IOR-ARC: สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

        สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation: IOR-ARC) จัดตั้งขึ้นในการประชุม Indian Ocean Rim Initiative ครั้งที่ 1 ที่มอริเชียส เมื่อปี 2540 สมาชิกผู้ก่อตั้งมี 7 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริกาใต้ เคนยา สิงคโปร์ โอมาน และมอริเชียส มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียในลักษณะไตรภาคี คือ ตัวแทนจากภาครัฐบาล เอกชน และวิชาการ โดยยอมรับในอำนาจอธิปไตยเขตแดน ไม่แทรกแซง กิจการภายในของกันและกัน การตัดสินใจในทุกระดับจะอาศัยฉันทามติ (consensus) และจะไม่มีการนำปัญหาทวิภาคี รวมทั้งกรณีใดๆ ที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งเข้ามาพิจารณาในกรอบของสมาคม ฯ

        เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 ครม. ได้มีมติเห็นชอบให้ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิก IOR-ARC ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงสมัครเข้าเป็นสมาชิกต่อมอริเชียสในฐานะประธานสมาคม เมื่อเดือนมิถุนายน 2540 และไทยได้เข้าเป็นสมาชิก IOR-ARC โดยฉันทามติของที่ประชุมสภารัฐมนตรี IOR-ARC ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2542 ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

        ปัจจุบัน IOR-ARC มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 18 ประเทศ จาก 3 ทวีป คือ ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริกาใต้ เคนยา สิงคโปร์ โอมาน มอริเชียส อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย โมซัมบิก ศรีลังกา แทนซาเนีย เยเมน ไทย บังกลาเทศ อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกจากนี้ ยังมีประเทศคู่เจรจา (dialogue partners) ได้แก่ อียิปต์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน และ ฝรั่งเศส รวมทั้งมีองค์การการท่องเที่ยวแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Tourism Organization - IOTO) เป็นผู้สังเกตการณ์

        กิจกรรมส่วนใหญ่ของ IOR-ARC มุ่งเน้นโครงการศึกษาด้านการอำนวยความ สะดวกทางการค้า (trade facilitation) เพื่อส่งเสริมการขยายปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยมีรูปแบบกิจกรรมกำหนดเป็นโครงการศึกษาระหว่างสมาชิกที่มีความสนใจร่วมกัน ภายใต้กลไกคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment: WGTI) คณะทำงานด้านธุรกิจ (Indian Ocean Rim Business Forum: IORBF) และคณะทำงานด้านวิชาการ (Indian Ocean Rim Academic Group: IORAG)

        สำหรับหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการ นั้น แต่ละโครงการจะต้องมีสมาชิกตั้งแต่ 5 ประเทศขึ้นไปที่มีความสนใจและมีความพร้อมเข้าร่วม โดยโครงการต้องได้รับความเห็นชอบกับโครงการโดยฉันทามติจากประเทศสมาชิกอื่นก่อน และจะต้องมีประเทศผู้ประสานงานหลัก (Project Coordinator) ของโครงการ และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ภายหลังเมื่อมีความพร้อม ล่าสุด จากการประชุมสภารัฐมนตรี IOR – ARC ครั้งที่ 5 ที่ประชุมมีมติให้มีการจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาเลือกโครงการภายใต้คณะทำงานต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้ ในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกันชัดเจน ประมาณ 2-3 โครงการ อาทิ ด้านประมง การท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และให้มีการจัดตั้งกองทุนพิเศษ (Special Fund) โดยใช้เงินก่อตั้งจากเงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายในการบริหารของสำนักเลขาธิการ เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินโครงการ โดยให้สำนักงานเลขาธิการจัดทำเอกสารแนวทางการใช้เงินกองทุนมาพิจารณา และในอนาคตอาจขอให้ประเทศสมาชิกจ่ายเงินสมทบกองทุนโดยสมัครใจ รวมทั้งอาจหาเงินสมทบจากแหล่งเงินทุนภายนอกด้วย

        เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2546 ครม. ได้มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยกรอบสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation: IOR-ARC) โดยมีอำนาจหน้าที่หลักในการเสนอแนะนโยบาย แนวทาง และท่าทีของไทยในการเข้าร่วมกระบวนการหารือ การที่ไทยมีส่วนร่วมใน IOR-ARC นับว่าเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกที่มีถึง 18 ประเทศ จากหลายภูมิภาครอบมหาสมุทรอินเดีย และเป็นเวทีที่ไทยสามารถแสดงบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาได้ดีอีกเวทีหนึ่ง โดยไทยสามารถแบ่งปันประสบการณ์ของไทยในเวทีอื่นๆ เช่น ASEAN APEC และ BIMSTEC ได้ด้วย

        ปัจจุบัน IOR – ARC ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ คือ
การประสานงานระหว่างกลไกคณะทำงานทั้ง 3 คณะ และการประสานงานกันระหว่างสำนักงานเลขาธิการกับประเทศสมาชิกในด้านข้อมูลข่าวสารยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงทำให้มีการกำหนดหัวข้อโครงการศึกษาซ้ำซ้อนและไม่เอื้อประโยชน์ต่อกัน นอกจากนั้น ประเทศสมาชิกจะต้องให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการที่ตนเข้าร่วมด้วย จึงมักประสบปัญหาเงินทุนและเป็นการลำบากที่จะหาสมาชิกเข้าร่วม

 

     1. สภารัฐมนตรี IORA (Council of Ministers – COM) เดิมกำหนดให้ประชุมทุก 2 ปี ต่อมาเมื่อปี 2546 ประเทศสมาชิกเห็นชอบให้มีการประชุมทุกปี ที่ผ่านมามีการประชุมแล้วทั้งหมด 10 ครั้ง  การประชุมครั้งล่าสุดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 5 ส.ค. 2553 ที่กรุงซานา ประเทศเยเมน และอินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป
     2. คกก.เจ้าหน้าที่อาวุโส IORA (Committee of Senior Officials – CSO) มีหน้าที่ทบทวนการดำเนินงานตามมติของสภารัฐมนตรีฯ โดยประสานกับคณะทำงานภาควิชาการ ธุรกิจ และการค้าและการลงทุน ของ IORA โดยในการประชุมสภารัฐมนตรีฯ ครั้งล่าสุดได้เห็นชอบให้มีการจัดประชุม คกก. จนท.อาวุโส ปีละ 2 ครั้ง
     3. สำนักเลขาธิการ IORA ตั้งอยู่ที่มอริเชียส มีหน้าที่ประสานงานกับประเทศสมาชิก และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ
     4. คณะทำงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ (1) สภาธุรกิจ IORA (Indian Ocean Rim Business Forum – IORBF) (2) คณะทำงานภาควิชาการ IORA (Indian Ocean Rim Academic Group – IORAG) และ (3) คณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment – WGTI) ซึ่งคณะทำงานทั้งสามจะประสานกับ CSO และสำนักเลขาธิการ ในการพิจารณาดำเนินงานโครงการต่าง ๆ
     5. National Focal Points ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศแต่งตั้งหน่วยงานหนึ่งเป็นหน่วยงานประสานงานของ IORA เพื่อประสานงานและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการต่างๆ
     6. คณะทำงานของหัวหน้า สอท. ประเทศสมาชิก IORA (Working Group of Heads of Missions – WGHM) ซึ่งเป็นการประชุมระหว่าง ออท. ของประเทศสมาชิกที่ประจำการอยู่ในแอฟริกาใต้ จัดขึ้นที่กรุงพริทอเรีย ที่ผ่านมามีการประชุมทั้งหมด 13 ครั้ง โดยสาระสำคัญการประชุมเป็นการรายงานและติดตามความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ ของ IORA

 

ยุทธศาสตร์ของไทย/ประเด็นที่ไทยผลักดัน 

  • IORA ควรเป็นการรวมกลุ่มแบบ open regionalism ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ และยึดหลักฉันทามติในการตัดสินใจ
  • การดำเนินงานความร่วมมือไม่ก้าวหน้ามากเมื่อเทียบกับกรอบความร่วมมืออื่นๆ เช่น GMS BIMSTEC ACMECS จึงต้องผลักดันให้การดำเนินการมีผลทางเศรษฐกิจเชิงรูปธรรมให้มากขึ้น
  • ไทยสามารถใช้กรอบนี้เพื่อผูกสัมพันธ์กับหลายประเทศในตะวันออกกลาง / แอฟริกา เพื่อใช้ประโยชน์ในการหาเสียงสนับสนุนในเวทีระหว่างประเทศได้

 

อุปสรรคในการดำเนินงาน

      ในช่วงที่ผ่านมา IORA ไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากการประสานงานระหว่างกลไกการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคเอกชน รวมถึงการประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารระหว่าง สนง.เลขาธิการกับประเทศสมาชิกยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีการกำหนดหัวข้อโครงการศึกษาซ้ำซ้อนและไม่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ไม่สามารถดำเนินการให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ รวมทั้งประสบปัญหาด้านเงินทุน กอปรกับอิหร่านยังถูกคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ อีกทั้งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือนี้มาก นัก โดยมักจะไม่ส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ ทำให้โครงการความร่วมมือส่วนใหญ่ไม่มีความคืบหน้า และหลายโครงการต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากความพร้อมของประเทศเจ้าภาพ หรือการขาดความสนใจของประเทศสมาชิกที่จะเข้าร่วม

 

        ในการประชุมสภารัฐมนตรี ครั้งที่ 5 (ส.ค. 47 ที่กรุงโคลัมโบ) ได้หารือถึงการดำเนินความร่วมมือซึ่งล่าช้าและไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดให้จัดลำดับความสำคัญและพิจารณาเลือกโครงการที่มีความเป็นไปได้ในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกันชัดเจน และปรับรูปแบบการดำเนินงานให้สามารถเริ่มได้ระหว่างกลุ่มที่สนใจและมีความพร้อม โดยมีสมาชิกเข้าร่วมตั้งแต่ 5 ประเทศขึ้นไป โดยประเทศสมาชิกอื่นๆ เห็นชอบกับโครงการโดยฉันทามติ และสามารถเข้าร่วมได้ภายหลัง นอกจากนั้น ให้มีการจัดตั้งกองทุนพิเศษ (Special Fund) โดยใช้เงินก่อตั้งจากเงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักเลขาธิการ เพื่อใช้สนับสนุนการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ โครงการที่สมาชิกให้ความสำคัญ คือ ความร่วมมือด้านประมง (ล่าสุดมีการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เมื่อเดือน พ.ค. 48 ที่โอมาน) การจัดทำ Preferential Trade Arrangement (PTA) และความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว

        อนึ่ง ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันว่า ภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงานของ IOR – ARC แต่ปัจจุบันได้ลดบทบาทลง เนื่องจากความร่วมมือไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ดังนั้น จึงควรกระตุ้นให้ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับ IOR – ARC และเพิ่มบทบาทภาคเอกชนให้มากขึ้น ศรีลังกาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภารัฐมนตรี IOR-ARC ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21 – 27สิงหาคม 2547 ณ กรุงโคลัมโบ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้นายประชา คุณะเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว

ผลการประชุมสภารัฐมนตรี ครั้งที่ 13  1 พ.ย. 56  ที่ออสเตรเลีย

1. การปราบปรามโจรสลัด ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านกลไก Indian Ocean Naval Symposium 

2. การประมง รับรองแผนปฏิบัติการ Fisheries Support Unit 

3. การค้าและการลงทุน ออสเตรเลียเสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำ  IORA Business Travel Card และเห็นควรให้พัฒนาขีดความ สามารถของ SMEs 

4. การจัดการภัยพิบัติ ให้มีความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการจัดการภัยพิบัติ

5.  ความร่วมมือวิชาการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้ดำเนินการตามร่างธรรมนูญของ University Student Mobility Program และให้สมาชิกสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์วิทยาศาสตร์และการถ่ายโอนเทคโนโลยี IORA

6. การเปลี่ยนชื่อกรอบความร่วมมือ เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อเป็น Indian Ocean Rim Association (IORA)

7. ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศอื่น เห็นชอบให้สำนักเลขาธิการติดตามผลการสมัครเป็นผู้สังเกตการณ์ใน UNESCO FAO UNCTAD African Union Indian Commission ของ IORA

 

ที่มา กองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

 

JoomSpirit