ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ASIAN DEVELOPMENT BANK : ADB)

        ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (อังกฤษ: Asian Development Bank) เรียกย่อๆ ว่า เอดีบี (ADB) เป็นสถาบันการเงินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาของประเทศแถบเอเชียและแปซิฟิก ผ่านการให้เงินกู้ และความสนับสนุนด้านเทคนิค ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2509 โดยความช่วยเหลือของสหประชาชาติ มีประเทศเข้าร่วมก่อตั้ง 32 ประเทศ จนถึงปัจจุบัน (2 กุมภาพันธ์ 2550) มีประเทศสมาชิกทั้งสิ้น 67 ประเทศ เป็น 48 ประเทศในภูมิภาค และ 19 ประเทศจากพื้นที่อื่น
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในแต่ละปีได้ให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้เป็นเงินประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแต่ละโครงการมีมูลค่าประมาณโครงการละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้เงินทุนจากการลงทุนพันธบัตรในตลาดการเงินต่างๆ
โครงการเงินกู้ ADB หรือ โครงการเงินกู้ ธนาคารพัฒนาเอเซีย เป็นเงินกู้เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างด้านการเงิน และ มีไว้สำหรับโครงการ ด้านสาธารณูปโภค การศึกษาและการฝึกอบรม โครงการด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นธนาคารที่ให้เงินกู้แก่ประเทศในทวีปเอเชีย

 

        ธนาคารพัฒนาเอเชียเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระดับพหุภาคีเช่นเดียวกับธนาคารโลก โดยก่อตั้งขึ้นภายใต้การดำเนินการของกลุ่มประเทศสมาชิก ECONOMIC AND SOCIAL COMMISSION FOR ASIA AND PACIFIC (ESCAP) 31 ประเทศ เมื่อปี 2509 และเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2509 โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 31 ประเทศ ผู้ร่วมก่อตั้ง ปัจจุบัน มีประเทศสมาชิก 65 ประเทศ (จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และ นอกภูมิภาค) ซึ่งประเทศสมาชิกดังกล่าว ต้องเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติหรือทบวงการชำนัญพิเศษในกรอบสหประชาชาติ ธนาคารพัฒนาเอเชียมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

วัตถุประสงค์หลักของธนาคารพัฒนาเอเชีย

        คือมุ่งให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก บรรเทาปัญหาความยากจน พัฒนาภาคสังคมและส่งเสริมธรรมาภิบาล สำหรับกรอบการดำเนินการในระยะยาว(ปี 2544-2559) ธนาคารพัฒนาเอเชียได้วางนโยบายหลักเกี่ยวกับการพัฒนาภาคเอกชน ความร่วมมือในระดับภูมิภาค และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยธนาคารพัฒนาเอเชียจะให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเงินกู้ ค้ำประกันเงินกู้ และความช่วยเหลือวิชาการ

เงินทุนของธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้มาจาก

(1) เงินทุนสามัญ ประกอบด้วย

- เงินค่าหุ้นจากประเทศสมาชิก

- เงินที่ธนาคารพัฒนาเอเชียกู้ยืมหรือระดมทุนจากตลาดเงินทุนระหว่างประเทศ

- เงินรายได้สุทธิจากการดำเนินงานของธนาคาร

(2) เงินกองทุนพิเศษประกอบด้วยเงินจาก

- กองทุนพัฒนาเอเชียซึ่งให้เงินกู้ลักษณะผ่อนปรนสูงแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจน

- กองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านวิชาการและกองทุนพิเศษของประเทศญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแบบให้เปล่า

เงินทุนของธนาคารพัฒนาเอเชีย

ปี 2545 ธนาคารพัฒนาเอเชียมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 3,465,669 หุ้น เป็นเงิน 47,596.80 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นทุนที่ชำระแล้วจำนวน 3,347.66 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศไทยถือหุ้นในธนาคารพัฒนาเอเชียถือหุ้นในธนาคารจำนวน 48174 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 1.382 % ของจำนวนหุ้นทั้งหมดและประเทศไทยเป็นผู้ถือหุ้นสูงเป็นอันดับที่ 17 ของประเทศสมาชิกทั้งหมด หรืออันดับที่ 11 ของประเทศผู้ถือหุ้นในภูมิภาค มีมูลค่าทุนทั้งหมด 652.56 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าหุ้นที่ชำระแล้ว 45.70 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เป็นผู้ถือหุ้นสูงสุดในสัดส่วนเท่ากันคือร้อยละ 13.092 ของหุ้นทั้งหมด

สำนักงานผู้แทนของธนาคารพัฒนาเอเชีย

ปัจจุบันธนาคารพัฒนาเอเชียได้จัดตั้งสำนักงานผู้แทนกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 16 แห่ง ได้แก่ อัฟกานิสถาน บังคลาเทศ กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน คีร์กิช ลาว มองโกเลีย เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา ทากิชสถาน และเวียดนาม

และเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 คณะกรรมการบริหารธนาคารพัฒนาเอเชียได้อนุมัติในหลักการให้จัดตั้งสำนักงานผู้แทนของธนาคารพัฒนาเอเชียในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารพัฒนาเอเชียกับประเทศไทย

        ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกในความตกลงว่าด้วยการสถาปนาธนาคารพัฒนาเอเชีย เมื่อปี 2509 และมีการออกพระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับธนาคารพัฒนาเอเชีย พ.ศ.2509 เพื่อให้อำนาจรัฐบาลปฏิบัติการเกี่ยวกับธนาคารพัฒนาเอเชียตามข้อผูกผัน ซึ่งประเทศภาคีสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจถือประโยชน์จากการเป็นภาคีสมาชิกด้วย 2. ธนาคารพัฒนาเอเชียได้เริ่มให้ความช่วยเหลือกับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2511 ในรูปต่างๆ ได้แก่ เงินกู้สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ด้านสาธารณูปโภค พลังงาน คมนาคม การเกษตร เป็นต้น ความช่วยเหลือทางวิชาการแบบให้เปล่า และเงินกู้ที่ให้กับภาคเอกชน

        ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการระดับภูมิภาคเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์การเมือง มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หลังจากที่สามารถเลื่อนสถานะเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงแล้ว ประเทศไทยยังมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อยกระดับให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงต่อ
ไปในอีกสองทศวรรษข้างหน้า 
        อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต้องชะลอตัวเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ภัยธรรมชาติ ความตึงเครียดทางสังคมการเมือง และการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ยังเผชิญความท้าทายอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตอีก รวมทั้งความเหลื่อมล้ำที่ยังมีอยู่มากในสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น
        ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ให้การสนับสนุนรัฐบาลไทยเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ประเทศไทยได้รับเงินกู้ ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า และความช่วยเหลือทางวิชาการจำนวน 273 โครงการ มูลค่าทั้งสิ้น 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาขาพลังงานได้รับจัดสรรเงินช่วยเหลือในสัดส่วสูงสุด (ร้อยละ 36) ตามมาด้วยสาขาการขนส่งและการสื่อสาร (ร้อยละ 20) สาขาการเงิน (ร้อยละ 16) การ
ประปา สุขาภิบาลและการจัดการของเสีย (ร้อยละ 9) โดยในจำนวนนี้เป็นโครงการความช่วยเหลือแบบให้เปล่า 3 โครงการ มูลค่ารวม 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการอีก 183 โครงการ มูลค่ารวม 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
        ยอดเบิกจ่ายสะสมจากวงเงินกู้และความช่วยเหลือแบบให้เปล่าที่ประเทศไทยได้รับจากแหล่งทุนสามัญกองทุนพัฒนาเอเชีย และกองทุนพิเศษอื่นๆ ของ ADB มีมูลค่ารวม 5.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
โครงการและแผนงานที่ ADB สนับสนุน
        ยุทธศาสตร์หุ้นส่วนการพัฒนาระดับประเทศสำหรับประเทศไทย (Country Partnership Strategy: CPS) ปี พ.ศ. 2556-2559 ช่วยให้ ADB มีความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการและประเด็นที่มีลำดับความสำคัญสูงของประเทศไทย โดยสามารถผสมผสานความช่วยเหลือที่ให้กับโครงการที่ดำเนินการโดยภาครัฐและโครงการที่ไม่ได้ดำเนินการโดยภาครัฐได้
        โครงการที่ดำเนินการกับภาครัฐของ ADB โดยมากอยู่ในรูปแบบของความช่วยเหลือทางวิชาการ แต่อีกด้านหนึ่ง ADB ก็สามารถให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนและการปฏิรูปนโยบาย
ได้ด้วย การดำเนินงานในปัจจุบันมุ่งเน้นบางสาขาโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่เป็นการให้คำปรึกษาเพื่อจัดทำนโยบายสร้างขีดความสามารถ และสนับสนุนองค์ความรู้ด้านต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูป
ภาคการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร่วมมือระดับภูมิภาค ADB ได้อนุมัติความช่วยเหลือแบบให้เปล่ามูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงจากอุทกภัยโดยอาศัยชุมชนเป็น
ฐาน ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยตรง โครงการความช่วยเหลือทางวิชาการอีกโครงการหนึ่งในสาขาเดียวกัน เป็นการออกแบบเพื่อให้ตอบสนองต่ออุทกภัยครั้งใหญ่ที่ประเทศไทยประสบ
เมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและการบริหารความเสี่ยงเช่นกัน ส่วนความช่วยเหลือในภาคการเงินส่วนใหญ่เน้นไปที่การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินแก่ประชาชนและส่งเสริม
ความโปร่งใสทางการเงินในสถาบันการเงินของรัฐ
        ขณะเดียวกัน โครงการที่ ADB ดำเนินการกับภาคเอกชนในประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยส่วนมากเป็นโครงการพลังงานสะอาด และโครงการที่ได้ประโยชน์อย่างสูงจากการให้กู้ร่วม ปัจจุบันการพัฒนาภาคเอกชนกลายเป็นเครื่องมือหลักของ ADB ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศไทย
 

ที่มา www.adb.org

 

ความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ธนาคารพัฒนาเอเชียให้แก่ประเทศไทย มีดังนี้

1. ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2542 ประเทศไทยไม่ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย อย่างไรก็ตาม ธนาคารพัฒนาเอเชียได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยและความร่วมมือในระดับภูมิภาค(ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2546) ธนาคารพัฒนาเอเชียให้ความช่วยเหลือทางวิชาการกับประเทศไทยทั้งสิ้น 16 โครงการ รวมเงินทั้งสิ้น 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

2. การสนับสนุนโครงการความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยรัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจาก ADB ในการทำการศึกษาความเป็นไปได้ในระยะเริ่มต้น และการดำเนินการส่วนใหญ่ตามโครงการดังกล่าวจะเป็นความร่วมมือของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในการสร้างระบบคมนาคมเชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาค มีโครงการที่ดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 78 โครงการวงเงิน 887 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินช่วยเหลือทางวิชาการ 63 โครงการ วงเงิน 42.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

3. การให้ความช่วยเหลือผ่านกรมวิเทศสหการ เพื่อเสริมสมรรถนะของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สถาบันนานาชาติเพื่อการค้าและการพัฒนาสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียและสถาบันลุ่มแม่น้ำโขงที่จังหวัดขอนแก่น

บทบาทของกระทรวงการคลัง

ในส่วนของกระทรวงการคลังหน่วยงานหลักที่ต้องรับผิดชอบและประสานงานกับ ADB ได้แก่

1. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มีหน้าที่ในการเพิ่มทุน การออกเสียงลงคะแนน การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญโดยประสานงานกับหน่วยงานภายในประเทศไทยได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

2.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีหน้าที่พิจารณาโครงการเงินกู้ การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และความร่วมมือต่างๆ ที่เป็นงานในภาคปฏิบัติที่สำคัญ เป็นต้น

 

 

JoomSpirit