จับตาการประชุมองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ

คณะทูตอาเซียนหารือรมช.กต.ญี่ปุ่น กระชับความร่วมมือรอบด้าน ย้ำคำเชิญนรม.ญี่ปุ่นเยือนไทย

172เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่น ในฐานะประธานคณะกรรมการอาเซียนประจำกรุงโตเกียว(ASEAN Committee in Tokyo หรือเอซีที) พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตอาเซียนประจำญี่ปุ่นทั้ง 10 ประเทศ ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันและหารือกับนายเคนทะโร โสะโนะอุระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในระดับประชาชนระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นตามโครงการ WA Project ซึ่งนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ได้ประกาศในการประชุมผู้นำอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษในโอกาสครบรอบ 40 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น เมื่อปี 2556
 
นายโสะโนะอุระกล่าวว่า ญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินความสัมพันธ์กับอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เปรียบเสมือนกลจักรขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก อาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค และมีบทบาทนำในเวทีการหารือที่สำคัญ อาทิ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เออาร์เอฟ) นอกจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแล้ว ญี่ปุ่นยังต้องการที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับอาเซียนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับโครงการ WA Project ซึ่งประกอบด้วย 2 กิจกรรมสำคัญ คือ การจัดส่งอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นมาเป็นผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นในประเทศอาเซียน ที่เรียกว่า “Nihongo Partners Programme” และการแลกเปลี่ยนด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งจากอาเซียนมาญี่ปุ่น และจากญี่ปุ่นไปอาเซียน โดยที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้จัดส่ง Nihongo Partners ไปยังอาเซียนแล้ว 548 คน และมีเป้าหมายที่จะจัดส่งไปทั้งสิ้น 3,000 คนภายในปี 2563 สำหรับการแลกเปลี่ยนด้านศิลปวัฒนธรรม ได้มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนานักฟุตบอลเยาวชน การพัฒนาทักษะของวง Orchestra และการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมระหว่างกัน และต้องการความร่วมมือจากอาเซียนในโครงการ WA Project ของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องต่อไป
 
 
ขณะที่นายบรรสาน ในฐานะผู้แทนของเอกอัครราชทูตอาเซียนประจำกรุงโตเกียวได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเอกอัครราชทูตอาเซียน และขอบคุณข้อริเริ่มของญี่ปุ่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน ซึ่งมีความสำคัญมากในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ผ่านมาไทยได้รับอาสาสมัครผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่น Nihongo Partners มาสอนในโรงเรียนมัธยมปลายของไทยแล้วจำนวน 141 คน ซึ่งได้ช่วยยกระดับการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นในไทย และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งนักเรียนและครูคนไทย โดย Nihongo Partners หลายคนชื่นชอบและยังต้องการจะพำนักในไทยต่อแม้จบวาระแล้ว
 
นายบรรสานยังกล่าวแสดงความยินดีที่ WA Project มีแผนจะจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ญี่ปุ่นในปี 2560 พร้อมย้ำคำเชิญจากนายกรัฐมนตรีไทยให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางเยือนไทย โดยเฉพาะในปี 2560 ซึ่งเป็นปีพิเศษของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีของการจัดตั้งอาเซียนในปี 2560 ทั้งนี้ไทยและประเทศอาเซียนอื่น ๆ หวังที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นในการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนในญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางในโอกาสนี้ด้วย
 
ด้านนายโสะโนะอุระได้ขอบคุณบทบาทนำของไทยในฐานะประธานเอทีซี รวมถึงการประสานงานเพื่อการพบปะหารือในครั้งนี้ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับทั้งสองฝ่าย
 
ทั้งนี้ ไทยรับตำแหน่งประธานเอซีทีในช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2559 ซึ่งได้พยายามเสริมสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับญี่ปุ่นอย่างรอบด้าน รวมถึงจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ อาทิ ร่วมมือกับศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่นจัดกิจกรรมสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับอาเซียน จัดการบรรยายสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่นให้กับกลุ่มสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นที่ดูแลเรื่องอาเซียน รวมทั้งการจัดการหารือระหว่างเอกอัครราชทูตอาเซียนกับบุคคลสำคัญของญี่ปุ่น
 
ข้อมูลจาก...มติชนออนไลน์

ประชุมฉุกเฉินอาเซียน แก้ปัญหาโรฮิงญา

171ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ของเมียนมาร์ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันส่งผลให้ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ต้องเข้าร่วมการประชุมฉุกเฉิน ที่นครย่างกุ้งเพื่อหารือแนวทางคลี่คลายปัญหาดังกล่าว โดยมีนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมาร์นั่งหัวโต๊การประชุม
 
 
 
การประชุมครั้งนี้ ริเริ่มโดยมาเลเซีย ที่ออกมาแสดงความวิตกกังวลต่อชะตากรรมของชาวโรฮิงญา ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาระดับภูมิภาคพร้อมเรียกร้องให้สมาชิกอาเซียนร่วมกันจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังพื้นที่ดังกล่าว พร้อมสอบสวนข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงยาอย่างกว้างขวางในรัฐยะไข่ ด้วย หลังมีรายงานการจับกุม สังหาร และข่มขืน ชาวโรฮิงญาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกล่าวหาว่าทหารเมียนมาร์ได้กระทำกับชาวโรฮิงญาอย่างเหี้ยมโหด นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาร์ส่งทหารลงพื้นที่หลังเกิดเหตุ กลุ่มติดอาวุธโจมตีด่านตรวจบริเวณแนวพรมแดนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่นั้นมาทหารเมียนมาร์ได้สังหารชาวโรฮิงญาไปถึง 86 คน กระทำการทารุณกรรมข่มขืน อีกทั้งยังเผาบ้านชาวโรฮิงญาจนวอดวายด้วย ขณะที่กองทัพเมียนมาร์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
 
 
สำหรับนางซูจี ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินในครั้งนี้ทันทีหลังนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย กล่าวถึงเหตุรุนแรงในรัฐยะไข่ว่า เป็นการสังหารหมู่ชาวโรฮิงญา อย่างน่าเวทนา ทั้งนี้นางซูจีกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งทางการทูต และการประโคมข่าวครึกโครมของสื่อตะวันตกว่า เธอละเลยชะตากรรมของชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ เธอจึงต้องรีบเปิดการประชุมฉุกเฉินในครั้งนี้ และเริ่มอนุญาตให้ผู้สื่อข่าวบางกลุ่มเข้าไปทำข่าว รายงานสถานการณ์ข้อเท็จจริงในรัฐยะไข่ได้ ซึ่งรัฐบาลของนางซูจี ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเมียนมาร์ทำทุกอย่างภายใต้กฎหมาย ล่าสุดมีรายงานว่าทางการเมียนมาร์ ได้อนุญาตให้มีการจัดส่งความช่วยเหลือ ทางด้านมนุษยธรรมเข้าไปในรัฐยะไข่ได้แล้ว นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นพ้องต้องกันว่า เมียนมาร์ต้องรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ในรัฐยะไข่ต่ออาเซียนอย่างสม่ำเสมอ หลังวิกฤติที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวโรฮิงยาต้องอพยพจากรัฐยะไข่ เข้าไปอาศัยในบังคลาเทศเพื่อนบ้านมากถึง 27,000 คน .-
 
ข้อมูลจาก...สำนักข่าวไทย

ยูเอ็น-สหรัฐประณามเหตุสังหารทูตรัสเซีย

ยเอน-สหรฐประณามเหตสงหารทตรสเซย  คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์คนร้ายที่ก่อเหตุยิงเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกีจนเสียชีวิต พร้อมระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการก่อการร้าย แถลงการณ์ของยูเอ็นเอสซี ระบุว่า “ทางสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวของท่านทูตและรัฐบาลรัสเซีย”

Read more...

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน ‘ลาการ์ด’ ผอ.IMF ผิดจริงละเลยหน้าที่ แต่ไม่ลงโทษ

170ศาลฝรั่งเศสมีคำตัดสินในวันจันทร์ ระบุนาง คริสตัน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ผิดจริงฐานละเลยหน้าที่ กรณีการศาลอนุญาโตตุลาการส่งจ่ายเงินชดเชยมหาศาลให้นักธุรกิจอดีตเจ้าของอาดิดาส

 
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. ผู้พิพากษาของประเทศฝรั่งเศสมีคำพิพากษาตัดสินให้นาง คริสตัน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีความผิดจริงในข้อหาละเลยหน้าที่ จากการที่เธอไม่คัดค้านคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการ ที่ตัดสินให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมากให้แก่นายแบร์นาร์ด ตาปี อดีตเจ้าของบริษัท อาดิอาส เมื่อปี 2008 สมัยที่เธอยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส
 
ในคำตัดสินของศาล ผู้พิพากษาไม่ได้พบว่านางลาการ์ดละเลยหน้าที่ในกรณีที่เธอตัดสินใจหาทางยุติคดีความนอกศาลกับนายตาปี แต่ศาลระบุว่า นางลาการ์ดล้มเหลวในการคัดค้านคำสั่งจ่ายเงินจำนวน 400 ล้านยูโร (ราว 1.49 หมื่นล้านบาท) ต่างหากที่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ และนำไปสู่การใช้เงินของรัฐไปในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาไม่มีการตัดสินลงโทษเธอ
 
นาง มาร์ทีน รัคท์ มาโด อธิบายสาเหตุที่ไม่มีการลงโทษนางลาการ์ดว่า การตัดสินควรคำนึงถึงบริบทของวิกฤติการเงินทั่วโลก ซึ่งนางลาการ์ดเผชิญด้วย นอกจากนี้ นางลาการ์ดยังมีชื่อเสียงและจุดยืนในระดับสากลที่ดี ด้วยเหตุนี้ศาลจึงไม่ลงโทษเธอในคดีซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดคือจำคุก 1 ปีนี้
 
อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะไม่ลงโทษนางลาการ์ด แต่การมีคำตัดสินเช่นนี้ทำให้นางลาการ์ดมีความเสี่ยงจะเสียตำแหน่งผู้อำนวยการ IMF เช่นเดียวกับกรณีของนาย โดมินิก สเตราส์ คาน ผอ.ไอเอ็มเอฟรุ่นก่อนที่ต้องลาออกในปี 2011 เพราะพัวพันเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ โดยทนายความของนางลาการ์ดออกมากล่าวทันทีหลังศาลมีคำพิพากษาว่า พวกเขาจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาล
 
คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้นางคริสติน ลาการ์ด ดำรงตำแหนงผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟต่อไป แม้ว่าศาลฝรั่งเศสมีคำพิพากษาตัดสินให้นางลาการ์ดมีความผิดในข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ กรณีที่อนุมัติการจ่ายเงินของรัฐเป็นจำนวนเงิน 404 ล้านยูโร (429 ล้านดอลลาร์) ให้กับนายแบร์นาร์ด ทาปี นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล ขณะที่นางลาการ์ดดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในปี 2551
 
คณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟได้จัดการประชุมฉุกเฉินหลังจากที่ศาลฝรั่งเศสมีคำพิพากษาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการไอเอ็มเอฟ ลงมติไว้วางใจให้นางลาการ์ดทำหน้าที่ผู้อำนวยการไอเอ็มเ้อฟต่อไป
 
ด้านนางลาการ์ดได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า เธอรู้สึกเสียใจต่อคำตัดสินของศาล แต่เธอตัดสินใจที่จะไม่อุทธรณ์
 
สำหรับคำพิพากษาตัดสินของศาลระบุว่า นางลาการ์ดควรมีการดำเนินการมากกว่านี้ ก่อนที่จะอนุมัติการจ่ายเงินแก่นายทาปี โดยนางลาการ์ดปล่อยให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้พิจารณาการจ่ายเงินชดเชยแก่นายทาปี และไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว
 
ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า นางลาการ์ดอาจถูกจำคุก 1 ปี และถูกปรับเป็นเงิน 15,000 ยูโร หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง
 
ทั้งนี้ นายทาปีได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อรัฐบาลฝรั่งเศสในปี 2536 หลังจากที่ได้ขายหุ้นในบริษัทอาดิดาสให้กับเครดิต ลียองเนส์ ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลฝรั่งเศสถือหุ้นใหญ่ โดยนายทาปีกล่าวหาว่าธนาคารได้หลอกลวงตนให้ขายหุ้นในราคาถูก ขณะที่ธนาคารนำไปขายต่อในราคาที่สูงกว่ามาก โดยคดีความยืดเยื้ออยู่ในชั้นศาลเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยนอกศาล และรัฐบาลยอมจ่ายเงินแก่นายทาปีในปี 2551
 
 
ข้อมูลจาก...ไทยรัฐออนไลน์ และ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ความตกลงเสรีการค้า `อาเซียน-ฮ่องกง `ตั้งเป้าเจรจาจัดทำความตกลง AHKTNC ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

ความตกลงเสรการคา เอเซยน-ฮองกง  ฮ่องกง จะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการเจรจาทางการค้าสำหรับการจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง (AHKTNC) ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 15 – 18 ธันวาคม 2559 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง

Read more...

JoomSpirit