหลายประเทศมากที่ไม่ได้โหวตเห็นชอบ" ถ้อยแถลงจากทำเนียบนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทุนยาฮุ ระบุ "อิสราเอลขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ สำหรับจุดยืนที่ชัดเจนของเขา และขอบคุณทุกประเทศที่โหวตเคียงข้างอิสราเอล เคียงข้างความเป็นจริง"

ก่อนหน้าการโหวต นิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ ส่งจดหมายถึงหลายสิบชาติที่เป็นสมาชิกองค์การโลกบาลแห่งนี้ เตือนว่า ทรัมป์ขอให้เธอรายงานว่า ประเทศใดบ้างที่โหวตคัดค้านสหรัฐฯ ณ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในเรื่องเยรูซาเลม ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทั้งชาวมุสลิม, ยิวและคริสเตียน

เรื่องราวความขัดแย้งทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากเมื่อต้นเดือนที่ทรัมป์กลับลำนโยบายที่อเมริกายึดถือมาหลายทศวรรษ ด้วยการประกาศรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลและเตรียมการย้ายสถานทูตอเมริกันจากเทลอาวีฟไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ท่ามกลางเสียงประณามจากปาเลสไตน์และโลกอาหรับ แม้แต่พันธมิตรตะวันตกของอเมริกายังแสดงความกังวลอย่างโจ่งแจ้ง

สถานะของเยรูซาเลมเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ขณะที่ประชาคมนานาชาติไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของอิสราเอลเหนือพื้นที่ทั้งหมดของเมือง

อิสราเอลเข้ายึดฝั่งตะวันออกของเยรูซาเลมระหว่างสงคราม 6 วันเมื่อปี 1967 และจากนั้นก็ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน โดยอ้างว่าทั้งสองฟากฝั่งของเมืองเป็นเมืองหลวงของพวกเขาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและไม่อาจแบ่งแยกได้

แต่ชาวปาเลสไตนต้องการให้ฝั่งตะวันออกของเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงรัฐเอกราชของพวกเขาในอนาคต และคัดค้านอย่างดุเดือดต่อความพยายามใดๆของอิสราเอลที่หวังขยายอำนาจอธิปไตยไปยังที่นั่น

การประชุมฉุกเฉินที่นานทีจะมีสักครั้งของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ในวันพฤหัสบดี (21ธ.ค.) เป็นไปตามคำขอของชาติอาหรับและมุสลิม ทั้งนี้สมาชิกยูเอ็น 193 ประเทศโหวตลงมติร่างญัตติซึ่งวอชิงตันเพิ่งใช้สิทธิ์วีโต้ไปในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นที่มีสมาชิก 15 ชาติเมื่อวันจันทร์ (18ธ.ค.) ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน แห่งตุรกี ตอบโต้สหรัฐฯ ก่อนหน้าการลงคะแนนโหวตในวันพฤหัสบดี(21ธ.ค.) ว่าอเมริกาไม่อาจซื้อเสียงสนับสนุนของตุรกีได้ "มิสเตอร์ทรัมป์ คุณไม่สามารถซื้อเจตจำนงแห่งประชาธิปไตยของตุรกีด้วยดอลลาร์ของคุณ" เขากล่าวที่กรุงอังการา "ผมหวังและคาดหมายว่าสหรัฐฯจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่พวกเขาคาดหวังจากสหประชาชาติ และโลกจะมอบบทเรียนที่ดีแก่สหรัฐฯ"

ข้อมูลและภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 21 ธันวาคม 2560

JoomSpirit