APEC: ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิค

        วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่ม “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก” (Asia-Pacific Econonmic Cooperation – APEC) ก็เนื่องมาจากการที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เห็นความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือและพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาที่ยั่นยืนของภูมิภาคและของโลก และเพื่อให้ประเทศในภูมิภาคนี้มีสิทธิมีเสียงมากขึ้นในการเจรจาการค้าพหุภาคี ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าการเจรจาการค้าหลายฝ่ายรอบอุรุกวัย ซึ่งได้ผันตัวมากเป็นองค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO) ที่รู้จักกันในปัจจุบันนี้ และยังใช้เป็นเครื่องมือในการคานอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป พูดง่าย ๆ ก็คือมีหลายหัวดีกว่าหัวเดียว

        ในช่วงปีแรก ๆ การประชุมเอเปคมีเป้าหมายหลักคือ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อริเริ่มต่างๆ เพื่อผลักดันความคืบหน้าของความตกลงว่าด้วยการลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้าเท่านั้น แต่ต่อมา รัฐมนตรีและผู้นำเอเปคต่างเห็นถึงความสำคัญของการมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำเนินการต่าง ๆ ร่วมกัน ดังนั้นในการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ณ เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2537 ผู้นำเอเปคได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนขึ้น โดยที่สมาชิกเอเปคต่างก็มีระดับการพัฒนาแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เศรษฐกิจมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เศรษฐกิจที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอย่างเช่น สาธารณรัฐเกาหลี จีน จีนไทเป ไปจนถึงสมาชิกกำลังพัฒนาเช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทยซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น จะให้สมาชิกทั้งหมด ซึ่งมีความพร้อมทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ลดกำแพงภาษีและให้การอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่เขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันนั้นออกจะเป็นการไม่ยุติธรรม เอเปคจึงให้แต้มต่อแก่สมาชิกกำลังพัฒนา โดยการกำหนดเป้าหมายการเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนให้ช้ากว่าสมาชิกพัฒนาแล้ว 10 ปี คือ สมาชิกพัฒนาแล้วมีกำหนดการดำเนินการภายในปี พ.ศ 2553 (ค.ศ.2010) และสมาชิกกำลังพัฒนาในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020) หรือที่รู้จักกันในนามว่า “เป้าหมายโบกอร์” (Bogor Goals) การให้แต้มต่อดังกล่าวก็เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกำลังพัฒนาได้มีระยะเวลาเพียงพอ ในการเตรียมความพร้อมและสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและทรัพยากรภายในของตน เพื่อรองรับการเปิดเสรี

 

        APEC ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน ชิลี แคนนาดา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกีนี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

 

        เมื่อมีเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าจะเปิดเสรีกันเมื่อไร เอเปคก็เริ่มดำเนินกิจกรรมเพื่อนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวทันที โดยในปี พ.ศ. 2538 ผู้นำเศรษฐกิจเอเปคได้ให้ไฟเขียวแก่ “แผนปฏิบัติการโอซากา” (Osaka Action Agenda) โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมหลักสามประการ ได้แก่

     - การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalization)
     - การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ (Business Facilitation)
     - การให้ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (Economic and Technical Cooperation – ECOTECH)

        ความร่วมมือสองประการแรกนั้น เป็นการดำเนินการร่วมเพื่อส่งเสริมการค้าขายระหว่างกัน ซึ่งกิจกรรมหลักได้แก่ การร่วมกันหารือและดำเนินการเพื่อให้เกิดความคืบหน้าเกี่ยวกับการลดอุปสรรคทางการค้าได้แก่ ภาษี และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อเอื้ออำนวยต่อการค้าขายระหว่างกัน การระงับข้อพิพาท การปฏิบัติตามความตกลงรอบอุรุกวัย การลดขั้นตอนของพิธีการศุลกากร และการอำนวยความสะดวกของการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment – CTI)

        ส่วนความร่วมมือสาขาที่สามได้แก่ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ เป็นสาขาความร่วมมือที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อสมาชิกกำลังพัฒนาเช่น ไทย เพราะความร่วมมือดังกล่าวมีบทบาทในการช่วยเตรียมความพร้อมรับผลกระทบจากการเปิดเสรีให้แก่สมาชิกกำลังพัฒนาในสาขาที่มีความสำคัญต่าง ๆ เช่น สาขาเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พลังงาน คมนาคม ฯลฯ โดยแบ่งออกเป็นคณะทำงานเอเปค ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐบาลและสถาบันการศึกษา เป็นจำนวน 11 คณะทำงาน ดังรายละเอียดปรากฏในหัวข้อกลไกต่าง ๆ ของเอเปค

        อย่างไรก็ดี เอเปคไม่ได้ยึดติดอยู่กับกรอบความร่วมมือสามสาขาที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น สมาชิกเอเปคต่างเปิดกว้างต่อข้อเสนอของสมาชิกในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือสาขาใหม่ ๆ เพื่อให้ตอบรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก เช่น ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ความร่วมมือด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกันโรคระบาดร้ายแรง และความร่วมมือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภัยพิบัติเป็นต้น ซึ่งส่งผลให้เอเปคเป็นองค์กรที่คงความสำคัญ มีพลวัตร และส่งผลโดยตรงต่อความกินดีอยู่ดีของประชากรในภูมิภาค

        นอกจากนี้ ความร่วมมือสำคัญอีกสาขาหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นความคืบหน้าของความร่วมมือในความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคคือ พันธมิตรที่เข้มแข็งระหว่างเอเปคและภาคเอกชน เนื่องจากเอเปคตระหนักถึงบทบาทของภาคธุรกิจในการเพิ่มพูนรายได้และสร้างงานในภูมิภาค เอเปคจึงตั้งใจที่จะอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและนำเอาภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของเอเปคอย่างกว้างขวางและสม่ำเสมอซึ่งที่ผ่านมาภาคธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะทำงานของเอเปคหลายคณะและได้ร่วมเจรจาระดับนโยบายกับเจ้าหน้าที่ของสมาชิกเอเปค (APEC Business Advisory Council – ABAC) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2538 ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนนักธุรกิจของเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคเขตละ 3 คน มีหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการของเอเปคและสาขาธุรกิจเฉพาะที่สำคัญอื่น ๆ

 

บทบาทของไทยในเอเปคอาจแบ่งเป็นสามช่วงหลัก ๆ ได้แก่

1 . สมัยก่อตั้งเอเปค ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2535 โดยในขณะนั้นมีนายอาสา สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ซึ่งได้มีการประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เพื่อจัดตั้งสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) เป็นการถาวร ณ สิงคโปร์ ซึ่งต่อมาได้มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของเอเปคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2. สมัยวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ในช่วงเวลาดังกล่าว ไทยได้มีบทบาทนำในการรณรงค์ให้มีการหารือเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ณ แคนาดา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเอเปคเป็นองค์กรความร่วมมือที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และมีความสามารถในการตอบสนองปัญหาระดับภูมิภาคได้อย่างทันท่วงที ซึ่งผลจากการประชุมดังกล่าวสามารถสื่อสารให้สาธารณชนได้รับทราบถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง

3. บทบาทในระยะหลัง ไทยเริ่มมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในเอเปคอย่างเห็นได้ชัด โดยในการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ที่ประชุมผู้นำฯหารือเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมัน โดยสนับสนุนให้มีเสถียรภาพของราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยได้ย้ำความสำคัญอีกครั้งในที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 12 ณ ซิลี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547

        จากการที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค เมื่อปี พ.ศ. 2546 ไทยได้รับการยอมรับอย่างสูงถึงประสิทธิภาพในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ทั้งในด้านสารัตถะและด้านพิธีการ โดยในโอกาสดังกล่าว ไทยได้เสนอให้เอเปคให้ความสำคัญกับประเด็นความร่วมมือด้านสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส และไข้หวัดนก ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มทำงานด้านสาธารณสุข (Health Task Force) นอกจากนี้ ไทยยังได้ยกประเด็นความสำคัญของการต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ขึ้นหารือในที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 12 ซึ่งผู้นำฯต่างเห็นพ้องถึงความสำคัญและได้ประกาศในปฏิญญาถึงความตั้งใจร่วมกัน การรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งนำไปสู่ผลการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งสมาชิกได้รับรองแผนปฏิบัติการที่ดีที่สุดในการปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานประกอบการ

 

        1.เอเปคเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของความร่วมมือระดับภูมิภาค นอกเหนือจากกรอบของอาเชียนซึ่งมีบทบาทเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคที่ตอบสนองกับภาวะเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ และภาวะเศรษฐกิจของไทยปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต้องขยายตลาดการส่งออกและปรับตัวทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

        2.เนื่องจากไทยมีอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางในองค์การการค้าโลก การเป็นสมาชิกเอเปคทำให้ไทยมีพันธมิตรที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การผลักดันข้อเสนอร่วมกับเอเปคจะส่งผลให้เสียงของไทยมีน้ำหนักมากขึ้นในกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคี

        3.ไทยมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับโลก

 

        จะไม่เป็นการเกินความจริง หากจะกล่าวได้ว่าพวกเราทุกคนต่างได้รับผลประโยชน์จากเอเปคด้วยกันทั้งนั้น เพราะนอกจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจจะส่งผลให้ประชากรโดยรวมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว เอเปคยังมีความร่วมมือในอีกหลายสาขา ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อาทิ ความมั่นคงด้านสาธารณสุข การต่อต้านการก่อการร้าย การเตรียมการเพื่อรองรับภัยภิบัติทางธรรมชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การกพัฒนาระบบคมนาคม โทรคมนาคม การเข้าถึงเทคโนโลยี การมีเครือข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในสาขาย่อยต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการซึ่งอาจแบ่งกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ได้ดังต่อไปนี้

        1. ภาคธุรกิจ - การเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้าภายในภูมิภาคจะส่งผลให้การค้าขายระหว่างกันขยายตัวมากยิ่งขึ้น นักธุรกิจสามารถเข้าไปมีบทบาทในเอเปคผ่าน APEC Business Advisory Council (ABAC) สามารถผลักดันความต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจในภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมามีความริเริ่มในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างกันในกรอกเอเปค ได้แก่ การให้นักธุรกิจมี APEC Business Travel Card ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจในการเดินทางไปทำธุรกิจในเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความแข็งแกร่งของวิสาหกิจขนากลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจขนาดจิ๋วผ่านคณะทำงานด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises Working Group) และคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว (Tourism Working Group) เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจ่และอุตสหากรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาค

        2. ภาควิชาการ - ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างเศรษฐกิจสมาชิกผ่านคณะทำงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (Industrial Science and Technology Working Group) ซึ่งไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการจัดตั้ง APEC Center for Technology Foresight หรือศูนย์คาดการณ์ทางเทคโนโลยีเอเปคขึ้นในประเทศไทย นอกจากนั้น ไทยยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันประเด็นความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพในเอเปคเพื่อพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยาและการรักษาพยาบาลในภูมิภาคอีกด้วย

        3. ภาคการเกษตร – เอเปคมีคณะทำงานเฉพาะเกี่ยวกับเทคนิคการเกษตร (Agricultural Technical Cooperation Working Group) เพื่อวิจัย พัฒนาและเผยแพร่เทคนิคชีวภาพการเกษตรกรรม วิธีการผลิต การตลาด การแจกจ่ายและบริโภคผลผลิตทางการเกษตร และสนับสนุนด้านเงินทุนแก่เกษตรกรรม และการส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืน นอกจากนี้ เอเปคยังมีคณะทำงานด้านการประมง (Fisheries Working Group) ซึ่งมีบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และมีการศึกษาการพัฒนาระยะยาวที่ยั่งยืนของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภูมิภาคเอเปค และเผยแพร่ความรู้เพื่อสนับสนุนการขนส่งสัตว์ทะเลสดและสัตว์มีชีวิตโดยทางอากาศสู่ตลาดเอเปคที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

        4. ภาคแรงงานและการศึกษา – ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมในกรอบคณะทำงานด้านทรัพยากรมนุษย์ของเอเปค ซึ่งมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนการฝึกอบรมแรงงาน การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนี้ ยังมีโครงการเครือข่ายเยาวชนเอเปค (APEC Youth Networking : Youth Preparation for APEC Society in the Next Millennium) ซึ่งจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนในภูมิภาคเอเปคเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ วัฒนธรรม และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ สาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคประจำปี พ.ศ. 2548 ยังได้ริเริ่มความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างสมาชิกเอเปค โดยการจัดกิจกรรมเผยแพร่ภาพยนตร์ และการแสดงทางวัฒนธรรมระหว่างสมาชิกเอเปคอีกด้วย

        5. ภาคสังคมบทบาทสตรี – เอเปคได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านสตรีโดยเฉพาะเพื่อส่งเสริมให้สตรีเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมของเอเปค นอกจากนี้ ยังส่งเสริมในคณะทำงานกลุ่มย่อยต่าง ๆ ของเอเปคให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการสนับสนุนให้สตรีเข้าไปมีบทบาทในกิจกรรมความร่วมมือทุกสาขาของเอเปค

 

        ไทยจะมีบทบาทนำมากยิ่งขึ้น ในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุนของเอเปค โดยไทยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสาธารณสุข อาทิ ความร่วมมือเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และการแพทย์สมัยใหม่ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของมนุษย์ อาทิ การเตรียมความพร้อมในการรองรับภัยภิบัติและการก่อการร้าย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยยังคงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับการผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการลดช่องว่างทางวิทยาการให้ส่งผลเป็นรูปธรรม และให้ความสำคัญกับการเผยแพร่บทบาทกิจกรรมสำคัญของเอเปคสู่สาธารณชน และขยายความร่วมมือเอเปค โดยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องให้สตรี เยาวชน และภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของเอเปค

 

        ทุก ๆ ปี สมาชิกเอเปคทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค รวมทั้งดำรงตำแหน่งประธานการประชุม (APEC Chair) ในปีนั้น สมาชิกซึ่งเป็นเจ้าภาพจะเป็นประธานการปะชุมผู้นำเศรษฐกิจ (APEC Economic Leaders’ Meeting – AELM) การประชุมรัฐมนตรี (APEC Ministerial Meeting – AMM) การปะชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค (Senior Officials Meetings – SOM) การประชุมคณะกรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council – ABAC) นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจซึ่งเป็นเจ้าภาพยังมีผู้แทนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) ของสำนักเลขาธิการเอเปคอีกด้วย

   เอเปคแบ่งการดำเนินงานเป็นสองระดับได้แก่
     1) ระดับนโยบาย
     2) ระดับปฏิบัติ

 

• การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค
   - สมาชิกเอเปคซึ่งเป็นเจ้าภาพจะจัดการประชุมดังกล่าวปีละ 1 ครั้ง โดยจะมีการประกาศนโยบาย และเป้าหมายการดำเนินงานของเอเปคในปีต่อไปในรูปของปฏิญญาผู้นำเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Declaration)

• การประชุมรัฐมนตรีเอเปค
   - รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีพาณิชย์หรือรัฐมนตรีเศรษฐกิจของสมาชิกจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นก่อนการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค โดยมีหน้าที่ทบทวนกิจกรรมของเอเปคตลอดปีที่ผ่านมา และประมวลข้อเสนอแนะเพื่อเสนอให้ที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจฯพิจารณา

• การประชุมรัฐมนตรีสาขาต่าง ๆ (Sectoral Ministerial Meetings)
   - การประชุมรัฐมนตรีสาขาต่าง ๆ จะกำกับดูแลความร่วมมือด้านการศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน การคลัง สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวิสาหกิจขนากลางและขนาดย่อม โทรคมนาคมและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยว การค้า คมนาคม และกิจกรรมสตรี

• คณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC)
   - เอแบคซึ่งประกอบด้วยตัวแทนนักธุรกิจจากเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคจำนวนเขตเศรษฐกิจละ 3 คน จะทำหน้าที่เสนอมุมมองและข้อคิดเห็นของภาคธุรกิจเอเปคต่อที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจฯ ในรูปแบบของรายงานปีละ 1 ครั้ง เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่จะเอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาค เอแบคจะประชุมกันภายในปีละ 4 ครั้ง

 

  • การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส

        ทำหน้าที่ดำเนินการตามบัญชาของรัฐมนตรีโดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจะทำหน้าที่ให้แนวทางแก่คณะกรรมการ คณะทำงานและกลุ่มทำงานต่าง ๆ ของเอเปค เจ้าหน้าที่อาวุโสจะรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีและผู้นำเศรษฐกิจฯ เจ้าหน้าที่อาวุโสจะประชุมกันปีละ 3-4 ครั้ง ในแต่ละปี โดยประธานจะมาจากเศรษฐกิจสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าภาพในปีนั้น

  • คณะกรรมการการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment: CTI)

        ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือเอเปคด้านการเปิดเสรีและอำนวยความ สะดวกทางการค้าและการลงทุน CTI ยังดำเนินการลดอุปสรรคทางการค้าผ่านคณะอนุกรรมการ และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญดังต่อไปนี้

- กลุ่มทำงานด้านการเข้าถึงตลาด (Market Access Group)
- กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน (Investment Experts’ Group)
- คณะอนุกรรมการด้านขั้นตอนภาษีอากร (Sub – committee on Customs Procedures)
- กลุ่มทำงานด้านนโยบายการแข่งขันและผ่อนคลายกฎระเบียบ (Competition Policy and Deregulation Group)
- กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอย่างไม่เป็นทางการด้านการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ (Informal Experts’ Group on Mobility of Business People)
- กลุ่มงานด้านบริการ (Group on Services)
- คณะอนุกรรมการด้านมาตรฐานและการทำให้ได้มาตรฐาน (Sub- committee on Standards and Conformance)
- กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights Experts’ Group)
- กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (Government Procurement Experts’ Group)
- กลุ่มงานเสริมสร้างศักยภาพเพื่อดำเนินการตามองค์การการค้าโลก (WTO Capacity Building Group)

  • คณะอนุกรรมการด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (SOM Committee on Economic and Technical Cooperation – ECOTECH)

        ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่อาวุโสในการประสานงาน และจัดการกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการของเอเปค ตลอดจนริเริ่มดำเนินกิจกรรมเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

  • คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ (Economic Committee – EC)

        ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนประเด็นทางเศรษฐกิจที่อยู่ในความสนใจ เพื่อสนับสนุนการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ

  • คณะกรรมการด้านงบประมาณและการบริหาร (Budget and Management Committee – BMC)

        ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านงบประมาณ การบริหารและการจัดการ และทำหน้าที่ติดตามและประเมินการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ของคณะกรรมการ คณะทำงานและกลุ่มทำงานต่าง ๆ ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณของเอเปค ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าหน้าที่อาวุโสในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของเอเปค

  • คณะทำงาน (Working Groups)

         คณะทำงานต่างดำเนินงานในสาขาของตนตามที่ได้รับบัญชาจากผู้นำเศรษฐกิจ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค คณะทำงานมีทั้งหมดได้แก่
- คณะทำงานด้านวิชาการการเกษตร (Agricultural Technical Cooperation)
- คณะทำงานด้านพลังงาน (Energy)
- คณะทำงานด้านการประมง (Fisheries)
- คณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Development)
- คณะทำงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (Industrial Science and Technology)
- คณะทำงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (Marine Resources Conservation)
- คณะทำงานด้านวิสาหกิจขนากลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises)
- คณะทำงานด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศ (Telecommunications and Information)
- คณะทำงานด้านการท่องเที่ยว (Tourism)
- คณะทำงานด้านการส่งเสริมการค้า (Trade Promotion)
- คณะทำงานด้านการคมนาคม (Transportation)

  • กลุ่มทำงานพิเศษของเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM Special Task Groups)

        เจ้าหน้าที่อาวุโสได้แต่งตั้งกลุ่มทำงานเพื่อให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสาขาความร่วมมือที่อยู่ในความสนใจของเอเปค ได้แก่
- กลุ่มทำงานด้านการสาธารณสุข (APEC Health Tack Force)
- กลุ่มทำงานด้านการต่อต้านการก่อการร้าย (Counter Terrorism Task Force)
- กลุ่มทำงานด้านพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce Steering Group)
- กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริต (Anti Corruption and Transparency Experts’ Group)
- เครือข่ายการเสริมสร้างโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net Capacity Building Network)
- เครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรม (Cultural Focal Point Network)
- กลุ่มทำงานด้านการเตรียมการด้านภัยพิบัติ (Tack Force for Emergency Preparedness)

  • กลุ่มความร่วมมือและความริเริ่มอื่น ๆ

        กลุ่มความร่วมมือเหล่านี้ ต่างมีบทบาทในการสนับสนุนเป้าหมายของเอเปค ซึ่งอยู่นอกเหนือโครงสร้างของคณะกรรมการและคณะทำงานของ เอเปคอื่น ๆ ได้แก่

  • กระบวนการหารือรัฐมนตรีคลัง (Finance Ministers’ Process)
  • เครือข่ายกิจการสตรี (Gender Focal Point Network)
  • กลุ่มความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences Innovation Forum)
  • ความร่วมมือระหว่างศูนย์ศึกษาเอเปค (APEC Study Centers Consortium)
  • การหารือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Business – Government Dialogues)

 

  • สำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat)

        สำนักเลขาธิการเอเปคตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนกระบวนการ เอเปคให้แนวทางเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ทำหน้าที่ประสานงาน ให้ข้อมูลแก่องค์กรภายในของเอเปค และให้บริการแก่สาธารณชนเกี่ยวกับข้อมูลเอเปคสำนักเลขาธิการฯยังทำหน้าที่ประสานและจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของเอเปคสำนักเลขาธิการเอเปค ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับประกาศนียบัตรการจัดการอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน ISO 9001 : 2000 ซึ่งถือเป็นสำนักเลขาธิการด้านการค้าระหว่างประเทศ สำนักเลขาธิการแรกที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว

 

พัฒนาการของเอเปค

จุดเริ่มต้นของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

                - การประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของเอเปคครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1989 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เพื่อจัดตั้งกลุ่มหารือในกรอบความร่วมมือเอเปค ประกอบด้วยสมาชิกเริ่มต้น 12 ราย (ออสเตรเลีย บรูไน ดารุสซาลาม แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา) ที่ประชุมเล็งเห็นความสำคัญของการมีเวทีหารือด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคและตกลงให้มีการหารือเป็นประจำทุกปี

               - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของ เอเปค ในปี ค.ศ. 1990 ที่สิงคโปร์ เพื่อหารือถึงรูปแบบขององค์กรเอเปคอย่างเป็นทางการ ที่ประชุมเห็นว่าเอเปคควรเป็นเวทีสำหรับการหารืออย่างกว้างๆ มากกว่าเวทีเพื่อ  การเจรจา และการดำเนินการต่างๆ ของเอเปคควรยึดถือหลักการฉันทามติ (consensus) ความสมัครใจ (voluntarism) ของทุกฝ่าย ความเท่าเทียมกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกโดยคำนึงถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจและสังคมและระดับการพัฒนาของสมาชิก

              - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1991 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ได้กําหนดเป้าหมายเพื่อธำรงไว้ซึ่งการเจริญเติบโตและการพัฒนาในภูมิภาค ส่งเสริมประโยชน์จากการขยายตัวของการค้าสินค้าและบริการ รวมทั้งการไหลเวียนของทุนและเทคโนโลยี พัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบ   การค้าพหุภาคี (multilateral trading system) และลดอุปสรรคทางการค้าสินค้าและบริการระหว่างสมาชิกโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจอื่นๆ

              - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ของเอเปค ในปี ค.ศ. 1992 ที่กรุงเทพฯ โดยมีการออกแถลงการณ์ประกาศจัดตั้งสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) ขึ้นที่สิงคโปร์ เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของการประชุมและดำเนินการประสาน งานในเรื่องต่างๆในกรอบความร่วมมือของเอเปค อันนับเป็นก้าวแรกของการสร้างกลไกเพื่อติดตามให้มีความต่อเนื่องในกิจกรรมความร่วมมือต่างๆของเอเปคอย่างถาวร

  1. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 1 ณ เกาะเบลค ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

        ด้วยความคิดริเริ่มของประธานาธิบดี Bill Clinton ได้ มีการยกระดับความสำคัญของกรอบความร่วมมือเอเปคไปสู่ระดับผู้นำ โดยนอกเหนือจากการประชุมระดับรัฐมนตรีของเอเปคประจำปีแล้วยังมีการประชุมผู้ นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งแรกที่เกาะเบลค เมืองซีแอตเติ้ล โดยมีการออกแถลงการณ์ว่าด้วยวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของผู้นำเอเปค (APEC Leaders Economic Vision Statement) ซึ่งมีสาระคือ การมีประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่มีการค้าและการลงทุนเสรี นำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในลักษณะที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวด ล้อม ส่งเสริมความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และการมีระบบการค้าพหุภาคีแบบเปิด

 

2. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 2 ณ เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย  

        จากการประชุมหารือในระดับรัฐมนตรีดังกล่าวนำมาสู่การจัดการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้นำเศรษฐกิจเอเปคได้มีการออกปฏิญญาโบกอร์ว่าด้วยเจตนารมณ์ร่วมของเอเปค (The Bogor Declaration of Common Resolve) โดยกําหนดเป้าหมายของเอเปคที่จะให้มีการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และพ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) สำหรับสมาชิกกำลังพัฒนาที่เหลือ พร้อมกับกำหนดให้การดำเนินการของเอเปคประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่                          

     1. การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalization)                          

     2. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Facilitation)

     3. ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (Economic and Technical Cooperation - ECOTECH)

 

3. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 3 ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น            

        การประชุมได้แปลงเอาปฏิญญาโบกอร์ที่ผู้นำฯ ได้ประกาศไว้เมื่อปีก่อนมากำหนดเป็นแผนปฏิบัติการโอซาก้า (Osaka Action Agenda - OAA) สำหรับเป็นแนวทางในการดำเนินงานเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน โดยแผนปฏิบัติการโอซาก้าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

     ส่วนที่ 1 เกี่ยวกับการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalisation and Facilitation - TILF)

     ส่วนที่ 2 เกี่ยวกับกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) ใน 13 สาขาความร่วมมือ ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดเล็กและกลาง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ พลังงาน การขนส่ง โทรคมนาคมและสารสนเทศ การท่องเที่ยว ข้อสนเทศด้านการค้าและการลงทุน  การส่งเสริมการค้า การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การประมง และเทคโนโลยีด้านการเกษตร

 

4. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 4 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นชอบแผนปฏิบัติการมะนิลา (Manila Action Plan) เพื่อดำเนินการในด้านการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และกำหนดขอบข่ายลำดับความสำคัญของกิจกรรมความร่วมมือในกรอบ ECOTECH ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการโอซาก้า โดยมีการกำหนดเครื่องมือที่จะใช้ผลักดันกิจกรรมความร่วมมือบนพื้นฐานของความสมัครใจ ได้แก่แผนปฏิบัติการรายสมาชิกของเอเปค (Individual Action Plans - IAPs) สำหรับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนใน 14 สาขา เสมือนเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของแต่ละสมาชิกในแต่ละปีที่จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบและนโยบายในสาขาต่างๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยสมาชิกรายอื่นๆ สามารถติดตามตรวจสอบและให้ข้อคิดเห็นได้

        แผนปฏิบัติการร่วม (Collective Action Plans - CAPs) เป็นแผนงานที่สมาชิกเอเปคทุกรายจะปฏิบัติร่วมกันเพื่อเสริมกับแผนปฏิบัติการรายสมาชิกในการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้าน  การค้าและการลงทุนกิจกรรมร่วม (Joint Activities) ในด้าน ECOTECH  ซึ่งประกอบด้วยโครงการความร่วมมือต่างๆ จนถึงขณะนี้มีกว่า 300 โครงการ ที่ดำเนินการภายใต้กรอบของคณะกรรมการ/คณะทำงานต่างๆ ของเอเปค

        นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในเอเปค เห็นชอบกรอบความร่วมมือเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงิน ในภูมิภาคเอเชีย และเรียกร้องให้มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไข/บรรเทาปัญหาระดับโลกนี้

 

5. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 5 ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา               

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นชอบให้มีการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ (Early Voluntary Sectorial Liberalization- EVSL) ก่อนกําหนด การเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเปคที่กำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2010/2020 ใน 15 สาขา อาทิ ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ พลังงาน ของเล่น อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องบินพลเรือน ปุ๋ย ยางธรรมชาติ และรถยนต์ เป็นต้น แต่ต่อมาที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 6 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียมีมติให้นำ EVSL ใน 8 สาขา ไปใช้เป็นพื้นฐานในการขยายผลในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ภายใต้ชื่อ Accelerated Tariffs Liberalisation (ATL)

        นอกจากนี้ยังได้รับรองกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Vancouver Framework for Enhanced Public - Private Partnership for Infrastructure Development) 

 

6. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 6 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย           

        การประชุมเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีส่วนทำให้สมาชิกเอเปคไม่สามารถผลักดันให้เกิดฉันทามติ และความคืบหน้าในการดำเนินการด้านการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวได้ โดยเฉพาะการดำเนินการตามข้อริเริ่มตามแนวทางการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ (EVSL) ซึ่งมีทั้งหมด 9 สาขาที่ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปีก่อนหน้า และในที่สุดที่ประชุมได้มีมติให้นำเอาข้อริเริ่มดังกล่าวเพื่อนำไปหารือในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) และเห็นพ้องที่จะดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพื่อให้พ้นจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโดยตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่สมาชิก ร่วมกันสร้างโครงข่ายรองรับทางสังคมและระบบการเงินให้เข้มแข็ง พัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในการเผชิญกับโลกาภิวัตน์และได้ผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH)

 

7. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 7 ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์             

        ภายใต้สภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคยังคงเห็นพ้องให้มีการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาค ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งของตลาดและปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยผู้นำได้รับรองหลักการเอเปคว่าด้วยการส่งเสริมการแข่งขันและการปฏิรูปกฎระเบียบ(APEC Principles to Enhance Competition and Regulatory Reform) มีการรับรองแผนการริเริ่มใช้บัตรนักเดินทางของนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card) เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) ให้แก่นักธุรกิจในการเดินทางไปทำธุรกรรมในเขตเศรษฐกิจ

        อีกทั้งมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคม อาทิ ข้อเสนอระบบอาหารของเอเปค (APEC Food System) ซึ่งมุ่งความมั่นคงด้านอาหารผ่าน

     1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท

     2) การส่งเสริมการค้าอาหาร

     3) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปอาหาร

และกรอบการบูรณาการบทบาทสตรีในเอเปค (Framework for Integration of Women in APEC)

 

8. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 8 ณ กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม

        การประชุมได้พิจารณาประเด็นเรื่องโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และการเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) ให้สมาชิกเอเปคสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความแตกต่างในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างเขตเศรษฐกิจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกันและนำไปสู่ช่องว่างทางวิทยาการ (Digital Divide) เอเปคจึงได้หามาตรการรองรับโดยการริเริ่มเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Development) และเห็นว่าการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสมาชิกเอเปค จะเป็นกลไกที่สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีได้ แต่จะต้องไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก และไม่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า

 

9. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 9 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน      

        การประชุมจัดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนภายในภูมิภาค เมื่อเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ประเด็น เรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายจึงได้เริ่มมีการหารือกันเป็นครั้งแรกในกรอบ เอเปค ซึ่งเน้นไปที่ผลกระทบของการก่อการร้ายต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าและการเดินทางของประชาชนตามปกติ            

        ที่ประชุมยังได้หาทางเร่งรัดเพื่อไปสู่เป้าหมายโบกอร์ด้วยการให้ความเห็นชอบความตกลงเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Accord) และการปรับปรุงกระบวนการทบทวนแผนปฏิบัติการรายสมาชิก (Individual Action Plan Peer Review Process) นอกจากนี้ยังได้ผลักดันสมาชิกเอเปคใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของเอเปค (e-APEC Strategy) และการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของมนุษย์ (Human Capacity Building Strategy) อันเป็นผลมาจากการประชุมระดับสูงด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ (High-level Meeting on Human Capacity Building) ที่ได้เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ปีก่อน

 

10. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 10 ณ กรุงเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก             

        การประชุมยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายในเอเปคอย่างต่อเนื่อง ทำให้เอเปคมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Action Plan) ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการขนส่งสินค้า ด้วยการดำเนินการตามข้อริเริ่มของสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของการค้าในภูมิภาคเอเปค (Secure Trade in the APEC Region – STAR) การป้องกันการก่อการร้ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (Cybersecurity) การป้องกันการก่อการร้ายในด้านการขนส่ง โทรคมนาคม และการขจัดแหล่งเงินทุนที่อาจใช้ในการสนับสนุนแก่ผู้ก่อการร้าย

        ในด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ยังคงเน้นการปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและการสร้างความโปร่งใสของระบบการ เงิน อีกทั้งได้กำหนดให้สมาชิกเอเปคตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม (Transaction cost) ลงให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี พ.ศ. 2549 ส่วนในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ยังคงเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของสมาชิกเอเปคในการปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่และการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการให้ความสำคัญกับวิสาหกิจขนาดจิ๋ว (Micro-enterprises)

 

11. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 11 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย                   

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นพ้องให้เอเปคสนับสนุนให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้องค์การการค้าโลก และการดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ โดยเห็นพ้องว่าการต่อต้านการก่อการร้ายมีความสำคัญต่อการเจริยเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ และผู้นำเขตเศรษฐกิจได้รับรองแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ตลอดจนแนวความคิดริเริ่มและความร่วมมือด้านสาธารณสุขในกรอบเอเปค นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้างเอเปคให้เป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ 

 

12. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 12 ณ กรุงซันติอาโก ประเทศชิลี               

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเน้นย้ำถึงบทบาทของเอเปคในการส่งเสริมให้มีการสรุปผลการ เจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก และได้รับรองแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (APEC Best Practices on FTAs/RTAs) ซึ่งเน้นความสอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสมาชิกในการเจรจาและจัดทำเขตการค้าเสรีในอนาคต สนับสนุนความมั่นคงของมนุษย์ โดยเน้นความสำคัญของการต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้านแรง เช่น โรคเอดส์ และการต่อต้านการก่อการร้าย และได้ให้ความเห็นชอบกับแผนการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการทุจริตในกรอบเอเปค

 

13. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี              

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคให้ความเห็นชอบ Pusan Roadmap เพื่อเน้นย้ำการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโบกอร์ของเขตเศรษฐกิจสมาชิก สนับสนุนการเจรจาการค้าในกรอบองค์การการค้าโลก เน้นการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ ได้แก่ การต่อต้านการก่อการร้าย การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและสถานการณ์ฉุกเฉิน และความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะไข้หวัดนก สนับสนุนการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันโดยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยี พลังงาน ให้มีการดำเนินความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต ส่งเสริมการลดช่องว่างความแตกต่างทางวิชาการ และการปฏิรูปเอเปคเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

14. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 14 ณ เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม              

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคอนุมัติแผนดำเนินการฮานอย ซึ่งส่งเสริมให้มีการปฏิบัติการเป็นขั้นๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายโบกอร์ (Bogor) และเพื่อช่วยเขตเศรษฐกิจเอเปคในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวตามกรอบเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีการออกคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการเจรจาการค้ารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลก (WTO)

 

15. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 15 ณ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย              

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคออกแถลงการณ์เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนการรองรับต่อผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผู้นำฯ ยังได้รับรองรายงานเรื่องการรวมตัวทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค (Regional Economic Integration – REI) โดยเห็นว่าเป้าหมายระยะสั้นของเอเปค คือ การส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี ในระยะกลางคือการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ตามกรอบเวลาที่กำหนด และในระยะยาวคือการจัดตั้งเขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก (Free Trade Area in the Asia-Pacific – FTAAP)

 

16. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 16 ณ เมืองลิมา ประเทศเปรู              

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นถึงปัญหาของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและสนับสนุนให้มีการ จัดการทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อฟื้นฟูความมั่นคงและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามแนวทางของ G20 ซึ่งรวมถึงการไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่เป็นเวลา 12 เดือน รวมถึงการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเสรีทางการค้าและสนับสนุนการเจรจาด้านการค้ารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลก (WTO) นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของมิติทางสังคมของการค้า และส่งเสริมประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัท (Corporate Social Responsibility - CSR)

 

17. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 17 ณ สิงค์โปร์ ประเทศสิงคโปร์              

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเน้นย้ำให้เอเปคมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตการเงินโลก โดยจะไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ต่อไปอีก 12 เดือน และเห็นพ้องกันว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่ จะต้องปรับกระบวนทัศน์ด้านการเจริญเติบโต (paradigm of growth) ให้เป็นไปอย่างสมดุล (balanced) เท่าเทียม (inclusive) และยั่งยืน (sustainable) และโดยที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เอเปคจึงต้องให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดเพื่อรองรับโดยดำเนินการผ่าน

     1) การปฎิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายใน ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยใช้เกณฑ์การวัดของธนาคารโลกเรื่อง “ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ” (Ease of Doing Business) จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การเริ่มธุรกิจ การได้รับอนุญาต การบังคับให้เป็นไปตามสัญญา การได้รับสินเชื่อ และการค้าข้ามพรมแดน

     2) การสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยที่ประชุมฯ ได้รับรองแผนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค (Supply Chain Connectivity Framework)

     3) ให้การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย – แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia – Pacific – FTAAP) เป็นเป้าหมายระยะยาวของเอเปค

        นอกจากนี้ในด้านสังคม ที่ประชุมฯ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (รวมทั้งสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) แต่จะต้องช่วยเหลือให้เขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาสามารถปรับตัวได้โดยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน/กองทุน

 

18. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 18 ณ เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น         

       ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้หารือเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในอนาคตของเอเปค ให้สอดคล้องกับโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเห็นว่าเอเปคควรส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เข้มแข็งมากขึ้น เป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้นำฯ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์เหล่านี้ ได้แก่ การดำเนินบทบาทเป็นผู้บ่มเพาะ (incubator) การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) โดยพัฒนาจากกรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้นำยังเห็นชอบยุทธศาสตร์เพื่อการเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ (New Growth Strategy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม ยั่งยืน มีนวัตกรรม และมั่นคง

 

19. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 19 ณ นครโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา         

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้หารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและขยายการค้า โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในเศรษฐกิจ นอกจากนี้ที่ประชุมผู้นำฯ ยังได้หารือถึงแนวทางการเสริมสร้างความสอดคล้องทางด้านกฎระเบียบและการเจริญเติบโตสีเขียว โดยเห็นว่าเอเปคควรพัฒนาจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม ซึ่งสมาชิกจะดำเนินการลดภาษีให้ได้ต่ำกว่าร้อยละ 5 ภายในปี ค.ศ. 2015

 

20. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 ณ นครวลาดิวอสต็อก สหพันธรัฐรัสเซีย         

        ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคยินดีกับการดำเนินการผู้นำประเทศในยุโรปต่อวิกฤตค่าเงินยูโรและเล็งเห็นถึงความสำคัญขององค์การการค้าโลก ดังนั้น ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ควบคู่ไปกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและประสงค์ให้การเจรจาในองค์การการค้าโลกมีความคืบหน้า

         ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ และการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างการเจริญเติบโตอย่างมีนวัตกรรมในภูมิภาค นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่สำคัญของการประชุมฯ ในครั้งนี้ คือ รายการสินค้าสิ่งแวดล้อมเอเปค ซึ่งเขตเศรษฐกิจสมาชิคยืนยันจะลดภาษีให้เหลือต่ำกว่าร้อยละ 5 ภายในปี ค.ศ. 2015

 

21. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 21 ณ บาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย           

        ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายโบกอร์และการสนับสนุนการค้าพหุภาคี โดยผู้นำฯ ได้ออกแถลงการณ์แยก (stand-alone statement) เรื่อง “Supporting the Multilateral Trading System and the 9th Ministerial Conference of the World Trade Organization” เพื่อเรียกร้องให้การประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ได้ข้อสรุปในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า ประเด็นด้านการพัฒนา และสินค้าเกษตรบางประเด็น ซึ่ง Bali Package เป็นผลลัพธ์ของการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ก็สอดคล้องกับแถลงการณ์แยกของเอเปคในเรื่องนี้           

        นอกจากนี้ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคยังได้หารือถึงการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างเท่าเทียมและการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งในด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยงนั้น ผู้นำฯ ได้รับรอง APEC Framework on Connectivity และ APEC Multi Year Plan on Infrastructure Development and Investment โดยจะดำเนินการจัดทำ blueprint สำหรับ APEC Framework on Connectivity ต่อไปในปีหน้า

   การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค 

   การประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 25 

   การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 21 

 

22. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 22 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

23. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 23 ณ ประเทศฟิลิปปินส์

 

24. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 24 ณ สาธารณรัฐเปรู

     1. ในกรอบเอเปคใช้คำว่าเศรษฐกิจสมาชิก (economies) แทนคำว่าประเทศเนื่องจากสมาชิกของเอเปคบางราย (เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และจีนไทเป) ไม่ได้มีสถานะเป็นประเทศแต่ได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกในฐานะที่เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในเอเชีย-แปซิฟิก

     2. เอเปคมีสำนักเลขาธิการอยู่ที่สิงคโปร์ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ให้การสนับสนุนเรื่องสถานที่ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดูแลและบริหารสำนักงานมาจากเงินสนับสนุนของสมาชิกเอเปคในแต่ละปี

     3. ไทยได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการเป็นสมาชิกเอเปคเพราะเสียค่าสมาชิกเพียงปีละ 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ได้รับประโยชน์ในรูปของโครงการสนับสนุนจากเอเปคปีละประมาณ 300,000 – 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ

     4. เวทีเอเปคดำเนินความร่วมมือด้วยการหารืออย่างตรงไปตรงมา มิใช่เจรจาและจะดำเนินการผ่านฉันทามติ (consensus) และความสมัครใจ (voluntarism) ของทุกฝ่าย

     5. เอเปคเคยมีช่วงปิดรับสมาชิก (moratorium) ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 – 2006) 

     6. ตามธรรมเนียมปฏิบัติของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค จะสลับกันเป็นเจ้าภาพปีเว้นปี ระหว่างสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกอาเชียน กับสมาชิกซึ่งไม่ใช่สมาชิกอาเชียน

 

 

 

โครงการบัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card)

     บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปคคืออะไร

บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (ABTC) เป็นเสมือนวีซ่า ซึ่งผู้ถือบัตรฯสามารถใช้ควบคู่กับหนังสือเดินทางเพื่อเดินทางเข้าดินแดนของสมาชิกเอเปคที่ร่วมโครงการได้

        บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (ABTC) เกิดขึ้นมาจากความคิดริเริ่มของที่ประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิค (Asia-Pacific Economic Cooperation หรือ APEC) โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางติดต่อระหว่างนักธุรกิจของสมาชิกเอเปค

บัตรเดินทางนี้จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับนักธุรกิจที่ต้องการเดินทาง ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอวีซ่าและขั้นตอนในการเข้าเมือง

        จนถึงปัจจุบันนี้ (ตุลาคม 2550) มีสมาชิกเอเปค จำนวน 18 ราย เข้าร่วมในโครงการบัตรเดินทาง ABTC ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ เปรู ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี สิงคโปร์ ไทย ไต้หวัน เวียดนาม และ เม็กซิโก

โดยสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมโครงการ ABTC แล้วโดยเป็นสมาชิกชั่วคราว กล่าวคือ ไทยและสหรัฐฯ จะยังไม่มีการให้ pre-clearance แก่นักธุรกิจของกันและกัน อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือบัตร ABTC ของไทยประสงค์จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ จะต้องได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ก่อนแต่สามารถใช้ช่องทาง ABTC lane ในท่าอากาศยานนานาชาติของสหรัฐฯ เพื่อรับการอำนวยความสะดวกในการเข้าเมือง โดยแสดงบัตร ABTC แก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ทั้งนี้ การใช้บัตร ABTC เดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นการรับการอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองเท่านั้น มิใช่การยกเว้นวีซ่าเข้าสหรัฐฯ

 

     ยื่นใบสมัครเพื่ออะไร

การยื่นใบสมัครเพื่อขอรับบัตรเดินทางฯ คือการขออนุญาตหรือขอวีซ่า เพื่อเดินทางเข้าดินแดนของสมาชิกเอเปคที่ร่วมในโครงการ

        ข้อมูลของผู้สมัครที่กรอกในใบสมัครจะถูกส่งไปยังสมาชิกที่ร่วมในโครงการฯทั้งหมด เพื่อตรวจสอบประวัติ และหากการตรวจสอบประวัติผ่าน ผู้สมัครก็จะได้รับบัตรเดินทางฯ ที่สามารถใช้เสมือนเป็นวีซ่า เพื่อเดินทางเข้าดินแดนของสมาชิกที่ร่วมในโครงการฯ แบบเดินทางเข้าได้หลายครั้ง (Multiple entry ) ภายในอายุของบัตร โดยจะได้รับอนุญาตให้พำนักได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

     ลักษณะของบัตรเดินทางฯ

        บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (ABTC) มีขนาดเท่ากับบัตรเครดิต มีอายุ 3 ปี โดยบนบัตรเดินทางฯ จะมี รูปถ่ายและลายเซ็นของผู้ถือบัตรฯ ชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด หมายเลขหนังสือเดินทาง วันหมดอายุของบัตรฯ และชื่อสมาชิกเอเปคที่ผู้ถือบัตรฯ ได้ผ่านการตรวจสอบประวัติแล้วและสามารถเดินทางเข้าได้

     ผู้ถือบัตรเดินทางฯ จะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง 

  • สามารถเดินทางเข้าดินแดนของสมาชิกที่ร่วมในโครงการฯ ที่มีชื่อปรากฏอยู่บนด้านหลังของบัตรได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการขอวีซ่าแต่ละครั้ง
  • ขั้นตอนการเข้าเมืองสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยผู้ถือบัตรฯ จะได้รับ อนุญาตให้เข้าช่องทางพิเศษสำหรับสมาชิกเอเปค (APEC Lane) ซึ่งตั้งอยู่ตามท่าอากาศยานนานาชาติของสมาชิกเอเปค 

     วิธีการใช้บัตรเดินทางฯ 

  • ในการเดินทาง ผู้ถือบัตรเดินทางฯ จะต้องใช้ร่วมกับหนังสือ เดินทางซึ่งมีหมายเลขเดียวกันกับที่ปรากฏบนบัตรเดินทาง
  • ใช้สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการเดินทางไปติดต่อธุรกิจในระยะสั้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปทำงาน 

     ผู้ที่มีสิทธิสมัครขอรับบัตรเดินทางฯ 

  • นักธุรกิจผู้ถือหนังสือเดินทางไทย ซึ่งต้องการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ และเป็นผู้ที่ไม่เคยต้องโทษคดีทางอาญา หรือ มิเคยถูกปฏิเสธในการเข้าเมืองจากดินแดนของสมาชิกที่ร่วมในโครงการฯ
  • นอกจากนี้ผู้ยื่นสมัครขอบัตร ABTC จะต้องสมัครในนามบริษัทหรือหน่วยงานที่เป็นสมาชิก หอการค้าไทย หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสมาคมธนาคารไทย

 

ขั้นตอนการสมัคร

     สำหรับผู้สมัคร

  1. ผู้สมัครต้องกรอกฟอร์มใบสมัคร (2 ใบ)
  2. ยื่นแบบฟอร์มฯ พร้อมด้วยสำเนาหนังสือเดินทาง (หนังสือเดินทางควรมีอายุอย่างน้อย 3 ปี 6 เดือน) และรูปถ่าย สีขนาด 2 นิ้ว 2 รูป (รูปถ่ายไม่ควรแสกน หรือเป็นรูปถ่ายโพลาลอยด์) ที่หอการค้าไทย/สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ สมาคมธนาคารไทย ตามที่บริษัทหรือหน่วยงานของผู้สมัครเป็นสมาชิกอยู่
  3. ค่าธรรมเนียมในการสมัคร 5,000 บาท

 

     สำหรับเจ้าหน้าที่

  1. ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร และผ่านกระบวนการพิจารณาของแต่ละสถาบัน ก่อนนำส่งเอกสารทั้งหมด พร้อมค่าธรรมเนียมรายละ 5,000 บาท ไปยัง สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.)
  2. สนง.เลขานุการ กกร.

          2.1. ดำเนินการตรวจสอบเอกสารและบันทึกรายละเอียดของผู้สมัคร ก่อนนำส่งไปยัง กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการต่อไป

          2.2. ติดตามความคืบหน้าการอนุมัติของแต่ละประเทศ และรายงานให้ผู้สมัคร รับทราบเป็นระยะๆตามความเหมาะสม

          2.3. ประสานงานกรมการกงสุล เพื่อออกบัตร ABTC ให้กับผู้สมัครที่ได้รับการ อนุมัติครบทุกประเทศ (19 ประเทศ) หรือตามที่ผู้สมัครต้องการ (กรณีที่ยัง อนุมติไม่ครบทุกประเทศ)                 

          2.4. ระยะเวลาการดำเนินการออกบัตร ABTC เป็นไปตามกระบวนการ ตรวจสอบและการพิจารณาของแต่ละประเทศ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 4-6 เดือน                

          2.5. จัดส่งบัตร ABTC ไปยังผู้สมัครตามช่องทางที่เหมาะสม และบันทึกข้อมูลบัตร ABTC เหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง

     ขั้นตอนการตรวจสอบสถานะภาพการอนุมติบัตร

               1. หลังการยื่นใบสมัครประมาณ 2-3 เดือน ติดต่อ สนง.เลขานุการคณะกรรมการร่วมฯ กกร. เพื่อขอทราบหมายเลข ID Number ของผู้สมัคร

               2. ทำการตรวจสอบใน www.businessmobility.org ตามลำดับ ดังนี้

                    (1) เมื่อเข้าไปที่ website www.businessmobility.org แล้ว ให้ click ที่ "Check your Card status"

                    (2) หลังจากนั้นเลือก click " Thailand"

                    (3) ต่อมาให้ Click " Check your Card status online"

                    (4) ลำดับต่อมาใส่หมายเลข ID Number ที่ช่อง "Application Number" (ติดต่อขอรับหมายเลข ID Number ได้ที่ สนง.เลขานุการคณะกรรมการร่วมฯ กกร. หลังจากผู้สมัครได้ยื่นใบสมัครอย่างน้อย 2-3 เดือน)

                    (5) และ click ที่ "Check Application Status" ก็จะรับทราบสถานะการอนุมติของ ประเทศต่างๆ

     การทำบัตรใหม่

               สำหรับผู้ถือบัตร ABTC และหมดอายุ ให้ดำเนินการยื่นสมัคร ตามขั้นตอนการสมัครข้างต้น และให้ถ่ายสำเนาบัตร ABTC ที่หมดอายุ เป็นเอกสารแนบในการยื่นเอกสารสมัครด้วย

     กรณีบัตรสูญหาย

               1. ให้แจ้งความ โดยระบุชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรฯ หมายเลขหนังสือเดินทาง และวันหมดอายุของบัตรฯ ที่สูญหาย ลงในใบแจ้งความ

               2. ให้ทำหนังสือแจ้งมายังสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการร่วมฯ กกร. พร้อมแนบใบแจ้งความ เพื่อจะได้ดำเนินการประสานงานไปยังกรมการกงสุลในการขอออกบัตรใบใหม่

 

     ข้อควรระวัง

               บัตรเดินทาง ABTC นี้เป็นเสมือนวีซ่า ผู้ถือบัตรได้รับอนุมัติวีซ่าเดินทางเข้าได้หลายครั้ง (Multiple entry visa) จากประเทศตามที่ระบุไว้หลังบัตรแล้ว ดังนั้นผู้ถือบัตรไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าอีก หากจะเดินทางไปยังประเทศเหล่านั้น มิฉะนั้นสถานะภาพการอนุมัติวีซ่าตามบัตร ABTC จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

               ตัวอย่างเช่น นาย ก. ถือบัตร ABTC ซึ่งได้รับอนุมัติครบ 18 ประเทศ และก่อนเดินทางไปออสเตรเลีย ได้ดำเนินขอวีซ่าเข้าออสเตรเลีย ที่สถานฑูตออสเตรเลียประจำกรุงเทพฯ ดังนั้นสถานะภาพวีซ่าเข้าออสเตรเลียที่ระบุในบัตร ABTC ของนาย ก. จะถูกยกเลิกทันที ดังนั้นการเดินทางไปออสเตรเลียในอนาคตของนาย ก. ก็ต้องขอวีซ่าทุกครั้ง หากไม่แจ้งมายังสำนักงานเลขุการคณะกรรมการร่วมฯ กกร. เพื่อดำเนินการประสานงานกับกรมการกงสุล เพื่อขอให้ออสเตรเลีย re-issue Visa ให้กับนาย ก. ตามบัตร ABTC อีกครั้ง

 

     ติดต่อสอบถาม

1. หอการค้าไทย/สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 02-622 1860-70 โทรสาร 02-622 1882, 02-622 1991  
2. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 02-345 1145 โทรสาร 02-345 1139  
3. สมาคมธนาคารไทย โทรศัพท์ 02-264 0883-7 โทรสาร 02-264 0888  
4. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.)

โทรศัพท์ 02-622 1860-70 , 02-622 2179 (คุณกายทิพย์ ศรีพระภักดิ์)

หรือ โทรศัพท์ 02-225 5474 (คุณกาญจนา)

 โทรสาร 02-622 2184โทรสาร 02-622 2184 E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
5. กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

โทรศัพท์ 02-981 7171 ต่อ 3133, 02-575 1063 (คุณสมพงษ์ กางทอง)

โทรศัพท์ 02-981 7470 (คุณณภัทร)

โทรสาร 02- 575 1066 E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

Download

สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการร่วมฯ (กกร.) โทรศัพท์ 0-2622-1111-4 ต่อ 422, 0-2622-2179 โทรสาร 0-2622-2184, 0-2225-5475

 

JoomSpirit