จีนจัดฟอรัมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชีย พร้อมหนุนการพัฒนาในทุกมิติ

จนจดฟอรมความรวมมอแหงภมภาคเอเชย พรอมหนนการพฒนาในทกมต

การประชุมเอเชียโป๋อ่าว ( Boao Forum for Asia) เวทีกรุงเทพ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมแชงกรีลาเมื่อเร็วๆนี้ ระดมแนวคิดทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกชะลอตัว การลงทุนลดฮวบ ภาวะเศรษฐกิจการเงินการคลังระหว่างประเทศผันผวน และปัญหาความมั่นคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนสร้างความกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย

การสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคใช่ว่าจะราบรื่นตลอดเวลา เนื่องจาก 48 ประเทศในเอเชีย ประชากรกว่า 4,000 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา การขยายตัวของสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศขาดความสมดุล ระบอบการเมือง วัฒนธรรมและศาสนา มีความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันมาก

นายเจิง เผยเหยียน อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน และรองผู้อำนวยการใหญ่ BOAO Forum Conference เวทีกรุงเทพ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กลุ่มเศรษฐกิจและประเทศต่างๆ ในเอเชียมีลักษณะความสัมพันธ์กันอย่างหลวมๆ ต่างกับประเทศในอเมริกาเหนือและยุโรปซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทำให้ประเทศในเอเชียขาดการรวมพลัง หนำซ้ำบางประเทศยังมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกันมายาวนาน ตั้งแต่ปัญหาประวัติศาสตร์ ศาสนา ดินแดนและเอกราชทางทะเล ถ้าหากบริหารจัดการไม่ดี ภูมิภาคนี้ยังคงเสี่ยงที่จะเกิดภาวะตึงเครียดด้านความมั่นคงได้อีก

“ย้อนมองกลับไปในอดีต ประเทศต่างๆ ในเอเชียได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1981 ทั่วเอเชียมีประชากรในระดับยากจนมากถึง 1,600 ล้านคน แต่ปัจจุบันประชากรยากจนของเอเชียได้ลดลงเหลือเพียง 330 ล้านคน ดัชนีความยากจนของเอเชียลดต่ำลง เป็นผลจากการเปิดเสรีและการสร้างความร่วมมือ เพื่อมีส่วนร่วมในกระแสโลกาภิวัฒน์”

อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่วิกฤตการณ์ระดับภูมิภาคทำให้เห็นว่า  ความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียมักจะเต็มไปด้วยความท้าทายที่แฝงไว้ด้วยโอกาส ดังนั้น การเชื่อมประสานความร่วมมือ จะเป็นเครื่องมืออันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะทำให้ทุกประเทศก้าวข้ามวิกฤตินั้นไปได้ ยกตัวอย่างในปี 1997 วิกฤตการเงินต้มยำกุ้งได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งเอเชีย ทุกประเทศในภูมิภาคล้วนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ภายใต้วิกฤตครั้งนี้ รัฐบาลประเทศต่างๆ เกิดความตระหนักถึงความสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค แต่เนื่องจากยังขาดกลไกในการประสานงานอย่างทันท่วงที ทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ไม่ได้รับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมา แต่ละประเทศก็แยกกันออกนโยบายรับมือ ซึ่งยากที่จะเห็นผลอย่างชัดเจน และทำให้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง แต่วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ก็กระตุ้นให้เกิดการสร้างกลไกอาเซียน+จีน+ญี่ปุ่น+เกาหลี (10+3) ในการพูดคุยเจรจากันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้เกิดการขยายขอบข่ายการสวอปเงินตราระหว่างประเทศ และก่อให้เกิด "มาตรการริเริ่มเชียงใหม่" (CMI) ซึ่งเมื่อวิกฤตการณ์นี้ผ่านไป 10 ปี ภาคธนาคารในประเทศเอเชียก็ได้ขยายขนาดในการปฏิรูประบบธนาคาร สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐและธนาคารกลางต่อธนาคารกลางมากยิ่งขึ้น จนถึงปี 2008 ปัญหาวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (วิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์)ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดขึ้น ซึ่งประเทศต่างๆ แถบเอเชียได้เตรียมรับมือไว้แล้ว และร่วมกันออกนโยบายที่มีความเชื่อมโยงสอดประสานกัน ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบเชิงลบ และสร้างหลักประกันให้เศรษฐกิจเอเชียสามารถขยายตัวอย่างมั่นคง

สำหรับจีนเองนั้น เชื่อมั่นในนโยบายแสวงความร่วมมือเพื่อฝ่าฟันปัญหาไปด้วยกัน ดังที่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เคยกล่าวไว้ในงานประชุมโป๋อ้าวที่ประเทศจีนในปี 2016 ว่า ภายใต้สถานการณ์และปัญหาใหม่ๆ ประเทศในเอเชียต้องร่วมทุกร่วมสุขบนเรือลำเดียวกัน และจับมือฝ่าฟันความยากลำบากไปด้วยกัน การใช้กลไกสร้างเสริมซึ่งกันและกันเป็นจุดแข็งในการเสริมแรงให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ขยายจุดเชื่อมโยงทางผลประโยชน์ภาคเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความร่วมมือในลักษณะ “เอื้อเฟื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน” นำไปสู่ความร่วมมือในระดับ Win-Win

+ร่วมมือเพื่อรับมือการกีดกันทางการค้า

อาวุธหลักของขบวนการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์คือ การปกป้องทางการค้า (Protectionism) หลายประเทศเห็นตรงกันว่า กระแสโลกาภิวัฒน์นำมาซึ่งระบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ประชาชนในประเทศตกงาน นี่ถือเป็นบทสรุปที่ถูกต้องหรือไม่? ผลการวิจัยต่างๆกลับชี้ว่า อินเตอร์เน็ต ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมและการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุสำคัญในการสร้างปัญหาว่างงาน

นายเฉิน เต๋อหมิง อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนาในการประชุมครั้งนี้ ได้คาดการณ์ว่า ในอีกสองปีข้างหน้า แนวโน้มกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับทวิภาคี จะมีปัญหาชะลอตัวไปสู่จุดต่ำ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้น่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก แต่จะทำให้ผู้คนเริ่มหันมาตระหนักถึงผลกระทบนี้ แล้วเริ่มหันกลับไปผลักดันกระแสโลกาภิวัฒน์และระบบการค้าเสรีอีกครั้ง

+การเชื่อมโยงเพื่อประโยชน์ของภูมิภาค

เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เปิดเผยรายงานหัวข้อ "การสนองตอบอุปสงค์การสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในประเทศเอเชีย" ชี้ว่า ถ้าหากภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียจะรักษาอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2030 จะมีความต้องการในการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานมากกว่า 22.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากว่าตัวเลขที่ประมาณการณ์ในปี 2009 ถึงสองเท่าตัว

การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและสร้างความร่วมมือในการบูรณาการกำลังการผลิต ถือเป็นจักรกลตัวใหม่ในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเอเชีย โดยจีนนั้นมียุทธศาสตร์ One Belt One Road หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมยุคใหม่ มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ มีการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย” (Asian Infrastructure Investment Bank หรือ AIIB) และกองทุนเส้นทางสายไหม เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆในภูมิภาค

นายจิน ลี่ฉวิน ผู้ว่าการธนาคาร AIIB ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานว่า ในระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัฒน์นั้น ไม่มีประเทศผู้แพ้ มีแต่ผู้ได้ประโยชน์ เพียงแต่อาจจะได้ประโยชน์ในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้น ธนาคาร AIIB จึงมุ่งค้นหาโอกาสที่จะให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงภาคการเงินในประเทศต่างๆ และกระตุ้นให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เร่งพูดคุยกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นวงกว้างมากขึ้น

+ทำอย่างไรให้ 10+1 มากกว่า 11

ในเดือนสิงหาคม ปี 2560 นี้ อาเซียนจะฉลองการก่อตั้งครบรอบ 50 ปี ตลอดกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมีความร่วมมือเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศจีนอย่างแน่นแฟ้น การประชุมผู้นำจีน-อาเซียน หรือที่มักจะเรียกกันว่าการประชุม “10+1” และการประชุมผู้นำอาเซียนกับประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ (10+3) รวมถึงประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก(10+8) ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ภูมิภาคเอเชียก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งเดียวกันทางเศรษฐกิจ

จีนเองนั้นได้สร้างกลไกการเจรจากับกลุ่มอาเซียนมานานถึง 25 ปี ภายในช่วงเวลาดังกล่าว มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนเพิ่มขึ้นมากกว่า 60 เท่าตัว ประเทศจีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนติดต่อกันเป็นเวลา 7 ปี และอาเซียนได้กลายเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของจีนติดต่อกัน 5 ปี เมื่อข้อตกลงฉบับยกระดับความสัมพันธ์เขตเศรษฐกิจเสรีจีน-อาเซียนเริ่มมีผลบังคับใช้ ก็ตรงกับปีที่ประชาคมอาเซียนเริ่มก่อตั้ง และการเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน (RCEP) กำลังเร่งดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่งจะขับเคลื่อนให้เกิดเวทีใหม่ของการพัฒนาความร่วมมือในระดับภูมิภาคของเอเชียต่อไป

ความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในบรรดากลไกความร่วมมือต่างๆในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนฉบับใหม่ และยุทธศาสตร์ One Belt One Road รวมถึงการค้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิก (E-commerce) ล้วนเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น  ปัจจุบัน ถือเป็นวาระสำคัญที่ความร่วมมือระหว่างจีน-อาเซียนได้เข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งต้องพบกับโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทุกฝ่ายควรมุ่งใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกภาคส่วนให้เกิดผลงานอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนไปมาหาสู่กันด้านบุคลากร สร้างกลไกและจักรกลใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ กระชับความร่วมมือและเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อก่อให้เกิดพลังบวกใหม่สู่
การพัฒนาเศรษฐกิจการค้าภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับอาเซียนให้มีระดับที่สูงขึ้น จัดวางแผนภูมิการพัฒนาร่วมกันในอนาคต เพื่อให้กลไกความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน 10+1 มีผลลัพธ์มากกว่า 11

ข้อมูลจาก : ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 14 ก.ค. 60

 

JoomSpirit