สาธารณรัฐกินีบิสเซา

Guin-Bissau-flag Guin-Bissau-coa
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)

 

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐกินีบิสเซา หรือ The Republic of Guinea-Bissau

ที่ตั้ง

กินีบิสเซาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างประเทศกินีและเซเนกัล

พื้นที่

36,125 ตารางกิโลเมตร พื้นดิน 28,120 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 8,005 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาว 724 กิโลเมตร ทิศเหนือติดกับเซเนกัล (338 กิโลเมตร)ทิศตะวันออกและทิศใต้ติดกับกินี (386 กิโลเมตร) ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนั้นกินีบิสเซายังมีเกาะเล็ก ๆ นอกแผ่นดินใหญ่อีกประมาณ 25 เกาะ

สภาพภูมิประเทศ

เกือบทั้งประเทศมีลักษณะเป็นที่ราบชายฝั่งค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้นเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาทางทิศตะวันออก

สภาพภูมิอากาศ

อากาศเขตร้อน โดยปกติจะมีลักษณะอากาศแบบร้อนชื้น ฤดูฝนมีลักษณะคล้ายฤดูฝนแบบมีพายุไต้ฝุ่นช่วง (มิถุนายน-พฤศจิกายน) โดยมีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน ช่วงฤดูแล้ง (ธันวาคม-พฤษภาคม) จะมีลมพัดเอาฝุ่นมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ทรัพยากรธรรมชาติ

แร่บอกไซท์ น้ำมัน ถั่วลิสง ฝ้าย ข้าว และคาดว่ามีปริมาณสำรองแร่บอกไซด์ ปิโตรเลียม ฟอสเฟต และทองคำ จำนวนพอสมควร ซึ่งยังไม่มีการสำรวจเนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูง

ภัยธรรมชาติ

พายุฝุ่นเกิดขึ้นในฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังมีภัยที่เกิดจากไฟไหม้

จำนวนประชากร

1,726,170 คน (ค่าประมาณการ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2558)

อัตราการเติบโตของประชากร

1.91% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สัญชาติ

Guinean (s)

เชื้อชาติ

ชนเผ่าที่สำคัญๆ ได้แก่ Fula 28.5% Balanta 22.5% Mandinga 14.7% Papel 9.1% Manjaco 8.3% Beafada 3.5% Mancanha 3.1% Bijago 2.1% Felupe 1.7% Mansoanca 1.4% Balanta Mane 1% เผ่าอื่นๆ 1.8%

ศาสนา

มุสลิม 45.1% คริสเตียน 22.1% นับถือผี 14.9% ไม่มีศาสนา 2% ที่ระบุไม่ได้ 15.9%

ภาษา

ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ ภาษาท้องถิ่นที่สำคัญ คือ ภาษา Crioulo ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวาง 90.4% ภาษาฝรั่งเศส 5.1% ภาษาอังกฤษ 2.9% ภาษาอื่นๆ 2.4%

 

รูปแบบการปกครอง

สาธารณรัฐ แบบพรรคการเมืองหลายพรรค (ตั้งแต่ปี 2534)มีประธานาธิบดีเป็นประมุข อยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี

สภานิติบัญญัติ

สภาเดียว (Unicameral) คือ National People's Assembly มีสมาชิก 100 คน ได้รับเลือกจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี

เมืองหลวง

กรุง บิสเซา (Bissau)

การแบ่งเขตการปกครอง

9 เขต ได้แก่ Bafata, Biombo, Bissau, Bolama, Cacheu, Gabu, Oio, Quinara, Tombali; note - Bolama may have been renamed Bolama/Bijagos

วันที่ได้รับเอกราช

ประกาศตัวเป็นเอกราชเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2516 (ค.ศ.1973) และได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2517 (ค.ศ.1974)

รัฐธรรมนูญ

16 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 (ค.ศ.1984) แก้ไขหลายครั้งได้แก่ วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ.1991) วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ.1991) วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) และในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)

ระบบกฎหมาย

มีรากฐานมาจากกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศส

guinea-bissau-political-map

 

การเมืองการปกครอง
 
เดิมกินีบิสเซาเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสอยู่นานถึง 5 ศตวรรษ ความตื่นตัวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องเอกราชคืนจากโปรตุเกสเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2499 (ค.ศ.1956) โดยกลุ่ม PAIGC (African Party for the Independence of Guinea-Bissau and the Islands of Capt Verde) ซึ่งมีนาย Amilcar Cabral เป็นผู้นำชักชวนให้ประชาชนต่อต้านและเรียกร้องเอกราชคืนจากโปรตุเกสตั้งแต่ปี 2506 จนได้รับเอกราชเมื่อปี 2516 (ค.ศ.1973) โดยมีนาย Luiz Cabral พี่ชายของนาย Amilcar Cabral เป็นประธานาธิบดีคนแรก และกลุ่ม PAIGC ได้กลายเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีการจัดตั้งสภาประชาชน และสภาคณะปฏิวัติประกอบด้วยสมาชิก 11 คน ทำหน้าที่ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ 
 
ภายหลังจากที่นาย Amilcar Cabral ถูกฆาตกรรมในเดือนมกราคม 2523 (ค.ศ.1980) สถานการณ์ภายในของกินี บิสเซาอยู่ในสภาพยุ่งเหยิง ผู้บริหารประเทศแตกแยกกันเป็นหลายฝ่ายและต่างแก่งแย่งอำนาจซึ่งกันและกัน เศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในสภาวะทรุดโทรม จนในที่สุดคณะทหารภายใต้การนำของพลเอก Joao Bernardo Vieira ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศและจับกุมประธานาธิบดี Luiz Cabral และตั้งตนเป็นประธานาธิบดีและประธานสภาปฏิวัติ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาประชาชน และจัดตั้งสภาที่ปรึกษาซึ่งมีสมาชิก 11 คน ขึ้นบริหารประเทศควบคู่กับสภาปฏิวัติ ซึ่งทำหน้าที่แทนสภาประชาชน อดีตประธานาธิบดี Luiz Cabral ถูกจับกุมกักขังอยู่เป็นเวลา 1 ปี ภายหลังได้รับอิสรภาพ ได้เดินทางไปพำนักอยู่ในประเทศโปรตุเกส 
 
การเลือกตั้งภายหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2523 ผลปรากฏว่านาย Joao Bernardo Vieira ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี เมื่อกลางปี 2526 บุคคลในคณะรัฐมนตรีมีความเห็นแตกแยกกันเป็นหลายฝ่าย สถานะทางเศรษฐกิจของประเทศประสบภาวะวิกฤติ ผลผลิตของประเทศทั้งด้านการเกษตร เหมืองแร่ การประมงและอุตสาหกรรมตกต่ำ เงินหมุนเวียนภายในประเทศมีมูลค่าน้อยลง เกษตรกรเผชิญปัญหาความแห้งแล้ง ในระดับผู้บริหารประเทศเอง ก็มีการกล่าวโทษกันระหว่างรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี และในปลายปีเดียวกันประธานาธิบดี Vieira ก็ประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปี 2527 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้มีการกำหนดไว้ว่าจะยุบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีบางคนไม่เห็นด้วยกับการยุบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี Vieira จึงปลดรัฐมนตรีที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับตนออกจากตำแหน่ง การเลือกตั้งมีขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2527 โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ประธานาธิบดี Vieira ได้รับเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาแห่งชาติ ซึ่งหมายถึงว่าได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศด้วยและได้มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2527 
 
เดือนมกราคม 2534 ประธานาธิบดี Vieira ได้ฟื้นฟูและปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2528 โดยอนุญาตให้มีระบบหลายพรรคการเมือง และให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาจำนวน 100 คนโดยตรง การเลือกตั้งแบบหลายพรรคครั้งแรกมีขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2537 (ค.ศ.1994) โดยประธานาธิบดี Vieira และพรรค PAIGC (Partido Africano da Independencia da Guinee Cabo Verde) ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ในปี 2538 พรรคฝ่ายค้าน 4 พรรค ได้รวมตัวกันตั้งเป็น Union pour le Changement และเรียกร้องให้พรรครัฐบาล PAIGC ปรับคณะรัฐมนตรีและตัวบุคคลใหม่ แต่ไม่ได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี Vieira ได้ปรับคณะรัฐมนตรีอีกเมื่อเดือนมกราคม 2539 โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานและสาธารณสุข 
 
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ประธานาธิบดี Vieira ปลดพลเอก Ansumane Mane ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารในข้อหาลักลอบส่งอาวุธให้แก่กลุ่มกบฎ พลเอก Mane จึงนำกำลังก่อการกบฎและเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Vieira ลาออกจากตำแหน่งโดยให้เหตุผลว่าประธานาธิบดี Vieira ทุจริตทางการเมือง การสู้รบระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฎดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผลของการสู้รบทำให้ประชาชนกว่าครึ่งประเทศไร้ที่อยู่อาศัย จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 2541 ประธานาธิบดี Vieira ได้ขอเจรจากับกลุ่มกบฎเพื่อทำความตกลงหยุดยิง และต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2541 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพและการหยุดยิง ที่กรุงอาบูจา เมืองหลวงของไนจีเรีย โดยมีนาย Sedat Jobe รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแกมเบียเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ย 
 
เดือนพฤษภาคม 2542 ภายหลังจากที่พลเอก Mane พ้นผิดกรณีลักลอบส่งอาวุธให้กลุ่มกบฏ กำลังทหารได้เข้ายึดทำเนียบประธานาธิบดี จนทำให้นาย Viera ต้องลี้ภัยไปยังโปรตุเกสและถือเป็นการแยกตัวออกจากพรรค PAIGC โดยสมบูรณ์ พลเอก Mane เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ซึ่งต่อมาได้จัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้นในเดือนกันยายนปีเดียวกัน และนาย Kumba Yala ผู้นำพรรค Social Renewal Party (PRS) ได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งคือนาย Malam Bacai Sanha ซึ่งเป็นรักษาการประธานาธิบดีในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม สภาวการณ์ทางการเมืองมีความสั่นคลอนมาก เนื่องจากประธานาธิบดี Yala ได้พยายามแทรกแซงองค์กรอิสระและใช้อำนาจในทางมิชอบ จนสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดี Yala ถูกปฏิวัติอย่างสงบโดยทหารเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2546 โดยพลเอก Verissimo Correia Seabra ท่ามกลางความยินดีของคนส่วนใหญ่ในประเทศ จากนั้นอำนาจได้ถูกส่งผ่านไปยังนาย Henrique Rosa ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้สังกัดพรรคใดและเป็นที่ยอมรับว่ามีความเป็นกลาง ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี และนาย Sanha ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ 
 
ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเมื่อเดือนมีนาคม 2547 พรรค PAIGC ได้รับเสียงข้างมากอีกครั้ง จึงเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรี Gomes Junior สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 นาย Joao Bernardo Vieira อดีตประธานาธิบดีที่ถูกรัฐประหารเมื่อปี 2542 ชนะการเลือกตั้ง โดยมีชัยชนะเหนือนาย Sanha ไปเพียงกว่า 19,000 คะแนน ทั้งนี้ นาย Vieira ได้รับการสนับสนุนจากนาย Yala (ที่เคยถูกปฏิวัติเมื่อปี 2546) ซึ่งมาจากชนเผ่า Balanta ชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในกีนีบิสเซา 
 
อย่างไรก็ดี พลเอก Batista Tagme Na Wai ผู้บัญชาการทหาร ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประธานาธิบดี Vieira ถูกลอบสังหารด้วยวัตถุระเบิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 และในวันต่อมา (รุ่งเช้าของวันที่ 2 มีนาคม 2552) ประธานาธิบดี Vieira ถูกลอบยิงในทำเนียบ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า การลอบสังหารประธานาธิบดี Vieira เป็นการแก้แค้นของกลุ่มทหารที่ภักดีต่อพลเอก Na Wai แต่ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการเชื่อมโยงดังกล่าว ภายหลังการลอบสังหารคู่ (double assassination) เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองมิได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดเมื่อ 28 มิถุนายน 2552 ซึ่งมีนาย Sanha และนาย Yala ลงแข่งขัน ผลปรากฏว่า นาย Sanha ชนะการเลือกตั้งไปด้วยคะแนนกว่าร้อยละ 63 และเข้าปฏิญาณตนเพื่อรับหน้าที่ประธานาธิบดีในวันที่ 8 กันยายน 2552 
 
นโยบายต่างประเทศ 
ปัจจุบันกินีบิสเซากำลังก้าวจากสังคมนิยมจัดออกไปสู่โลกตะวันตกมากขึ้น โดยดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นกลางแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในทางปฏิบัติมีความสัมพันธ์และได้รับความช่วยเหลือจากโลกตะวันตกมากกว่าโลกสังคมนิยม นอกจากนี้ นโยบายส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกับแนวทางของสหภาพแอฟริกา เช่น ในปัญหาตะวันออกกลาง กินีบิสเซาสนับสนุนสิทธิชาวปาเลสไตน์ในการตั้งรัฐเอกราช ต่อต้านอิสราเอล สำหรับปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ในทวีปแอฟริกานั้น กินีบิสเซามีท่าทีสนับสนุนให้ยุติการสู้รบและเจรจาโดยสันติวิธี 
 
กินีบิสเซามีกรณีพิพาทอย่างรุนแรงกับเซเนกัลเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครองน่านน้ำ ซึ่งเชื่อกันว่าในบริเวณดังกล่าวอุดมไปด้วยสินแร่ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ประเทศทั้งสองได้ยุติความเป็นศัตรูกันในที่สุดด้วยการลงนามในความตกลงสันติภาพ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 โดยตกลงกันที่จะทำการสำรวจร่วมกันและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมบริเวณน่านน้ำที่เป็นจุดพิพาท 
 
ความสัมพันธ์ทางการค้าในปัจจุบัน กินีบิสเซาติดต่อกับประเทศในตะวันตกเป็นหลัก โดยเฉพาะโปรตุเกส แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศอื่น อาทิ บราซิล จีน ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ แต่ประเทศ แองโกลาเป็นประเทศที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในกินีบิสเซาเป็นจำนวนมากในรอบหลายปีหลัง เมื่อปี 2533 กินีบิสเซาเคยสนับสนุนสถานะของไต้หวัน แต่ภายหลังในปี 2541 ได้ระงับความสัมพันธ์ดังกล่าวไป เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับจีน นอกจากนี้ กินีบิสเซายังเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลมากมาย อาทิ West African Economic and Monetary Union (UEMOA), Economic Community of West African States (ECOWAS), Permanent Interstate Committee for drought control in the Sahel (CILSS) เป็นต้น 
 
สถานการณ์บริเวณชายแดนที่ติดต่อกับเซเนกัลและกินียังคงมีความตึงเครียดอยู่ ทั้งนี้ มาจากปัญหาในพื้นที่เขต Casamance ทางตอนใต้ของเซเนกัล ซึ่งเป็นบริเวณที่ประชากรมีเชื้อชาติและประวัติศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับกินีบิสเซามากกว่าเซเนกัล
 

สมาชิกภาพของกินีบิสเซาในองค์การระหว่างประเทศ

  • องค์การสหประชาชาติ
  • องค์การเอกภาพแอฟริกา (Organization of African Unity-OAU)
  • องค์การการประชุมอิสลาม (Organization of Idlamic Conference-OIC)
  • กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement)
  • กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจรัฐในแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States-ECOWAS)

 

 

Update กุมภาพันธ์ 2559

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  28 กันยายน 2558

 

  • Pres.
    Jose Mario VAZ
  • Prime Min.
    Carlos CORREIA
  • Min. in the Presidency for the Council of Ministers & Parliamentary Affairs
    Baciro DJA
  • Min. of Agriculture & Rural Development
    Joao Anibal PEREIRA
  • Min. of Economics & Finance
    Geraldo MARTINS
  • Min. of Energy & Industry
    Florentino PEREIRA
  • Min. of Foreign Affairs, Intl. Cooperation, & Communities
    Mario Lopes DA ROSA
  • Min. of Internal Admin.
    Botche CANDE
  • Min. of Justice
    Carmelita PIRES
  • Min. of Media
    Agnelo REGALA
  • Min. of National Defense
    Cadi MANE
  • Min. of National Education
    Odete SEMEDO
  • Min. of Natural Resources
    Daniel GOMES
  • Min. of Public Health
    Valentina MENDES
  • Min. of Public Service & Admin. Reform
    Ademir Nelson BELO
  • Min. of Public Works, Construction, & Urban Planning
    Jose Antonio DE ALMEIDA
  • Min. of Trade & Traditional Crafts
    Antonio Serifo EMBALO
  • Min. of Women's Affairs, Family, & Social Cohesiveness
    Bilony NHASSE
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Joao SOARES DA GAMA

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/PU.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

2.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP รายบุคคล

1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

4.8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 44.7%
  • ภาคอุตสาหกรรม 13.4%
  • ภาคการบริการ 41.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

1.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ข้าวโพด ถั่ว แป้งมันสำปะหลัง มะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง ฝ้าย ไม้ซุง ปลา

อุตสาหกรรม

แปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร เบียร์ น้ำอัดลม

อัตราการเกิบโตภาคอุตสาหกรรม

2.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการส่งออก

198.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้าส่งออก

ปลา กุ้ง มะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง เมล็ดข้าว ปาล์ม ไม้และไม้แปรรูป

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ

India 63.5%, Nigeria 20.3%, China 5.7%, Togo 5.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

218.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้านำเข้า

สินค้าประเภทอาหาร เครื่องจักรกล เชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องมือและอุปกรณ์ในการขนส่ง

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

Portugal 27.1%, Senegal 12.8%, China 6.5%, Spain 5.5%, Cuba 4.8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

Communaute Financiere Africaine Franc

สัญลักษณ์เงิน

XOF

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนได้ที่นี่)

 

สภาพเศรษฐกิจ
 
กินีบิสเซาเป็นประเทศขนาดเล็กและยังมีเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งอีกประมาณ 25 เกาะ ถือเป็นประเทศที่ยากจนและประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมาตั้งแต่ก่อนได้รับเอกราช หลังจากได้รับเอกราชจากโปรตุเกส รัฐมีนโยบายถือครองกรรมสิทธิที่ดิน โดยให้เอกชนใช้ประโยชน์และได้รับประโยชน์จากผลผลิตในที่ดินนั้น ซึ่งรัฐรับเป็นผู้ดำเนินการซื้อขายผลผลิตดังกล่าวด้วย แต่บริษัทต่างๆ ที่รัฐเป็นเจ้าของก็ขาดทุนและต้องได้รับเงินช่วยเหลือ ประชาชนกว่าร้อยละ 90 ประกอบอาชีพการเกษตร แต่เนื่องจากกินีบิสเซาประสบปัญหาความแห้งแล้งติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้ไม่มีผลผลิตทางการเกษตรพอเลี้ยงตนเองได้ จึงต้องนำเข้าสินค้าประเภทอาหารเป็นจำนวนมาก UNDP ได้จัดให้กินีบิสเซาอยู่ในลำดับที่ 173 จาก 182 ประเทศที่มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากที่สุด (ข้อมูลปี 2551) 
 
รัฐบาลมีโครงการพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การเกษตร การคมนาคม และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลจึงต้องนำเข้าสินค้าประเภท เชื้อเพลิง เครื่องจักรกล ฯลฯ และทำให้กินีบิสเซาขาดดุลการค้ากับต่างประเทศจำนวนมากมาตั้งแต่ปี 2523 แม้ว่าประเทศต่างๆ จะให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและประเทศตะวันตกที่ให้ความช่วยเหลือมากที่ สุดถึงจำนวน 2 ใน 3 ของความช่วยเหลือจากต่างประเทศทั้งหมด ประเทศอื่นๆ ที่ให้ความช่วยเหลือกินีบิสเซา ได้แก่ ประเทศซาอุดีอาระเบีย อิตาลี เนเธอร์แลนด์ บราซิล 
 
ภายหลังการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีเมื่อกลางปี 2526 รัฐบาลพยายามเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรทางการเมืองและ เศรษฐกิจที่สำคัญของ กินีบิสเซา โดยเริ่มเปิดการเจรจาขอกู้เงินกับนานาประเทศและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งตั้งเงื่อนไขให้กินีบิสเซาปรับค่าเงินภายในประเทศและส่งเสริมให้เอกชนมี ส่วนร่วมในการพาณิชย์ภายในประเทศให้มากขึ้น ดังนั้น เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2526 ประธานาธิบดี Vieira จึงต้องประกาศลดค่าเงินลงอีกถึง ร้อยละ 50 
 
กินีบิสเซามีทรัพยากรธรรมชาติจำพวกฟอสเฟต บ็อกไซต์ พอสมควร พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ในการเกษตรและถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ รัฐบาลมีแนวคิดที่จะดำเนินการสำรวจทรัพยากรน้ำมันนอกชายฝั่งทะเล แต่เนื่องจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองทำให้แผนการสำรวจต้องชะลอตัว 
 
โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขถูกทำลายไปมากในช่วงสงครามกลางเมืองปี 2541-2542 จนทำให้ประสบปัญหาโรคระบาดมาโดยตลอด รวมถึงโรคเอดส์ เส้นทางคมนาคมยังไม่ดีนัก หากเป็นช่วงหน้าฝนจะไม่สามารถใช้การได้อย่างเต็มที่ ถนนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนบนของประเทศ การคมนาคมทางอากาศมีค่อนข้างจำกัด เที่ยวบินระหว่างประเทศมีน้อย และไม่มีการบริการเครื่องบินโดยสารภายในประเทศ การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ดีนักและถูกผูกขาดโดยบริษัทของโปรตุเกส การให้บริการด้านพลังงานสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงร้อยละ 12 และมีราคาสูงมาก
 

 

 

สถิติที่สำคัญ ไทย-กินีบิสเซา (2555)
มูลค่าการค้าไทย-กินีบิสเซา 1.01 ล้าน USD (ไทยส่งออก 0.95 ล้าน USD ไทยนำเข้า 0.06 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 0.89 ล้าน USD)
 
การท่องเที่ยว ชาวกินีบิสเซามาไทย 75 คน
 
คนไทยในกินีบิสเซา ไม่ปรากฏข้อมูล
 
การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่สถานเอกอัครราชทูตกินีบิสเซาประจำจีน
 
สำนักงานไทยที่ดูแลกินีบิสเซา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์
 
สำนักงานกินีบิสเซาที่ดูแลไทย ยังไม่มีการมอบหมายสถานเอกอัครราชทูตให้ดูแลไทย
 
ความสัมพันธ์ทั่วไป 
การทูต 
ประเทศไทยกับกินีบิสเซาได้ตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 
6 ธันวาคม 2526 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์มีเขตอาณาครอบคลุมถึงกินีบิสเซา ในขณะที่กินีบิสเซายังมิได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตกินีบิสเซาที่ใดมี เขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย รวมถึงยังมิได้มีการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์กินีบิสเซาประจำประเทศไทยด้วย 
 
เศรษฐกิจ 
การค้า 
มูลค่าทางการค้าระหว่างกันมีค่อนข้างน้อย จากข้อมูลปี 2555 ในภาพรวมมีมูลค่าประมาณ 1.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายส่งออกจำนวน 0.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจาก กินีบิสเซาจำนวน 0.06ล้าน USD สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ ข้าว เคหะสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไข่ไก่สด หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์  
 
การลงทุน 
ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน 
 
การท่องเที่ยว 
ในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวชาวกินีบิสเซาเดินทางมาไทย จำนวน 75 คน 
 
ความร่วมมือทางวิชาการ 
ไม่มี แต่ฝ่ายไทยได้แสดงความประสงค์ที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีและมีความร่วมมือทางวิชาการที่เป็นรูปธรรมกับกินีบิสเซา 
 
ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับไทย 
ไม่มี 
 
การเยือนที่สำคัญ 
ยังไม่มี 
 

ที่มา: กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,220.67 478,911.68 455,271.89 455,271.89 417,029.28 5.95 0.14 -4.94 -4.94 -8.40
การส่งออก 229,105.66 228,504.89 227,523.51 227,523.51 214,375.14 2.93 -0.26 -0.43 -0.43 -5.78
การนำเข้า 249,115.00 250,406.80 227,748.38 227,748.38 202,654.14 8.89 0.52 -9.05 -9.05 -11.02
ดุลการค้า -20,009.34 -21,901.91 -224.88 -224.88 11,721.01            
ไทย - กินี-บิสเซา                      
มูลค่าการค้า 1.01 0.47 1.30 1.30 3.85 -70.64 -53.80 178.43 178.43 195.02
การส่งออก 0.95 0.37 1.30 1.30 3.84 -72.50 -60.57 248.08 248.08 194.29
การนำเข้า 0.06 0.09 0.00 0.00 0.01   46.42 -99.15 -99.15 1,375.00
ดุลการค้า 0.89 0.28 1.30 1.30 3.83            
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 ข้าว 0.4 - 1.0 1.0 3.6 -87.40 - - - 276.95
2 กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 0.0 - 0.0 0.0 0.1 - - - - 201.91
3 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป - - 0.0 0.0 0.0 - - - - -11.68
4 ผลิตภัณฑ์ยาง 0.1 0.0 0.1 0.1 0.0 - -96.65 ####### 2,905.88 -61.25
5 เม็ดพลาสติก 0.0 0.0 0.1 0.1 0.0 -68.33 -40.05 226.64 226.64 -80.61
6 หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ 0.1 - 0.0 0.0 0.0 - - - - -53.44
7 ผลิตภัณฑ์พลาสติก - 0.0 0.0 0.0 0.0 - - - - 5,300.00
8 เครื่องกีฬาและเครื่องเล่มเกม - 0.0 - - 0.0 - - - - -
9 เครื่องดื่ม - - - - - - - - - -
10 เครื่องนุ่งห่ม - - - - - - - - - -
รวม 10 รายการ 0.6 0.0 1.2 1.2 3.8 -82.30 -95.28 ####### 4,045.10 223.22
อื่นๆ 0.3 0.3 0.1 0.1 0.0 ####### 0.61 -65.78 -65.78 -95.35
รวมทั้งสิ้น 1.0 0.4 1.3 1.3 3.8 -72.50 -60.57 248.08 248.08 194.29
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : เหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 63,566.4 60,965.5 - - 11,773.6 - -4.09 - - -
รวม 10 รายการ 63,566.4 60,965.5 0.0 0.0 11,773.6 0.00 -4.09 -100.00 -100.00 0.00
อื่นๆ 654.4 33,035.1 756.0 756.0 0.0 ####### ####### -97.71 -97.71 -100.00
รวมทั้งสิ้น 64,220.8 94,000.6 756.0 756.0 11,773.6 ####### 46.37 -99.20 -99.20 1,457.34
 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร 

 

JoomSpirit