สหประชาชาติชี้กองกำลังพม่าอาจมีความผิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

 Manager Online 07122560 Meeting

รอยเตอร์ - กองกำลังรักษาความมั่นคงของพม่าอาจมีความผิดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮิงญา ตามการระบุของเจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนระดับสูงของสหประชาชาติในวันนี้ (5) ที่ยังกล่าวเสริมว่าชาวโรฮิงญาจำนวนมากยังคงหลบหนีแม้จะมีข้อตกลงระหว่างพม่าและบังกลาเทศที่จะส่งคนเหล่านี้กลับบ้านก็ตาม

เซอิด ราอัด อัล-ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ กล่าวว่า ไม่มีโรฮิงญาคนใดใน 626,000 คน ที่หลบหนีความรุนแรงตั้งแต่เดือนส.ค. ควรถูกส่งตัวกลับพม่า เว้นแต่จะมีการตรวจสอบอย่างจริงจังในพื้นที่

ติน ลิน ทูตพม่าประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า รัฐบาลของเขากำลังทำงานกับบังกลาเทศเพื่อรับประกันการเดินทางกลับของผู้พลัดถิ่นในอีกประมาณ 2 เดือน และจะไม่มีค่ายใดๆ เกิดขึ้น

เซอิดที่อธิบายว่าการปราบปรามของทหารในช่วงที่ผ่านมาเป็นการกวาดล้างชาติพันธุ์ กำลังจัดการประชุมพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติตามคำร้องของบังกลาเทศ ที่กำลังพยายามจะอำนวยความสะดวกให้กับชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้ามา

เซอิดระบุว่า รายงานที่สอดคล้องกันของการกระทำที่โหดร้ายทารุณจนน่าตกใจซึ่งเกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญ ประกอบไปด้วยการเผาบ้านที่มีคนอยู่ภายในจนเสียชีวิต การสังหารเด็กและผู้ใหญ่ การยิงตามอำเภอใจไปยังพลเรือนที่หลบหนี การข่มขืนผู้หญิงและเด็ก และการเผาและทำลายบ้านเรือน โรงเรียน ตลาดและมัสยิด

สหประชาชาติกำหนดให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นการกระทำที่เจตนาจะทำลายชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือศาสนา ในแบบทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งอนุสัญญาของสหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกประเทศดำเนินการที่จะระงับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และลงโทษผู้ที่รับผิดชอบ

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศบังกลาเทศกล่าวในที่ประชุมที่นครเจนีวาว่า บังกลาเทศมีชาวพม่าเกือบ 1 ล้านคน อาศัยอยู่ หลังเกิดเหตุรุนแรงประหัตประหารและการข่มขืนที่ถูกใช้เป็นอาวุธในการข่มเหงรังแก

ชาวพม่าส่วนใหญ่ปฏิเสธชาวมุสลิมโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศและระบุว่าคนเหล่านี้เป็นชาวต่างชาติ

เซอิดเรียกร้องต่อคณะมนตรีให้แนะนำสมัชชาใหญ่สหประชาชาติตั้งกลไกใหม่ที่จะช่วยเหลือการสอบสวนอาชญากรรมต่อบุคคลที่รับผิดชอบ

การดำเนินคดีกับเหตุความรุนแรงและการข่มขืนที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงหรือพลเรือนดูเหมือนจะหาได้ยากมาก เซอิด ระบุ

มาร์ซูกิ ดารุสมาน หัวหน้าภารกิจค้นหาข้อเท็จจริงระหว่างประเทศในพม่า กล่าวว่า คณะจะเดินทางไปยังที่ที่หลักฐานนำไป สิ่งที่คณะมุ่งเน้นคือข้อเท็จจริงและสถานการณ์ของข้อกล่าวหาในพม่าทั้งหมดตั้งแต่ปี 2554

ทีมของดารุสมานได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยโรฮิงญา รวมทั้งเด็กในเมืองค็อกบาซาร์ เมืองท่าของบังกลาเทศ ที่เล่าบรรยายการกระทำที่โหดร้ายรุนแรง และแสดงร่องรอยบาดแผล แต่อย่างไรก็ตามพม่ายังคงไม่อนุญาตให้ผู้สืบสวนเข้าไปในรัฐยะไข่ พื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาหลบหนี แต่ทีมยังคงหวังที่จะได้รับอนุญาตให้ลงพื้นที่ในต้นปี 2561.

ข้อมูลและภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 5 ธันวาคม 2560

JoomSpirit