WTO: องค์การการค้าโลก

        องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เป็นองค์การระหว่างประเทศ ที่มีพัฒนาการมาจากการทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือแกตต์ (General Agreement on Tariffs and Trade: GATT) เมื่อปี พ.ศ. 2490 ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีสถานะเป็นสถาบันจนกระทั่งการเจรจาการค้ารอบอุรุกวัยสิ้นสุดลง และผลการเจรจาส่วนหนึ่งคือ การก่อตั้ง WTO ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 มีสมาชิกเริ่มแรก 81 ประเทศ และมีที่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นสมาชิกลำดับที่ 59 มีสถานะเป็นสมาชิกก่อตั้ง ขณะนี้ มีประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก WTO ที่สำคัญ เช่น รัสเซีย เวียดนาม ลาว มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก WTO ด้วยกันคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 90 ของการค้าโลก และการขยายตัวของจำนวนสมาชิกจะมีผลให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบัน (ณ เดือนเมษายน พ.ศ. 2551) WTO มีสมาชิกอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น 151 ประเทศ สมาชิกล่าสุดประกอบด้วย เนปาล กัมพูชา ซาอุดิอารเบีย ตองกา และเวียตนาม

หลักการสำคัญของ WTO 
 
  • กำหนดให้ใช้มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศโดยไม่เลือกประติบัติ (Non-Discrimination) คือ ให้การปฏิบัติต่อสินค้าจากประเทศสมาชิกอย่างเท่าเทียมกัน (Most-favoured Nation Treatment : MFN) กล่าวคือ แต่ละประเทศจะต้องเรียกเก็บภาษีศุลกากร หรือ ค่าธรรมเนียม หรือใช้มาตรการใดๆ กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกอื่นๆ เท่าเทียมกันทุกประเทศ และปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าเท่าเทียมกับสินค้าภายในประเทศ (National Treatment) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีภายใน หรือการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ
  • การกำหนดและบังคับใช้มาตรการทางการค้าจะต้องมีความโปร่งใส (transparency) โดยประเทศสมาชิกจะต้องพิมพ์เผยแพร่กฎระเบียบ เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าต่อสาธารณชน และแจ้งให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศ
  • คุ้มครองผู้ผลิตภายในด้วยภาษีศุลกากรเท่านั้น (tariff-only protection) โดยหลักการแล้ว WTO ห้ามใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าและส่งออกทุกชนิด ยกเว้นกรณีที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของ WTO มีสิทธิ์ใช้ข้อยกเว้นในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น (necessary exceptions and emergency action) ประเทศสมาชิกสามารถใช้มาตรการคุ้มกันชั่วคราว ในกรณีที่มีการนำเข้ามาก ผิดปกติ และสามารถจำกัดการนำเข้า เพื่อจุดประสงค์ในการแก้ไขการขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือในกรณีที่เป็น ข้อยกเว้นทั่วไป เช่น เพื่อรักษาสุขภาพของประชาชน สัตว์ และพืช เพื่อศีลธรรมอันดี และเพื่อความมั่นคงภายใน เป็นต้น
  • ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม (fair competition) ประเทศสมาชิกสามารถเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน จากสินค้านำเข้าได้ หากมีการไต่สวนตามกฎเกณฑ์ของ WTO แล้วพบว่า ประเทศผู้ส่งออกมีการทุ่มตลาด หรือให้การอุดหนุนจริง และก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกอุดหนุนการผลิตและการส่งออกจนบิดเบือนกลไกตลาด
  • ให้มีการรวมกลุ่มทางการค้าเพื่อลดภาษีระหว่างกันได้ หากมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการค้า แต่มีเงื่อนไขว่าการรวมกลุ่มต้องไม่มีจุดประสงค์เพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม (no trade blocs) และเมื่อรวมกลุ่มกันแล้วต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์เดิมของประเทศนอกกลุ่ม
  • มีกระบวนการยุติข้อพิพาททางการค้า (trade dispute settlement mechanism) เมื่อมีกรณีข้อขัดแย้งทางการค้า ให้หารือเพื่อหาทางยุติข้อพิพาท  หากไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ให้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาทของ WTO โดยการยื่นเรื่องต่อองค์กรระงับข้อพิพาท (dispute settlement body: DSB) ของ WTO เพื่อจัดตั้งคณะผู้พิจารณาขึ้นพิจารณากรณีดังกล่าว และรายงานผลให้ประเทศสมาชิกอื่นร่วมกันพิจารณาบังคับให้เป็นไปตามผลการพิจารณาของคณะผู้พิจารณา หากไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ประเทศผู้เสียหายสามารถทำการตอบโต้ทางการค้าได้
  • ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามพันธกรณี (special and differential treatment : S&D) ผ่อนผันให้ประเทศกำลังพัฒนามีระยะเวลาในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ยาวนานกว่า จำกัดการนำเข้าได้หากมีจุดประสงค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพดุลการชำระเงิน และให้โอกาสประเทศพัฒนาแล้วให้สิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้ แม้จะขัดกับหลัก MFN ก็ตาม

 

        WTO มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป (progressive liberalization) ตามความพร้อมของประเทศสมาชิก และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก กฎกติกาต่างๆ ของ WTO ได้กำหนดให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment: S&D) เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในระบบการค้าพหุภาคีได้ WTO จึงเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเจรจาเพื่อพัฒนาและสร้างกฎกติกาใหม่ๆ เพื่อให้สามารถรองรับกับวิวัฒนาการของการค้าระหว่างประเทศและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง การเป็นสมาชิกของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิและพันธกรณี (Rights and Obligations) ที่จะต้องปฏิบัติตามภายใต้ความตกลงต่างๆ ของ WTO กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของ WTO นอกจากช่วยส่งเสริม ให้การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้ง ผู้ค้าและผู้ลงทุน ผู้ผลิตและส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้

 

1. บริหารความตกลงและบันทึกความเข้าใจที่เป็นผลจากการเจรจาในกรอบของ GATT/WTรวม 28 ฉบับ โดยผ่านคณะมนตรี (Council) และคณะกรรมการ (Committee) ต่างๆ ตลอดจนดูแลให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณี

2. เป็นเวทีเพื่อเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกทั้งในรูปของมาตรการภาษีศุลกากรและมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร

3. เป็นเวทีสำหรับแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสมาชิก และหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะมีการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา (Panel) ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะ รวมทั้งมีกลไกยุติข้อพิพาทด้วย

4. ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและจัดให้มีการทบทวนนโยบาย การค้าของสมาชิกอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการตรวจสอบให้เป็นไปในแนวทางการค้าเสรี

5. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านข้อมูล ข้อแนะนำเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างเพียงพอตลอดจนทำการศึกษาประเด็นการค้าที่สำคัญๆ

6. ประสานงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกเพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น

 

        องค์กรของ WTO ที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายตลอดจนควบคุมการดำเนินงานของสมาชิกในเรื่องต่างๆ เรียงตามลำดับความสำคัญ คือ ที่ประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Conference) คณะมนตรีใหญ่ (General Council) คณะมนตรี (Council) และคณะกรรมการต่างๆ (Committee) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของสมาชิก WTO โดยมีฝ่ายเลขานุการช่วยด้านการบริหารงานทั่วไป WTO กำหนดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี เพื่อทบทวนปัญหาในการปฏิบัติตามข้อผูกพันของสมาชิก และวางแนวทางในการเปิดเสรีภายใต้ WTO ต่อไป

 

       เพื่อให้การเจรจารอบโดฮาสามารถบรรลุผลภายในปี 2549 สมาชิกต้องเร่งเจรจาเพื่อให้สามารถตกลง Full Modalities ในเรื่องต่าง ๆ ไทยจะต้องเข้าร่วมการเจรจา/หารือ และเฝ้าติดตามความคืบหน้าของการเจรจาในแต่ละเรื่องอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาต่อรองเรื่องสินค้าเกษตร(ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญสูงสุด) บริการ การค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน (TRIMs) การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ที่สอดคล้องต่อการพัฒนา ตลอดจนมาตรการกีดกัน/อุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ ทั้งนี้ กระบวการเปิดเสรีการค้าของไทยภายใต้ WTOรวมทั้งการเจรจา FTA ควรสอดคล้องกับโครงสร้างและการพัฒนาเศษฐกิจของไทยติดตามกระบวนการสมัครเข้าเป็นภาคีสมาชิก WTO ของประเทศต่าง ๆ และเข้ารวมการเจรจาทวิภาคีตามความเหมาะสม

การก่อตั้งของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก
 
        เมื่อปี 2538 (ค.ศ. 1995) องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแทนที่ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT 1947) ไทยซึ่งเป็นภาคีความตกลงแกตต์ตั้งแต่ปี 2525 (ค.ศ. 1982) จึงเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2538 โดยอัตโนมัติ
 
ในช่วงที่การดำเนินงานยังอยู่ภายใต้ความตกลงแกตต์ ไทยมีสำนักงานพาณิชย์ไทย ณ นครเจนีวา เป็นหน่วยงานดูแลรับผิดชอบในฐานะผู้แทนไทยซึ่งเป็นภาคีความตกลงแกตต์ หลังจากมีการจัดตั้ง WTO ขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ภายใต้สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีเอกอัครราชทูตเป็นหัวหน้าสำนักงาน และมีข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนไทยในการประชุมคณะมนตรีและคณะกรรมการภายใต้กรอบ WTO รวมถึงปฏิบัติงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
 
ภารกิจของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก
  • เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการรักษาผลประโยชน์และรับผิดชอบต่อกิจกรรมทั้งหมดที่ดำเนินการภายใต้กรอบ WTO
  • เสนอแนะท่าที กลยุทธ์ และให้คำแนะนำในด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับความตกลง WTO เพื่อประกอบการตัดสินใจ และกำหนดนโยบายของรัฐบาล
  • เข้าร่วมประชุม เจรจา รายงานผล ตลอดจนติดตามความคืบหน้า การเจรจาการค้าภายใต้กรอบ WTO
  • การประชุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยใน WTO
  • ประสานกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ประเทศสมาชิกต่างๆ และฝ่ายเลขาธิการของ WTO
  • ติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศสมาชิก
  • ศึกษา และวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของไทย
  • ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำประเด็นกฎหมาย และ เจรจาปัญหาข้อพิพาททางการค้า
  • งานสำคัญอื่นๆ เช่น งานพิธีการทูต (รับเสด็จ) ต้อนรับการเยือนของคณะต่างๆ
ที่มา www.thaiwto.com
 

 

        การเจรจารอบใหม่ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้เปิดเจรจาการค้ารอบใหม่โดยกำหนดให้การเจรจาสิ้นสุด ณ วันที่ 1 มกราคม 2548 (โดยมีข้อยกเว้นสำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการปรับปรุง Dispute Settlement Understanding (DSU) กำหนดให้สิ้นสุดภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2546) และให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาการค้า (Trade NegotiationsCommittee) เพื่อกำกับดูแลการเจรจา โดยกำหนดให้มีการประชุมครั้งแรกภายในวันที่ 31 มกราคม 2545

เอกสารผลการประชุม ที่ประชุม MC4 ได้มีมติเห็นชอบเอกสารสุดท้ายที่สำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่

(1) แถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Declaration)

(2) ข้อตัดสินใจเรื่องการปฏิบัติตามพันธกรณี (Decision on Implementation-Related Issues and Concerns)

(3) แถลงการณ์เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและบริการสาธารณสุข (Declaration on the TRIPS Agreement and Public Health) สำหรับ Singapore Issues (การลงทุน, นโยบายการแข่งขัน, ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า) ที่ประชุมได้มีมติให้ชะลอการเจรจาได้จนการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 5

ประเด็นที่ไทยพยายามผลักดัน อันได้แก่ การปฏิรูปการเกษตร การทำให้ประชาชนสามารถซื้อยาที่จำเป็นต่อชีวิตได้สะดวกในราคาพอสมควร การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสินค้าอื่นนอกเหนือจากไวน์และสุรา และเรื่องกฎระเบียบของ WTO ปรากฏอยู่ในเอกสารสุดท้ายของการประชุม

 

 

 

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ารอบโดฮา (DDA) ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 จนกระทั่งล่าสุดที่สมาชิกเพิ่งประสบความสำเร็จในการสรุปผลการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 9 (MC9) ที่บาหลี เมื่อเดือนธ.ค. 2556 (ค.ศ. 2013) ในการนี้ เพื่อประโยชน์ของไทยในการติดตามประเด็นการเจรจาและดำเนินการต่อเนื่องที่สำคัญภายหลัง MC9 คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (คผท.) ณ นครเจนีวา ได้จัดทำเอกสารเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่บาลีและเพื่อใช้ประกอบในการกำหนดท่าทีเจรจาจัดทำแผนงาน (Post Bali Work Program) ต่อไปดังนี้

สถานะปัจจุบัน

1. MC9 สามารถทยอยบรรลุข้อตกลงที่สำคัญบางเรื่องภายใต้ DDA ได้ โดยเฉพาะความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (trade facilitation) ประเด็นที่เกี่ยวกับการค้าสินค้าเกษตรบางเรื่อง (some issues under agriculture) และประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาบางเรื่อง (some issues under development and LDC issues) ทั้งนี้ MC9 ได้ออกปฏิญญารัฐมนตรีที่บาหลี (Bali Ministerial Declaration) ที่นอกจากให้การรับรองข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ยังกำหนดให้สมาชิกดำเนินงานต่างๆ ต่อเนื่อง (post-Bali work) ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1.1. การปฏิบัติตามข้อตกลงที่สรุปผลใน MC9 ดังกล่าวข้างต้น (post-Bali implementation) รวมทั้ง เรื่องสำคัญอื่นๆ ที่สมาชิกยังต้องดำเนินการด้วย

1.2. การจัดทำแผนงานเจรจา (post-Bali work program) เพื่อกำหนดขอบเขตประเด็นเจรจาที่ต้องการผลักดันภายใต้ DDA โดยเฉพาะเรื่อง agriculture และ development and LDC issues รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญภายใต้ DDA ด้วย ทั้งนี้สมาชิกจะต้องจัดทำ work program ให้เสร็จภายใน 1 ปี (ภายในกลางเดือนธันวาคม 2557)

 

2. นาย Roberto ผู้อำนวยการใหญ่ WTO และสมาชิกได้เริ่มหารือในโอกาสต่างๆ เช่น การหารือของรัฐมนตรี WTO บางประเทศ ที่เมืองดาวอส เมื่อเดือนม.ค. 2557 (Informal WTO Ministerial Gathering: IMG) และการประชุม Trade Negotiations Committee (TNC) เมื่อเดือนก.พ. 2557 เพื่อพิจารณาหลักการและขอบเขตประเด็นเจรจาภายใต้ DDA ที่ต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของ post-Bali work program โดยยังไม่มีข้อสรุปใดในขณะนี้ สมาชิกยังคงเปิดกว้าง (open mind) ในการรับฟังข้อเสนอประเด็นเจรจาระหว่างกัน โดยประเด็นต่างๆ ภายใต้ DDA ยังมีโอกาสถูกหยิบยกได้ทั้งสิ้น ซึ่งรวมถึงประเด็นการเจรจาเปิดตลาด (market access)ภายใต้การค้าสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และการค้าบริการด้วย

3. พร้อมกันนี้ สมาชิกบางส่วนอาจผลักดันประเด็นเจรจาอื่นๆ ที่อยู่นอกกรอบ DDA (non-DDA issues) ให้คู่ขนานไปกับการเจรจาใน work program ด้วย โดยเฉพาะการเจรจาแบบหลายฝ่าย (plurilateral) เรื่อง การเจรจายกเลิกภาษีสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITA expansion) ที่ยังคงค้าง การเจรจายกเลิกภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อม (environmental goods) ที่สมาชิกบางประเทศนำโดย สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเจตนารมณ์ต้องการเจรจาฯ ในช่วงการประชุม IMG ที่ดาวอส และการเจรจาข้อตกลงการค้าบริการฉบับใหม่ (Trade in Services Agreement: TISA) นอกจากนี้ สมาชิกบางประเทศยังมีความสนใจที่จะหยิบยกเรื่อง การลงทุน (investment)และนโยบายการแข่งขัน (competition policy) อีกครั้ง หลังจากที่สมาชิกเคยตกลงเมื่อปี ค.ศ. 2004 แล้วว่า Singapore issues ทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ investment, competition policy และ transparency in government procurement จะไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งใน DDA แล้ว แต่หากจะผลักดัน Singapore issues ต่อ ก็อาจจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรี WTO อีกครั้ง

ข้อมูลประเด็นสำหรับการเจรจาและดำเนินการต่อเนื่องที่สำคัญ

 

4. เพื่อให้ทราบถึงภาพรวม และสามารถคาดการณ์ถึงทิศทางการเจรจาและดำเนินงานภายใต้ WTO ที่สำคัญนับจากนี้อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมฝ่ายไทยและทันต่อสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น คผท. จึงได้จัดทำข้อมูลประเด็นสำหรับการเจรจาและดำเนินการต่อเนื่องที่สำคัญ ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลในแต่ละประเด็นที่สำคัญโดยจัดเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ

4.1. post-Bali implementation – กลุ่มนี้จะมีขอบเขตของประเด็นที่ชัดเจนเนื่องจากเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องตามมติของ MC9 ซึ่งประกอบด้วย trade facilitation, some issues under agriculture, some issues under development และ some issues under TRIPS

4.2. post-Bali work program – กลุ่มนี้ยังไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน และสมาชิกจะต้องกำหนดขอบเขตประเด็นให้เสร็จภายใน 1 ปี ในชั้นนี้ คผท. จึงนำเสนอขอบเขตประเด็นโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1) ประเด็น DDA ที่ระบุใน Bali Ministerial Declaration ได้แก่ agriculture และdevelopment และ

2) ประเด็น DDA อื่นที่เหลือ ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแตกต่างกันในการที่จะถูกบรรจุอยู่ใน work program ดังกล่าว

4.3. non-DDA issues – กลุ่มนี้ถือว่าเป็นงานที่นอกเหนือ work program แต่เป็นประเด็นที่สมาชิกที่สำคัญบางประเทศให้ความสำคัญ และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลลัพธ์ของการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ได้แก่ Environment, ITA expansion, Competition, Investment และเรื่องอื่นที่ยังอยู่นอกกรอบ WTO เช่น TISA เป็นต้น

5. ในการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว คผท. ได้จัดทำเอกสารข้อมูลโดยแบ่งออกเป็น 3 ฉบับได้แก่

5.1. ตารางกรอบเวลาประเด็นสำหรับการเจรจา/ดำเนินการต่อเนื่องที่สำคัญ – ซึ่งจะสรุปกรอบเวลาการดำเนินงานในแต่ละประเด็นที่สำคัญ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการทำงานของไทย

5.2. ตารางภาพรวมประเด็นสำหรับการเจรจา/ดำเนินการต่อเนื่องที่สำคัญ – ซึ่งจะเน้นประเมินสถานการณ์ และปัจจัยหรือเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายในแต่ละประเด็น

5.3. เอกสารข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละประเด็น – ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลวิเคราะห์เพิ่มเติมประกอบตารางภาพรวมฯ ข้างต้น

ที่มา : คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก

กุมภาพันธ์ 2557

        การทดสอบตามความจำเป็นทางเศรษฐกิจ (Economic Needs Test: ENT) เป็นมาตรการกีดกันการเข้าสู่ตลาด (market access) ภายใต้ Article XVI ของความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ (GATS) โดยส่วนใหญ่ มักจะมีการใช้มาตรการ ENT กับการอนุญาตการจัดตั้งทางพาณิชย์ (mode 2 - commercial presence) และการอนุญาตการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาเพื่อการค้าบริการ (mode 4 - movement of natural person) โดยอาศัยข้อกำหนดที่อยู่บนพื้นฐานของขอบเขตความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการของอุตสาหกรรมภายในประเทศ

มาตรการ ENT ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกีดกันการเข้าสู่ตลาดในหลายสาขาบริการ อาทิ บริการค้าปลีก-ค้าส่ง บริการทางการเงิน การแพทย์และทันตแพทย์ การท่องเที่ยวโรงแรมและร้านอาหาร และด้านการศึกษาข้อกำหนดให้ผ่าน ENT เพื่อการจัดตั้งทางพาณิชย์ที่มีใช้ในปัจจุบัน จะคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ ดังนี้

   • จำนวนประชากร, จำนวนสถานประกอบการที่ดำเนินการอยู่แล้ว (เช่น จำนวนร้านขายยา จำนวนร้านอาหาร เป็นต้น) และ ความหนาแน่นของสถานประกอบการดังกล่าว
   • จำนวนสถานประกอบการที่ดำเนินการอยู่แล้วและผลกระทบต่อสถานประกอบการเหล่านี้ ความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่
   • การกระจายการจัดตั้งสถานประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (geographic spread)
   • ผลกระทบต่อสภาพจราจร
   • ระบบการคมนาคมขนส่งในเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถานประกอบการ และความสามารถในการรองรับปริมาณการจราจร
   • การจ้างงาน และการสร้างงานใหม่
   • จำนวนผู้ให้บริการในเขตพื้นที่ท้องถิ่นความจำเป็นที่จะต้องปกป้องการลงทุนของผู้ประกอบการในเขตพื้นที่เพื่อการพัฒนา
   • ขนาดของการลงทุน ปริมาณและสัดส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ
   • การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความจำเป็นด้านการจัดการ
   • การส่งเสริมการส่งออก
   • ความต้องการของตลาด และที่ตั้งของสถานประกอบการที่หลากหลายหรือมีประเภทที่แตกต่าง
   • บริเวณการจัดตั้งสถานประกอบการ อาทิ โรงแรม โดยคำนึงถึงจุดสนใจของนักท่องเที่ยว จำนวนและประเภทของนักท่องเที่ยว

1. ตัวอย่างประเทศที่กำหนด Economic Needs Test สำหรับสาขาบริการค้าปลีก-ค้าส่ง

        ในกรณีของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งนั้น ก็ได้มีการใช้ข้อกำหนดที่เป็น ENT ซึ่งเฉพาะเจาะจงสำหรับธุรกิจอยู่บ้าง ตัวอย่าง ENT ที่บางประเทศใช้ในการตั้งข้อจำกัดการประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ได้แก่

• จำกัดจำนวนกิจการที่จะจัดตั้งในพื้นที่หนึ่งๆ โดยคำนึงถึงจำนวนประชากร ความหนาแน่นของประชากร และปริมาณที่จำกัดไว้ อาทิ ฝรั่งเศสกำหนดให้การอนุญาตการตั้งสถานประกอบการขายส่งยาและอุปกรณ์เพื่อการรักษาโรค (wholesale pharmacies) ขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนและอยู่ภายใต้ปริมาณที่กำหนดไว้ ในขณะที่ บัลกาเรียมีข้อกำหนดสำหรับการจัดตั้งสถานประกอบกิจการค้าปลีก-ค้าส่ง ให้ขึ้นกับความหนาแน่นของประชากร

• กำหนดเขตที่จะจัดตั้งสถานที่ประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง อาทิ ในเขตรอบเมือง เบลเยี่ยมและบัลกาเรียกำหนดให้กระจายการจัดตั้งสถานประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (geographic spread)

• อนุญาตให้จัดตั้งสถานประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพจราจร อาทิ การกำหนด ENT สำหรับบริการค้าปลีก-ค้าส่งในตารางข้อผูกพันการค้าบริการของสหภาพยุโรป (เบลเยี่ยม) และบัลกาเรีย

• จำกัดการตั้งสถานประกอบการโดยคำนึงถึงการจ้างงานใหม่ เช่น ปรากฏในข้อกำหนด การจัดตั้งห้างสรรพสินค้าในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เป็นต้น

• อนุญาตการจัดตั้งสถานประกอบการใหม่ โดยคำนึงถึงจำนวนสถานประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งที่ดำเนินการอยู่แล้วและผลกระทบต่อสถานประกอบการเหล่านี้ ดังเช่นที่ปรากฏในตารางข้อผูกพันของประเทศบัลกาเรีย
• จำกัดขนาดกิจการหรือพื้นที่ของสถานที่ประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง เช่น โปรตุเกสกำหนดให้ห้างสรรพสินค้าที่มีพื้นที่มากกว่า 2,000 ตารางเมตร ต้องผ่าน ENT, เกาหลีใต้กำหนดว่า การจัดตั้งสถานประกอบการขายส่งที่มีขนาดพื้นที่มากกว่า 3,000 ตารางเมตรต้องขึ้นกับ ENT, ฝรั่งเศสกำหนดมาตรการ ENT สำหรับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เป็นต้น

• เพื่ออนุรักษ์สถานที่ประวัติศาสตร์และศิลปะการจะจัดตั้งห้างสรรพสินค้าหรือร้าน ขายของลดราคา (outlet) ในอิตาลี อาจไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากเหตุผลทางด้านศิลปะวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์

2. รายการเกี่ยวกับ ENT สำหรับสาขาบริการค้าปลีก-ค้าส่งที่ปรากฏใน Schedules ofSpecific Commitments ของประเทศ

        ประเทศและรายการเกี่ยวกับ ENT สำหรับสาขาบริการค้าปลีก-ค้าส่ง

บัลกาเรีย Wholesale trade services: Economic needs test Retailing services: Economic needs test for the establishment of department stores

Note: The main criteria are: the number of and impact on existing stores, population density, geographic spread, impact on traffic conditions and creation of new employment.
เบลเยี่ยม Retailing services: Economic needs test for department stores.

เดนมาร์ก Retailing services: Economic needs test for new department stores.

ฝรั่งเศส Distribution services: The managing director of an industrial, commercial or artisanal activity, if not holder of a residence permit, needs a specific authorization. Wholesale trade services: Wholesale pharmacies are authorized according to the needs of population and within established quotas. Retailing services: Economic needs test for larger department stores.

อิตาลี Distribution services: Access to industrial, commercial and artisanal activities is subject to a residence permit and specific authorization to pursue the activity.Retailing services: Economic needs test on establishment of any new department store/outlet and authorization can be denied in order to protect areas of particular historic and artistic interest.

3. รายการเกี่ยวกับ ENT สำหรับสาขาบริการค้าปลีก-ค้าส่งที่ปรากฏใน Schedules of Specific Commitments ของประเทศ (ต่อ)

        ประเทศและรายการเกี่ยวกับ ENT สำหรับสาขาบริการค้าปลีก-ค้าส่ง

อิตาลี (ต่อ) Supply of pharmaceutical goods to the general public (pharmacists): Establishment of new pharmacies is subject to an economic needs test.

เกาหลีใต้ Wholesale trade services: Following services are subject to the economic needs test: wholesale markets with floor space of more than 3,000 sq.m.; large stores with floor space of more than 3,000 sq.m.; wholesale trade centers; wholesale trade of used cars; wholesale trade of gaseuous fuels and related products; foreign trade services.Retailing services: Retailing services for used cars and gaseous fuels are subject to the economic needs test.

โปรตุเกส Retailing services: Economic needs test for large (i.e. more than 2,000 sq.m.) department stores.

สวีเดน Retailing services: Individual municipalities may apply economic needs test to temporary trade in clothing, shoes and foodstuffs that are not consumed at the point of sale.

“การปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน”

4. การดำเนินการ

• ผู้มีสิทธิยื่นคำขอให้ใช้มาตรการปกป้อง มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศและอุตสาหกรรมภายใน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมภายในที่จะยื่นคำร้องจะต้องเป็นผู้ผลิตเอง หรือเป็นผู้ผลิตที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณการผลิตในประเทศ

• ขั้นตอนการดำเนินการ จะเริ่มจาก (1) อุตสาหกรรมยื่นคำร้อง (2) กรมการค้าต่างประเทศพิจารณาคำร้อง (3) ประกาศไต่สวน หากมีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ

5. มาตรการปกป้อง (Safeguard Measure)

• มาตรการปกป้องจะสามารถนำมาใช้ได้ เมื่อการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่อุตสาหกรรมภายในที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน (like product)

• มาตรการปกป้องจะใช้บังคับกับสินค้านำเข้าโดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มาของสินค้าโดยแบ่งประเภทออกได้ ดังนี้

     (1) มาตรการปกป้องทั่วไป มี 2 ลักษณะคือ การจำกัดปริมาณการนำเข้า และการเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมพิเศษ

     (2) มาตรการปกป้องชั่วคราว ซึ่งจะใช้ในกรณีที่มีการพิจารณาเบื้องต้นพบว่า การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง และเป็นสถานการณ์วิกฤต ต้องรีบดำเนินการ โดยมาตรการที่ใช้ต้องอยู่ในรูปการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเท่านั้น และมีระยะเวลาที่ใช้ไม่เกิน 200 วัน นอกจากนี้ หากผลการไต่สวนพบว่า การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง จะต้องคืนค่าธรรมเนียมพิเศษแก่ผู้นำเข้า

• ระยะเวลาในการใช้มาตรการปกป้องทั่วไปจะไม่เกิน 4 ปี เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นให้ขยายได้ไม่เกิน 4 ปี และในกรณีที่ประเทศกำลังพัฒนาใช้มาตรการ ให้ขยายได้อีกไม่เกิน 2 ปี
• ในกรณีที่ใช้มาตรการปกป้องเกินกว่า 1 ปี ให้ผ่อนคลายความเข้มงวดในการใช้มาตรการลง ตามลำดับ

 

        ผู้ส่งออกควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำเข้า เพื่อประโยชน์ในการเตือนภัยและป้องกันการเลิกสั่งสินค้า เมื่อสินค้าถูกเปิดไต่สวน • การจัดระบบบัญชีและระบบคอมพิวเตอร์ที่ดีเพื่อช่วยในด้านข้อมูล • ผู้ผลิต/ส่งออกควรมีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะต้องการให้รัฐดำเนินการอย่างไรในกรณีต่างๆ เช่น ต้องการจะฟ้องหรือไม่ ตลาดที่เกิดปัญหาเป็นตลาดหลักหรือไม่ เป็นต้น • การเตรียมคนและเตรียมศึกษาข้อมูลให้พร้อมสำหรับการไต่สวนและการแก้ต่าง

 

        การแจ้งข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแจ้งกรณีเปิดการไต่สวนให้แก่สำนักปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ (หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4740 หมายเลข โทรสาร 0 2547 4741) ทราบโดยด่วน โดยอาศัยความร่วมมือของสอท./สกญ. และกรมภูมิภาค • การเตือนภัย หากมีกรณีที่อาจเข้าข่ายที่จะถูกใช้มาตรการปกป้อง มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดห

 

กลุ่ม FIPs (Five Interested Parties) ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป บราซิล และอินเดีย

สมาชิก “Green Room” ระหว่างการปะชุม WTO MC 6 ประกอบด้วยสมาชิก 26 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย เบนิน บราซิล แคนาดา จีน อียิปต์ EC ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย จาเมกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย มอริเชียส นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ ปากีสถาน สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ แซมเบีย และไทย

กลุ่มแคร์นส์ (Cairns) เป็นกลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตร นำโดยออสเตรเลีย มีสมาชิกรวม 18 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย โบลิเวีย บราซิล แคนาดา ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา กัวเตมาลา อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ปารากวัย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ อุรุกวัย และไทย

กลุ่ม G10 เป็นการรวมกลุ่มของประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก 10 ประเทศ มีการปกป้องและเน้นเรื่อง non-trade concerns ให้เข้ามารวมอยู่ในการเจรจาสินค้าเกษตร มีสมาชิก ได้แก่ บัลกาเรีย ไอซ์แลนด์ อิสราเอล ญี่ปุ่น ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และมอริเชียส

กลุ่ม G20 เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ผลักดันการเจรจาสินค้าเกษตร เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่ในช่วงการประชุม MC5 ที่เมืองแคนคูน นำโดยบราซิล ปัจจุบัน มีสมาชิก 21 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา โบลิเวีย บราซิล จีน ชิลี คิวบา อียิปต์ กัวเตมาลา อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก ไนจีเรีย ปากีสถาน ปารากวัย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย เวเนซูเอลา อุรุกวัย ซิมบับเว และไทย

กลุ่ม G33 เป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจด้านการเกษตรเช่นกัน แต่ไม่มีการปกป้องการผลิตภายในประเทศ และไม่มีศักยภาพการส่งออกที่เด่นชัด เป็นประเทศผู้นำเข้าอาหารสุทธิหรือมีความอ่อนไหวในสินค้าเกษตร และผลักดันประเด็นเรื่อง Special Products และ Special Safeguard Mechanism นำโดยอินโดนีเซีย สมาชิก 45 ประเทศ ประกอบด้วย แอนติกาและบาร์บูดา บาร์เบโดส เบลีซ เบนิน บอตสวานา จีน คองโก โกตดิวัวร์ คิวบา สาธารณรัฐโดมินิกัน เกรนาดา กายอานา เฮติ ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จาเมกา เคนยา เกาหลีใต้ มอริเชียส มาดากัสการ์ มองโกเลีย โมซัมบิก นิคารากัว ไนจีเรีย ปากีสถาน ปานามา เปรู ฟิลิปปินส์ เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เซเนกัล ศรีลังกา ซูรินาเม แทนซาเนีย ตรินิแดดและโตเบโก ตุรกี ยูกันดา เวเนซูเอลา แซมเบีย และซิมบับเว

กลุ่มประเทศ ACP (African Caribbean and Pacific countries) คือการรวมตัวกันของประเทศ ในกลุ่มแอฟริกัน แคริเบียน และแปซิฟิก ซึ่งประกาศตัวเองเป็นประเทศยากจน เป็น weak and vulnerable countries ซึ่งควรจะได้รับการช่วยเหลือและการปฏิบัติที่เป็นพิเศษจากประเทศสมาชิก WTO อื่นๆ ประกอบด้วยสมาชิก 79 ประเทศได้แก่ แองโกลา แอนติกาและบาร์บูดา บาฮามาส บาร์เบโดส เบลีซ เบนิน บอตสวานา บูร์กินาฟาโซ บุรุนดี แคเมอรูน เคปเวิร์ด แอฟริกากลาง ชาด คอโมโรส ซาอีร์ คองโก หมู่เกาะคุก โคตดิวัวร์ คิวบา จิบูติ โดมินิกา สาธารณรัฐโดมินิกัน ติมอร์เลสเต อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย เอธิโอเปีย ฟิจิ กาบอง แกมเบีย กานา เกรนาดา กินี กินีบิสเซา กายอานา เฮติ จาเมกา เคนยา คิริบาส เลโซโท ไลบีเรีย มาดากัสการ์ มาลาวี มาลี หมู่เกาะมาร์แชลล์ มอริเทเนีย มอริเชียส ไมโครนีเซีย โมซัมบิก นามิเบีย นาอูรู ไนเจอร์ ไนจีเรีย นีอู ปาเลา ปาปัวนิวกีนี รวันดา เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ ซามัว เซาโตเมและปรินซิเป เซเนกัล เซเชลส์ เซียร์ราลีโอน หมู่เกาะโซโลมอน โซมาเลีย แอฟริกาใต้ ซูดาน ซูรินาเม สวาซิแลนด์ แทนซาเนีย โตโก ตองกา ตรินิแดดและโตเบโก ตูวาลู ยูกันดา วานูอาตู แซมเบีย และซิมบับเว

Least Developed Countries (LDCs) ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด มีสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ยากจนและรายได้ต่อหัวต่ำอย่างแท้จริง มีสมาชิกจำนวน 50 ประเทศได้แก่ อัฟกานิสถาน แองโกลา บังกลาเทศ ภูฏาน บูร์กินาฟาโซ บุรุนดี กัมพูชา เคปเวิร์ด แอฟริกากลาง ชาด คอโมโรส ซาอีร์ จิบูตี อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย เอธิโอเปีย แกมเบีย กินี กินีบิสเซา เฮติ คิริบาส ลาว เลโซโท ไลบีเรีย มาดากัสการ์ มัลดีฟส์ มาลาวี มาลี มอริเตเนีย โมซัมบิก พม่า เนปาล ไนเจอร์ รวันดา ซามัว เซาโตเมและปรินซิเป เซเนกัล เซียร์ราลีโอน หมู่เกาะโซโลมอน โซมาเลีย ซูดาน ติมอร์-เลสเต โตโก ตูวาลู ยูกันดา แทนซาเนีย วานูอาตู เยเมน และแซมเบ

กลุ่ม G90 เป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศ ACP และ LDCs

กลุ่ม Landlocked Developing Countires ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีพรมแดนติดทะเล จึงผลักดันประเด็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งสินค้าผ่านแดน ได้แก่ อัฟกานิสถาน อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน ภูฏาน โบลิเวีย บอตสวานา บูร์กินาฟาโซ บุรุนดี แอฟริกากลาง ชาด เอธิโอเปีย คาซัคสถาน คีร์กิซ ลาว เลโซโท มาลาวี มาลี มอลโดวา มองโกเลีย เนปาล ไนเจอร์ ปารากวัย รวันดา สวาซิแลนด์ ทาจิกิสถาน มาซิโดเนีย เติร์กเมนิสถาน ยูกันดา อุซเบกิสถาน แซมเบีย และซิมบับเว

Recently Acceded Members (สมาชิกใหม่) แอลเบเนีย อาร์เมเนีย บัลแกเรีย โคลัมเบีย จีน เอกวาดอร์ เอสโตเนีย มาเซโดเนีย จอร์เจีย จอร์แดน คีร์กิซ ลัตเวีย ลิทัวเนีย เนปาล กัมพูชา และซาอุดีอาระเบีย

Accessions in progress กลุ่มประเทศที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก WTO ปัจจุบันมีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ อัฟกานิสถาน แอลจีเรีย อันดอร์รา อาเซอร์ไบจาน บาฮามาส เบลารุส ภูฏาน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เคปเวิร์ด เอธิโอเปีย อิหร่าน อิรัก คาซัคสถาน ลาว เลบานอน ลิเบีย มอนเตเนโกร รัสเซีย ซามัว เซาโตเมและปรินซิเป เซอร์เบีย เซเชลส์ ซูดาน ทาจิกิสถาน ตองกา ยูเครน อุซเบกิสถาน วานูอาตู เวียดนาม เยเมน

Core Group การเจรจาเรื่องบริการ จัดตั้งโดย EC สหรัฐฯ บราซิล และอินเดีย มีสมาชิก 15 ประเทศประกอบด้วย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ชิลี จีน อียิปต์ สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ

Friends of Fish เป็นกลุ่มที่รวมตัวเพื่อผลักดันให้การอุดหนุนประมง ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีผลบิดเบือนต่อการผลิตและการค้าสินค้าประมง มีสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา ชิลี เอกวาดอร์ ไอซ์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ เปรู ฟิลิปปินส์ และสหรัฐฯ

Friends of AD ร่วมกันผลักดันประเด็นเกี่ยวกับการตอบโต้การทุ่มตลาด มีสมาชิก 15 ประเทศ ได้แก่ บราซิล ชิลี โคลัมเบีย คอสตาริกา ฮ่องกง อิสราเอล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก นอร์เวย์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี และไทย

Friends of GI เป็นกลุ่มที่ผลักดันให้มีการขยายการครอบคลุมเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) มีสมาชิก อาทิ บัลกาเรีย ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพยุโรป อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และไทย

กลุ่มประเทศ “MFN” ที่รวมตัวกันไม่เห็นด้วยกับประเทศที่มีข้อห่วงกังวล/เรียกร้องเรื่อง Erosion of Preferences เพราะเกรงว่าหากประเทศดังกล่าวยังคงได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า โดยที่ตนเองไม่ได้รับแล้ว ก็จะทำให้ตนเสียประโยชน์และสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย โบลิเวีย โคลัมเบีย คอสตาริกา เอกวาดอร์ นิคารากัว ปานามา เปรู ปารากวัย ปากีสถาน ศรีลังกา

กลุ่มประเทศ C4 ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก 4 ประเทศที่ผลักดันประเด็นเรื่องฝ้าย โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ประกอบด้วย เบนน บูร์กินาฟาโซ ชาด และมาลี

Small Economies ไม่มีการนิยามเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า “small economies” ครอบคลุมประเทศใดบ้าง แต่กลุ่มประเทศทีผลักดันประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ประกอบด้วย บาร์เบโดส เบลีซ โบลิเวีย สาธารณรัฐโดมินิกัน กัวเตมาลา ฮอนดูรัส มอริเชียส และศรีลังกา

กลุ่มประเทศ NAMA 11 เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่รวมตัวกันเรียกร้องประเด็นภายใต้ NAMA โดยเฉพาะต้องการความยืดหยุ่นให้กับสินค้าเป็นบางรายการที่เพิ่มเติมและ “stand alone” จากสูตรการลดภาษี (ในขณะที่ ประเทศพัฒนาแล้วเห็นว่าการมีค่าสัมประสิทธ์ 2 ค่าเป็นความยืดหยุ่นเพียงพอแล้ว) ประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ ตูนีเซีย นามิเบีย และเวเนซูเอลา

 

กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก WTO (accession process) มีขั้นตอน ดังนี้

1. ประเทศที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิกแสดงความจำนงขอเข้าเป็นสมาชิก

2. คณะมนตรีใหญ่ตั้งคณะทำงาน (working party) เพื่อพิจารณาคำขอ ซึ่งในชั้นนี้ ประเทศที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิกต้องยื่น memorandum แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายการค้าของตน ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติตามความตกลง และพันธกรณีของ WTO เพื่อให้คณะทำงานศึกษา

3. เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สมาชิก WTO ที่สนใจจะสามารถขอเปิดการเจรจาทวิภาคีกับประเทศผู้สมัครเพื่อทำความตกลงเกี่ยวกับสิทธิและข้อผูกพันเรื่องการเปิดตลาด อัตราภาษีของการค้าสินค้าและบริการที่ประเทศผู้สมัครจะให้แก่ประเทศสมาชิก WTO นั้นๆ ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก WTO ที่เหลือจะได้รับผลประโยชน์จากสิทธิและข้อผูกพันที่เกิดจากการเจรจาสองฝ่ายด้วยตามหลักการ non-discrimination

4. เมื่อคณะทำงานศึกษาและตรวจสอบนโยบายการค้าของประเทศผู้สมัครเสร็จสิ้นลง และเมื่อการเจรจาความตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศผู้สมัครกับประเทศสมาชิก WTO เสร็จสมบูรณ์แล้ว คณะทำงานจะจัดทำรายงานเสนอต่อคณะมนตรีใหญ่ และจัดทำร่าง protocol of accession ซึ่งระบุเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิก รวมทั้ง Schedules of Concessions and Commitments on Goods and Services

5. เมื่อคณะมนตรีใหญ่ให้ความเห็นชอบต่อรายงาน และ protocol of accession แล้ว ประเทศผู้สมัครจึงสามารถลงนามใน protocol ได้

6. การเข้าเป็นสมาชิก WTO จะมีผล 30 วันภายหลังจากที่ประเทศผู้สมัครได้แจ้ง WTO อย่างเป็นทางการว่า ได้ดำเนินกระบวนการให้สัตยาบันเสร็จสิ้นแล้ว

 

        ประเทศสมาชิกบางประเทศ อาทิ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี เห็นว่า แม้ว่าการเจรจาเปิดเสรีสินค้าเกษตรและบริการจะเริ่มขึ้นแล้วก็ตามแต่การดำเนินการเปิดเสรีภายใต้ WTO อาจไม่มีความคืบหน้ามากนัก หากไม่สามารถเริ่มการเจรจาเปิดเสรีรอบใหม่ได้ โดยประเทศสมาชิกมีท่าทีต่อการเจรจาเปิดเสรีรอบใหม่ สรุปได้ดังนี้

สหภาพยุโรป : สนับสนุนการเจรจารอบใหม่แบบ Comprehensive Round เนื่องจากเห็นว่าจะเสียประโยชน์จากการเจรจาเรื่องเกษตร จึงได้พยายามผลักดันเรื่อง Multi-functionality ในการเจรจาสินค้าเกษตรและผลักดันให้รวมการเจรจาเรื่องต่างๆ อาทิ การลงทุน นโยบายการแข่งขัน สิ่งแวดล้อม การทุ่มตลาด และมาตรฐานทางสังคม เข้าในการเจรจารอบใหม่ด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สหภาพยุโรปได้แสดงท่าทีผ่อนปรนเพื่อผลักดันให้มีการเปิดการเจรจารอบใหม่โดยเร็ว โดยได้ยอมให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงหลายฝ่าย (Plurilateral Agreement) ในเรื่องการลงทุนและนโยบายการแข่งขัน

ญี่ปุ่น: ให้ความสำคัญกับการเริ่มการเจรจารอบใหม่โดยเร็วที่สุด และยืนยันให้มีการเจรจาในกรอบกว้าง (Comprehensive) โดยมีท่าทีสอดคล้องกับสหภาพยุโรปโดยเฉพาะท่าทีเรื่องการเจรจาสินค้าเกษตร ในสาระของการเจรจารอบใหม่ ซึ่งต้องการให้รวมเรื่องการลงทุนไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสหภาพยุโรปได้มีท่าทีผ่อนปรนในเรื่องการลงทุนและนโยบายการแข่งขันแล้ว โดยยอมให้เป็นเพียงความตกลงหลายฝ่าย (Plurilateral Agreement) แต่ญี่ปุ่นยังคงต้องการให้เป็นความตกลงพหุภาคี (Multilateral Agreement) ใน WTO อยู่

สหรัฐฯ : รัฐบาลสหรัฐฯเดิมเคยมีท่าทีสนับสนุนให้เริ่มการเจรจารอบใหม่ภายในปีนี้ แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ Comprehensive Agenda และยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อข้อเสนอขอปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการทุ่มตลาด และข้อเรียกร้องให้เปิดตลาดสิ่งทอของประเทศกำลังพัฒนา และสหรัฐฯ ยังต้องการผลักดันให้นำเรื่องสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานแรงงานมาพิจารณากับเรื่องการค้า อย่างไรก็ดี ท่าทีของรัฐบาลใหม่สหรัฐฯ อาจเปลี่ยนแปลงหรือยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ ยอมรับท่าทีเรื่องการปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการทุ่มตลาด และลดท่าทีที่จะนำเรื่องแรงงานเข้ามาใน WTO เป็นต้น

ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ เช่น อินเดีย อียิปต์ ปากีสถาน อินโดนีเซีย มาเลเซีย (Liked Minded Group): ไม่ต้องการให้มีการเจรจารอบใหม่ และไม่ต้องการให้มีการเชื่อมโยงเรื่องปัญหาการปฏิบัติตามพันธกรณี (Implementation) กับการเจรจารอบใหม่ และเห็นว่าหากยังไม่มีความคืบหน้าในการหารือเรื่อง Implementation ประเทศกำลังพัฒนาอาจใช้เป็นข้อต่อรองหรือเงื่อนไขในการเปิดการเจรจารอบใหม่ได้

ไทย: สนับสนุนการเจรจาการค้ารอบใหม่ โดยเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญ ได้แก่ เรื่องที่ความตกลงกำหนดให้มีการเจรจาต่อไปคือ การเจรจาเปิดเสรีสินค้าเกษตรและบริการ และการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลงรอบอุรุกวัย การให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการและการเงินเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา

 

        ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 เป็นสมาชิกลำดับที่ 59 มีสถานะเป็นสมาชิกก่อตั้ง ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างสูง และได้ใช้ประโยชน์จากกลไกของ WTO บ่อยครั้ง โดยประเทศไทยได้แสดงบทบาทในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งด้านการส่งออกและด้านการให้ความคุ้มครองปกป้องสินค้าและบริการภายในประเทศที่มีความอ่อนไหวภายใต้กรอบ WTO โดยประการสำคัญประเทศไทยมีส่วนร่วมสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีและ WTO มาโดยตลอด โดยนอกจากจะดำเนินการในนามของประเทศไทยแล้ว เพื่อให้การดำเนินการหรือผลักดันในประเด็นต่างๆ มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยได้ร่วมกับประเทศสมาชิกรายอื่นดำเนินการในลักษณะกลุ่ม อาทิ

  • กลุ่ม ASEAN
  • กลุ่ม APEC
  • กลุ่ม Cairns และกลุ่ม G20 ในการเจรจาสินค้าเกษตร
  • กลุ่ม Enchilada ในการเจรจาการค้าบริการ
  • กลุ่ม AD Friends ในการเจรจากฎระเบียบเกี่ยวกับการทุ่มตลาด
  • กลุ่ม GI Friends ในการเจรจาทรัพย์สินทางปัญญาในประเด็นการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

สามารถประเมินประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการเป็นสมาชิก WTO โดยสรุปดังนี้

        การที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก WTO ทำให้มีตลาดที่เปิดกว้างขึ้น โดยสามารถทำการค้ากับประเทศสมาชิกอื่นในทุกภูมิภาคทั่วโลกได้อย่างเสรีและเป็นธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากหลักการและกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศของ WTO ช่วยในการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งช่วยสร้างความโปร่งใสในระบบการค้า อันเป็นการเสริมสร้างขีดสมรรถนะในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ค้าและผู้ลงทุน ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าล่วงหน้าได้ และทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกจากการมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ตลอดจนได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้นและราคาถูกลง
 
นอกจากนี้การมีกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิก รวมทั้งไทย มีสิทธิขอให้มีการตัดสินข้อพิพาทโดยฝ่ายที่สาม กล่าวคือ คณะผู้พิจารณา (Panel) และสามารถอุทธรณ์คำตัดสินของคณะผู้พิจารณาต่อองค์กรอุทธรณ์ (Appellate Body) ในกรณีที่สมาชิกเห็นว่า อีกฝ่ายใช้มาตรการที่กีดกันหรือบิดเบือนการค้าและขัดกับความตกลงในกรอบองค์การการค้าโลก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับประโยชน์และชนะคดีที่ประเทศอื่นๆ กีดกันหรือบิดเบือนการค้าหลายกรณี เช่น
  • กรณีที่สหรัฐฯ นำเรื่องการอนุรักษ์เต่าทะเลมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการนำเข้ากุ้ง ซึ่งไทยยกเรื่องขึ้นฟ้องใน WTO ร่วมกับมาเลเซีย อินเดีย และปากีสถาน
  • กรณีพิพาทเรื่องน้ำตาล ไทยร่วมกับออสเตรเลีย และบราซิล ฟ้องสหภาพยุโรปที่ให้การอุดหนุนส่งออกน้ำตาล
  • กรณีพิพาทเรื่องไก่หมักเกลือ ไทยและบราซิลขอให้ WTO จัดตั้งคณะผู้พิจารณาเพื่อตัดสินกรณีสหภาพยุโรปจัดประเภท (classification) สินค้าไก่หมักเหลือ (salted meat) ของไทยไว้ภายใต้ประเภทไก่แช่แข็ง (frozen meat) ทำให้สินค้าไก่จากไทยถูกเก็บอากรศุลกากรในอัตราที่ไม่เป็นธรรม
  • กรณีกฎหมาย Byrd Amendment ของสหรัฐฯ ไทยได้ร่วมกับสมาชิก WTO อื่น เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น บราซิล เกาหลี อินเดีย และออสเตรเลีย เป็นต้น ฟ้องสหรัฐฯ เรื่องกฎหมาย Byrd Amendment ที่สหรัฐฯ นำเงินรายได้จากการการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายใน
  • กรณีที่สหรัฐฯ ใช้วิธี zeroing ในการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดและใช้มาตรการ C-Bond ในการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยไทยร่วมกับอินเดียฟ้องสหรัฐฯ ในเรื่องนี้

ที่มา www.thaiwto.com

 

 

 

JoomSpirit