เกี่ยวกับเอเปค

banner aboutapec

วัตถุประสงค์หลักของเอเปค คือการเป็นเวทีที่ปรึกษาหารือกันในด้านการส่งเสริมและลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนตามหลักเกณฑ์ของ GATT ทั้งนี้เพื่อดำรงไว้ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตในภูมิภาคและรวมไปถึงโลกด้วย นอกจานี้เพื่อพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการค้าเปิดแบบพหุภาคี (Open Multilateral Trading System) ในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิกและกลุ่มประเทศอื่นๆ

ปฏิญญากรุงโซลเมื่อปี 2534 ได้ระบุหลักการสำคัญของเอเปคดังนี้

  • ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก
  • ส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี
  • ลดอุปสรรคทางการค้า การค้าบริการ และการลงทุนในทางที่สอดคล้องกับหลักการของแกตต์ (ขณะนั้น WTO ยังมิได้ก่อตั้ง)
  • ไม่เป็นการรวมกลุ่มทางการค้าแบบปิด (trade bloc)
  • หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะและแนวทางแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งของประเทศสมาชิกและของภูมิภาค

ในการนี้ การดำเนินการของเอเปคคจะยึดหลักการฉันทามติ ความเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก และจะคำนึงถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจและสังคม และระดับการพัฒนาของสมาชิก

โดยที่เอเปคก่อตั้งขึ้นมาด้วยความต้องการที่จะเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบ หลวมๆ จึงไม่มีการจัดตั้งโครงสร้างองค์กรกลางในลักษณะเช่นเดียวกับองค์การความร่วมมืออื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป หากแต่ประกอบด้วยโครงสร้างองค์กรที่สำคัญๆ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกลไกการดำเนินงานในแต่ละปีซึ่งเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานของการประชุมปีนั้นๆ และส่วนที่เป็นองค์กรกลางที่เรียกว่าสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2535 เพื่อทำหน้าที่คล้ายกับเป็นฝ่ายเลขานุการให้การสนับสนุนสมาชิกที่เป็นประธานการประชุมเอเปคใน แต่ละปี โดยที่ประธานการประชุมเอเปคจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกปี ทำให้ไม่สามารถติดตามความคืบหน้าการดำเนินการต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง สำนักเลขาธิการเอเปคจึงเปรียบเสมือนหน่วยความจำภาคสถาบัน (institutional memory) เพื่อทำหน้าที่ติดตามประสานงานให้มีความต่อเนื่องของกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ประเทศไทยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการบริหารสำนักเลขาธิการเอเปคในปี 2545 และผู้อำนวยการบริหารฯ ในปี 2546

สำหรับโครงสร้างองค์กรส่วนที่ 1 นั้น ประกอบด้วยกลไกการดำเนินการหลัก 6 ระดับ ได้แก่

1. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจ (Economic Leaders’ Meeting)

เป็นการประชุมระดับสูงสุดของเอเปคโดยมีผู้นำประเทศ/รัฐบาลและเขตเศรษฐกิจของแต่ละสมาชิกเข้าร่วมประชุม จัดประชุมปีละ 1 ครั้ง ครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) สำหรับประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมฯ เจ้าภาพจะสลับกันไประหว่างสมาชิกจากกลุ่มอาเซียนและสมาชิกนอกกลุ่มอาเซียน ในอัตรา 1 ต่อ 2 สำหรับสมาชิกเอเปคที่จะเป็นเจ้าภาพต่อจากประเทศไทย ในปี 2546 ได้แก่ ชิลี (2547) สาธารณรัฐเกาหลี (2548) เวียดนาม (2549) ออสเตรเลีย (2550) และเปรู (2551)

2. การประชุมรัฐมนตรี (Ministerial Meeting)

เป็นการประชุมร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการค้าประจำปี เจ้าภาพจัดการประชุมคือสมาชิกที่เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปีนั้น ประชุมปีละ 1 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) สำหรับประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุม และในการประชุมรัฐมนตรีเอเปคที่มีขึ้นในวันที่ 17-18 ตุลาคม 2546 รัฐมนตรีทั้งสองท่านก็ได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมกัน

3. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Meeting - SOM)

โดยธรรมเนียมปฏิบัติจะมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอย่างเป็นทางการ 3 ครั้งและไม่เป็นทางการ 2 ครั้ง (ในช่วงต้นของปีที่เข้ารับหน้าที่เป็นประธาน และช่วงปลายปีก่อนการประชุมรัฐมนตรีเอเปค) สำหรับประเทศไทยมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม SOM ทำหน้าที่พิจารณาการดำเนินการของเอเปคในทุกๆ ด้าน รวมทั้งติดตามความคืบหน้าของกิจกรรมภายใต้คณะทำงานและกลุ่มทำงานต่างๆ ของเอเปค การบริหารงานของสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) และงบประมาณสำหรับกิจกรรมต่างๆ ของเอเปค เพื่อเสนอให้ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สำหรับปี 2546 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM Chair) โดยมีอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย (SOM Leader)

4. การประชุมรัฐมนตรีเอเปคในสาขาต่างๆ (Sectoral Ministerial Meeting)

เอเปคจัดประชุมรัฐมนตรีรายสาขาตามวาระที่กำหนด ที่ผ่านมามีการประชุมรัฐมนตรีรายสาขา ได้แก่ ด้านการค้า ด้านการศึกษา ด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านการคลัง ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม ด้านโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมสารสนเทศ และด้านการขนส่ง

สำหรับในปี 2546 มีการประชุมรัฐมนตรีด้านต่างๆ ในประเทศไทย ดังนี้ รัฐมนตรีด้านการค้า (2-3 มิถุนายน) รัฐมนตรีสาธารณสุขสมัยพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องโรคซาร์ส (27-28 มิถุนายน) รัฐมนตรีด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (7-8 สิงหาคม) รัฐมนตรีคลัง (4-5 กันยายน) และรัฐมนตรี เอเปคซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีพาณิชย์ (17-18 ตุลาคม)

5. คณะกรรมการ (Committee)

เอเปคมี 4 คณะกรรมการหลัก ได้แก่

5.1 คณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment - CTI) เป็นเวทีปรึกษาหารือและติดตามการดำเนินการด้านการเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน5.2 คณะกรรมการเศรษฐกิจ (Economic Committee - EC) ทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มและประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสมาชิกเอเปคเพื่อสนับสนุนการดำเนินการเปิดเสรีการค้าและการ ลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการของเอเปค

5.3 คณะกรรมการว่าด้วยงบประมาณและการบริหาร (Budget and Management Committee - BMC) มีบทบาทในการให้คำแนะนำต่อเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคในด้านงบประมาณ การบริหารและการจัดการ ประเทศไทยดำรงตำแหน่งรองประธาน BMC ในปี 2546 และประธานในปี 2547

5.4 คณะกรรมการของเจ้าหน้าที่อาวุโสว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (SOM Committee on Economic and Technical Cooperation - ESC) มีบทบาทในการประสานและ กําหนดกรอบนโยบายด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (Economic and Technical Cooperation - ECOTECH) รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ในระหว่างปี 2543-2544 ประเทศไทยเคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการเป็นเวลา 2 ปี (2543-2544)

6. คณะทำงาน (Working Group)

เป็นการประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาประเด็นเฉพาะด้าน ในขณะนี้เอเปคมีคณะทำงานที่ รับผิดชอบด้านต่างๆ ดังนี้

1. การส่งเสริมการค้า (Trade Promotion)

2. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (Industrial Science and Technology)

3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Development)

4. พลังงาน (Energy)

5. โทรคมนาคมและสารสนเทศ (Telecommunications and Information)

6. ประมง (Fisheries)

7. การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (Marine Resources Conservation)

8. การขนส่ง (Transportation)

9. ความร่วมมือทางเทคนิคการเกษตร (Agricultural Technical Cooperation)

10. การท่องเที่ยว (Tourism)

11. วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานหรือกลุ่มทำงานเฉพาะกิจในด้านอื่นๆ อาทิ คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Task Force) กลุ่มทำงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce Steering Group) และเครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อประสานงานด้านสตรี (Gender Focal Point Network) เป็นต้น

7. งบประมาณ

งบประมาณการดำเนินงานหลักของเอเปคในแต่ละปีมาจากเงินสนับสนุนของสมาชิกตาม สัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ สำหรับไทยมีพันธกรณีที่จะต้องจ่ายค่าบำรุงประจำปีแก่เอเปคเป็นเงินจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 1.5 ของเงินค่าบำรุงของเอเปคทั้งหมด แต่ก็ได้รับประโยชน์กลับคืนในรูปแบบของการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เสนอโดยไทยเป็นจำนวนมากกว่าเงินค่าบำรุงหลายเท่าทุกปี

8. บทบาทของภาคเอกชน

นอกเหนือจากกลไกหลักของภาคราชการแล้ว เอเปคยังมีกลไกที่สำคัญของภาคเอกชนคือ สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council – ABAC) ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนที่ปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้นำฯ ในการดำเนินการเพื่อเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคประกอบด้วยสมาชิก 63 ราย ที่มาจากการแต่งตั้งโดยผู้นำของแต่ละเขตเศรษฐกิจจำนวน 3 คน/เขตเศรษฐกิจ ในส่วนของไทยประกอบด้วย ผู้แทนจากสภาหอการค้าไทย ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมไทย และผู้แทนจากสมาคมธนาคารไทย เป็นผู้แทนไทยในสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจ ทั้งนี้ สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจจะจัดการประชุมปีละ 4 ครั้งเพื่อหารือในหมู่นักธุรกิจภาคเอกชนและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อที่ประชุมผู้นำฯ ในช่วงปลายปี

อนึ่ง นอกจากการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคในช่วงปลายปีแล้ว ภาคเอกชนยังได้จัดกิจกรรมสำคัญคือ การประชุมสุดยอดผู้นำภาคเอกชนของเอเปค (APEC CEO Summit) ในช่วงเดียวกับการจัดประชุมผู้นำเอเปคเพื่อหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างนักธุรกิจชั้นนำของเอเปคจำนวนกว่า 500 คนจาก 21 เขตเศรษฐกิจ โดยจะมีการเชิญบุคคลผู้มีชื่อเสียงจากภาครัฐ เอกชน รวมทั้งผู้นำเอเปคหลายท่านขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อต่างๆ ที่เป็นที่สนใจของที่ประชุม ในปี 2546 ประเทศไทยก็ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำภาคเอกชนของเอเปคขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ โครงการความร่วมมือภายในกลุ่มประเทศเอเปค จะครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ซึ่งในระดับคณะทำงาน จะประกอบด้วย 10 ด้าน ดังนี้

1. ด้านการส่งเสริมการค้า (Trade Promotion Working Group : TPWG)

มีการประชุมครั้งแรกที่กรุงโซล ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2533 จุดประสงค์ของคณะทำงานนี้เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มสมาชิก โดยยังครอบคลุมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน บุคลากร และข้อมูลต่างๆ TPWG สนับสนุนให้ธุรกิจภาคเอกชนรวมกลุ่มกันเป็น Asia-Pacific Business Net (APB-Net) ซึ่งจะมีการประชุมปีละครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 สำหรับเป้าหมายในอนาคตก็คือ การทำข้อเสนอต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพิ่มความร่วมมือกับคณะงานกลุ่มอื่น สนับสนุนให้ธุรกิจภาค เอกชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น

2. ด้านการพิจารณาทบทวนข้อมูลการลงทุนและการค้า (Trade and Investment Data Review Working Group : TIDWG)

เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2533 วัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ออกมาให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับการค้า การบริการ และการลงทุนระหว่างประเทศในกลุ่มเอเปค ทั้งนี้เพื่อลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลทางสถิติ ทำให้สามารถนำมาเปรียบเทียบและเข้าใจง่ายขึ้น TIDWG ได้พัฒนาและจัดทำ Trade and Investment Data Database (TIDDB) ซึ่งจะเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการค้า บริการ และการลงทุนระหว่างประเทศ โดยในอนาคตจะครอบคลุมข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment)

3. ด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม (Industrial Science and Technology Working Grouup:ISTWG)

ถูกกำหนดแนวนโยบายโดยผู้นำสูงสุด จุดประสงค์ของคณะทำงานนี้คือ การพัฒนาและใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ในขณะเดียวกันก็รักษาสภาพแวดล้อมด้วย ลำดับขั้นตอนของคณะทำงานมีดังนี้

1) เพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ข่าวสารทางเทคโนโลยี

2) แลกเปลี่ยนงานวิจัยและบุคลากรในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

3) จัดให้มีความร่วมมือในการทำวิจัย

4) เพิ่มความโปร่งใส(Transparency)เกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ

5) ใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

งานส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของงานศึกษา เช่น ศึกษาเกี่ยวกับดัชนีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอุตสาหกรรม ศึกษากฎหมายและระเบียบข้อบังคับของสมาชิกในเอเปค เกี่ยวกับการค้า การลงทุนด้านเทคโนโลยีส่วนโครงการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ เช่น

• Cleaner Production/Clear Technology Strategy

• Gender and Science and Technology

• Asia-Pacific Youth Festival on Science and Technology

4. ด้านความร่วมมือทางด้านพลังงานภายในภูมิภาค (Regional Energy Cooperation Working Group:RECWG)

เริ่มมีในปี พ.ศ. 2533 มีจุดประสงค์เพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคได้รับประโยชน์มากที่สุดจากอุตสาหกรรมพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการใช้น้ำมัน คณะทำงานจะมีการพิจารณาถึงนโยบายพลังงาน การวางแผน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานของพลังงานในประเทศสมาชิก

การดำเนินงานสำคัญๆ ที่ผ่านมา ได้แก่

• มีการตกลงร่วมกันของรัฐมนตรีพลังงานในการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ 14 ข้อ (Rational Energy Policy Principles) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปนโยบายพลังงานของประเทศสมาชิก

• ในปี พ.ศ. 2540 มีการลงนามโดยรัฐมนตรีที่มีชื่อว่า Manual of Best Practice Principles for Independent Power Procedures (IPPs) ทั้งนี้เเพื่อการเคลื่อนย้านเงินทุนของภาคเอกชนในการลงทุนเกี่ยวกับสาธารณูปโภคด้านพลังงาน

• จัดทำโครงการฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนข่าวสาร เพื่อการผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดมลพิษต่างๆ อันเนื่องมาจากการผลิตและใช้พลังงาน

โครงการในปี พ.ศ. 2541 จะยังคงดำเนินการตาม Osaka Action Plan และข้อตกลงต่างๆ ทีได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีและนำสูงสุด โดยในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 จะมีการประชุมรัฐมนตรีพลังงานที่ประเทศญี่ปุ่น และเริ่มที่จะกำหนดแนวทางจากการประชุมรัฐมนตรีที่ Edmonton เช่น พิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ความร่วมมือในมาตรฐานด้านพลังงาน และความมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

5. ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development Working Group : HRDWG)

ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2533 ครอบคลุมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงการฝึกอบรมระดับต่างๆ HRD ถือได้ว่าเป็นหัวข้ออันดับต้นๆ ที่เอเปคได้มีการพูดคุยกัน HRDWG ประกอบด้วย 5 หน่วยงานย่อยได้แก่

1) เครือข่ายด้านการจัดการธุรกิจ (Business Management Network) ดูแลเกี่ยวกับการศึกษา การจัดการและพัฒนาธุรกิจ2) เครือข่ายด้านการจัดการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development Management Nitwork) สนับสนุนการใช้บุคลากรในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

3) เครือข่ายด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (Industrial Technology Network) ดูแลเกี่ยวกับมาตรฐาน และคุณภาพของประชากร แลกเปลี่ยนการปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ

4) ด้านการศึกษา (Education Forum) ดูแลเกี่ยวกับระบบการศึกษาในกลุ่มประเทศเอเปค5) ด้านข่าวสารของตลาดแรงงาน (Labor Market Information) แลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศเอเปค

HRDWG ถือได้ว่าเป็นคณะทำงานที่ใหญ่ที่สุดคณะหนึ่งของเอเปค โดยมีโครงการมากกว่า 80 โครงการในปี พ.ศ. 2540 มีโครงการที่ได้รับการรับรองแล้วดังนี้

• การทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศเอเปค

• การพัฒนาและใช้ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สำหรับการศึกษาในโรงเรียน

• เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดกรงงานในกลุ่มประเทศเอเปค

• เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาบุคลกรในกลุ่มประเทศเอเปค

• ฯลฯ

ในปี พ.ศ. 2541 HRDWG จัดให้มีโครงการทั้งหมด 38 โครงการ ตัวอย่างเช่น• SME Companies International Technology Conference : MITEC 98

• Gl0bal Advantages through People : Human Resources Management Policies and Practices In APEC Economies

• Trade and Investment Training Program 98

• Symposium on Overcoming Bottlenecks : Free and Open labor Markets

6. ด้านโทรคมนาคม (Telecommunications Working Group : TEL)

ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกจากการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior officials Meeting) ในปี พ.ศ. 2533 มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และความร่วมมือในภูมิภาค

TEL ประกอบด้วย 4 หน่วยงานย่อย ซึ่งจะเสนอ กำหนด และดูแลโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย ได้แก่

1) กลุ่มเปิดเสรี (Liberalization Steering Group)2) กลุ่มอำนวยความสะดวกของธุรกิจ(Business Facilitation Steering Group)

3) กลุ่มพัฒนาความร่วมมือ (Development Cooperation Steering Group)

4) กลุ่มพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Hanna Resource Development Steering Group)รัฐมนตรีเอเปค มีการประชุมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสื่อสาร โดยให้จัดทำโครงการ Asia-Pacific Information Infrastructure (APII) ครั้งแรกมีขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี เมื่อปี พ.ศ. 2538 มีการตกลงในวัตถุประสงค์และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ 10 ประการ ซึ่งประกาศใน Seoul Declaration ส่วนครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ควีนส์แลนด์ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นการจัดทำแผนปฏิบัติการ ซึ่งอยู่ใน Gold Coast Declarationโครงการต่าง ๆ ที่จะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2540 ได้แก่

• จัดตั้ง APII Cooperation Center ในประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น เพื่อทดสอบและพัฒนาระบบการสื่อสาร

• พัฒนาระบบ Video Conference ของ APII

• สนับสนุนในธุรกิจภาคเอกชนลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานของการสื่อสาร

• ศึกษาและสัมมนาในการให้ความรู้เกี่ยวกับข้อดีของการเปิดเสรี

7. ด้านการประมง (Fisheries Working Group :FWG)

วัตถุประสงค์ของคณะทำงานนี้เพื่อประชาสัมพันธ์การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน หาข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการประมง และเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ประมง

FWG ได้รับความร่วมมือจากสมาชิกเอเปค เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเก็บรักษา ทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและทะเล และยังได้สนับสนุนให้ใช้ HACCP (Hazard Analysis and Critical control Points) ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่ว่าด้วยคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า นอกจากนี้ยังมีโครงการต่างๆ เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารทางการตลาดและการค้า รวมถึงการเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของการเปิดเสรีทางการค้าและลงทุนของอุตสาหกรรมประมง

โครงการในอนาคตยังคงเกี่ยวกับการศึกษาของอุตสาหกรรมประมงในระยะยาว โดยจะเป็นการวิเคราะห์ในช่วงเวลา 4 ปี ครอบคลุมถึง พิกัดอัตราภาษี การลงทุน และเงินอุดหนุน และงานศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางน้ำ และผลกระทบในระยะยาวของการประมง

8. ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (Marine Resource Conservation Working Group : MRC)

จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2533 เพื่อป้องกันทรัพยากรและสภาพแวดล้อมทางทะเลในปี พ.ศ. 2539 มีการจัดตั้งกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางทะเล (Strategy to Address Sustainability of the Marine Environment) เพื่อการจัดการยั่งยืนด้านทรัพยากรทางทะเล ซึ่งถือเป็นหัวข้อสำคัญของที่ประชุมผู้นำสูงสุด จากนั้นจึงมีการกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ (Action plan) ซึ่งมีจุดประสงค์ 3 ประการคือ เพื่อรวบรวมประเด็นสำคัญในการจัดการด้านชายฝั่งทะเลเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษทางทะเล และการจัดการที่ยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล ในปี พ.ศ. 2540 ได้จัดให้มีการศึกษาถึงผลกระทบของการจับปลาที่ผิดวิธี การหาทางป้องกันอุบัติเหตุและมลพิษทางทะเล

ในอนาคตคณะทำงานจะมีการรวมกลุ่มกับองค์กรอื่นๆ เช่น Sustainable Development Training and Information Network, Edunet Integrated Coastal Management Network ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงคุณภาพของบุคลกร แลกเปลี่ยนข่าวสาร และกำหนดการทำวิจัยร่วมกันเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

9. ด้านการคมนาคมขนส่ง (Transportation Working Group :TPTWG)

สืบเนื่องมาจากระยะทางที่ห่างไกลกันระหว่างประเทศสมาชิก จึงจำเป็นที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการคมนาคมขนส่งในภูมิภาคนี้ การประชุมรัฐมนตรีคมนาคมมีขึ้นครั้งแรกที่กรุงวอชิงตันในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2538 และครั้งต่อมาที่เมืองวิคตอเรีย ประเทศแคนาดา ในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2540 คณะทำงานมีการรวมกลุ่มกันของภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการขนส่งในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งมีความพยายามที่จะศึกษาปัญหาต่างๆ ของระบบการคมนาคมขนส่งและแนวทางในการแก้ไขประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การบริการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย การเพิ่มขึ้นของความต้องการ และการใช้เทคโนโลยีใหม่ให้มีประสิทธิภาพ

10. ด้านการท่องเที่ยว (Tourism Working Group : TWG)

เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2534 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและสังคมอันสืบเนื่องมาจากผลกระทบของการท่องเที่ยว เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการกำหนดนโยบาย ยกเลิกอุปสรรคต่างๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายนักท่องเที่ยวและการลงทุนโดยการเปิดเสรีในภาคบริการ และการใช้การท่องเที่ยวเห็นหนทางของการพัฒนาเศรษฐกิจ

จากปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา TWG ได้บรรลุโครงการต่างๆ มากว่า 10 โครงการ ทั้งนี้ได้มีการศึกษาในการที่จะยกเลิกอุปสรรคต่างๆ เกี่ยวกบการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเอเปค มีการจัดโปรแกรมการทำงานซึ่งรวมถึงกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการค้าและการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ โดยในช่วง 3 ปีข้างหน้า TWG วางแผนที่จะพิจารณาใน 4 ประเด็นคือ

1) การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักท่องเที่ยว และยกเลิกอุปสรรคต่างๆ

2) สนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นหนทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ

3) พัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว

4) แลกเปลี่ยนข่าวสาร โดยจะสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

 

JoomSpirit