UNCTAD: การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา

        การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด)มีการดำเนินงานครบ 40 ปีในปี ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) สมาชิกส่วนมากซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ใช้ UNCTAD เป็นกลไกสำคัญเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเด็นด้านการค้า การเงิน การลงทุน เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา

UNCTAD จะจัดการประชุมใหญ่ระดับรัฐมนตรีขึ้นทุก 4 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) โดยมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียแอฟริกา ลาตินอเมริกา ยุโรป จนถึงขณะนี้ได้มีการประชุมมาแล้ว 11 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2507 (ที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการ UNCTAD) นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2511 (เอเชีย) กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2515 (ลาตินอเมริกา) กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2519 (แอฟริกา) กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา
ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2523 (เอเชีย) กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2527 (ยุโรป) กรุงเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย
ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2531 (ที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการ UNCTAD) นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2535 (ลาตินอเมริกา) กรุงคาร์ตาฮานา ประเทศโคลัมเบีย
ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2539 (แอฟริกา) เมือง Midrand สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2543 (เอเชีย) กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2547 (ลาตินอเมริกา) เมืองเซา เปาโล ประเทศบราซิล

ครั้งที่ 12 พ.ศ. 2551 (แอฟริกา) กรุงอักกรา ประเทศกานา

ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2555 (เอเชีย) กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

 

     1. เป็นเวทีหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิกอย่างอิสระ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ผ่านความร่วมมือ การเจรจา การมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน และการสร้างฉันทามติ ในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายการค้าและการพัฒนา

     2. เป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและวิเคราะห์ระบบ/แนวนโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาคของโลก และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา ในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

        2.1 การค้าระหว่างประเทศ (International trade) UNCTAD ส่งเสริมการเข้ามีส่วนร่วมของประเทศกำลังพัฒนาในระบบการค้าระหว่างประเทศ ให้การช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาทางการค้า การเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจภาคบริการให้กับประเทศกำลังพัฒนา ส่งเสริมให้เกิด การบูรณาการในประเด็นทางการค้า สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา การวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย และนโยบายการแข่งขันทางการค้า รวมทั้งส่งเสริมการลดการพึ่งพิงสินค้าโภคภัณฑ์เพียงไม่กี่รายการของประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ความหลากหลายของประเภทสินค้า และการบริหารจัดการความเสี่ยง

        2.2 การลงทุน การพัฒนาวิสาหกิจและเทคโนโลยี (Investment, enterprise development and technology) UNCTAD ทำหน้าที่วิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ พัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งช่วยพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนา โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

        2.3 โลกาภิวัตน์และการพัฒนา (Globalization and development) UNCTAD ดำเนินงานวิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มและโอกาสในระบบเศรษฐกิจโลก ให้ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไขภาวะหนี้สินในประเทศกำลังพัฒนาและการบริหารหนี้สินต่างประเทศ ศึกษาประสบการณ์ความสำเร็จในการพัฒนา และมีส่วนสำคัญต่อการอนุวัติระเบียบวาระใหม่ว่าด้วยการพัฒนาของแอฟริกาแห่งสหประชาชาติ (United Nations New Agenda for Development of Africa หรือ UN-NADAF)

        2.4 โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการ ประสิทธิภาพทางการค้าและการคมนาคมขนส่ง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Services infrastructure, transport and trade efficiency, and human resource development) UNCTAD อำนวยความสะดวกทางการค้าผ่านการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับงานบริการที่สนับสนุนการค้า (trade-supporting services) ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถและฝึกอบรม ศึกษาวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce and E- business) ของประเทศกำลังพัฒนา

        2.5 ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ประเทศที่ไม่ทางออกสู่ทะเล และประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะ (Least developed, landlocked and island developing countries) UNCTAD ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบ จากประเด็นระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ให้มีความเข้าใจประเด็นหลักๆของการเจรจาการค้าพหุภาคี ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตและการแข่งขันทางการค้า การลงทุนและการบริการในสาขาสำคัญ นอกจากนี้ UNCTAD ยังมีบทบาทนำในการจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด เป็นจำนวน 3 ครั้งในอดีต (พ.ศ. 2524 และ พ.ศ. 2533 ที่กรุงปารีส 2533 ใน พ.ศ. 2544 ที่กรุงบรัสเซลส์)

     3. สนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างประเทศสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเจรจาการค้า การเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจภาคบริการให้กับประเทศกำลังพัฒนา ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ และพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

 

ระบบและโครงสร้างการทำงานของ UNCTAD
 
1. การประชุมระดับรัฐมนตรี


     - UNCTAD จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีทุก 4 ปี เพื่อกำหนดและวางแนวนโยบาย จัดลำดับภารกิจที่จะดำเนินการร่วมกันของประเทศสมาชิก โดยการประชุมครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ เมื่อปี 2555
 
2. คณะกรรมการบริหารการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Board)
 
     - UNCTAD จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการฯ สมัยสามัญปีละ 1 ครั้งที่นครเจนีวา เพื่อพิจารณาทบทวนการดำเนินกิจกรรมของสำนักงานเลขาธิการ รวมถึงประเด็นทางสถาบันและการบริหารจัดการ และจัดให้มีการประชุมเป็นการเฉพาะต่างหากอีกไม่เกินปีละ 3 ครั้งเพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาเร่งด่วนได้อย่างทันท่วงที
 
3. คณะกรรมาธิการ 3 คณะ ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย
 
     - คณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าสินค้าและบริการ และสินค้าโภคภัณฑ์
 
     - คณะกรรมาธิการว่าด้วยการลงทุน เทคโนโลยี และการเงิน           
 
     - คณะกรรมาธิการว่าด้วยวิสาหกิจ การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการพัฒนา
 
คณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะจัดการประชุมสมัยสามัญปีละ 1 ครั้ง แต่อาจเรียกประชุมผู้ชำนาญการพิเศษสูงถึง 10 ครั้งต่อปี เพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาเป็นการเฉพาะ
 
 
UNCTAD กับภาคประชาสังคม
 
1. UNCTAD เชื่อว่าความสำเร็จในการบูรณาการเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมขององค์กรพัฒนาภาคเอกชน (NGOs) ภาควิชาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และสมาคมธุรกิจ
 
2. บทบาทของ NGOs ใน UNCTAD นับว่าเด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มในอนาคตที่ภาคประชาสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมต่อการดำเนินงานขององค์กรระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น
 
 
การดำเนินกิจกรรมหลักของ UNCTAD
 
1. การค้าและสินค้าโภคภัณฑ์
 
    - UNCTAD ส่งเสริมการสร้างความหลากหลายในการผลิตทั้งประเภทสินค้าและโครงสร้างทางการค้า ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายและนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมให้วิสาหกิจต่าง ๆ สามารถปรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจและสินค้าให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก
 
    - UNCTAD ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนากฎหมาย/ นโยบายการแข่งขันทางการค้าและการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งการจัดพิมพ์/ เผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบ (Model) กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างสม่ำเสมอ
 
    - โครงการ Positive Agenda Initiative and Commercial Diplomacy Programme เพื่อช่วยเหลือ/ สร้างทักษะให้กับประเทศกำลังพัฒนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางการค้า
 
    - จัดทำระบบข้อมูลและการวิเคราะห์ทางการค้า (Trade Analysis and Information System หรือTRAINS) ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศที่ใช้ฐานข้อมูลของ UNCTAD มาตราการควบคุมทางการค้าที่ครอบคลุมข้อมูลจากประเทศต่างๆ 119 ประเทศทั่วโลก 
 
2. การลงทุนและการพัฒนาวิสาหกิจ
 
    - UNCTAD สนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดตั้งกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างประเทศทั้งในระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาคและพหุภาคี ผ่านการจัดประชุมสัมมนา การประชุมระดับภูมิภาค และการจัดเตรียมเอกสารตามประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
 
    - การทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการลงทุน (Investment Policy Review) เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้เกิดขึ้น  ในหมู่รัฐบาลและภาคเอกชนทั่วไป เกี่ยวกับนโยบายและสภาพการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนของประเทศนั้น ๆ  ซึ่งประเทศที่ได้รับการทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนไปแล้ว ได้แก่ เอกวาดอร์  อิยิปต์ เอธิโอเปีย มอริเชียส และเปรู
 
    - ให้ข้อเสนอแนะด้านการลงทุนและการพัฒนาขีดความสามารถให้กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด อาทิ บังกลาเทศ เอธิโอเปีย มาลี โมซัมบิก และยูกันดา
 
    - สนับสนุนผู้ประกอบการ และพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศสมาชิกจำนวน 20 ประเทศ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำเครือข่ายข้อมูลทางธุรกิจเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการด้วย
 
3. นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ภาวะหนี้สิน และการระดมทุนเพื่อการพัฒนา
 
     - จัดทำรายงานด้านนโยบายและรายงานวิจัยเพื่อเสนอต่อที่ประชุม UNCTAD และต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ ระบบการเงินและปริวรรตเงินตราระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคกับการพัฒนา
 
     - ให้การสนับสนุนทางวิชาการและคำแนะนำในการรวมกลุ่มระหว่างรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ กลุ่ม G-24  ในเรื่องการเจรจาต่อรอง/ การหารือกับธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศผู้บริจาค รวมถึงกลุ่ม  Paris Club of Creditors ด้วย
 
     - โปรแกรม DMFAS เป็นโครงการที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2525 โดยเป็นการวิเคราะห์ทางการเงินและการบริหารหนี้สินด้วยระบบคอมพิวเตอร์(Computer -based) เพื่อช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถบริหารหนี้สินต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบัน มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมโครงการและติดตั้งระบบดังกล่าวแล้วจำนวนทั้งสิ้น 69 ประเทศ
 
4. การคมนาคมขนส่ง ศุลกากร และเทคโนโลยีสารสนเทศ
 
     - โครงการ ASYCUDA เป็นระบบศุลกากรแบบบูรณาการที่สามารถเร่งรัดกระบวนการตรวจผ่านทางศุลกากรให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นและให้ความช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในการปฏิรูปกระบวนการ/ การบริหารทางศุลกากรให้มีความทันสมัย ระบบล่าสุดสามารถสนับสนุนการประกอบธุรกิจ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business) ซึ่งได้รับการติดตั้งในกว่า 90 ประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นระบบศุลกากรแบบอัตโนมัติที่ได้มาตรฐาน
 
     - โครงการ ACIS เป็นระบบติดตาม/ ควบคุมการขนส่งสินค้า (Cargo Tracking Systems) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันได้รับการติดตั้งในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกาจำนวนกว่า 20 ประเทศ
 
     - เครือข่าย Global Trade Point Network หรือ GTPNet ให้บริการทางข้อมูลเกี่ยวกับการค้าและการบริการแก่นักธุรกิจ และช่วยในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
 
     - โครงการ TRAINFORTRADE  เป็นโครงการเสริมสร้างเครือข่ายการฝึกอบรมและจัดการฝึกอบรมในประเด็นทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาการเรียนรู้ทางไกล โดยเฉพาะสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
 
5. ความร่วมมือทางวิชาการ
     - UNCTAD มีโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการกว่า 300 โครงการให้กับประเทศกำลังพัฒนากว่า 100 ประเทศ โดยมุ่งพัฒนาความขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างความเเข็งแกร่งให้สถาบันและนโยบายการพัฒนาประเทศ ช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับโลกมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมด้วยตนเอง รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการเจรจาทางการค้า การเงิน และการลงทุนระหว่างประเทศ
 
6. สรุปผลงานสำคัญที่ผ่านมาของ UNCTAD
 
     - สิทธิพิเศษทางศุลกากร (Generalized System of Preferences หรือ GSP)  ตั้งแต่ พ.ศ.2514 โดยสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งออกไปยังประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าวมีมูลค่าสูงกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
 
     - ความตกลงว่าด้วยสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Agreement on a Global System of Trade Preferences) หรือ GSTP ซึ่งเริ่มมีการเจรจาตั้งแต่ปี 2532
 
     - ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึง โกโก้ กาแฟ น้ำตาล ปอกระเจาและผลิตภัณฑ์ปอกระเจา ไม้เขตร้อน น้ำมันมะกอก และธัญพืช
 
     - การจัดตั้งกองทุนร่วมเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อปี 2532 เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับการคงคลังสินค้าเกษตรระหว่างประเทศและโครงการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์
 
     - แนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนกำหนดการชำระหนี้
 
     - UN Convention on Code of Conduct for Liner Conference ปี ค.ศ. 1974 และ International Carriage of Goods by Sea ปี พ.ศ. 2521 นอกจากนี้ ผลงานของ UNCTAD ยังมีส่วนสำคัญในการนำไปสู่ข้อตัดสินใจที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ
        (1) ความตกลงในการกำหนดเป้าหมายความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) รวมถึงเป้าหมายร้อยละ 0.7 ของ GNP สำหรับประเทศกำลังพัฒนา และเป้าหมาย ร้อยละ 0.15 สำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
        (2) จุดเริ่มต้นของ Special Drawing Rights (SDRs) โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
        (3) การลดปัญหาหนี้สินระดับพหุภาคีสำหรับประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว

 

การค้าและสินค้าโภคภัณฑ์


     • UNCTAD ส่งเสริมการสร้างความหลากหลายในการผลิตทั้งประเภทสินค้าและโครงสร้างทางการค้า ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการกำหนดนโยบายและนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมให้วิสาหกิจต่างๆสามารถปรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจและสินค้าให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก
     • UNCTAD ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนากฎหมาย/นโยบายการแข่งขันทางการค้าและการ คุ้มครองผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งการจัดพิมพ์/เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวข้องกับรูปแบบ (Model) กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างสม่ำเสมอ
     • โครงการ Positive Agenda Initiative and Commercial Diplomacy Programme เพื่อช่วยเหลือ/สร้างทักษะให้กับประเทศกำลังพัฒนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางการค้า
     • จัดทำระบบข้อมูลและการวิเคราะห์ทางการค้า (Trade Analysis and Information System หรือTRAINS) ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศที่ใช้ฐานข้อมูลของ UNCTAD ที่ว่าด้วยมาตราการควบคุมทางการค้า ครอบคลุมข้อมูลจากประเทศต่างๆ 119 ประเทศทั่วโลก

การลงทุนและการพัฒนาวิสาหกิจ
     • UNCTAD สนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดตั้งกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างประเทศทั้งในระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาคและพหุภาคี ผ่านการจัดประชุมสัมมนา การประชุมระดับภูมิภาค และการจัดเตรียมเอกสารตามประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
     • การทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการลงทุน (Investment Policy Review) เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้เกิดขึ้นในหมู่รัฐบาลและภาคเอกชนทั่วไป เกี่ยวกับนโยบายและสภาพการณ์ต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนของประเทศนั้นๆ ซึ่งประเทศที่ได้รับการทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนไป แล้ว อาทิ เอกวาดอร์ อิยิปต์ เอธิโอเปีย มอริเชียส และเปรู
     • ให้ข้อเสนอแนะด้านการลงทุนและการพัฒนาขีดความสามารถให้กับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด โดยประเทศที่เคยได้รับความช่วยเหลือ ได้แก่ บังกลาเทศ เอธิโอเปีย มาลี โมซัมบิก และยูกันดา
     • สนับสนุนผู้ประกอบการ และการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมในประเทศสมาชิกจำนวน 20 ประเทศ นอกจากนั้น ยังได้จัดทำเครือข่ายข้อมูลทางธุรกิจไว้สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการด้วย

นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ภาวะหนี้สิน และการระดมทุนเพื่อการพัฒนา
     • จัดทำรายงานด้านนโยบายและรายงานวิจัยเพื่อเสนอต่อที่ประชุม UNCTAD และต่อที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ ระบบการเงินและปริวรรตเงินตราระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา
     • ให้การสนับสนุนทางเทคนิคและคำแนะนำกับการรวมกลุ่มระหว่างรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ กลุ่ม G-24 ในเรื่องการเจรจาต่อรอง/การหารือกับธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศผู้บริจาครวมถึงกลุ่ม Paris Club of Creditor ด้วย
     • โปรแกรม DMFAS ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ทางการเงินและการบริหารหนี้สินด้วยระบบคอมพิวเตอร์(Computer-based) เพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถบริหารหนี้สินต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยโครงการนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ปัจจุบัน มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมโครงการติดตั้งระบบดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น 52 ประเทศ

การคมนาคมขนส่ง ศุลกากร และเทคโนโลยีสารสนเทศ
     • โครงการ ASYCUDA เป็นระบบศุลกากรแบบบูรณาการที่สามารถเร่งรัดกระบวนการตรวจผ่านทางศุลกากรให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นและให้ความช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการปฏิรูปกระบวนการ/การบริหารทางศุลกากรให้มีความทันสมัย ระบบล่าสุดสามารถสนับสนุนการประกอบธุรกิจโดยผ่านระบบทางอิเล็กทรอนิกส์(E-Business) ซึ่งได้รับการติดตั้งในกว่า 80 ประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นระบบศุลกากร แบบอัตโนมัติที่ได้มาตรฐาน
     • โครงการ ACIS เป็นระบบติดตาม/ควบคุมการขนส่งสินค้า (Cargo Tracking Systems) ด้วยระบบทาง คอมพิวเตอร์ ปัจจุบัน ได้รับการติดตั้งในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกาจำนวนกว่า 20 ประเทศ
     • เครือข่าย Global Trade Point Network หรือ GTPNet ให้บริการทางข้อมูลเกี่ยวกับการค้าและการบริการแก่นักธุรกิจ และช่วยในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
     • โครงการ TRAINFORTRADE เป็นโครงการเสริมสร้างเครือข่ายการฝึกอบรมและจัดการฝึกอบรมในประเด็นทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาการเรียนรู้ทางไกล โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด

ความร่วมมือทางเทคนิค
         UNCTAD มีโครงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคกว่า 300 โครงการให้กับประเทศกำลังพัฒนากว่า 100ประเทศ โดยมุ่งพัฒนาความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในการสร้างความเเข็งแกร่งให้สถาบันและนโยบายการพัฒนาประเทศ ช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับโลกมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมด้วยตนเอง รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการเจรจาทางการค้า การเงิน และการลงทุนระหว่างประเทศ

 

     • สิทธิพิเศษทางศุลกากร (Generalized System of Preferences หรือ GSP) ตั้งแต่ พ.ศ.2514 โดยสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งออกไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วที่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึงกว่า 70 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

     • ความตกลงว่าด้วยสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Agreement on a Global System of Trade Preferences) หรือ GSTP ตั้งแต่พ.ศ.2532

     • ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึง โกโก้ กาแฟ น้ำตาล ปอกระเจาและผลิตภัณฑ์ ปอกระเจา ไม้เขตร้อน น้ำมันมะกอก และธัญพืช

     • กองทุนร่วมเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับการคงคลังสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ และโครงการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2532

     • แนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ • UN Convention on Code of Conduct for Liner Conference ปี พ.ศ. 2517 และ International Carriage of Goods by Sea ปี พ.ศ. 2521

นอกจากนี้ ผลงานของ UNCTAD ยังมีส่วนสำคัญในการนำไปสู่ข้อตัดสินใจที่สำคัญต่างๆ อาทิ
   1) ความตกลงในการกำหนดเป้าหมายความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) รวมถึงเป้าหมายร้อยละ 0.7 ของ GNP สำหรับประเทศกำลังพัฒนา และเป้าหมายร้อยละ 0.15 สำหรับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด
   2) จุดเริ่มต้นของ Special Drawing Rights (SDRs) โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และ
   3) การลดปัญหาหนี้สินระดับพหุภาคีสำหรับประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว

 

        บราซิลเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 13-18 มิถุนายน ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) ณ นครเซา เปาโล (Sao Paulo) โดยการประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาพัฒนาการและปัญหาของระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา ติดตามการดำเนินการภายใต้ปฏิญญากรุงเทพ และแผนปฏิบัติการกรุงเทพ และเป็นโอกาสให้ประเทศสมาชิกได้แสดงข้อคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเสนอแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practices) ในแง่มุมต่างๆ ของการค้าและการพัฒนา รวมทั้งแสดงจุดยืนร่วมกันในการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี และร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อหลักของการประชุม คือ การเสริมสร้างการเชื่อมโยง/ความสอดคล้องระหว่างยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนากับบทบาททางเศรษฐกิจของ โลก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

• บทบาทของประเทศไทยในการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11
• ผลการประชุมในภาพรวม
• ผลการประชุมตามหัวข้อย่อย

- หัวข้อย่อยที่ 1 เรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้โลกาภิวัตน์ (Development Strategies in a Globalizing World Economy)
- หัวข้อย่อยที่ 2 เรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน (Building ProductiveCapacity and International Competitiveness)
- หัวข้อย่อยที่ 3 เรื่อง Assuring Development Gains from the International Trading System and Trade Negotiations
- หัวข้อย่อยที่ 4 เรื่องหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (Parnesrship for Development)

เอกสารผลของการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 11
• Spirit of Sao Paulo
• Sao Paulo Consensus
• Sao Paulo Declaration on the Launching of the Third Round of Negotiations within the Global System of Trade Preferences among Developing Countries (GSTP)

บทบาทของประเทศไทยในการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 11
        ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 มีบทบาทที่โดดเด่นเป็นที่ยอมรับนับจากที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 11 ณ นคร Sao Paulo ในวันที่ 14 มิถุนายน 2547 โดยเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดการให้โลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเกิดประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษยชาติ และในขณะที่ระบบพหุภาคีไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ต้องหาทางเลือกอื่นๆ ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องลดการพึ่งพาประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างกรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ไทยได้ผลักดัน ทั้งในระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและในระดับ เอเชีย

        นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงร่วมกับผู้นำประเทศอื่นๆ ซึ่งมีประธานาธิบดีบราซิลกล่าวนำในหัวข้อ A New Geography of Trade: South-South Cooperation in an Increasingly Interdependent World โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเน้นหลักการพึ่งพาตัวเองและยกตัวอย่างการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ dual-track การดำเนินแนวนโยบายตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเน้นเรื่องพันธมิตรกับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้ว และองค์การระหว่างประเทศ พร้อมทั้งได้กล่าวยกตัวอย่างถึงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับ UNCTAD และตั้งอยู่ที่ประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะที่เป็นประธานการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 และการประชุมเพื่อติดตามผล UNCTAD (UNCTAD Mid-term Review) ได้กล่าวเปิดการประชุมเต็มคณะ และส่งมอบตำแหน่งประธานการประชุมให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิล และได้กล่าวสุนทรพจน์ในช่วง General Debate ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสดผ่าน internet โดยได้กล่าวเสริมสุนทรพจน์ ของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายพึ่งพาตัวเองและการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ อันเป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารจัดการโลกาภิวัตน์ ซึ่งความพยายามของไทยในเรื่องการพัฒนาปรากฏอยู่ทั้งในนโยบายภายในประเทศและ ความคิดริเริ่มของไทยในหลายกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค

 

        ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 หรือ "UNCTAD X, BANGKOK 2000" ระหว่างวันที่12-19 กุมภาพันธ์ 2543 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร และการประชุม Mid-term Review ของUNCTAD ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม 2545 ณ ศูนย์การประชุมอาคาร ESCAP กรุงเทพฯ ผลด้านสารัตถะของการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ปรากฏในเอกสาร 2 ฉบับ สรุปได้ ดังนี้

1. Bangkok Declaration (ปฏิญญากรุงเทพ) [link to Bangkok Declaration.pdf]
        ปฏิญญากรุงเทพเป็นเอกสารที่แสดงฉันทามติของประเทศสมาชิก UNCTAD เกี่ยวกับผลของกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก และแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันของประเทศสมาชิกที่จะร่วมมือกันในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อทำให้ประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาสามารถได้รับประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ในด้านการค้า การลงทุน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมและเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบของกระบวนการโลกาภิวัตน์ได้

        แม้ปฏิญญากรุงเทพฯ จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ก็เป็นเอกสารที่มีผลผูกพันทางการเมือง โดยทุกประเทศสมาชิกUNCTAD มีพันธะทางด้านการเมืองที่จะต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายที่ได้ร่วมกันแถลงไว้ในเอกสารดังกล่าวเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเรื่องของการเงิน การลงทุน การพัฒนา สาระสำคัญ ได้แก่

        สภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อหารือเกี่ยวกับการทำให้โลกาภิวัตน์เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการพัฒนา รวมทั้งแสวงหาความ เสมอภาคและการมีส่วนร่วมของทุกประเทศ ขจัดการถูกเบียดตกขอบของประเทศที่ยากจน อันเนื่องมาจาก โลกาภิวัตน์ และความร่วมมือของประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

การเริ่มต้นใหม่
        การประชุม UNCTAD ก่อให้เกิดการทบทวนประสบการณ์จากโลกาภิวัตน์ วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแนวทางและนโยบายที่ผ่านมา สร้างความมั่นใจว่าทุกประเทศสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้เน้นย้ำถึงพันธกรณีที่จะร่วมกันทำให้ระบบการค้าพหุภาคีมีความเท่าเทียมและเป็นธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่โปร่งใสและเอื้อประโยชน์ให้กับทุกประเทศ

การหารือที่เปิดกว้างและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
        UNCTAD จะต้องมีส่วนสนับสนุนที่สำคัญในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านการพัฒนา โดยการประชุม ครั้งนี้ก่อให้เกิดความหวังในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยุติธรรมกว่าเดิม บรรเทาความยากจน แก้ไขความไม่สมดุล และเอื้อให้ประชาชนทั้งปวงได้รับความมั่นคงและมีโอกาสที่เพิ่มขึ้นในการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่

2. Bangkok Plan of Action (แผนปฏิบัติการกรุงเทพ)

        แผนปฏิบัติการกรุงเทพเป็นแผนปฏิบัติการที่ระบุรายละเอียดของยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการในการดำเนินนโยบายด้านการค้า การเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่ ประเทศสมาชิก UNCTAD และสำนักเลขาธิการ UNCTAD ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่แถลงไว้ในแถลงการณ์ กรุงเทพ เป็นเอกสารที่มีผลผูกพันทางการเมืองเช่นเดียวกับแถลงการณ์กรุงเทพแผนปฏิบัติการกรุงเทพ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้
   ก. การประเมินผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบของโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีต่อการพัฒนา

   ข. การประมวลพัฒนาการของข้อริเริ่มระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย การพัฒนาภูมิภาคแอฟริกา แผนปฏิบัติการสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด/การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดครั้งที่ 3 เป็นต้น

   ค. มาตรการและข้อริเริ่มต่างๆ ที่นำมาใช้โดยประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศกำลังพัฒนารวมตัวเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้ เช่น การทำให้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคเป็นอันหนึ่งอันเดียวและมีความสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ การปรับปรุงระบบการเงิน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การระดมทรัพยากรจากภายนอกเพื่อการพัฒนา การเปิดเสรีของตลาดเงินทุนภายใต้การควบคุมดูแลให้ระบบการค้าพหุภาคีเป็นประโยชน์ร่วมกัน ของทุกประเทศ เป็นต้น

   ง. บทบาทของ UNCTAD ควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับกิจกรรม 4 สาขา ดังนี้

1) โลกาภิวัตน์และการพัฒนาการลงทุน
2) การพัฒนาวิสาหกิจและเทคโนโลยี
3) การค้าสินค้าและบริการและประเด็นเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ และ
4) โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการเพื่อการพัฒนาและประสิทธิภาพทางการค้า รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วย ความละเอียดปรากฏตามเอกสารสรุปผลการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10

 

        เป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่งจากการประชุม UNCTADครั้งที่ 10 ที่รัฐบาลไทยและ UNCTAD เห็นความสำคัญร่วมกันในการริเริ่มความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลไทยได้ร่วมกับ UNCTAD จัดตั้งสถาบัน ITD ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมา ได้เปิดทำการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเพิ่มและเสริมสร้างขีดความสามารถและประสิทธิภาพ รวมทั้งทักษะในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้แก่บุคลากรของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย เพื่อการกำหนดและดำเนินนโยบายให้สามารถรับมือและจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรี ผ่านการสัมมนาการฝึกอบรม และการวิจัย ทั้งยังเผยแพร่ผลงานศึกษาวิจัยและข้อมูลสารสนเทศด้านเศรษฐกิจให้ สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงข้อมูลเกี่ยวกับ ITD มีปรากฏที่ www.itd.chula.ac.th

 

- การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) (www.unctad.org)
- การประชุมระดับรัฐมนตรีของ UNCTAD (ทุก 4 ปี)
- การประชุมคณะกรรมาธิการ UNCTAD (ทุกปี),br> - การประชุมคณะกรรมการการค้าและพัฒนาของ UNCTAD (ทุกปี)
- การประชุมผู้เชี่ยวชาญ (ทุกปี)
- การประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย UNCTAD
- สถาบันระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (International Institute for Trade and Development: ITD (www.itd.chula.ac.th)
- องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) (www.oecd.org)
- การประชุมเชิงปฏิบัติการ การประชุมผู้เชี่ยวชาญ การสัมมนา ฯลฯ
- การเข้าเป็นสมาชิก OECD
- คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) (ด้านเศรษฐกิจ)
- สมัชชาสหประชาชาติ (คณะกรรมการ 2)
- กลุ่ม 77 และจีน Group of 77 and China (www.g77.org)
- ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (South-South Cooperation)
- การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (ทุก 10 ปี)
- ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ 1 (International Trade Centre) (www.intracen.org)
- กลุ่ม 15 2

 

- ติดตาม ดูแลการอนุวัติผลการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10
- เป็นศูนย์กลางการประสานนโยบายและท่าทีของไทยในการประชุม UNCTAD
- เป็นศูนย์กลางการประมวลข้อมูลและส่งเสริมการเผยแพร่งานผลงานการศึกษา/วิเคราะห์ของ UNCTAD เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล
- ประสานการดำเนินงานของสถาบันระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าและการพัฒนา
- เป็นศูนย์กลางประสานงานในเรื่อง OECD, กลุ่ม G-77, ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ฯลฯ ITC เป็นองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล (international goverenmental organization: ITC) มีสำนักงานใหญ่ที่นครเจนีวา ประเทศสมาพันธรัฐสวิส ITC ตั้งขึ้นโดย ความร่วมมือระหว่าง GATT (WTO ในปัจจุบัน) และสหประชาชาติ (โดยผ่าUNCTAD) เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของสหประชาชาติในการให้ความช่วยเลือทาง เทคนิคและ วิชาการด้านการส่งเสริม การค้าแก่ประเทศกำลังพัฒนา และได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จาก United Nations DevelopmentProgramme (UNDP) งานของ ITC มี 6 ด้านหลัก ได้แก่

(1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาด
(2) การพัฒนาการบริการที่ส่งเสริมการค้า
(3) ข้อมูลการค้า
(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
(5) การจัดการในเรื่องการซื้อขายระหว่าง ประเทศ และ
(6) การประเมินความต้องการและโครงการเพื่อส่งเสริมการค้า ซึ่งนอกจากการ จัดพิมพ์และเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ ตลอดจนการจัด workshop และ seminar แล้ว ITC ยังมีโครงการ world trade net เพิ่อสร้างเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในด้านการค้าระหว่างประเทศโดยให้ความรู้และสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการค้าพหุภาคีแก่ภาคเอกชนกลุ่มประเทศ G-15 ปัจจุบันมีสมาชิก รวม 19 ประเทศ ได้แก่ อียิปต์ แอลจีเรีย อาร์เจนตินา บราซิล ชิลี อินเดีย อินโดนีเซีย จาเมกา เม็กซิโก ไนจีเรีย เปรู เซเนกัล ซิมบับเว เคนยา เวเนซูเอลา ศรีลังกา อิหร่าน โคลัมเบีย และ มาเลเซีย

 

 

ภาพรวมของการประชุม

        การประชุม UNCTAD เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี โดยไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ในปี 2543 ที่กรุงเทพฯ การประชุม UNCTAD ครั้ง ที่ 12 มีผู้นำประเทศต่างๆ อาทิ กานา บราซิล ฟินแลนด์ รวันดา เซียร่า ลีโอน แทนซาเนีย รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา รวมทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก และผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิก 192 ประเทศ ตลอดจนผู้แทนจากสถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และประชาสังคมเข้าร่วม การประชุมประกอบด้วย (1) การประชุมหลัก (main events) ระหว่างวันที่ 20 – 25 เมษายน 2551 (2) การประชุม World Investment Forum ระหว่างวันที่ 18 – 22 เมษายน 2551 และ (3) การประชุม Civil Society Forum ระหว่างวันที่ 17 – 25 เมษายน 2551

        พิธีเปิดการประชุม นาย Ban Ki-Moon เลขาธิการ สหประชาชาติ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตอาหารและความมั่นคงด้านพลังงาน การดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และเรียกร้องให้การเจรจารอบโดฮาบรรลุผลสำเร็จ ส่วนนายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการ UNCTAD ให้ ความสำคัญกับการดำเนินการให้ประเทศสมาชิกได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ อย่างเท่าเทียมกัน การแก้ไขวิกฤตราคาอาหารโดยการเพิ่มการศึกษาวิจัยด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผล ผลิต การเร่งผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮาให้บรรลุผล ตลอดจนให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องการให้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (GSTP) และการปรับปรุงบทบาทและความสามารถของ UNCTAD ในการช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาจัดการกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หัวข้อการประชุม

        หัวข้อหลักของการประชุม คือ Addressing the opportunities and challenges of globalization for development ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและการหาฉันทามติในด้านการดำเนินนโยบาย เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งด้านการค้า การลงทุนให้มีความสอดคล้อง (coherence) เพื่อจัดการกับกระแสโลกาภิวัตน์ให้ได้ประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบทางลบที่มีต่อการพัฒนา โดยประกอบด้วย 4 หัวข้อย่อย (sub-theme) ได้แก่

  1. ส่ง เสริมความสอดคล้องในการกำหนดนโยบายระดับโลกเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง ยั่งยืนและการลดปัญหาความยากจน รวมถึงการใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาค (Enhancing coherence at all levels for sustainable economic development and poverty reduction in global policymaking, including the contribution of regional approaches)
  2. ประเด็นด้านการค้าและการพัฒนาที่สำคัญ และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก (Key trade and development issues and the new realities in the geography of the world economy)
  3. ส่ง เสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในทุกระดับเพื่อสร้างขีดความสามารถในการผลิต การค้า และการลงทุน เน้นการระดมทรัพยากรและใช้ประโยชน์จากความรู้เพื่อการพัฒนา (Enhancing the enabling environment at all levels to strengthen productive capacity, trade and investment: mobilizing resources and harnessing knowledge for development)
  4. สร้างความเข้มแข็งให้ UNCTAD ส่งเสริมบทบาทด้านการพัฒนา การสร้างผลกระทบ และความมีประสิทธิภาพของสถาบัน (Strengthening UNCTAD; enhancing its development role, impact and institutional effectiveness)

 

บทบาทของไทยในการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 12

1. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

            ได้เสด็จฯ เยือนกานาระหว่างวันที่ 20 – 24 เมษายน 2551 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีกานา และได้ทรงเข้าร่วมการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 12 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของเลขาธิการ UNCTAD โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำรัสในฐานะองค์ปาฐกในการประชุมโต๊ะกลมที่ 5 ในหัวข้อการแสวงประโยชน์จากองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา มี สาระสำคัญเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจที่ทรงริเริ่มนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารมาใช้สำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ ในประเทศ เพื่อยกระดับความรู้ ชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศและประชาชน โดยทรงแนะนำให้

  1. UNCTAD และ องค์กรที่เกี่ยวข้องพิจารณาการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างครบถ้วนรอบด้านและเรียน รู้จากประสบการณ์ในการพัฒนาซึ่งกันและกัน แสวงหาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และแบ่งปันความรู้โดยเผยแพร่ผ่านการประชุม สิ่งตีพิมพ์ และเว็บไซต์
  2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
  3. กระจาย สังคมข่าวสารไปสู่พื้นที่ห่างไกล โดยดำเนินนโยบายระดับประเทศอย่างเหมาะสมและรอบคอบเพื่อลดช่องว่างความแตก ต่างของสังคมเมืองและสังคมชนบท
  4. สนับ สนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี กลไกการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลกานารู้สึกซาบซึ้งและชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเข้าร่วมการประชุม ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในการสนับสนุนงานของสหประชาชาติแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกานาด้วย

 

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

            เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม และได้รับเลือกเป็นรองประธานของที่ประชุม UNCTAD XII ตลอดจนได้เข้าร่วมการประชุมและกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสำคัญ 3 รายการ ได้แก่

 

  • การอภิปรายทั่วไป เพื่อให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการกับความท้าทายของกระบวนการโลกาภิวัตน์ สภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเสนอให้มีการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศให้มีความมั่นคงและเอื้อต่อ การพัฒนา ผลักดันให้การเจรจาการค้ารอบโดฮาประสบความสำเร็จ และการแก้ไขปัญหาเรื่องปัญหาพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร โดยการเพิ่มความช่วยเหลือด้านวิจัยและการพัฒนา การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา เสนอแนะเรื่องการนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เพื่อรับการเปลี่ยนแปลง จากกระแสโลกาภิวัตน์ของประเทศกำลังพัฒนา แบ่งปันประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ และกล่าวถึงบทบาทของไทยในการให้ความร่วมมือและช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้ UNCTAD ใน ด้านความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้สามารถรวมตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกใช้ประโยชน์จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้า และการพัฒนา (ITD) ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง UNCTAD กับ รัฐบาลไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในภูมิภาคเอเชียในเรื่องการค้า การลงทุน และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา
  • Statement by H.E. Noppadon Pattama Minister of Foreign Affairs of Thailand
  • การประชุมรัฐมนตรี GSTP เพื่อ ยืนยันการสนับสนุนของไทยและความมุ่งมั่นที่จะเจรจาระบบการให้สิทธิพิเศษทาง การค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาให้บรรลุผลสำเร็จภายในปี 2551 เพื่อส่งเสริมความให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม
  • การประชุมประชุมโต๊ะกลมที่ 4 กล่าวถึงแนวโน้มเรื่องการค้าระหว่างกำลังประเทศพัฒนาที่เป็นแหล่งที่มาของ การเงินเพื่อการพัฒนา ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการพัฒนา โดยประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การรวม ตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคโดยเสนอข้อคิดเห็นในการอภิปราย ว่า ควรส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ยืนยันการสนับสนุนของไทยต่อภูมิภาคแอฟริกาในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนา ตลอดจนกล่าวถึงบทบาทไทยในกรอบความร่วมมือกับอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนบทบาทของ UNCTAD ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • Intervention by H.E. Noppadon Pattama Minister of Foreign Affairs of Thailand

 

3การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารและจัดการประชุมระหว่างประเทศแก่กานา

            โดยที่การประชุม UNCTAD 10 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ ค.ศ. 2000 ประสบ ความสำเร็จด้วยดีและไทยมีประสบการณ์จัดการประชุมระหว่างประเทศขนาดใหญ่อย่าง ต่อเนื่องหลายครั้ง กานาจึงขอรับการสนับสนุนจากไทยเกี่ยวกับการจัดการประชุมระหว่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศกานาและคณะเยือนไทย เมื่อวันที่ 11-14 ธันวาคม 2550 เพื่อศึกษาดูงานในด้านดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญบริษัท N.C.C. Management and Development จำกัด ซึ่งบริหารจัดการศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดินทางไปให้คำแนะนำผู้บริหารจัดการศูนย์การประชุมของกานาที่กรุงอักกรา ระหว่างวันที่ 18 – 22 กุมภาพันธ์ 2551

สรุปผลการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 12  

1. ประเด็นสำคัญในการประชุม

  1. ปัญหา วิกฤตการณ์ด้านอาหารซึ่งเป็นผลมาจากระบบการบริหารจัดการทรัพยากร นโยบายด้านการค้าและการลงทุนที่บิดเบือนศักยภาพในการผลิตอาหารของประเทศ กำลังพัฒนา รวมทั้งผลกระทบจากการผลิตพืชพลังงานและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  2. การรับมือกับปัญหาที่เกิดใหม่ เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และการโยกย้ายถิ่นฐาน โดยเน้นผลกระทบต่อการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนา
  3. การหารือเรื่องการส่งเสริมและปฏิรูปบทบาทของ UNCTAD
  4. ปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกและแนวทางการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินและระบบการเงินระหว่างประเทศ

 

2. การประชุมโต๊ะกลม 

  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 1 หารือ เรื่องผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อการพัฒนา สังคม ประชาชน และการแก้ไขความยากจน และความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ ที่ประชุมฯ เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นที่ลดความแตกต่างทางสังคม แต่ต้องเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพที่แก้ไขปัญหาสำคัญของสังคมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทและสถานะของผู้หญิง การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการศึกษา
  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 2 หารือ เรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่ง ประกอบด้วยการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบที่เอื้อต่อการขยายการค้าการลงทุน และการมีโครงสร้างด้านสถาบันรองรับการพัฒนาการค้าการลงทุนที่เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลในภาครัฐ ทั้งนี้ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งเป็นที่มาของการถ่ายทอดทาง เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 3 หารือ เรื่องสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน โลหะ และเกษตร) และให้ความสำคัญเรื่องวิกฤตราคาอาหารที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศและการเปลี่ยนแปลงการผลิตเกษตรอาหารเป็นเกษตรพลังงาน รวมทั้งการเก็งกำไรสินค้าเกษตรเหล่านั้น ที่ประชุมฯ เสนอแนะให้มีการหารือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อบูรณาการนโยบายการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ในยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ และผลักดันการเจรจารอบโดฮาให้ประสบความสำเร็จ
  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 4 หารือความร่วมมือด้านการค้าและการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจา GSTP ให้ สำเร็จเพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมการค้า ความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนาเป็นการสร้างโอกาสจากการการเติบโตและสภาพแวด ล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของประเทศกำลังพัฒนา และมีความท้าทายคือการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ทั้งนี้ ข้อจำกัดที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ที่ประชุมฯ เห็นว่า ควรส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของทุกภาคส่วนและองค์การระหว่างประเทศ นโยบายการลงทุนที่เหมาะสม การจัดระบบกฏเกณฑ์การค้าที่มีมาตรฐานเหมาะสม และการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 5  หารือ เกี่ยวกับบทบาทขององค์ความรู้และเทคโนโลยีในการพัฒนา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจที่ทรงริเริ่ม นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้สำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ ในประเทศ   เพื่อยกระดับความรู้ ชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศและประชาชน โดยได้ทรงร่วมพระราชทานข้อคิดเห็นในช่วงการอภิปรายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอีกด้วย ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้อภิปรายถึงบทบาทขององค์ความรู้ เทคโนโลยีการสื่อสาร (ICT) และ นวัตกรรมซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและเสริมสร้าง คุณภาพชีวิตของประชาชน และประเด็นความท้าทายในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือการลดช่องว่างด้านเทคโนโลยี (digital divide) ทั้ง ในระดับประเทศ ภูมิภาค โดยรัฐควรให้ความสำคัญต่อนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมโดยเน้นเรื่องการดำเนินการ ตามแนวทางที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงแนะนำให้เริ่มจากโครงการขนาดเล็ก และเมื่อประสบความสำเร็จจึงขยายโครงการต่อไป การส่งเสริมการศึกษาและการฝึกอบรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการส่งเสริมศักยภาพด้าน ICT สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศ การส่งเสริมการแข่งขันด้านการผลิตและการบริการด้าน ICT
  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 6 ที่ ประชุมฯ แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการบริหารจัดการหนี้สินของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด เพื่อลดอุปสรรคของการพัฒนา และช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสร้างศักยภาพในการค้าเพื่อการพัฒนาด้วยตนเอง
  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 7 ต่อ เนื่องกับการบริหารจัดการหนี้สิน ประเทศกำลังพัฒนาต้องได้รับการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในภาคการผลิตโดยมี กลไกที่การให้ความช่วยเหลือของประเทศและองค์การระหว่างประเทศร่วมกัน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาในภาคการผลิต
  • การประชุมโต๊ะกลมที่ 8 และ 9 เน้นเรื่องการสร้างเสริมประสิทธิภาพการทำงานและความเข้มแข็งของ UNCTAD ใน การทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ให้แก่ประเทศสมาชิก โดยการสร้างความชัดเจนในประเด็นที่อังค์ถัดสามารถมีบทบาทนำ ส่งเสริมการทำงานที่เกื้อกูลและสอดคล้องแต่ไม่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานในระบบ สหประชาชาติ โดยมีเป้าหมาย ยุทธศาสตร์และแผนงานที่ชัดเจน รวมทั้งการมีกลไกในการติดตามตรวจสอบและประเมินผลความช่วยเหลือด้านวิชาการ อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังยืนยันบทบาทหลักของอังค์ถัดทุกด้านกระบวนการโลกาภิวัตน์ การพัฒนา และการลดความยากจน

 

3. ผลลัพธ์การประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 12

                ที่ประชุมได้รับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม 2 ฉบับ คือ 

  • แถลงการณ์อักกรา (Accra Declaration) ซึ่ง เป็นเอกสารแสดงเจตนารมย์ทางการเมืองของประเทศสมาชิก สรุปได้ว่า ประเทศสมาชิกมีความเห็นร่วมกันว่า ควรมีการดำเนินการเพื่อให้มีระบบการค้า การเงิน การลงทุนที่สมดุลและเป็นธรรม เพื่อเสริมสร้างการแสวงโอกาสในประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างเท่าเทียม และคลอบคลุม เพื่อบรรลุ MDGs โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยให้ความสำคัญกับปัญหาวิกฤตราคาอาหารและการเพิ่มประสิทธิผลในการผลิต สินค้าอาหารของประเทศกำลังพัฒนา การผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮา การมีส่วนร่วมของประเทศกำลังพัฒนาในระบบการเงินและการค้าระหว่างประเทศ การบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็งให้ UNCTAD ในการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการรวมตัวเข้ากับระบบ เศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Accra Declaration
  • ปฏิญญาอักกรา (Accra Accord) เป็นเอกสารที่ระบุแนวทางความร่วมมือของประเทศสมาชิกและการดำเนินงานของ UNCTAD เพื่อจัดการกระบวนการโลกาภิวัตน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนา ตามที่ประเทศสมาชิกได้แสดงเจตนารมย์ไว้ในแถลงการณ์อักกรา
  • Accra Accord 

4. ผลการประชุมคู่ขนาน

ในระหว่างการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 12 ที่สำคัญ ได้แก่ 

  • การประชุมรัฐมนตรีกลุ่ม 77 และจีน 

        ที่ประชุมรับรองปฏิญญารัฐมนตรีกลุ่ม 77 เพื่อยืนยันท่าทีร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนาเรื่องการบรรลุ MDGs ในปี ค.ศ. 2015 และ การติดตามผลการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการระดมทุนเพื่อการพัฒนา การปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ การผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮาให้บรรลุผลสำเร็จ การส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องการเจรจา GSTP ความร่วมมือระหว่าง ประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว ความช่วยเหลือเพื่อการค้า การส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของสถาบันการ เงินระหว่างประเทศ การดำเนินความร่วมมือในการแก้ไขวิกฤตราคาอาหาร และเสนอแนะให้ UNCTAD มีบทบาทในประเด็นเกิดใหม่ เช่น พลังงานทดแทน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การโยกย้ายถิ่นฐาน 

  • การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและรัฐมนตรีเรื่องการเจรจาระบบสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Global System on Trade Preferences – GSTP) 

        ที่ประชุมได้พยายามหาข้อสรุปในการกำหนดรายละเอียดของรูปแบบ แนวทางและระดับการลดภาษี รายการสินค้าที่ต้องลดภาษี และกฎระเบียบด้านการค้า เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดและการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็น รูปธรรม ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้แต่เริ่มมีความเห็นในทิศทางใกล้เคียงกันและแสดงความยืดหยุ่นในการเจรจามากขึ้น และยืนยันที่จะให้มีการเจรจาหาข้อสรุปให้ได้ภายในปี 2551 

  • การประชุม World Investment Forum 

        การประชุม World Investment Forum ระหว่างวันที่ 19 – 20 เมษายน 2551 ที่กรุงอักกรา สาธารณรัฐกานา มีผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ และภาคเอกชนเข้าร่วม สรุปผลได้ดังนี้

Session 1: Prospects for global FDI and new business opportunities

        ที่ประชุมฯ เห็นว่า แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) จะ มีความเสี่ยงแต่ก็ยังมีอนาคตที่ดี ประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มจะเพิ่มการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาเนื่องจากเป็น แหล่งสร้างกำไร รูปแบบของการลงทุนในแต่ละภูมิภาคก็มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่องผลกระทบของวิกฤตสินเชื่อ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2550 ทั้งนี้ ปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อ FDI ได้แก่ การกีดกันทางการค้า ปัญหาเงินเฟ้อ และความไม่สมดุลของเศรษฐกิจมหภาค

Session 2: Global value chains: Opportunities and challenges for international and domestic firms

        ที่ประชุมฯ ได้หารือเรื่องโอกาสและความท้าทายในการเข้าร่วมห่วงโซ่การสร้างมูลค่าในระดับโลกของ SMEs และ บรรษัทข้ามชาติ โดยยกตัวอย่างประสบการณ์ของภาคเอกชน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า รัฐบาลมีบทบาทในการกำหนดแนวนโยบายที่ดี ส่วนหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน (IPA) มีบทบาทในการช่วย SMEs พัฒนายุทธศาสตร์เพื่อสร้างโอกาสในตลาดโลก ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ การส่งเสริมโครงการความเชื่อมโยงทางธุรกิจและความเป็นหุ้นส่วนระหว่าง SMEs กับบรรษัทข้ามชาติ และการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี

Session 3: A new emerging market for FDI

        ที่ประชุมฯ เห็นว่า ภูมิภาคแอฟริกามีโอกาสดีที่จะได้รับ FDI เพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ก็ยังมีอุปสรรคซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยวิธี 3-I คือ 1) ปรับปรุงสถาบันภายในประเทศ (Institution) 2) ปรับปรุงสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และ 3) เพิ่มการบูรณาการในภูมิภาค (Integration) นอกจากนี้ ประเทศในแอฟริกาควรสนับสนุนการศึกษา โดยเฉพาะด้าน ICT และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัท ส่วนประเทศที่มีทรัพยากรน้อยและไม่มีทางออกทางทะเลก็สามารถดึงดูด FDI ได้ หากมีนโยบายด้านการเงินและด้านการค้า/การลงทุนที่ดี และมีการปรับปรุงกฎระเบียบ 

  • การประชุม World Investment Forum ในหัวข้อความช่วยเหลือเพื่อการค้าจากมุมมองของภูมิภาคต่างๆ 

        ที่ประชุมฯ เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมความช่วยเหลือเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามี ศักยภาพเข้าร่วมในระบบการค้าของโลก และสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน โดยประเทศกำลังพัฒนาในแต่ละภูมิภาค จำเป็นต้องระบุความต้องการของตนให้ชัดเจนเพื่อขอรับความช่วยเหลือในการปรับ ปรุงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมและตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศ และสามารถปรับตัวรับกระแสโลกาภิวัตน์ได้ 

  • การประชุม Civil Society Forum 

                  ที่ประชุมฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากภาคประชาสังคม อาทิ กลุ่ม NGO ด้าน การพัฒนา ด้านการเพิ่มบทบาทสตรี สหภาพแรงงาน องค์การด้านการเกษตร องค์การด้านสิ่งแวดล้อม ได้หารือในกรอบการประชุมภาคประชาสังคมของการประชุม UNCTAD ครั้ง ที่ 12 ระหว่างวันที่ 17-19 เมษายน 2551 ถึงแนวความคิดด้านการค้า การลงทุน นโยบายการแข่งขัน และบทบาทของนโยบายเหล่านี้ต่อการพัฒนา โดยที่ประชุมฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นวิกฤตด้านการเงินและวิกฤตราคาสินค้าอาหารและการขาด แคลนอาหาร โดยชื่นชมบทบาทของ UNCTAD ในการให้คำแนะ นำด้านนโยบายต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศในการแก้ไขวิกฤตการเงิน และได้เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วเลิกใช้นโยบายการสนับสนุนด้านสินค้าเกษตร และการปรับเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศและในกรอบ WTO IMF และธนาคารโลก นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เรียกร้องให้ UNCTAD ผลักดัน policy space สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮา และ การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (inclusive development) อันจะนำมาซึ่งการจ้างงาน และการลดความยากจน

5. ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการเข้าร่วมการประชุม

  1. แสดง บทบาทของไทยในเวทีสหประชาชาติเพื่อให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการกับระบบ เศรษฐกิจระหว่างประเทศที่จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการพัฒนาอย่างเป็น รูปธรรม
  2. เป็น โอกาสในการกระชับและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนากับประเทศสมาชิก อื่นๆ ทั้งในกรอบของการประชุมต่างๆ และในการหารือทวิภาคีในระหว่างการประชุม
  3. เป็นโอกาสในการกระชับและขยายความร่วมมือกับ UNCTAD ในด้านวิชาการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรภาครัฐและเอกชนไทยใน ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนการดำเนินการตามความตกลงการค้าและการลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการ พัฒนา
  4. ได้ หารือทวิภาคีกับผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกและองค์การระหว่างประเทศ เพื่อขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือทางวิชาการ
  5. การผลักดันให้การเจรจารอบโดฮาประสบผลสำเร็จจะทำให้เกษตรกรไทยสามารถส่ง ออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศพัฒนาแล้วได้มากขึ้น การเสริมสร้างขีดความสามารถการค้า การลงทุนและบริการ ทำให้เอกชนไทยมีความสามารถในการส่งสินค้าและดำเนินธุรกิจได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 

        การประชุมอังค์ถัดครั้งที่ 13 จัดขึ้น ในเดือน เมษายน 2555 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ทั้งนี้ ไทยรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานของกลุ่มประเทศเอเชีย 

  เลขาธิการอังค์ถัดได้เสนอหัวข้อการประชุมอังค์ถัดในครั้งที่ 13 เพื่อให้ประเทศสมาชิกพิจารณา โดยกำหนดหัวข้อหลักของการประชุมว่า “Development-centred globalization: towards inclusive and sustainable growth and development” หรือหมายถึงการพัฒนาที่ใช้กระบวนการโลกาภิวัฒน์เป็นศูนย์กลาง เพื่อนำมาสู่การเจริญเติบโตและการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน โดยแบ่งการหารือออกเป็น 4 หัวข้อย่อย ดังนี้

                “Enhancing the enabling economic environment at all levels in support of inclusive and sustainable development”

การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการพัฒนาในทุกระดับ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน

                “Strengthening all forms of cooperation and partnerships for trade and development, including North-South, South-South and triangular cooperation”

การ เพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการค้าและการพัฒนาทุก รูปแบบ รวมถึงความร่วมมือเหนือ-ใต้, ใต้-ใต้ และ ความร่วมมือแบบไตรภาคี

                “Addressing persistent and emerging development challenges as related to their implications for trade and development and interrelated issues in the areas of finance, technology, investment, and sustainable development”

ความ ท้าทายทั้งเก่าและใหม่ที่มีผลกระทบต่อการพัฒนา ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงการค้าและการพัฒนา การเงิน, เทคโนโลยี, การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

                “Promoting investment, trade, entrepreneurship and related development policies to foster sustained economic growth for sustainable and inclusive development”

การส่งเสริมการลงทุน การค้า นายทุน และนโยบายด้านการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม

1. ภาพรวมการประชุม                                                                                                                          
 
    1.1 การประชุม UNCTAD ครั้งที่ 13 มีขึ้นระหว่างวันที่ 21-26 เมษายน 2555 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม UNCTAD ผู้นำและผู้แทนระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม อาทิ เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ประธานาธิบดีตูนีเซีย ประธานาธิบดีไนเจอร์ นายกรัฐมนตรีตุรกี นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีการค้า รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการพัฒนา คณะผู้แทนจากประเทศสมาชิก ตลอดจนสถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ผู้แทนภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชน                                                                 
 
    1.2 หัวข้อหลักของการประชุม คือ กระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่ใช้การพัฒนาเป็นศูนย์กลางแทนกระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่ใช้ภาคการเงินเป็นศูนย์กลางเพื่อนำมาซึ่งการเจริญเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืน แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อย่อย ได้แก่
        1) การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการพัฒนาในทุกระดับ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน
          2) การพัฒนาความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการค้าและการพัฒนาทุกรูปแบบ รวมถึงความร่วมมือเหนือ-ใต้ และ ใต้-ใต้ และความร่วมมือไตรภาคี
          3) การรับมือกับความท้าทายทั้งเก่าและใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการค้า การพัฒนา การเงิน เทคโนโลยี การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
        4) การส่งเสริมนโยบายด้านการลงทุน การค้า การเป็นผู้ประกอบการ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม                                                                                                                               
 
    1.3 การประชุมฯ มีขึ้นในช่วงที่โลกกำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างประเทศอันเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ ประเทศสมาชิกจึงให้ความสำคัญในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการลดผลกระทบจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ และกลไกที่จะช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน โดยมีความเห็นร่วมกันว่า มีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันบริหารจัดการการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น                                                                   
 
    1.4 Emir Sheikh Hamad bin Khalifa al-Thani เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ เป็นประธานในพิธีการเปิดประชุม โดยในคำกล่าวถ้อยแถลง เจ้าผู้ครองรัฐฯ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างประเทศซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่ใช้ภาคการเงินเป็นศูนย์กลาง ปัญหาดังกล่าวมีผลกระทบใน  วงกว้าง ประชาคมระหว่างประเทศจึงควรให้ความสนใจและร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจรัง โดยมองว่า UNCTAD เป็นกลไกระหว่างประเทศที่สำคัญในการช่วยให้ประเทศสมาชิกรับมือและจัดการกับกระบวนการโลกาภิวัฒน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เจ้าผู้ครองรัฐฯ กล่าวสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในด้านการค้าและการลงทุน โดยเรียกร้องให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วละเว้นนโยบายกีดกันทางการค้า/ การลงทุน และเน้นย้ำว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องกระชับและขยายความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกันเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน                                                                        
 
     1.5 การประชุมคู่ขนานและการประชุมโต๊ะกลมที่สำคัญในระหว่างการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 13  อาทิ
 
            1.5.1 การประชุมรัฐมนตรีกลุ่ม 77 และจีน ที่ประชุมรับรองปฏิญญารัฐมนตรีกลุ่ม 77 เพื่อเรียกร้องให้ UNCTAD เพิ่มบทบาทในการดูแลและจัดการธรรมาภิบาลของระบบเศรษฐกิจและการเงิน
 
ระหว่างประเทศ ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการโลกาภิวัฒน์ ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ กลุ่ม 77 เรียกร้องให้มีการผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮาให้บรรลุผลสำเร็จ
 
           1.5.2 การประชุม High-Level Segment of Heads of State and Government ในหัวข้อ “In the wake of the global economic crisis: New opportunities for economic growth with social equity” มีเลขาธิการ UNCTAD และผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกเข้าร่วมหลายประเทศ อาทิ กานา ตูนีเซีย และไนเจอร์ ที่ประชุมเห็นว่า ต้องพิจารณาการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างรอบด้านมากขึ้น โดยการเจริญเติบโตต้องดำเนินควบคู่ไปกับอัตราการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งมีการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมและสวัสดิการสังคมที่ทั่วถึง ทั้งนี้ เพื่อลดความยากจนซึ่งเป็นอุปสรรคหลักของการพัฒนา และกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุมมากขึ้น
 
           1.5.3 การประชุมโต๊กลมที่ 1  ในหัวข้อ “Enhancing the enabling economic environment at all levels in support of inclusive and sustainable development” ซึ่งผลการประชุมสรุปได้ว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเอื้ออำนวยให้มีการเจริญเติบโตแต่ขาดการพัฒนา (Growth without Development) จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปนโยบายและโครงสร้างของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศให้สอดคล้องกัน โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและการถ่ายโอนความเชี่ยวชาญแก่ภาคธุรกิจที่มีความสำคัญต่อประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อย 
 
          1.5.4 การประชุมโต๊กลมที่ 2 ในหัวข้อ  “Promoting investment, trade, entrepreneurship and related development policies to foster sustained economic growth for sustainable and inclusive development” ซึ่งผลการประชุมสรุปได้ว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องมีการวางแผน/นโยบายที่ดีเพื่อดึงดูดเงินทุนจากบรรษัทข้ามชาติ และรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว โดยจะต้องมีการระดมสมองของทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรบุคคลให้ได้มาตรฐาน
 
2. เอกสารผลลัพธ์การประชุม
 
        การประชุม UNCTAD ครั้งที่ 13 เสร็จสิ้นลง โดยประเทศสมาชิกสามารถจัดทำเอกสารผลลัพธ์การประชุม (outcome document) ที่เรียกว่า “Doha Mandate” ซึ่งเป็นทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในช่วง 4 ปีข้างหน้า รวมทั้งกำหนดบทบาทที่เหมาะสมของ UNCTAD ต่อประเด็นท้าทายต่าง ๆ ในกระบวนการ  โลกาภิวัตน์ เอกสารสะท้อนท่าทีของที่ประชุมที่ต้องการให้คงความสำคัญของ UNCTAD ในฐานะองค์กรระหว่างประเทศหลักด้านการค้าและการพัฒนา
 
     กระบวนการรับรองเอกสารผลการประชุมเป็นไปอย่างยากลำบากโดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G77 และจีน) และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (สหภาพยุโรป และ JUSSCANNZ) ต่างผลักดันท่าทีและข้อเสนอของตน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ขัดแย้งกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับภารกิจของ UNCTAD โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วต้องการลดบทบาทและหน้าที่ของ UNCTAD โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทในการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ที่ประชุม UNCTAD ได้รับรองเอกสารผลการประชุมซึ่งคงความสำคัญของ UNCTAD จึงถือได้ว่า เป็นชัยชนะและผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
 
3. บทบาทของประเทศไทย
 
     ไทยมีบทบาทที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้ โดยทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการเตรียมการ (Preparatory Committee) ของกลุ่ม 77 และจีน และมีบทบาทโดดเด่นในการประสานผลประโยชน์ภายในกลุ่ม 77 และจีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างอำนาจของกลุ่มในการเจรจาต่อรองกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจนสามารถบรรลุฉันทามติในการรับรอง Doha Mandate        
 
 
 
 
ความร่วมมือระหว่างไทยกับ UNCTAD ที่สำคัญ
 
        1. การจัดตั้งสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (สคพ.) หรือ International Institute for Trade and Development (ITD) เป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่งจากการประชุม UNCTAD   ครั้งที่ 10 ที่รัฐบาลไทยและ UNCTAD เห็นความสำคัญในการริเริ่มความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลไทยได้ร่วมกับ UNCTAD จัดตั้งสถาบัน ITD ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเปิดทำการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเพิ่มและเสริมสร้างขีดความสามารถและประสิทธิภาพ รวมทั้งทักษะในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้แก่บุคลากรของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสนับสนุนการกำหนดและดำเนินนโยบายให้สามารถรับมือและจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรี ผ่านการสัมมนา การฝึกอบรม และการวิจัย ทั้งนี้ ITD ได้เผยแพร่ผลงานศึกษาวิจัยและข้อมูลสารสนเทศด้านเศรษฐกิจให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงทาง website  ของสถาบันฯ www.itd.chula.ac.th
 
         2. ความร่วมมือระหว่างไทยกับ UNCTAD ด้านการลงทุน
 
    - UNCTAD มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มขีดความสามารถในการจัดทำความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Investment Promotion and Protection Agreement – IPPA) และความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment Agreement – IIA)
 
    - UNCTAD ให้ความร่วมมือกับไทยในการให้ข้อคิดเห็นต่อร่างความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุน (ฉบับมาตรฐาน) ซึ่งประเทศไทยได้จัดทำขึ้น และส่งให้ UNCTAD ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดย UNCTAD ได้ส่งข้อคิดเห็นให้ไทยในเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 ขณะนี้ กระทรวงฯ ได้ประมวลข้อคิดเห็นต่างๆ และจัดทำร่างความตกลงฯ ฉบับมาตรฐาน (ฉบับล่าสุด) แล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายน 2555
 
    - UNCTAD จัดทำการทบทวนนโยบายการลงทุน (Investment Policy Review) ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินกรอบกฎหมาย กฎระเบียบและโครงสร้างเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพื่อผลักดันให้มีกรอบนโยบายการลงทุนที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการคุ้มครองการลงทุนในประเทศ การทบทวนนี้จะครอบคลุมนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเข้ามาลงทุน การ ประติบัติและการคุ้มครองการลงทุน การเก็บภาษี สภาวะแวดล้อมและกฎระเบียบรายสาขา
 
    - กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและเผยแพร่งานผลงานการศึกษา/ วิเคราะห์ของ UNCTAD โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ได้เชิญนาย Joerg Weber ผู้เชี่ยวชาญความตกลงด้านการลงทุนระหว่างประเทศจาก UNCTAD มาบรรยาย  ในหัวข้อ นโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Investment Policy Framework for Sustainable Development) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของรายงาน UNCTAD World Investment 2012 เกี่ยวกับนโยบายการลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการดึงดูดและใช้ประโยชน์จากการลงทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิของนักลงทุนและพันธกรณีของรัฐผู้รับการลงทุน และเพื่อ ตอบรับความท้าทายในเชิงนโยบาย โดย UNCTAD ได้เสนอแนะแนวทางสำหรับการวางกรอบนโยบายการลงทุนแบบครบวงจร   ซึ่งประกอบด้วย
     (1) หลักการสำคัญของการวางนโยบาย (Core Principles for Investment Policy-making)
     (2) แนวทางสำหรับนโยบายการลงทุนระดับชาติ (Guidelines for National Investment Policies)
     (3) การออกแบบและการใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านการลงทุนระหว่างประเทศ (Options for the Design and Use of International Investment Agreements)
 
 

JoomSpirit