ยูเอ็นคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออีกรอบ จีนชี้ปมปัญหาโสมแดงต้องเจรจา

        จีนเตือนสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีกำลังเข้าสู่ “ช่วงที่สำคัญมาก” หลังจากยูเอ็นประกาศมาตรการลงโทษครั้งใหม่ เพื่อกำราบการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปของเปียงยางถึงสองครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว
       
        หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวในกรุงมะนิลาก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคว่า มาตรการลงโทษมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างมีประสิทธิภาพ
       
        หวังสำทับว่า แม้มาตรการลงโทษมีความจำเป็น แต่เป้าหมายสูงสุดควรเป็นการนำปัญหาคาบสมุทรเกาหลีกลับสู่โต๊ะเจรจา และหาทางออกสุดท้ายเพื่อให้ภูมิภาคดังกล่าวปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์และมีเสถียรภาพในระยะยาวผ่านการเจรจา
       
        รัฐมนตรีต่างประเทศแดนมังกรเตือนว่า หลังจากญัตติแซงก์ชันผ่านความเห็นชอบ คาบสมุทรเกาหลีจะเข้าสู่ช่วงที่สำคัญมาก และจีนขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาและดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม
       
        ในวันอาทิตย์ (6 ส.ค.) หวังเข้าประชุมกับ “รี ยองโฮ” รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งยิ้มตลอดเวลาระหว่างจับมือกับหวัง อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการหารือแต่อย่างใด
       
        หนึ่งวันก่อนหน้านั้น นิกกี้ เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นที่ประกอบด้วยสมาชิก 15 ชาติ หลังจากที่ประชุมประกาศมาตรการลงโทษเกาหลีเหนือรอบใหม่จากกรณีการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) สองครั้งในเดือนที่ผ่านมาว่า ไม่ควรหลอกตัวเองว่าเราแก้ปัญหาแล้ว ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนืออันตรายมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งอเมริกากำลังทำอยู่และจะดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อปกป้องทั้งตัวเองและพันธมิตร เฮลีย์ยังบอกอีกว่า วอชิงตันจะยังคงซ้อมรบประจำปีกับเกาหลีใต้ต่อไป
       
        นอกจากนี้ เมื่อเช้าวันเสาร์ (5 ส.ค.) เอชอาร์ แม็กมาสเตอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ฟังบรรยายสรุปข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือแล้ว พร้อมกล่าวว่า อเมริกายังไม่ได้ตัดตัวเลือกใดๆ รวมทั้งจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อกดดันเปียงยางควบคู่กับการหลีกเลี่ยง “สงครามราคาแพง”
       
        สำหรับมาตรการแซงก์ชันครั้งล่าสุดของยูเอ็นครอบคลุมการแบนการส่งออกมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อพิจารณาจากมูลค่าส่งออกทั้งหมดของเกาหลีเหนือเมื่อปีที่แล้ว 3,000 ล้านดอลลาร์ โดยที่ประเทศต่างๆ ยังถูกห้ามไม่ให้รับแรงงานเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำหรับรัฐบาลของคิม จอง-อึน รวมทั้งโครงการร่วมทุนใหม่ๆ กับบริษัทเกาหลีเหนือ และการลงทุนในเกาหลีเหนือ
       
        คณะมนตรีฯ ยังห้ามการเดินทางและอายัดทรัพย์สินพลเมืองเกาหลีเหนือเพิ่มอีก 9 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของบริษัทและธนาคาร นอกจากนี้ยังมีการอายัดทรัพย์สินของบริษัท 2 แห่งและธนาคาร 2 แห่ง
       
        มาตรการแซงก์ชันดังกล่าวร่างโดยสหรัฐฯ และมีการหารือกับจีน พันธมิตรสำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการกดดันให้เปียงยางกลับสู่โต๊ะเจรจา
       
        เฮลีย์กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเข้าร่วมลงมติว่า โครงการไอซีบีเอ็มและนิวเคลียร์อย่างไร้ความรับผิดชอบทั้งหมดต้องยุติลง และกล่าวกับสมาชิกคณะมนตรีฯ ในเวลาต่อมาว่า การแซงก์ชันครั้งนี้เป็นมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือครั้งใหญ่ที่สุด
       
        ก่อนหน้านั้น หลิว เจี้ยหยี่ เอกอัครราชทูตจีนประจำยูเอ็น เรียกร้องให้ระงับการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD ของอเมริกาในเกาหลีใต้ เนื่องจากเห็นว่า ไม่ใช่ทางออกสำหรับการทดสอบนิวเคลียร์และปล่อยขีปนาวุธของเปียงยาง พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์ลุกลาม

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 6 ส.ค. 60

 

JoomSpirit