สาธารณรัฐเบนิน

benin-flag Benin-coa
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)

 

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐเบนิน หรือ Republic of Benin

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา

พื้นที่

112,622 ตารางกิโลเมตร (43,484 ตารางไมล์) พื้นดิน 110,622 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 2,000 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือติดกับไนเจอร์ (266 กิโลเมตร) และบูร์กินาฟาโซ (306 กิโลเมตร) ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี ทิศตะวันออกติดกับไนจีเรีย (773 กิโลเมตร)และทิศตะวันตกติดกับโตโก (644 กิโลเมตร) มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 121 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

เกือบทั้งหมดมีลักษณะเป็นที่ราบถึงที่ราบลูกฟูก มีเนินเขาและภูเขาเตี้ยๆ

สภาพภูมิอากาศ

ทางภาคใต้บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรมีอากาศร้อนชื้น และมีฤดูฝน 2 ช่วง คือระหว่างเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม และระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ส่วนทางภาคเหนือจะมีฝนตกเฉพาะระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1,300 มิลลิเมตรต่อปี

ทรัพยากรธรรมชาติ

น้ำมัน (ปริมาณไม่มากนัก อยู่ห่างชายฝั่งเล็กน้อย) หินปูน หินอ่อน และไม้

ภัยธรรมชาติ

ลมร้อนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและความแห้งแล้ง จะส่งผลกระทบต่อทางตอนเหนือของประเทศในช่วงเดือนธันวาคม- มีนาคม

จำนวนประชากร

10,448,647 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏคมคม พ.ศ. 2558)

อัตราการเติบโตของประชากร

2.78% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สัญชาติ

Beninese

เชื้อชาติ

เป็นชาวอัฟริกัน ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าต่าง ๆ 42 เผ่า ที่สำคัญคือ เผ่าFon 39.2% Adja 15.2% Yoruba 12.3% Bariba 9.2% Peulh  7% Ottamari 6.1% Yoa-Lokpa 4% Dendi 2.5% และเชื้อชาติอื่นๆ (รวมชาวยุโรป) 1.6% ที่ระบุไม่ได้ 2.9%

ศาสนา

ศาสนาคริสต์ 42.8% (นิกายโรมันคาทอลิก 27.1% นิกายโปแตสแตนท์ 10.4% และนิกายอื่นๆ 5.3%) ศาสนาอิสลาม 24.4% ศาสนา Vodoun 17.3% อื่นๆ 15.5% (ข้อมูลจากการสัมมะโนประชากร พ.ศ. 2545)

ภาษา

ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ และมีภาษาพื้นเมืองอื่น ๆ คือ Bariba และ Fulaniซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นสำคัญของภาคเหนือและ Fon และ Yoruba ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นที่สำคัญของภาคใต้

 

รูปแบบการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ (Republic)

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ มาจากการเลือกตั้งทั่วไป อยู่ในตำแหน่ง คราวละ 5 ปี และจำกัดไม่เกิน 2 สมัย

ฝ่ายนิติบัญญัติ

รัฐสภา (National Assembly) แบบสภาเดียว (unicameral) ประกอบด้วยสมาชิก 83 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไป อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ฝ่ายตุลาการ

ประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลสูง

เมืองหลวง

กรุงปอร์โต-โนโว (Porto-Novo) เมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ เมือง Cotonou ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เมือง Parakou Ouidah Abomey และ Natitingou

การแบ่งเขตการปกครอง

12 เขตจังหวัด ได้แก่ Alibori, Atakora, Atlantique, Borgou, Collines, Kouffo, Donga, Littoral, Mono, Oueme, Plateau, Zou

วันที่ได้รับเอกราช

1 สิงหาคม พ.ศ. 2503 จากฝรั่งเศส

รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้รับความเห็นชอบโดยการลงประชามติเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2533

ระบบกฎหมาย

มีรากฐานมาจากประมวลกฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายธรรมเนียมปฏิบัติ

benin-political-map

 

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ในศตวรรษที่ 17 ชายฝั่งทะเลของเบนินเป็นศูนย์กลางการค้าทาสและการค้าขายระหว่างพ่อค้าชาวฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส ชนพื้นเมืองกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางอำนาจหลัก ๓ แห่ง ได้แก่ เมือง Abomey ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ เมือง Porto Novo ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และเมือง Bariba ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาประชาชนในเมือง Abomey ได้มีอิทธิพลและสามารถรวบรวมกลุ่มต่าง ๆ ก่อตั้งเป็นอาณาจักรดาโฮเมย์ (Dahomey) เมื่อปี 2168 ต่อมาในปี 2436 ดินแดนดังกล่าวได้ตกอยู่ภายใต้การปกครอง (Protectorate) ของฝรั่งเศส และในปี 2447 ดาโฮเมย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์แอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส (French West African Federation) โดยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบริหารของภูมิภาค และศูนย์กลางการศึกษาของฝรั่งเศสสำหรับอาณาจักรของฝรั่งเศสในแอฟริกา ทั้งนี้ เบนินได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2503 โดยมี นาย Hubert Maga เป็นประธานาธิบดีคนแรก
 
นับตั้งแต่เบนินได้รับเอกราชจนถึงปี 2515 ได้เกิดรัฐประหารเปลี่ยนผู้นำถึง 5 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2515 นำโดย พันตรี Mathieu Kerekou ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี และได้ประกาศใช้การปกครองระบอบสังคมนิยมมาร์กซ์-เลนิน ฝักใฝ่สหภาพโซเวียต จีน และคิวบา โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2518 ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนเบนิน (People’s Republic of Benin) และในปี 2532 นาย Kerekou ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง และได้ยกเลิกการปกครองระบอบสังคมนิยมมาร์กซ์-เลนิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
 
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 สาธารณรัฐประชาชนเบนิน (People’s Republic of Benin) เปลี่ยนชื่อเป็นสาธารณรัฐเบนิน (Republic of Benin) และต่อมาในเดือนมีนาคม 2534 นาย Nicephore Soglo รักษาการนายกรัฐมนตรีได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี จนถึงเมื่อเดือนมีนาคม 2539 นาย Mathieu Kerekou ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปและกลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง จนกระทั่งในปัจจุบัน ประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลคือ นาย Boni Yayi ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2548 เป็นต้นมา 

 

การเมืองการปกครอง
 
เบนินมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 2533 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้นำรัฐบาล โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี จำกัดไม่เกิน 2 สมัย และมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Boni Yayi เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2549 และได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 22 คน ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการยุบสภา 
 
รัฐสภา เป็นแบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิก 83 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2550 พรรค Force cauris pour un Benin emergent (FCBE) ซึ่งสนับสนุนนาย Boni Yayi ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 35 ที่นั่ง และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองเล็กอื่น ๆ จำนวนมาก ทั้งนี้ การรวมกลุ่มทางการเมืองของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในรัฐสภาเบนินส่งผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการ ดำเนินนโยบายของรัฐบาล นาย Boni Yayi ประธานาธิบดีจึงได้เสนอให้มีการจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะ ปฏิรูปฝ่ายบริหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว 
 
ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลสูง 
ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลชุดปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ได้แก่ ปัญหาไฟฟ้าดับ การคอร์รัปชั่นในภาครัฐ แผนสวัสดิการสังคมที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึง ปัญหาว่างงาน การบริหารประเทศและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันยังคงได้รับการต่อ ต้านจากฝ่ายค้าน ซึ่งถือครองเสียงจำนวนมากในสภา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฝ่ายค้านไม่ให้การรับรองรายงานของประธานาธิบดีต่อสภา และประท้วงรัฐบาลด้วยการไม่เข้าร่วมการเปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2553 ส่งผลให้สภาไม่สามารถเปิดวาระการประชุมได้ เนื่องจากองค์ประกอบไม่ครบ 
 
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปซึ่งจะมีขึ้นในปี 2554 เป็นที่คาดการณ์ว่า นาย Boni Yayi จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง โดยคู่แข่งคนสำคัญ ได้แก่ นาย Adrien Houngbedji หัวหน้าพรรค Parti du renouveau democratique (PRD) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเคยลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในการ เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้ นาย Houngbedji ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรคฝ่ายค้านทั้ง 5 พรรค ซึ่งเรียกตนเองว่า Union fait la Nation (UFN)[1] นอกจากนี้ ยังมีนาย Abdoulaye Bio-Tchane อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารแอฟริกาตะวันตกเพื่อการพัฒนา (West African Development Bank หรือ BOAD[2]) ในขณะที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรายอื่น ๆ ยังไม่เป็นที่กล่าวถึงมากนัก 
 
สำหรับการปฏิรูประบบเลือกตั้งนั้น ประธานาธิบดีได้พยายามนำระบบการลงทะเบียนเลือกตั้งด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียก ว่า Liste electorale permanente หรือ LEPI มาใช้ โดยเชื่อว่า จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น การปฏิรูปดังกล่าวถูกต่อต้านจากฝ่ายค้านด้วยการลงคะแนนเสียงคัดค้านในสภา อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่า การลงคะแนนเสียงดังกล่าวไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยและเป็นการใช้อำนาจใน ทางที่ผิดซึ่งจะส่งผลต่อข้อตกลงที่เป็นทางการระหว่างเบนินกับหน่วยงานต่าง ประเทศที่ให้การสนับสนุนทางเทคนิคและการเงิน ที่ผ่านมา เบนินได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นเงิน รวมกว่า 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนโครงการปฏิรูประบบเลือกตั้งของประเทศ 
 
นโยบายต่างประเทศ 
ปัจจุบัน รัฐบาลเบนินมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อาทิ จีน ลิเบีย และบราซิล พร้อมๆ ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ซึ่งมีข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างกัน โดยเฉพาะกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะต่างๆ ในแม่น้ำไนเจอร์ และเมครู (Mekrou) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างเบนินกับไนเจอร์ได้คลี่คลายลงในปี 2548 เมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้เกาะจำนวน 16 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของไนเจอร์ และจำนวน 9 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของเบนิน ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างเบนินกับบูร์กินาฟาโซตามแนวชายแดนความ ยาว 10 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลก โดยในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันไปก่อน 
 
ปัจจุบัน รัฐบาลเบนินมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อาทิ จีน ลิเบีย และอินเดีย พร้อมๆ ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ซึ่งมีข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างกัน โดยเฉพาะกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะต่างๆ ในแม่น้ำไนเจอร์ และเมครู (Mekrou) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างเบนินกับไนเจอร์ได้คลี่คลายลงในปี 2548 เมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้เกาะจำนวน 16 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของไนเจอร์ และจำนวน 9 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของเบนิน ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างเบนินกับบูร์กินาฟาโซตามแนวชายแดนความ ยาว 10 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลก โดยในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันไปก่อน 
 
สำหรับความสัมพันธ์กับไนจีเรียนั้น มีแนวโน้มจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่ไนจีเรียได้เปิดถนนชายแดน 3 สายเพื่อการขนส่งสินค้าจากระหว่างกัน ในเดือนพฤศจิกายน 2547 ทั้งยังได้ยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ สิ่งทอ น้ำ เมล็ดฝ้าย น้ำมันพืช และต้นปาล์มจากเบนิน นอกจากนี้ โครงการ West African Gas Pipeline (WAGP) ที่จะสร้างท่อขนส่งก๊าซจากไนจีเรียมายังเบนิน ซึ่งคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 ก็น่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น 
 
สำหรับบทบาทของเบนินในระดับภูมิภาคนั้น เบนินเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง Economic Community of West African States (ECOWAS) เมื่อปี 2518 เป็นสมาชิกองค์กรเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างภูมิภาคหลายองค์กรในเวที ระหว่างประเทศ เบนินได้รับเลือกเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ดำรงวาระในปี 2547-2549 นอกจากนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2555 ประธานาธิบดี Boni Yayi ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสหภาพแอฟริกา ซึ่งมีวาระ 1 ปี 
 
นอกจากนี้ เบนินยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่พูดภาษาฝรั่งเศส (Francophone) โดยมีความตกลงเรื่องการใช้เงินสกุลเดียวกัน คือ สกุล CFA franc (Franc Zone) และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการเงินในแอฟริกาตะวันตกตามสนธิสัญญาก่อตั้ง Union Economique et Monetaire Ouest-Africaine หรือ UFMOA (Economic and Monetary Union of West Africa) สำหรับมิตรประเทศนอกภูมิภาคแอฟริกานั้น ฝรั่งเศสนับเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ อีกทั้งยังเป็นคู่ค้าสำคัญของเบนินอีกด้วย 
 

 

 

Update กุมภาพันธ์ 2559


Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  3 ตุลาคม 2557

 

  • Pres. Thomas YAYI Boni
  • Prime Min. Pascal KOUPAKI
  • Min. of Agriculture, Livestock, & Fisheries Issa AZIZOU
  • Min. of Civil Service, Labor, & Admin. & Institutional Reform Aboubakar YAYA
  • Min. of Climate Change, Reforestation, & Protection of Natural & Forestry Resources Raphael EDOU
  • Min. of Communications & Information Technologies Jean DANSOU
  • Min. of Culture, Literacy, Artisans, & Tourism Jean-Michel Herve ABIMBOLA
  • Min. of Development, Economic Analysis, & Forecasting Marcel Alain de SOUZA
  • Min. of Economy & Finance Komi KOUTCHE
  • Min. of Energy, Oil & Mining Research, Water, & Development of Renewable Energy Barthelemy KASSA
  • Min. of Environment, Sanitation, Housing, & Urban Affairs Christian SOSSOUHOUNTO
  • Min. for the Evaluation of Public Policies & Privatization Programs Antonin DOSSOU
  • Min. of Family, Social Affairs, National Solidarity, Disabled Persons, & the Elderly Naomie AZARIA
  • Min. of Foreign Affairs, African Integration, Francophonie, & Beninese Diaspora Nassirou ARIFARI BAKO
  • Min. of Health Akoko Dorothee KINDE GAZARD
  • Min. of Industry, Trade, & Small & Medium Business Francoise ASSOGBA
  • Min. of Interior, Public Security, & Religion Simplice Dossou CODJO
  • Min. of Justice, Legislation, & Human Rights, Keeper of the Seals, & Govt. Spokesperson Valentin DJENONTIN-AGOSSOU
  • Min. of Labor, Social Dialogue, & Administrative & Institutional Reform Aboubakar YAYA
  • Min. for the Maritime Economy & Port Infrastructure Rufin NANSOUNON
  • Min. of Maternal & Primary Education Eric Kouagou N'DA
  • Min. of Microfinance, Youth, & Female Employment Marie-Laurence SRANON
  • Min. of National Defense Theophile YAROU
  • Min. of Nursery & Primary Education Eric Kouagou N'DAH
  • Min. of Public Works & Transportation Natonde AKE
  • Min. of Relations With Institutions Gustave SONON
  • Min. of Secondary Education & Vocational Training Alassane Djimba SOUMANOU
  • Min. of Youth, Sports, & Leisure Saliou Idrissou AFFO
  • Min. of State for Higher Education & Scientific Research Francois Adebayo ABIOLA
  • Min. in Charge of Presidential Affairs Issifou KGUI N'DOURO
  • Governor, Central Bank Evariste Sebastien BONOU
  • Ambassador to the US Cyrille Segbe OGUIN
  • Permanent Representative to the UN, New York Jean-Francis Regis ZINSOU

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/BN.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

22.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP รายบุคคล

2,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

5.2% (ค่าประมาณ พ.ศ.2558)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 36.3%
  • ภาคอุตสาหกรรม 13.5%
  • ภาคการบริการ 50.2% (ค่าประมาณ พ.ศ.2558)

อัตราการว่างงาน

ไม่มีข้อมูล

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

0.3% (ค่าประมาณ พ.ศ.2558)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง เผือก ถั่ว ข้าว ฝ้าย น้ำมัน ปาล์ม ถั่งสิลง สัตว์ปีก และโค กระบือ

อุตสาหกรรม

สิ่งทอ บุหรี่ เครื่องดื่ม อาหาร อุปกรณ์การก่อสร้าง และปิโตรเลียม

อัตราการเกิบโตภาคอุตสาหกรรม

3.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

ขาดดุล 937ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ.2558)

มูลค่าการส่งออก

2.047 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ.2558)

สินค้าส่งออก

ฝ้าย น้ำมันดิบ น้ำมันปาล์มโกโก้ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์จากปาล์ม อาหารทะเล

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ

India 24.8%, Gabon 15%, China 7.3%, Niger 6.1%, Bangladesh 5.1%, Nigeria 5%, Vietnam 4.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

2.646 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้านำเข้า

อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สินค้าทุน สินค้าบริโภค

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

China 42.2%, US 8.9%, India 5.7%, Malaysia 4.8%, Thailand 4.3%, France 4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

1 ฟรังค์เซฟา (Franc CFA) เท่ากับ 100 ซังตีมส์ (Centimes)

สัญลักษณ์เงิน

XOF

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนได้ที่นี่)

 

สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไป

เศรษฐกิจของเบนินจัดอยู่ในขั้นปฐมภูมิ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคบริการและภาคการเกษตร โดยมีฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก (ร้อยละ 16.7 ของการส่งออกทั้งหมด) นโยบายเพิ่มความหลากหลายทางผลผลิตทางการเกษตรไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเกษตรการยังคงหวังผลกำไรจากราคาฝ้ายที่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูง ขึ้น การนำเข้าสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (Re-export) คิดเป็นร้อยละ 41.2 ของการส่งออกทั้งหมด หรือร้อยละ 30 ของ GDP นอกจากนี้ยังมีการลักลอบส่งสินค้าออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับไนจีเรีย (กว่าร้อยละ 75 เป็นสินค้าที่นำเข้าผ่านท่าเรือ Cotonou ของเบนินเพื่อส่งต่อไปยังไนจีเรีย) นอกจากนี้ การค้าชายแดนมีความอ่อนไหวสูง พึ่งพาตลาดและนโยบายการค้าของไนจีเรีย เบนินจึงมักได้รับผลกระทบเมื่อไนจีเรียดำเนินนโยบายกีดกันสินค้าข้ามพรมแดนจากเบนิน อาทิ การออกระเบียบด้านการนำเข้าให้เคร่งครัดยิ่งขี้น รวมทั้งการปิดพรมแดน 
  
แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา เบนินยังคงถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เศรษฐกิจของเบนินยังคงพึ่งพาไนจีเรียเป็นอย่างมาก ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันตลอดชายแดนภาคตะวันออก ของเบนิน (773 กิโลเมตร) อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าจากเบนินไปยังไนจีเรียมักได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกัน สินค้าข้ามพรมแดนของไนจีเรีย อาทิ การออกระเบียบที่เคร่งครัด และการปิดพรมแดน นอกจากนี้ เบนินยังต้องพึ่งพาพลังงานจากไนจีเรีย ในปัจจุบันมีโครงการ West African Gas Pipeline (WAGP) ในความร่วมมือระหว่างไนจีเรียและเบนินเพื่อสร้างท่อลำเลียงน้ำมันจาก ไนจีเรียไปยังเบนิน กานา และโตโก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 (แต่เดิมกำหนดไว้ให้แล้วเสร็จในปี 2550) และน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเบนิน และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดีขึ้นในอนาคต 
 
ในปี 2548 กลุ่ม G8 ได้ออกมาตรการปลดหนี้ให้กับเบนินและประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา ซึ่งทำให้สถานการณ์ทางด้านหนี้สินต่างประเทศบรรเทาลงบ้าง แต่รัฐบาลเบนินก็ยังคงต้องแบกรับภาระจากการที่รัฐวิสาหกิจประสบปัญหาขาดทุน และการมีระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลเบนินจึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการปรับโครงสร้างระบบราชการและรัฐ วิสาหกิจต่างๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2534 รัฐบาลเบนินชุดปัจจุบันสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเน้นด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ 
 
รัฐบาลเบนินมุ่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศ โดยเฉพาะในด้านโทรคมนาคม การประปา การไฟฟ้า และการเกษตร ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2544 แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จนัก ปัจจุบัน ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้โครงการก่อสร้างและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคอาจจะ ต้องเลื่อนออกไปก่อน แม้ว่ารัฐบาลจะได้อนุมัติให้บริษัท Bollore ของฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือและสนามบินในเมืองโกโตนู มูลค่ากว่า 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วก็ตาม 
 
ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเบ นิน (มีศักยภาพการผลิตเพียง 120 ล้าน kWh ในขณะที่มีความต้องการบริโภค 595 ล้าน kWh) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของบริษัทผลิตไฟฟ้า SBEE (Societe Beninoise d'energie electrique) ยังคงได้รับแรงต่อต้านจากกลุ่มพนักงานลูกจ้างของบริษัท ในขณะที่ภาคเอกชนยังคงมีความลังเลที่จะเข้ามาดำเนินการรับช่วงต่อเนื่องจาก ปัญหาหนี้ค้างชำระของบริษัท จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะชะลอการแปรรูปบริษัทดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าการ เลือกตั้งครั้งต่อไปจะเสร็จสิ้นลง 
 
นโยบายการเงินของเบนินถูกกำหนดโดยธนาคารกลางแห่งรัฐในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก (Banque centrale des Etats de l'Afrique de l'ouest หรือ BCEAO) ซึ่งมุ่งควบคุมระดับเงินเฟ้อและรักษาการตรึงค่าเงิน CFA franc ไว้กับเงินสกุลยูโร (1 ยูโร เท่ากับ 655.957 CFAfr) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นมา สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น ในขณะที่ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรกำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้ เงินยูโรมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลง ซึ่งก็จะดึงให้ค่าเงินสกุลฟรังก์เซฟาลงลงตามไปด้วย (อัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยปี 2552 คือ 472 ฟรังก์เซฟา เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) 
 
ปัจจุบัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 IMF ได้อนุมัติโครงการเงินกู้ Extended credit facility หรือ ECF[3] ในวงเงิน 109 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเบนินในระยะเวลา 3 ปี โดยในเบื้องต้น IMF ได้อนุมัติเงินกู้ในวงเงิน 15.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ก่อน และได้เรียกร้องให้รัฐบาลเบนินลดการเสียดุลงบประมาณ สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค และเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศโดยเร็ว สำหรับธนาคารโลกนั้น ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือจำนวน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐและเงินกู้ในวงเงิน 229 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและโครงการ สาธารณสุขของเบนิน อย่างไรก็ตาม แผนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของรัฐบาลได้รับการต่อต้านจากประชาชนจำนวนมากที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในบริบทของการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งทั่วไปที่ใกล้เข้ามา 
 
โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของเบนินที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารโลก ได้แก่ การบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน การปรับปรุงระบบสารสนเทศและการส่งเสริม e-business การปรับปรุงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การปรับปรุงเครือข่ายถนนเชื่อมต่อจากเมือง Abidjan ของโกตดิวัวร์ ผ่านกานา โตโก เบนิน ไปสู่เมืองลากอสในไนจีเรีย ซึ่งเป็นเครือข่ายถนนเชื่อมโยงประเทศที่สำคัญที่สุดในแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ เบนินยังได้รับเงินสนับสนุนทั้งในรูปแบบเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากธนาคาร เพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกา (African Development Bank หรือ AfDB) เป็นจำนวนรวมกว่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างถนน Ndali-Nikki-Chicandou บริเวณชายแดนที่ติดต่อกับไนจีเรียด้วย 
 
สำหรับองค์กรอื่น ๆ ที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เบนิน ได้แก่ สหภาพยุโรป และธนาคารแอฟริกาตะวันตกเพื่อการพัฒนา (BOAD) โดยในส่วนก็สหภาพยุโรป เป็นการให้เงินช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและสนับสนุนการผลิตข้าวเพื่อ ทดแทนการนำเข้า (ปริมาณการผลิตข้าวของเบนินเพิ่มมขึ้นจากแต่เดิมมากในปัจจุบัน โดยในปี 2552 เบนินผลิตข้าวได้ประมาณ 1 แสนตัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 4 แสนตัน)
 
รายได้ต่อหัวประมาณ 1,491 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เมื่อปีที่ผ่านมา (2555) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 4.6 อย่างไรก็ดี นักวิชาการวิเคราะห์ว่าเบนินไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากนัก เนื่องจากเบนินเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นสูง 
 

 

ความสัมพันธ์ทั่วไป 
การทูต 
ไทยและ เบนินได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2523 ปัจจุบันไทยได้ปรับเปลี่ยนเขตอาณาให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมเบนิน (จากเดิมที่เคยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต) ส่วนเบนินได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเบนินประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย ปัจจุบัน นาย Sedozan Jean-Claude Apithy ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเบนินประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง ทั้งนี้ เบนินได้แต่งตั้งนายอัมรินทร์ คอมันตร์ ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์เบนินประจำประเทศไทยด้วย 
 
เศรษฐกิจ 
เบนินเป็นลูกค้าข้าวรายใหญ่ของไทยในทวีปแอฟริกา โดยนำเข้าข้าวจากไทยประมาณปีละ 350,000-400,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวนึ่งคุณภาพดี ซึ่งนอกจากใช้บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังส่งไปขายประเทศข้างเคียงด้วย ดังนั้น ไทยอาจจะใช้เบนินเป็นทางผ่านส่งสินค้าไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น ไนจีเรีย ไนเจอร์ และบูร์กินาฟาโซ เป็นต้น
ขณะนี้ การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่ามากพอสมควร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าตลอดมา ในปี 2555 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 221.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 213.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 7.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 206.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปเบนิน ได้แก่ ข้าว ผ้าผืน เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก และปูนซีเมนต์ ส่วนสินค้าไทยที่นำเข้าจากเบนิน ได้แก่ เส้นใยใช้ในการทอ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ธัญพืช และธัญพืชสำเร็จรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า
 
ฝ่ายเบนินได้เสนอที่จะทำความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการซึ่งเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายไทย นอกจากนี้ ยังได้แสดงความสนใจที่จะทำความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนด้วยอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสำหรับการลงทุนในเบนินส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการที่มี
 
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อาทิ สิ่งทอ ยาสูบ ซีเมนต์ เบียร์ การขนส่ง ประกันภัย น้ำตาล และน้ำมันงา เป็นต้น อย่างไรก็ดี การลงทุนของภาคเอกชนไทยคงจะต้องแข่งขันกับประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ ซึ่งได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และแคนาดา นอกจากนั้น ขั้นตอนการขอลงทุนในเบนินค่อนข้างซับซ้อนยุ่งยาก และใช้เวลานาน และมักมีการเรียกเงินกินเปล่าจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อุปสรรคสำคัญสำหรับการลงทุนในเบนินอีกประการหนึ่ง คือ พลังงานที่มีราคาสูง โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากเบนินต้องนำเข้าพลังงานไฟฟ้าบางส่วนจากประเทสเพื่อนบ้าน คือ โตโกและกานา ตลอดจนเบนินยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการลงทุน 
 
การท่องเที่ยว 
ในปี 2552 มีนักท่องเที่ยวชาวเบนินเดินทางมาไทยจำนวน 248 คน 
 
ความร่วมมือทางวิชาการ 
ในระหว่างการเยือนประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม 2534 นาย Theodore Holo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือเบนิน ได้แสดงความสนใจที่จะขยายความร่วมมือกับไทยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในเรื่องโครงการวิจัยข้าว ธุรกิจการเกษตรขนาดเล็กและขนาดกลาง การผลิตวัสดุก่อสร้างและการผลิตเครื่องจักรกลขนาดเล็ก และในระหว่างวันที่ 2-3 เมษายน 2535 เบนินได้เชิญผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมประเทศคู่ภาคีเพื่อการพัฒาเบนิน ที่นครเจนีวา ซึ่งไทยได้มอบหมายคณะทูตถาวรฯ ณ นครเจนีวา ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมด้วย พร้อมกับแจ้งว่า ยินดีให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการหากฝ่ายเบนินขอมา และไทยได้กำหนดให้เบนินเป็นประเทศที่อยู่ในโครงการความช่วยเหลือของไทย (Thai Aid Programme) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษา/ฝึกอบรม และดูงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สาขาการเกษตร สาธารณสุข และการศึกษา
ประธานาธิบดีเบนินได้เคยกล่าวกับเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัตซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมเบนินว่า เบนินสนใจขอความช่วยเหลือจากไทยโดยเฉพาะด้านการปลูกมันสำปะหลังและการแปรรูปมันสำปะหลัง นอกจากนี้ ในโอกาสที่ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ นาย Rogalien Biaou รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบนิน ในระหว่างการประชุม South Summit ที่ประเทศกาตาร์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ฝ่ายเบนินได้แสดงความประทับใจต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย และเห็นว่าสามารถเป็นแบบอย่างสำหรับแอฟริกาได้ ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2548 อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้มอบเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการฝึกอบรมทางวิชาการของสำนักความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศให้นาย Pierre Dossou Ago เอกอัครราชทูตเบนินประจำประเทศไทยถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง นำไปพิจารณา ในโอกาสที่เอกอัครราชทูตฯ เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเดือนธันวาคม 2548
 
 
ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับไทย 
ความตกลงที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดทำ 
ไทยและเบนินกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและ วิชาการ (Agreement on Economics, Scientific and Technical Cooperation) และความตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษ (Agreement on the Exchange of Convicted Offenders) สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษกับไทย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เห็นชอบในหลักการและเชิญให้ฝ่ายเบนินส่งคณะผู้แทนมาเจรจาจัดทำร่างสนธิสัญญาดังกล่าว อนึ่ง ปัจจุบันมีนักโทษชาวเบนินในไทยจำนวน 1 คน ทั้งนี้ ทางรัฐบาลเบนินไม่ประสงค์ที่จะดำเนินเรื่องใดๆ ต่อไป  
 
การเยือนที่สำคัญ 
ฝ่ายไทย 
- ยังไม่เคยมีการเสด็จฯ เยือน หรือการเยือนของผู้แทนระดับสูงของไทยไปยังเบนิน 
 
ฝ่าย เบนิน 
ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
- วันที่ 24-25 ธันวาคม 2534 นาย Theodore Holo รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศและความร่วมมือเบนิน เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ 
 
- วันที่ 8-12 มีนาคม 2537 นาย Yacoubou A. Fassassi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และการท่องเที่ยวเบนิน เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกระทรวงพาณิชย์ 
 

ที่มา: กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,220.67 478,911.68 455,271.89 455,271.89 417,029.28 5.95 0.14 -4.94 -4.94 -8.40
การส่งออก 229,105.66 228,504.89 227,523.51 227,523.51 214,375.14 2.93 -0.26 -0.43 -0.43 -5.78
การนำเข้า 249,115.00 250,406.80 227,748.38 227,748.38 202,654.14 8.89 0.52 -9.05 -9.05 -11.02
ดุลการค้า -20,009.34 -21,901.91 -224.88 -224.88 11,721.01            
ไทย - เบนิน                      
มูลค่าการค้า 221.09 506.10 517.24 517.24 319.24 49.72 128.91 2.20 2.20 -38.28
การส่งออก 213.71 497.69 508.28 508.28 312.41 61.68 132.89 2.13 2.13 -38.54
การนำเข้า 7.38 8.40 8.95 8.95 6.82 -52.33 13.85 6.51 6.51 -23.75
ดุลการค้า 206.32 489.29 499.33 499.33 305.59            

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 ข้าว 189.5 466.8 484.9 484.9 297.9 82.13 146.28 3.89 3.89 -38.58
2 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 1.6 0.3 1.3 1.3 2.1 41.09 -81.02 328.51 328.51 54.82
3 ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ 0.7 1.0 2.8 2.8 1.1 34.68 50.62 175.55 175.55 -60.38
4 ผลิตภัณฑ์ยาง 2.6 1.9 0.3 0.3 1.1 13.31 -25.91 -82.43 -82.43 213.39
5 ผลิตภัณฑ์พลาสติก 1.1 1.5 1.0 1.0 1.0 16.01 27.59 -31.83 -31.83 3.07
6 ผ้าผืน 7.6 10.6 6.7 6.7 0.8 -31.03 40.44 -36.69 -36.69 -88.85
7 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 0.3 0.6 0.2 0.2 0.6 11.99 89.56 -71.12 -71.12 260.08
8 หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ 0.8 1.4 1.0 1.0 0.4 -51.06 76.58 -31.41 -31.41 -58.92
9 เม็ดพลาสติก 0.1 0.1 0.1 0.1 0.4 -60.03 -12.79 -8.44 -8.44 406.94
10 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 0.3 0.7 0.1 0.1 0.4 22.32 160.20 -81.94 -81.94 192.88
รวม 10 รายการ 204.6 484.9 498.5 498.5 305.6 67.28 136.98 2.80 2.80 -38.69
อื่นๆ 9.1 12.8 9.8 9.8 6.8 -7.92 40.72 -23.24 -23.24 -30.55
รวมทั้งสิ้น 213.7 497.7 508.3 508.3 312.4 61.68 132.89 2.13 2.13 -38.54
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : เหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 ด้ายและเส้นใย 4,091,774.4 6,153,275.2 5,672,756.7 5,672,756.7 6,763,825.9 -64.35 50.38 -7.81 -7.81 19.23
2 ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ - 24,863.2 11,101.7 11,101.7 32,315.8 - - -55.35 -55.35 191.09
3 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 844,535.7 641,240.9 180,142.1 180,142.1 27,809.2 106.35 -24.07 -71.91 -71.91 -84.56
4 สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธ์ - - - - 562.3 - - - - -
5 ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก 219.3 130.1 52.7 52.7 147.4 92.43 -40.68 -59.50 -59.50 179.76
6 สิ่งพิมพ์ 531.3 345.9 245.2 245.2 144.9 258.53 -34.90 -29.12 -29.12 -40.91
7 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 13.8 - - - 27.0 -87.61 - - - -
8 ผ้าผืน 500.5 172.0 276.8 276.8 16.3 -19.77 -65.63 60.89 60.89 -94.09
9 เสื้อผ้าสำเร็จรูป - - 49.9 49.9 15.2 - - - - -69.47
10 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 37.1 - - - 10.5 - - - - -
รวม 10 รายการ 4,937,612.1 6,820,027.2 5,864,624.9 5,864,624.9 6,824,874.5 -58.46 38.12 -14.01 -14.01 16.37
อื่นๆ 2,444,227.2 1,584,090.9 3,086,395.0 3,086,395.0 10.2 -32.05 -35.19 94.84 94.84 -100.00
รวมทั้งสิ้น 7,381,839.4 8,404,118.2 8,951,019.9 8,951,019.9 6,824,884.7 -52.32 13.85 6.51 6.51 -23.75
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

JoomSpirit