จับกระแสเศรษฐกิจ 2559

ไทย-ปากีสถาน เร่งเจรจา FTA ตั้งเป้าสรุปผลภายในปีนี้ หวังมีผลใช้ในปีหน้า

ไทย-ปากสถาน เรงเจรจา FTA ตงเปาสรปผลภายในปน หวงมผลใชในปหนา  นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมการเจรจา FTA ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 5 เปิดเผยว่า การเจรจารอบนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือเกี่ยวกับรูปแบบการลดภาษีการเปิดตลาดสินค้า 

Read more...

มาเลย์เซียหวังนายกฯ ญี่ปุ่น เจรจา ทรัมป์ หนุน TPP

166เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ย. นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศมาเลเซีย ร้องขอให้นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พยายามโน้มน้าว โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ให้สนับสนุนความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เมื่อทั้งสองคนพบปะกันตามกำหนดการที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้
 
มาเลเซียและญี่ปุ่นเป็น 2 ใน 12 ประเทศที่เป็นหุ้นส่วนข้อตกลงทีพีพี โดยญี่ปุ่นกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายในการให้รัฐสภาอนุมัติกฎหมายที่จำเป็นในการให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการเจรจาอาจสามารถให้สัตยาบันได้ทันก่อนที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะก้าวลงจากตำแหน่ง ขณะที่นายทรัมป์ ว่าที่ผู้นำใหม่ ก็แสดงความต่อต้านข้อตกลงนี้อย่างรุนแรง
 
เมื่อวันพุธนายนาจิบบอกกับนายอาเบะว่า มาเลเซียได้เคลียร์ทางเพื่อการให้สัตยาบันข้อตกลงทีพีพีแล้ว และเรียกร้องให้นายอาเบะอธิบายถึงความสำคัญของข้อตกลงนี้แก่นายทรัมป์ ในตอนที่พวกเขาพบกันในวันพฤหัสบดีนี้
 
“เราหวังว่าข้อตกลงทีพีพีจะมีผลบังคับใช้” นายนาจิบกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับนายอาเบะ เขาเสริมด้วยว่า การพบกันระหว่างนายอาเบะกับนายทรัมป์ เป็นสิ่งที่สมาชิกทีพีพีที่เหลือเฝ้ารออย่างมาก“หวังว่าความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของทีพีพีจกได้รับการยอมรับจากรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเข้ามาบริหาร รวมทั้งประเทศสมาชิกทั้งหมด”
 
อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร นายอาเบะกล่าวในการประชุมรัฐสภาว่า เขาหวังที่จะสร้างความเชื่อใจกับผู้นำคนต่อไปของสหรัฐฯ พันธมิตรที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น “เมื่อผมพบนายทรัมป์ ผมอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องเศรษฐกิจ, การค้า, ความมั่นคง และความสัมพันธ์กับความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ และต้องการสร้างความสัมพันธ์ด้วยความเชื่อใจ” นายอาเบะกล่าว
 
ข้อมูลจาก...ไทยรัฐออนไลน์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ผลการศึกษาชี้ ศก.UK เสี่ยงสูญการลงทุน 2.9 ล้านล้านถ้าก้าวออกจากสมาชิก EU

164ผลการศึกษาล่าสุดโดยศูนย์วิจัยเพื่อธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ (ซีอีบีอาร์) ในสหราชอาณาจักร ร่วมกับบริษัท ฮิตาชิ แคปิตอลแห่งญี่ปุ่น และสำนักวิจัยออนไลน์ชื่อดัง “ยูกอฟ” ที่มีการเผยแพร่ในวันจันทร์ (14 พ.ย.) ระบุว่าสหราชอาณาจักรอาจต้องสูญเสียการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาลมากกว่า 82,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) จากผลพวงของประชามติ “เบร็กซิต” ที่จะนำไปสู่การก้าวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) 
       
       ผลการวิจัยเชิงสำรวจนี้ยังบ่งชี้ด้วยว่า ผลพวงจากการจัดลงประชามติดังกล่าวเมื่อ 23 มิถุนายนที่ผ่านมาที่เกือบร้อยละ 52 ของผู้มีสิทธิออกเสียงในเมืองผู้ดีลงมติให้ประเทศของตนก้าวออกจากอียู ยังส่งผลให้นักลงทุนและภาคธุรกิจภายในของสหราชอาณาจักรเองก็ตัดสินใจที่จะชะลอหรือยกเลิกแผนการลงทุนของตนเช่นเดียวกัน
       
       ข้อมูลจากรายงานพบว่า ราว 1 ใน 3 ของบรรดาผู้บริหารบริษัทด้านการลงทุนจำนวน 1,015 แห่งที่เข้าร่วมการสำรวจเกี่ยวกับผลกระทบในการดำเนินกิจการนับตั้งแต่ทราบผลประชามติเบร็กซิตเมื่อ 23 มิถุนายนก็พบว่าพวกเขาตัดสินใจจะเลื่อน หรือยกเลิกแผนการลงทุนของบริษัทเพราะหวั่นวิตกถึงบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอน หากสหราชอาณาจักรก้าวออกจากการเป็นสมาชิกอียู
       
       ขณะเดียวกัน บรรดาผู้บริหารซึ่งมีอำนาจตัดสินใจเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจยังยอมรับว่า พวกเขามีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการเป็นสมาชิกอียูของสหราชอาณาจักร รวมทั้งสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศภายหลังจากการก้าวออกจากการเป็นสมาชิกอียูแล้ว
       
       ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์โดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันวิจัยทางสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติของสหราชอาณาจักรที่ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของเมืองผู้ดีส่อเค้าจะปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกราว 3 เปอร์เซ็นต์ เป็นเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2017 จากระดับปัจจุบันที่ 1 เปอร์เซ็นต์
       
       ที่ผ่านมา ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงได้ปรับร่วงลงไปแล้วราว 18 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ที่มีการประกาศผลประชามติเบร็กซิต ซึ่งการปรับร่วงลงมาดังกล่าวถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 168 ปี ขณะที่ทางธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England : BOE) ได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการตัดลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในช่วงปลายปีนี้
 
ข้อมูลจาก...MGR Online

นิวซีแลนด์จ่อชาติแรกให้สัตยาบันทีพีพี

 
165รัฐบาลนิวซีแลนด์ สามารถผลักดันร่างกฎหมายให้สัตยาบันต่อความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) สู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ส่งผลให้นิวซีแลนด์มีแนวโน้มเป็นประเทศแรกที่สามารถผลักดันข้อตกลงดังกล่าวเป็นกฎหมาย
 
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายข้อตกลงทีพีพีสามารถผ่านวาระ 3 ในรัฐสภานิวซีแลนด์วานนี้ ทำให้ขณะนี้เหลือแต่เพียงการลงนามให้ความเห็นชอบจากมุขมนตรีนิวซีแลนด์เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนการในการให้สัตยาบัน
 
นายทอดด์ แมคเคลย์ รมว.การค้านิวซีแลนด์ กล่าวว่า การที่ข้อตกลงทีพีพีสามารถผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่บ่งชี้ว่า นิวซีแลนด์มีพันธกรณีต่อระบบการค้าเสรีทั่วโลก
 
ความสำเร็จของนิวซีแลนด์เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของอีก 11 ประเทศที่เหลือ ซึ่งรวมทั้งสหรัฐ และญี่ปุ่น
 
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงการคัดค้านข้อตกลงทีพีพี ตั้งแต่ที่เขาเริ่มการรณรงค์หาเสียง ขณะที่สภาคองเกรสส่งสัญญาณไม่เห็นชอบเช่นกัน
 
ข้อมูลจาก..กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

จีนลดค่าเงินหยวนต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี

159ธนาคารกลางจีนลดค่าเงินหยวนลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปีวันนี้ เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อเงินหยวน
 
 
ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตราอ้างอิงเงินหยวนวันนี้ไว้ที่ 6.8495 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงร้อยละ 0.30 จากอัตราเมื่อวันจันทร์ เป็นการอ่อนค่ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 และอ่อนค่ากว่าเมื่อครั้งที่จีนตรึงค่าเงินหยวนไว้ที่ 6.83 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นเวลา 9 เดือนระหว่างปี 2552-2553 ก่อนหน้านี้เงินหยวนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี เพราะดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากการที่ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศระหว่างหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายและลดภาษี นักวิเคราะห์บางรายคาดว่า รัฐบาลจีนอาจเข้าแทรกแซงไม่ให้เงินหยวนอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้
 
จีนอนุญาตให้เงินหยวนขึ้นลงได้ไม่เกินร้อยละ 2 จากอัตราอ้างอิง เดือนสิงหาคมปีที่แล้วธนาคารกลางจีนได้ลดค่าเงินหยวนอย่างฉับพลันหลายครั้ง ทำให้นักค้าพากันเทขายเงินหยวนและเกิดปัญหาเงินทุนไหลออกจำนวนมาก.-
 
ข้อมูลจาก...สำนักข่าวไทย
JoomSpirit