OECD องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

        องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิกเกี่ยวกับการจัดการ ปัญหาต่างๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ บนพื้นฐานของการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบและเป็นกลาง เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปร่วมระดับนโยบายในลักษณะ guidelines for best practices และการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกับ guidelines เหล่านั้นในที่สุด กระบวนการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่ประเทศสมาชิก ใช้หลัก peer review/peer pressure ซึ่งเน้นการโน้มน้าวด้วยเหตุผลทางวิชาการ ประกอบกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ทั้งที่เป็นสมาชิกและมิใช่สมาชิก โดยไม่มีบทลงโทษประเทศสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตาม guidelines แต่จะเน้นย้ำว่า การปฏิบัติตาม guidelines จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของสมาชิกเอง OECD มีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการ influence ความคิดเชิงนโยบายของกลุ่มประเทศสมาชิก และโดยที่ OECD เล็งเห็นแนวโน้มพลวัตรและความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม (vulnerabilities to systemic risks) ที่เกิดจากปรากฏการณ์โลกาภิวัฒน์ จึงจัดกิจกรรมการประชุมและกำหนดหัวข้อการศึกษาวิจัยที่มีความสำคัญตรงประเด็น (relevant) และทันสมัย อาทิ เรื่อง การพลังงาน การต่อต้านทุจริต การเสริมสร้างธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีและการบริหารงบประมาณแผ่นดิน การปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศ

        นอกจากนี้ OECD ยังตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก และพยายามเพิ่มระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ กับประเทศที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC – Brazil, Russia, India and China และประเทศกำลังพัฒนาระดับสูง (advanced developing countries) ที่มีความโดดเด่น เช่น แอฟริกาใต้ อียิปต์ โมร็อคโค อาร์เจนตินา ชิลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย โดยอาจนับได้ว่าแนวปฏิบัติของ OECD (การส่งเสริมการร่วมกิจกรรมและหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น) เป็นช่องทางแผ่ขยายอิทธิพลทางความคิดเพื่อโน้มน้าวการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ให้อยู่บนพื้นฐานของค่านิยมที่กลุ่มประเทศสมาชิกให้ความสำคัญ เช่น เรื่องสิทธิ (rights) เรื่องความเท่าเทียมกัน (equity) และความยุติธรรม (fairness) ซึ่งแนวปฏิบัติดังกล่าว มีประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศในภาวะปัจจุบัน ที่กลุ่มประเทศอื่นๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของตนได้

 

โครงสร้างองค์กร 
 
        คณะมนตรี (Council)
 
 คณะมนตรี OECD เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในองค์กร ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก ทั้ง 34 ประเทศ และผู้แทนสหภาพยุโรป โดยผู้แทนถาวรประจำ OECD ของแต่ละประเทศเป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี OECD เป็นประจำ และคณะมนตรีจะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีปีละ 1 ครั้ง เพื่อหารือประเด็นสำคัญและกำหนด priorities ขององค์กร ทั้งนี้ คณะมนตรี OECD ใช้กลไกการตัดสินใจโดยฉันทามติ
 
        คณะกรรมการ (Committees)
 
คณะกรรมการเฉพาะด้านของ OECD มี หน้าที่หารือและติดตามประเมินผลในประเด็นเฉพาะทางต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ การจ้างงาน การศึกษา ตลาดการเงิน เป็นต้น
 
OECD มี คณะกรรมการ คณะทำงาน และคณะผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้นประมาณ 250 คณะ มีเจ้าหน้าที่จากประเทศสมาชิกเข้าประชุมคณะกรรมการต่างๆ เหล่านี้ปีละประมาณ 40,000 คน เพื่อเรียกร้อง ติดตาม และร่วมกันพัฒนางานวิจัยและข้อมูลต่างๆ ที่เลขานุการ OECD จัดทำขึ้น
 
        เลขานุการ OECD (OECD Secretariate)
 
สำนักเลขานุการ OECD ตั้งอยู่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีเจ้าหน้าที่กว่า 2,500 คน ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญในด้านอื่นๆ ปฏิบัติงานตามแนวทางที่คณะมนตรี OECD กำหนด มีนาย Angel Gurría เป็นเลขาธิการ OECD คนปัจจุบัน
 
 
กระบวนการทำงาน 
 
           OECD ใช้ คลังข้อมูลที่มีอยู่ในการช่วยรัฐบาลสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขจัด ความยากจน โดยคำนึงถึงผลกระทบที่ความเจริญด้านเศรษฐกิจและสังคมมีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย 
 
          กลไกหลักในการทำงานของ OECD คือ การติดตามประเมินสถานการณ์ของทั้งประเทศสมาชิกและประเทศอื่นๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงการประเมินแนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะกลางอย่างสม่ำ เสมอ  ฝ่ายเลขานุการ OECD จะ รวบรวบและวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นให้คณะกรรมการเป็นผู้คิดแนวนโยบายจากข้อมูลที่ได้รับ และให้คณะมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ เพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐบาล 
 
          การตรวจสอบกันและกันระหว่างประเทศสมาชิก (Peer Review)
 
     กระบวนการการตรวจสอบกันและกันระหว่างประเทศสมาชิกซึ่ง ดำเนินการโดยคณะกรรมการต่างๆ ของ OECD นั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของความมีประสิทธิภาพของ OECD 
 
ไทยเองก็มีประสบการณ์เข้าร่วมระบบ Peer Review ของ OECD เช่นกัน โดยประเทศสมาชิก OECD ได้ตรวจสอบ วิเคราะห์ และให้คำแนะนำนโยบายส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทย ในโครงการศึกษาวิจัย Thailand’s SMEs Policy Review 
 
          ความตกลง มาตรฐาน และข้อเสนอแนะด้านต่างๆ
 
     ในบางกรณี การแลกเปลี่ยความคิดเห็นใน OECD ใน ระดับกรรมการก็พัฒนาไปสู่การเจรจาข้อกำหนดต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งในรูปแบบของความตกลงระหว่างประเทศ ร่างความตกลงฉบับมาตรฐาน รวมไปถึงแนวปฏิบัติต่างๆ ซึ่งประเทศสมาชิกสามารถนำมาใช้ได้ตามความสมัครใจ 
 
        การจัดทำสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ
 
     สิ่งพิมพ์ต่างๆ ของ OECD ถือเป็นกลไกหลักในการเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยของ OECD สู่สาธารณะ โดยมีทั้งการวิเคราะห์แนวโน้มประจำปี และข้อมูลด้านสถิติเชิญเปรียบเทียบต่างๆ
 

ข้อมูลที่น่าสนใจจาก OECD

     -  Southeast Asia Economic Outlook (SAEO) 2013

     -  OECD Annual Report : 2013

     -  เอกสารอื่นๆเพิ่มเติมจาก OECD

 
 

 

        ปัจจุบัน OECD ประกอบด้วยสมาชิก 34 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา ชิลี สาธารณรัฐเช็ค เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ลักเซมเบิร์ก เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์  โปแลนด์  โปรตุเกส  สโลวาเกีย  สโลเวเนีย สเปน  สวีเดน  สวิตเซอร์แลนด์  ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา  และ 1 องค์กร คือสหภาพยุโรป นอกจากนี้ OECD ยังร่วมมือและมีข้อตกลงต่างๆ กับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกว่า 70 ประเทศ ผ่าน Centre for Co-operation with Non-Members (CCNM)

 

        OECD จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1961 โดยพัฒนามาจาก OEEC (Organisation for EuropeanEconomic Co-operation) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และแคนาดา ภายใต้แผนการณ์มาร์แชล (Marshall Plan) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบูรณะฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของยุโรปซึ่งกำลังประสบความเสียหายอย่างหนักภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 เป็นต้นมา OECD ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในหมู่ประเทศสมาชิก ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ส่งเสริมการค้าเสรี และให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาทั้งในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ โลกยุคโลกาภิวัตน์ยังทำให้ภารกิจของ OECD เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เน้นการตรวจสอบนโยบายในด้านต่างๆ ของประเทศสมาชิกไปสู่การวิเคราะห์แนวทางที่นโยบายต่างๆ จะสามารถมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกและกับประเทศภายนอกกลุ่มโดยเฉพาะในประเด็นปัญหาข้ามชาติต่างๆ

 

        OECD ได้มีความสัมพันธ์กับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก OECD ตลอดมา ซึ่ง ปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 70 ประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ โดยผ่านประสบการณ์ของ OECD รวมทั้งทำให้ OECD ได้รับประโยชน์จากความเข้าใจและความคิดเห็นของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1989 OECD ได้จัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือประเทศยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ซึ่งนำโดยสาธารณรัฐเช็ค ฮังการี โปแลนด์ และ สาธารณรัฐสโลวัค ให้เข้าเป็นสมาชิก OECD ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการเปิดการเจรจากับประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วภายนอกยุโรปด้วย ในเอเชียนั้น OECD ได้เปิดการเจรจาอย่างสม่ำเสมอกับฮ่องกง มาเลเชีย สิงคโปร์ ไต้หวันและไทย สำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา OECD ได้มีความร่วมมือกับอาเจนตินา บราซิลและซิลี ในปี ค.ศ. 1998 ได้มีการจัดตั้ง Centre for Co-operation with Non-Members ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานกิจกรรมกับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกซึ่งมีการจัดกิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1) ขึ้นอยู่กับเนื้อหาหลักของนโยบาย เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน การค้า การลงทุน ภาษี และเกษตร เป็นต้น และ

2) จัดขึ้นตามการแบ่งประเทศและภูมิภาค เช่น รัสเชีย จีน และบราซิล เป็นต้น

 

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการระหว่าง วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2547 และได้หารือข้อราชการกับนาย Donald J. Johnston เลขาธิการ OECD โดยรัฐมนตรีว่าการฯ ได้กล่าวสรุปการดำเนินการของฝ่ายไทยตั้งแต่การพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีกับเลขาธิการ OECD เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย อาทิ ความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการจัดประชุมต่างๆ ของ OECD ในไทยการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในการจัดตั้ง OECD Depository Library ในไทย การพิจารณาสมัครเข้าเป็นสมาชิก Development Centre ของ OECD และการขอสถานะผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการต่างๆ ของ OECD

1. การสมัครเป็นผู้สังเกตการณ์และร่วมทำงานกับคณะกรรมการต่างๆ ของ OECD 

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง เป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการด้านการประมง
  • สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นผู้สังเกตการณ์ในกลุ่มงานด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและการประกอบการทางธุรกิจ (Working Party on SMEs and Entrepreneurship – WPSMEE) ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยอุตสาหกรรม นวัตกรรม และการประกอบการทางธุรกิจของ OECD (Committee on Industry, Innovation and Entrepreneurship – CIIE) และคณะผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ได้ดำเนินการศึกษานโยบายด้าน SME ของไทย ภายใต้โครงการ Thailand’s SME Policy Review เพื่อให้ข้อแนะนำแนวการปรับปรุงนโยบายในด้านดังกล่าวให้ SME ของไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
  • กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างการดำเนินการเข้าร่วมเป็นภาคีในระบบการยอมรับร่วมในข้อมูลการ ประเมินสารเคมี (Mutual Acceptance of Data: MAD in the Assessment of Chemicals) ของ OECD โดย เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ให้ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในระบบการยอมรับร่วมดังกล่าว และโดยที่จะต้องมีการเปลี่ยนกฏหมายภายใน จึงต้องนำเสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งล่าสุด รัฐสภามีมติเห็นชอบในเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 และ OECD เห็นชอบต่อการเข้าร่วมของไทยแล้ว
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Ad Hoc Observer) ในคณะทำงานว่าด้วยการให้สินบนในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Working Group on Bribery and Business Transactions) ซึ่งอยู่ภายใต้ Directorate for Financial and Enterprise Affairs และ OECD กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาให้ไทยเป็นผู้สังเกตการณ์สามัญ (Regular Observer) ในคณะกรรมการดังกล่าว
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแสดงความประสงค์เบื้องต้นในการเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม (Committee on Environmental Policy) ภายใต้ Environment Directorate
 

2. การจัดตั้ง Depository Library ในไทย

ไทยเห็นชอบที่จะจัดตั้ง OECD Depository Library ขึ้น ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อเป็นศูนย์เผยแพร่สิ่งพิมพ์ต่างๆ ของ OECD โดย สศช. ได้จัดหาเงินทุนนอกงบประมาณเพื่อปรับปรุงสถานที่ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2549

3. การจัดประชุมภายใต้กรอบ OECD ในประเทศไทย

      -  กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ OECD Development Centre เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาไทย-OECD เรื่องการให้ความช่วยเหลือเพื่อการค้า: เผชิญความท้าทายใหม่ (Aid for Trade: Meeting New Challenges) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 ที่โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ
 
      -  สำนักงบประมาณ เป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD จัดการประชุม OECD Asian Senior Budget Officials Meeting ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 10 – 11 มกราคม 2551
 
      -  กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD จัดการประชุม OECD-Southeast Asia Regional Forum ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ Enhancing Competitiveness through Regional Integration ระหว่างวันที่ 27 – 28 เมษายน 2552 ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ
 
      -  กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD จัดการประชุม OECD Guidelines for Multinational Enterprises (MNEs) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ที่กระทรวงการต่างประเทศ
 
      -  กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ OECD Development Centre จัดการสัมมนาเพื่อนำเสนอรายงาน OECD Southeast Asia Economic Outlook เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2554 ที่กระทรวงการต่างประเทศ
 

4. การเข้าเป็นสมาชิก OECD Development Centre

        ไทยเข้าเป็น full participant ของ OECD Development Centre เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการบริหาร (Governing Board) เพื่อร่วมกำหนดแผนการดำเนินการและกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์การพัฒนาฯ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทย
 
ผลประโยชน์ของไทยจากความร่วมมือกับ OECD
 
  • เนื่องจากการเสริมสร้างความร่วมมือกับ OECD มีค่าใช้จ่ายที่ไทยต้องรับผิดชอบ ได้แก่ ค่าบำรุงสมาชิก OECD Development Centre จำนวน 31,300 ยูโรต่อปี การเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการด้านการประมง มีค่าใช้จ่าย 10,000  ยูโรต่อปี และการเป็นผู้สังเกตการณ์ในกลุ่มงานด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและการประกอบการทางธุรกิจ มีค่าใช้จ่าย 3,400 ยูโรต่อปี ดังนั้น ไทยจึงควรพิจารณาใช้ประโยชน์สูงสุดจากความร่วมมือดังกล่าว
  • การเป็นสมาชิก Development Centre ทำ ให้ไทยสามารถร่วมกำหนดแนวทางกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของไทย เช่น ศึกษาความเชื่อมโยงของการกำหนดนโยบายด้านพัฒนาเศรษฐกิจกับนโยบายด้านความ มั่นคงของมนุษย์ (Policy Coherence for Development and Human Security) และศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางที่ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมมากขึ้นในการพัฒนา (Business for Development) โดยไทยได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ Development Centre และสามารถใช้ข้อมูลวิจัยทั้งหมดของ OECD ซึ่งเป็นหน่วยงาน think tank ด้านเศรษฐกิจที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสามารถแยกใช้ฐานข้อมูลของ OECD ได้จาก Depository Library ที่ตั้งอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 
  • การเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะทำงานต่างๆ เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเพิ่มพูนประสบการณ์และการเรียนรู้ในการปรับปรุงแนว ทางการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจาก OECD มุ่ง เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นของประเทศสมาชิกเกี่ยวกับการ ดำเนินนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมบนพื้นฐานของการศึกษาเชิงลึกและ เชิงประจักษ์ (empirical)

 

  • โครงการศึกษาวิจัย Thailand’s SMEs Policy Review ระหว่าง สสว. กับ OECD จะเป็นการเรียนรู้จากคณะผู้ศึกษาวิจัย OECD ทั้ง ด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านวิชาการเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ซึ่งเปิด โอกาสให้บุคลากรฝ่ายไทยได้เรียนรู้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในกระบวนการจัดทำ นโยบายจาก OECD อีกทั้งยังกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับ OECD ใน ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจในฐานะที่ไทยเป็นประเทศสมาชิกผู้สังเกต การณ์ในคณะทำงานกลุ่มงานด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและการประกอบการทาง ธุรกิจ (Working Party on SMEs and Entrepreneurship – WPSMEE)
 

 

        วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ ณ กระทรวงการต่างประเทศ

     กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการประชุมสัมมนาเพื่อนำเสนอผลงานศึกษาวิจัยขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) เรื่อง Economic Outlook for Southeast Asia, China and India 2014: Beyond the Middle-Income Trap โดยมีนาย Kensuke Tanaka หัวหน้าฝ่ายเอเชียของ OECD Development Centre เป็นผู้นำเสนอรายงาน และมีผู้เข้าร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สรุปผลการประชุมสัมมนาดังกล่าวได้ ดังนี้

๑. รายงาน Economic Outlook for Southeast Asia, China and India 2014: Beyond the Middle-Income Trap เป็นการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในระยะกลาง (๕ ปี) ของกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งจีนและอินเดีย (Emerging Asia) ในช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ โดยใช้ค่าชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาจากมุมมองระยะกลาง (Medium-Term Projection Framework for Growth and Development: MPF 2014)

๒. ประเด็นที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษ (thematic focus) สำหรับ Economic Outlook 2014 คือ การก้าวข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) โดย OECD เห็นว่า ในช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมา Emerging Asia มีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในการเพิ่มระดับรายได้ ลดความยากจน และพัฒนาการผลิต ทั้งนี้ ในระยะยาว ประเทศที่มีศักยภาพที่จะยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูง หากรักษาระดับการเจริญเติบโตให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มาเลเซีย (ปี ๒๕๖๓) จีน (ปี ๒๕๖๙ ) ไทย (ปี ๒๕๗๔ หรืออีก ๑๘ ปีข้างหน้า) อินโดนีเซีย (ปี ๒๕๘๕) ฟิลิปปินส์ (ปี ๒๕๙๔) เวียดนาม (ปี ๒๖๐๑) และอินเดีย (ปี ๒๖๐๒)

๓. ภาพรวมของผลการศึกษา

        - การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ Emerging Asia ยังคงเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ (domestic demand growth) โดยคาดว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ร้อยละ ๖.๙ ซึ่งลดลงจากร้อยละ ๘.๖ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปี ๒๕๔๓-๒๕๕๐ เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย

        - อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ ๕.๕ โดยอินโดนีเซียมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด (ร้อยละ ๖) รองลงมา ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (ร้อยละ ๕.๘) มาเลเซีย (ร้อยละ ๕.๑) และไทย (ร้อยละ ๔.๙) ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ คือ การขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริโภคภายในประเทศ

        - การลงทุนจากต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV โดยคาดว่าลาวจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดที่ร้อยละ ๗.๗ ขณะที่กัมพูชาและเมียนมาร์จะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ประมาณร้อยละ ๗

        - ความท้าทายด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ การรับมือกับผลกระทบจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

        - การดำเนินนโยบายด้านการเจริญเติบเติบโตและการพัฒนาควรนำไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นคุณภาพของการเจริญเติบโต (quality of growth) ซึ่งในส่วนของไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙) ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา

        - ความท้าทายเชิงนโยบายในระยะกลางของไทยและข้อเสนอแนะ ได้แก่ (๑) การศึกษา โดยควรปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนและยกระดับมาตรฐานการศึกษา (๒) การเกษตร โดยควรเพิ่มอัตราผลผลิตต่อหน่วยด้วยการยกระดับการเกษตรให้มีความทันสมัย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและส่งเสริมการศึกษาแก่เกษตรกร และ (๓) เศรษฐกิจสีเขียว โดยควรส่งเสริมการทำงานอย่างบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียว

        - หากไทยสามารถรักษาระดับอัตราการเจริญเติบโตให้สูงในระยะยาวและเพิ่มผลิตภาพในการผลิต (productivity) ไทยจะสามารถก้าวข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลางได้และเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในปี ๒๕๗๔ ทั้งนี้ การรักษาระดับการเจริญเติบโตในระยะยาวสามารถทำได้โดย ๑) พัฒนาศักยภาพเชิงโครงสร้าง (institutional capacities) ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และศักยภาพของนวัตกรรม ๒) การสร้างบรรยากาศการลงทุน ๓) การมีระบบการเงินที่เอื้อให้ SMEs เข้าถึง ๔) ส่งเสริมความร่วมมือและการรวมตัวของประเทศในภูมิภาค

๔. ข้อคิดเห็นของผู้เข้าร่วมอภิปราย

        ดร. สมชัย จิตสุชน ผอ. วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่า ในภาพรวมผลการศึกษานี้เป็นรายงานที่ดีเพราะเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาศักยภาพเชิงโครงสร้างในการก้าวข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ดี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า รายงานมิได้ให้แนวทางว่าควรพัฒนาศักยภาพเชิงโครงสร้างอย่างไร นอกจากนี้ เห็นว่ารายงานควรมีคำอธิบายเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับสาเหตุของ growth convergence ของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ในช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ (เมื่อเทียบกับช่วงปี ๒๕๔๔-๒๕๕๐) เพื่อที่จะอธิบายเหตุผลของการชะลอตัวของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ และเหตุผลของการคาดการณ์ว่า มาเลเซียจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าไทย

        นางปัทมา เธียรวิศิษฏ์สกุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า อุปสงค์ภายในประเทศสามารถขยายตัวและเพิ่มมูลค่าได้โดยการส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภาพในการผลิต นอกจากนี้
การก้าวข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลางควรเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างครบวงจร ซึ่งรวมถึงนโยบายด้านแรงงานและรายได้ การศึกษา เป็นต้น

**************************

ที่มา กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

 

JoomSpirit