ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกยังเสี่ยง

     กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยรายงานภาพรวมเศรษฐกิจโลกประจำเดือน เม.ย. 2017 ระบุว่า เศรษฐกิจยังคงเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายปกป้องการค้าและปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ศักยภาพการผลิตโตต่ำและความไม่เท่าเทียมทางรายได้สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว

     เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้แรงหนุนจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ที่คาดจะเติบโตถึง 2.3% ในปีนี้ และ 2.5% ในปีหน้า เพิ่มขึ้นจาก 1.6% เมื่อปีที่แล้ว หลังเตรียมใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลัง ขณะที่ญี่ปุ่น ไอเอ็มเอฟปรับขึ้นคาดการณ์จาก 0.6% เป็น 1.2% หลังได้รับแรงเสริมจากการส่งออกที่ฟื้นตัว ส่วนอังกฤษ ไอเอ็มเอฟปรับขึ้นคาดการณ์ 0.9% เนื่องจากการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ไม่ส่งผลกระทบเท่าที่คาด

     อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งรวมถึงการใช้นโยบายปกป้องการค้า โดยการใช้นโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้การค้าต้องลดลงและกระทบต่อกระแสการลงทุนข้ามชาติ และส่งผลต่อเนื่องไปฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

     "เศรษฐกิจจะยังคงความแข็งแกร่งไปได้หรือไม่ยังคงเป็นคำถามอยู่ เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงต้าน" มัวรีส ออบส์ เฟลด์ หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟ กล่าว

     นอกจากนี้ การใช้นโยบายทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีแนวโน้มทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมีแนวโน้มทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ที่ประสบกับความสามารถชำระหนี้ลดลง หลังมีปริมาณหนี้ในสกุลเหรียญสหรัฐมาก

     ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟ ขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจของจีน จาก 6.2% ในรายงานเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว เป็น 6.6% และขึ้นคาดการณ์ของปีหน้าเป็น 6.2% โดยเป็นผลจากการลงทุนภาครัฐ ซึ่งสร้างความกังวลให้ไอเอ็มเอฟ

     ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า จีนกำลังพึ่งพาการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยการ กระตุ้นจากภาครัฐ และปริมาณหนี้ในจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากสร้างความเสี่ยงต่อจีนในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีแนวโน้มสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพการเงิน และกลายเป็นความเสี่ยงฉุดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ข้อมูลจาก : โพสต์ทูเดย์ วันที่ 20 เม.ย. 60 ,07:13 น.

 

JoomSpirit