สาธารณรัฐมอริเชียส

mauritius1 mauritius2
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)

 

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐมอริเชียส หรือ Republic of Mauritius

ที่ตั้ง

เป็นประเทศเกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากฝั่ง ตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกาประมาณ 2,400 กิโลเมตร และห่างจากประเทศมาดากัสการ์ประมาณ 800 กิโลเมตร ละติจูดที่ 20 17 องศาใต้ ลองติจูดที่ 57 33 องศาตะวันออก

พื้นที่

2,040 ตารางกิโลเมตร รวมเกาะเล็กๆ อีก 3 เกาะ เข้าด้วยกัน คือ เกาะ Agalega เกาะ Cargados Carajos Shoals (Saint Brandon) และเกาะ Rodrigues มีแนวชายฝั่งยาว 177 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

ที่ราบชายฝั่งขนาดเล็กค่อยๆ ชันขึ้นเป็นภูเขาล้อมรอบที่ราบตอนกลาง

สภาพภูมิอากาศ

อากาศเขตร้อน มีลมการค้าตะวันออกเฉียงใต้พัดผ่าน ฤดูหนาวอากาศแห้งแล้ง (เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน) ช่วงฤดูร้อนอากาศร้อน ชื้น และมีฝนตก (พฤศจิกายน-พฤษภาคม)

ทรัพยากรธรรมชาติ

พื้นที่เพาะปลูก ปลา

ภัยธรรมชาติ

พายุไซโคลน (เดือนพฤศจิกายน-เมษายน)

จำนวนประชากร

1,339,827 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏคมคม พ.ศ. 2558)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.64% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สัญชาติ

Mauritian (s)

เชื้อชาติ

คนเชื้อสายอินเดีย 68% ชนพื้นเมืองชาวคริโอล (Creole) 27% คนเชื้อสายจีน 3% และเชื้อสายฝรั่งเศส 2%

ศาสนา

ฮินดู 48.5% โรมันคาทอลิก 26.3% มุสลิม 17.3% คริสต์นิกายอื่นๆ 6.4% อื่นๆ 0.6% ไม่มีศาสนา 0.7% ที่ระบุไม่ได้ 0.1%

ภาษา

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ นอกจากนี้ ยังมีภาษาคริโอล ฝรั่งเศส ฮินดี อูรดู ฮักกา และโบจปูรี (Bhojpoori)

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงเกาะมอริเชียสได้แก่ชาวโปรตุเกส ซึ่งเดินทางเข้ามาในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1598 นักแล่นเรือชาวเนเธอร์แลนด์ได้เดินทางมาถึงเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งในมหาสมุทรอินเดียและได้ตั้งชื่อว่ามอริเชียส(Mauritius) ตามชื่อของ Prince Maurice de Nassau ประมุขของพวกตน ชาวเนเธอร์แลนด์จึงเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากในเกาะแห่งนี้ และเป็นผู้นำอ้อยเข้ามาปลูกในมอริเชียสก่อนที่จะย้ายออกไปเมื่อปี ค.ศ. 1710 และอีก 5 ปีต่อมา บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส (French East India Company) ได้เข้ามายึดครองเกาะมอริเชียสพร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น "Isle de France" ต่อมาได้สถาปนา Port Louis (ตั้งชื่อตามพระนามของพระเจ้า Louis ที่ 15) เป็นเมืองหลวงของมอริเชียส การค้าได้เจริญเติบโตขึ้นตั้งแต่นั้นมา โดยมอริเชียสสามารถจัดส่งน้ำตาลและเหล้ารัม (rum) ให้แก่เกาะรอบ ๆ และเรือที่มาเยือนได้อย่างเพียงพอ ในปี ค.ศ. 1810 อังกฤษได้เข้าครอบครองมอริเชียสต่อจากฝรั่งเศส และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามสนธิสัญญาปารีส (The Treaty of Paris) เมื่อปี ค.ศ. 1814 เพื่อเป็นการยืนยันการครอบครองมอริเชียสของอังกฤษอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1868 ซึ่งถือว่าเป็นวันชาติมอริเชียสในปัจจุบัน มอริเชียสได้รับเอกราชและเข้าเป็นสมาชิกของเครือจักรภพอังกฤษเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1968 โดยมีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ เป็นองค์ประมุขและมีผู้สำเร็จราชการ (Governor - General) เป็นผู้แทนพระองค์ประจำอยู่ที่มอริเชียส โดยกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐแทน มอริเชียสเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1992 โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ

มอริเชียสเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญต่าง ๆ เช่น สหประชาชาติ สหภาพ
แอฟริกา (African Union - AU) ตลาดร่วมแอฟริกาตะวันออกและใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa - COMESA) ประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC) คณะกรรมาธิการร่วมมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Commission - IOC) และมอริเชียสเป็นประเทศหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มให้มีการก่อตั้งสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim - Association for Regional Cooperation IOR - ARC) ซึ่งมุ่งที่จะส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคในบรรดาประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในมอริเชียส โดย Sir Anerood Jugnauth ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมอริเชียส เพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและประมุขแห่งรัฐคนใหม่ของมอริเชียส ในวันที่ 7 ตุลาคม 2546 สืบต่อจากนาย Karl Offman ทั้งนี้ นาย Paul Berenger รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำรัฐบาลแทน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวในมอริเชียส เป็นความตกลงระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 ซึ่ง Sir Anerood Jugnauth หัวหน้าพรรค Mauritian Socialist Movement (MSM) ได้ตกลงไว้ว่าจะสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้แก่ นาย Paul Berenger รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค Mauritian Militant Movement (MMM) เมื่อเหลือระยะเวลาการบริหารประเทศอีก 2 ปี การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการเมืองครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของมอริเชียสที่มีการถ่ายโอนอำนาจการบริหารประเทศระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

เมื่อเดือนเมษายน 2548 นาย Paul Berenger นายกรัฐมนตรีมอริเชียสได้ประกาศยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้าน Social Alliance ชนะการเลือกตั้ง ได้ที่นั่ง 38 ที่นั่งจาก 62 ที่นั่งในรัฐสภา ส่งผลให้นายแพทย์ Navinchandra Ramgoolam ผู้นำพรรค Social Alliance ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมอริเชียสระหว่างปี 2538-2543 ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีมอริเชียสคนใหม่

การเมืองภายในมอริเชียสไม่มีลักษณะที่พรรคการเมืองใดผูกขาดอำนาจทางการเมืองเป็นเวลานาน นอกจากนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ ในมอริเชียสต่างมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เหมือนกัน คือ การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางทุนนิยม ความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ทำให้มอริเชียสมีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแรง ทั้งนี้ รัฐบาลมอริเชียสมีเป้าประสงค์ที่จะพัฒนาประเทศตามรูปแบบของประเทศสิงคโปร์ อาทิ การพัฒนาท่าเรือเสรี การบริการด้านเงินกู้ต่างประเทศ (offshore banking financial service) การพัฒนาฐานการผลิต และการปรับปรุงอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศให้ทันสมัย

 

รูปแบบการปกครอง

สาธารณรัฐ (Republic) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข แห่งรัฐ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภา (National Assembly) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

เมืองหลวง

กรุงพอร์ตหลุยส์ (Port Louis)

การแบ่งเขตการปกครอง

9 เขต (districts) และ 3 เขตในอาณัติ (dependencies) ได้แก่ (1.) Black River (2.) Flacq (3.) Grand Port (4.) Moka (5.) Pamplemousses (6) Plaines Wilhems (7.) Port Louis (8.) Riviere du Rempart (9.) Savanne
3 เขตในอาณัติ ได้แก่ (1.) Agalega Islands (2.) Cargados Carajos Shoals (3.) Rodrigues

วันที่ได้รับเอกราช

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968)

รัฐธรรมนูญ

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) แก้ไขปรับปรุงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)

ระบบกฎหมาย

มีรากฐานมาจากประมวลกฎหมายของฝรั่งเศส (French Civil Law System) ประกอบกับกฎหมายจารีตประเพณีอังกฤษ (English Common Law) ในบางกรณี ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) โดยมีการสงวนสิทธิ์บางประการ

ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภา (National Assembly) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐบาลตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี การเลือกตั้งครั้งต่อไปมีขึ้นในปี 2013
ฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบสภาเดียว (Unicameral National Assembly) สมาชิก 70 ที่นั่ง 62 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้ง 8 ที่นั่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้เป็นตัวแทนชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2010
ฝ่ายตุลาการ ระบบศาลฎีกา (Supreme Court)

mauritius-political-map

 

การเมืองการปกครอง
มอริเชียสปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐสภา เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล คณะรัฐมนตรีมาจากการเสนอชื่อของนายกรัฐมนตรีและได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 70 ที่นั่ง ในจำนวนนี้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน 62 ที่นั่ง และแต่งตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 8 ที่นั่งเพื่อให้มีผู้แทนจากทุกกลุ่มเชื้อชาติในสภาผู้แทนราษฎร มีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2553) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุดเพียงศาลเดียว 
 
ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงเกาะมอริเชียสในศตวรรษที่ 16 ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ชาวดัตช์ได้เดินทางมาตั้งรกรากและตั้งชื่อเกาะว่า “มอริเชียส” เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าชาย Maurits van Nassau ในปี 2258 (ค.ศ.1715) ฝรั่งเศสเข้าควบคุมเกาะมอริเชียสและพัฒนาเป็นฐานทัพเรือ เพื่อดูแลการค้าของตนในมหาสมุทรอินเดีย ทำไร่อ้อย ผลิตน้ำตาลและเหล้ารัม และสถาปนากรุงพอร์ตหลุยส์ (Port Louis) (ตั้งชื่อตามพระนามของพระเจ้า Louis ที่ 15) เป็นเมืองหลวงของมอริเชียส 
 
ในปี 2353 (ค.ศ. 1810) เกิดสงคราม Napoleonic Wars อังกฤษจึงเข้ายึดครองมอริเชียสจากฝรั่งเศส และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสนธิสัญญาปารีส (The Treaty of Paris) เมื่อปี 2357 (ค.ศ.1814) เพื่อยืนยันการครอบครองมอริเชียสของอังกฤษอย่างสมบูรณ์ อังกฤษได้นำแรงงานชาวอินเดียเป็นจำนวนมากมาทำงานในไร่อ้อย ซึ่งชาวอินเดียเหล่านี้ได้ตั้งรกรากในมอริเชียส และกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน มอริเชียสเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ฐานทัพเรือ และฐานทัพอากาศที่สำคัญของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มอริเชียสได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2511 (ค.ศ.1968) 
 
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในมอริเชียส โดยนายอนีรูท จักนาอุท (Sir Anerood Jugnauth) ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมอริเชียส เพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและประมุขแห่งรัฐคนใหม่ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2546 สืบต่อจากนายคาร์ล ออฟแมน (Karl Offman) และนายพอล เบเรนเจอร์ (Paul Berenger) รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าว เป็นความตกลงระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 ซึ่งนายจักนาอุท หัวหน้าพรรค Mauritian Socialist Movement (MSM) ได้ตกลงไว้ว่าจะสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้แก่นายเบเรนเจอร์ หัวหน้าพรรค Mauritian Militant Movement (MMM) เมื่อเหลือระยะเวลาการบริหารประเทศอีก 2 ปี การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการเมืองครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของมอริเชียสที่มีการถ่ายโอนอำนาจการบริหารประเทศระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล 
 
หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ประมาณ 2 ปี นายเบเรนเจอร์ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้าน Social Alliance ชนะการเลือกตั้ง ได้ที่นั่ง 38 ที่นั่งจาก 62 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้นายนาวินจันดรา ลัมกูแลม (Navinchandra Ramgoolam) ผู้นำพรรค Alliance Sociale (AS) ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมอริเชียสระหว่างปี 2538-2543 ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีมอริเชียสคนใหม่ 
 
มอริเชียสมีระบบการเมืองแบบหลายพรรคการเมือง แต่ไม่มีความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง และไม่มีพรรคการเมืองใดผูกขาดอำนาจทางการเมืองเป็นเวลานาน พรรคการเมืองต่างๆ ในมอริเชียสล้วนมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เหมือนกันคือ การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางทุนนิยม ปัจจุบัน มอริเชียสมีระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มั่นคง มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องตามวาระ และมีมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่ดี ทำให้มอริเชียสมีบรรยากาศที่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ และส่งผลให้มอริเชียสมีรายได้ประชาติต่อหัวสูงที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา (สูงกว่าไทย) 
 
นโยบายต่างประเทศ 
นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลมอริเชียสมีนโยบายกระชับความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกเพื่อผลประโยชน์ด้านการลงทุนจากต่างชาติ และการรักษาตลาดส่งออก มอริเชียสมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับอินเดีย มอริเชียสและอินเดียมีกลไกการค้าทวิภาคีที่เข้มแข็งทำให้ปัจจุบันการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศมีปริมาณสูง อินเดียและมอริเชียสมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้มอริเชียสสามารถส่งออกน้ำตาลและสิ่งทอจำนวนมากเข้าไปยังตลาดอินเดียได้โดยปลอดภาษี 
 
มอริเชียสเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญต่างๆ เช่น สหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา (African Union - AU) ตลาดร่วมแอฟริกาตะวันออกและใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa - COMESA) ประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC) คณะกรรมาธิการร่วมมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Commission - IOC) และเป็นหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มให้มีการก่อตั้งสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation - IOR–ARC) นอกจากนี้ มอริเชียสเคยดำรงตำแหน่งประธานประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC) ระหว่างปี 2547-2549 มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี 
 
มอริเชียสได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิก Committee on Elimination of Discrimination Against Women (CEDAW) ภายใต้สหประชาชาติ วาระปี ค.ศ.2011-2014 เป็นวาระที่สองติดต่อกัน
 

 

Update มกราคม 2559

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ​ วันที่  15 มิถุนายน 2559

 

  • Pres.
    Ameenah GURIB-FAKIM
  • Prime Min.
    Anerood JUGNAUTH , Sir
  • Vice President
    Monique OHSAN-BELLEPEAU
  • Dep. Prime Min.
    Charles Gaetan Xavier-Luc DUVAL
  • Dep. Prime Min.
    Ivan COLLENDAVELLOO
  • Min. of Agro-Industry & Food Security
    Mahen SEERUTTUN
  • Min. of Arts & Culture
    Dan BABOO
  • Min. of Civil Service
    Marie Roland Alain WONG YEN CHEONG
  • Min. of Commerce, Enterprises, & Cooperatives
    Sunil BHOLAH
  • Min. of Education, Tertiary Education, & Scientific Research
    Leela Devi DOOKUN-LUCHOOMUN
  • Min. of Energy & Public Utilities
    Ivan COLLENDAVELLOO
  • Min. of Environment, National Emergency Center, & Beach Authority
    Jayeshwur Raj DAYAL
  • Min. of Finance & Economic Development
    Pravind JUGNAUTH
  • Min. of Financial Services, Good Governance, & Institutional Reforms
    Sudarshan BHADAIN
  • Min. of Foreign Affairs, Regional Integration, & Intl. Trade
    Seetanah Vishnu LUTCHMEENARAIDOO
  • Min. of Gender Equality, Child Development, & Family Welfare
    Aurore PERRAUD
  • Min. of Health & Quality of Life
    Anil GAYAN
  • Min. of Home Affairs
    Anerood JUGNAUTH , Sir
  • Min. of Housing & Lands
    Showkutally SOODHUN
  • Min. of Industry, Commerce, & Consumer Protection
    Ashit GUNGAH
  • Min. of Labor, Industrial Relations, Employment, & Training
    Soodesh Satkam CALLICHURN
  • Min. of Local Govt.
    Anwar HUSNOO
  • Min. of the Ocean Economy, Marine Resources, Fisheries, Shipping, & the Outer Islands
    Premdut KOONJOO
  • Min. of Public Infrastructure & Transportation
    Nandocoomar BODHA
  • Min. for Rodrigues Island
    Anerood JUGNAUTH , Sir
  • Min. of Social Integration & Economic Empowerment
    Prithvirajsing ROOPUN
  • Min. of Social Security, National Solidarity, & Reform Institutions
    Fazila DAUREEAWOO
  • Min. of Technology, Communication, & Innovation
    Joseph Noel Etienne Ghislain SINATAMBOU
  • Min. of Tourism & External Communication
    Charles Gaetan Xavier-Luc DUVAL
  • Min. of Youth & Sports
    Yogida SAWMINADEN
  • Attorney Gen.
    Ravi YERRIGADOO
  • Governor, Central Bank
    Ramesh Basant ROI
  • Ambassador to the US
    Sooroojdev PHOKEER
  • Permanent Representative to the UN, New York
     Jagdish KOONJUL

ที่่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/MP.html

 

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

24.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP รายบุคคล

19,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

3.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 4.5%
  • ภาคอุตสาหกรรม 21.7%
  • ภาคการบริการ 73.8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการว่างงาน

7.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

1.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ผลผลิตทางการเกษตร

อ้อย ชา ข้าวโพด มันฝรั่ง เมล็ดพืชประเภทถั่ว ปศุสัตว์ แพะ

อุตสาหกรรม

แปรรูปอาหาร (ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานน้ำตาล) สิ่งทอ เสื้อผ้า ทำเหมือง เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก อุปกรณ์การขนส่ง เครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องไฟฟ้า การท่องเที่ยว

อัตราการเกิบโตภาคอุตสาหกรรม

0.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

ขาดดุล 590 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการส่งออก

2.826 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้าส่งออก

น้ำตาล กากน้ำตาล เสื้อผ้าและสิ่งทอ ดอกไม้ตัด 

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ

UK 13.2%, UAE 12.4%, France 11.9%, US 10.7%, South Africa 8.6%, Madagascar 6.5%, Italy 5.4%, Spain 4.4%  (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

4.573 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้านำเข้า

สินค้าอุตสาหกรรม เครื่องประกอบการพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์ อาหาร น้ำมัน และผลิตภัณฑ์เคมี

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

India 18.7%, China 17.8%, France 7.1%, South Africa 6.5%, Vietnam 4.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

มอริเชียสรูปี (Mauritian rupee - MUR)

สัญลักษณ์เงิน

MUR

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนได้ที่นี่)

 

สภาพเศรษฐกิจ

ตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2511 มอริเชียสได้พัฒนาจากประเทศที่มีรายได้ต่ำ และเน้นเกษตรกรรม เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจหลากหลาย และมีรายได้ปานกลาง โดยภาคอุตสาหกรรม การเงิน และการท่องเที่ยวมีการเจริญเติบโต และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 6 เป็นส่วนใหญ่ ความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจจะเห็นได้จากการเฉลี่ยรายได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น อัตราการตายของทารกต่ำลง และโครงสร้างพื้นฐานที่มีการปรับปรุงขึ้นอย่างมาก พื้นที่ประมาณร้อยละ 90 ใช้ในการปลูกอ้อย ซึ่งเป็นรายได้จากการส่งออกถึงร้อยละ 25

ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญของประเทศซึ่งมุ่งไปที่การลงทุนจากต่างประเทศ เป็นการช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งส่งผลให้มอริเชียสมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจล้ำหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในทวีปแอฟริกา โดยมอริเชียสสามารถดึงดูดบริษัทต่างชาติกว่า 9,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งค้าขายกับอินเดียและแอฟริกาใต้ และการลงทุนเฉพาะในภาคธนาคารอย่างเดียวสูงถึงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในขณะนี้ มีธุรกิจให้บริการด้านการเงินจากต่างประเทศประมาณ 18,000 บริษัท เปิดกิจการอยู่ในมอริเชียส และจากการที่มอริเชียสมีภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอที่แข็งแกร่งและการบริหารการเงินที่ดี ทำให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากพระราชบัญญัติ Africa Growth and Opportunity Act (AGOA) ของสหรัฐฯ

รัฐบาลมอริเชียสมีเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศตามรูปแบบของประเทศสิงคโปร์ โดยเฉพาะการเป็นเมืองท่า และการเป็น Gateway สู่การค้าในภูมิภาค มีนโยบายด้านการพัฒนาท่าเรือเสรี การบริการด้านเงินกู้ต่างประเทศ (offshore banking financial service) การปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศให้ทันสมัย 
 
เศรษฐกิจของมอริเชียสมีความหลากหลาย อุตสาหกรรมหลักที่นำรายได้เข้าประเทศได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำตาล สิ่งทอ ท่องเที่ยว และการให้บริการทางการเงิน มอริเชียสได้รับประโยชน์จาก Africa Growth and Opportunity Act (AGOA) ในการทำการค้ากับสหรัฐฯ นอกจากนี้ รัฐบาลสนับสนุนการพัฒนาภาคธุรกิจใหม่ เช่น การแปรรูปปลา ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น 
 
เมื่อปี 2546 รัฐบาลริเริ่มโครงการที่จะพัฒนากรุงพอร์ตหลุยส์ให้เป็น Cyber City (หรือ Silicon Valley กล่าวคือเมืองที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (2546 – 2551) โดยได้ก่อสร้างตึกประมาณ 15 หลัง และหวังให้นักลงทุนธุรกิจด้าน IT จากต่างชาติมาลงทุนใน Cyber City แห่งนี้ อย่างไรก็ตาม โครงการ Cyber City ยังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากการก่อสร้างตึกต่างๆนั้นเป็นเพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ การพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง อนึ่ง มอริเซียสมีจุดอ่อนคือเป็นประเทศเกาะ ไม่มีพรมแดนติดกับประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาที่เป็นแหล่งรวมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรายใหญ่อย่าง อียิปต์ หรือ ไนจีเรีย 
 
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของมอริเชียสในปัจจุบันชะลอตัว เนื่องจากปัจจัยหลายประการ อาทิ สภาพอากาศที่แปรปรวน ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำ และการหดตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป 
 
ปัจจุบัน มีบริษัทต่างชาติลงทุนอยู่ในมอริเชียสกว่า 32,000 บริษัท โดยส่วนมากใช้มอริเชียสเป็นฐานเพื่อทำธุรกิจกับประเทศอินเดีย แอฟริกาใต้ และจีน
 

 

 

ความสัมพันธ์ทั่วไป 
การทูต 
ไทยกับมอริเชียสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2522 โดยไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมมอริเชียส เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐมอริเชียสคนปัจจุบันคือ นายนนทศิริ บุรณศิริ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงพริทอเรีย และแต่งตั้งนายแอนดริว เซก ซูม (Andrew Sek Sum) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำมอริเชียส ส่วนฝ่ายมอริเชียสมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตมอริเชียสประจำมาเลเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตมอริเชียสประจำประเทศไทยคนปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการแต่งตั้งจากรัฐบาลมอริเชียส 
 
เศรษฐกิจ 
การค้า 
ในปี 2554 ไทยและมอริเชียสมีมูลค่าการค้ารวม 97.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 90.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 6.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 84.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปมอริเชียส อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ผ้าผืน ของเบ็ดเตล็ดทำด้วยโลหะสามัญ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์  ข้าว น้ำตาลทราย เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เส้นใยประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์เซรามิก ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ด้ายเส้นใยประดิษฐ์ เป็นต้น สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากมอริเชียสได้แก่ สัตว์น้ำสดแช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่ง เยื่อกระดาษ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป อนึ่ง การแข่งขันทางการตลาดในมอริเชียสมีสูง เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าราคาต่ำมากกว่าสินค้าคุณภาพ ดังนั้น สินค้าจากจีนและอินเดีย ซึ่งมีราคาถูก กำลังครองตลาดส่วนใหญ่ 
 
การลงทุน 
ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน อุปสรรคสำคัญเนื่องจากมอริเซียสเป็นตลาดขนาดเล็ก มีประชากรเพียง 1 ล้านคนเศษ และมีที่ตั้งโดดเดี่ยว ไม่มีชายแดนติดกับประเทศอื่น จึงทำให้โอกาสในการขยายตลาดเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ยังอาจมีปัจจัยในด้านระยะทางที่ห่างไกลระหว่างไทย-มอริเชียสด้วย 
 
การท่องเที่ยว 
ในปี 2553 มีชาวมอริเชียสเดินทางมาไทย 4,220 คน และมีคนไทยอยู่ในมอริเชียสประมาณ 15-20 คน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพแม่บ้านและกิจการร้านอาหาร 
 
ความร่วมมือทางวิชาการ 
มอริเชียสเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ภายใต้โครงการรับทุนฝึกอบรมหลักสูตรนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course – AITC) จากไทย นับตั้งแต่ปี 2543 โดยเน้นด้านการเกษตร การจัดการด้านการท่องเที่ยว และการจัดการด้านการศึกษา 
 
ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ 
ไทยกับมอริเชียสแลกเสียงสนับสนุนระหว่างการสมัครสมาชิก International Law Commission (ILC) วาระปี ค.ศ. 2012-2016 ของไทยกับการสมัครสมาชิก Committee against Torture (CAT) วาระปี ค.ศ. 2012-2015 ของมอริเชียส   
 
การเยือนที่สำคัญ 
ฝ่ายไทย 
นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง 
- ปี 2511 ไทยเคยส่งผู้แทนพิเศษไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองเอกราชของมอริเชียส (แต่ในขณะนั้น ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน 
- วันที่ 25–29 พฤศจิกายน 2528 ร้อยตรีประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนมอริเชียส            
- วันที่ 21–24 สิงหาคม 2540 นายประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนมอริเชียส 
- วันที่ 17-25 กันยายน 2545 นายประชา คุณะเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษนำคณะภาครัฐและเอกชน เยือนมาดากัสการ์และมอริเชียส 
 
ฝ่ายมอริเชียส 
ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี 
- วันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2534 นายอนีรูท จักนาอุท (Anerood Jugnauth) นายกรัฐมนตรีมอริเชียสเยือนไทยเป็นการส่วนตัว 
- วันที่ 30 กันยายน - 2 ตุลาคม 2540 นายวาซง บันวารี (Vasant Bunwaree) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอริเชียส และคณะ เยือนไทย 
- วันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2542 นายราจเคซวูร์ ไคแรช เพอรีแอก (Rajkeswur Kailash Purryag) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้ามอริเชียส เยือนไทย 
- วันที่ 21-24 กรกฎาคม 2547 นายจอร์จ ปิแอร์ เลโยการ์ด (Georges Pierre Lesjongard) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงบ้านและที่ดิน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หัตถกรรมและธุรกิจขนาดเล็กอื่นๆ (Housing and Lands, Small and Medium Enterprises, Handicraft, and the Informal Sector) ของมอริเชียส เยือนไทย (นำคณะนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของภาครัฐ จัดงาน Thai-Mauritian Business Forum ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) 
- วันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2547 นายอานิล คูมาร์ซิง กายัน (Anil Kumarsingh Gayan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและสันทนาการ เยือนไทย (เข้าร่วมการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีในหัวข้อ “ทางเลือกเพื่อการพัฒนา: เศรษฐกิจพอเพียง”) 
- วันที่ 28 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2551 นายคาร์ล ออกุส ออฟมาน (Karl Auguste Offmann) อดีตรองประธานาธิบดีมอริเชียสพร้อมภริยา เยือนไทยเป็นการส่วนตัว 
- วันที่ 27 มีนาคม – 1 เมษายน 2553 นายราจเคซวูร์ ไคแรช เพอรีแอก (Rajkeswur Kailash Purryag) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และคณะ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 122 ที่กรุงเทพฯ
 
ความตกลงและความร่วมมือ
 
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับ The Financial Inteeligence Unit ของมอริเชียส
วันที่ลงนาม 28 ตุลาคม 2547
- ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐมอริเชียสเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน 
วันที่ลงนาม 01 ตุลาคม 2540
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 

 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,220.67 478,911.68 455,271.89 455,271.89 417,029.28 5.95 0.14 -4.94 -4.94 -8.40
การส่งออก 229,105.66 228,504.89 227,523.51 227,523.51 214,375.14 2.93 -0.26 -0.43 -0.43 -5.78
การนำเข้า 249,115.00 250,406.80 227,748.38 227,748.38 202,654.14 8.89 0.52 -9.05 -9.05 -11.02
ดุลการค้า -20,009.34 -21,901.91 -224.88 -224.88 11,721.01            
ไทย - มอริเชียส                      
มูลค่าการค้า 97.67 100.60 99.83 99.83 84.87 -5.22 3.00 -0.76 -0.76 -14.99
การส่งออก 89.14 92.67 95.48 95.48 80.29 -7.21 3.95 3.03 3.03 -15.91
การนำเข้า 8.52 7.93 4.36 4.36 4.58 22.24 -6.92 -45.09 -45.09 5.19
ดุลการค้า 80.62 84.73 91.12 91.12 75.71            
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 5.2 8.7 14.0 14.0 17.4 46.63 68.40 60.85 60.85 23.93
2 เม็ดพลาสติก 13.0 11.0 9.7 9.7 8.1 8.88 -14.95 -12.26 -12.26 -16.88
3 น้ำตาลทราย 9.2 14.4 9.0 9.0 6.8 11.94 56.82 -37.61 -37.61 -24.17
4 ของเบ็ดเตล็ดทำด้วยโลหะสามัญ 6.6 6.3 7.9 7.9 6.7 -8.76 -5.48 25.96 25.96 -15.14
5 กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 3.8 4.5 5.9 5.9 5.4 21.52 18.96 31.17 31.17 -9.63
6 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 4.9 4.3 5.0 5.0 3.1 -21.11 -13.54 16.54 16.54 -37.39
7 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 1.7 1.7 1.8 1.8 2.2 -14.47 1.62 7.89 7.89 19.73
8 เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วน 1.6 2.1 1.8 1.8 2.1 51.37 32.49 -12.43 -12.43 13.05
9 เครื่องนุ่งห่ม 2.4 2.6 2.1 2.1 2.0 32.59 8.52 -20.54 -20.54 -1.53
10 ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ 2.3 1.8 1.8 1.8 2.0 -14.69 -21.85 -0.23 -0.23 11.76
รวม 10 รายการ 50.6 57.3 59.0 59.0 55.7 5.99 13.34 2.85 2.85 -5.57
อื่นๆ 38.6 35.3 36.5 36.5 24.6 -20.24 -8.35 3.33 3.33 -32.61
รวมทั้งสิ้น 89.1 92.7 95.5 95.5 80.3 -7.21 3.95 3.03 3.03 -15.91

 

 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : เหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่ง 3,317,755.5 4,095,859.8 1,696,874.4 1,696,874.4 2,112,610.4 27.65 23.45 -58.57 -58.57 24.50
2 เสื้อผ้าสำเร็จรูป 1,318,441.8 1,370,025.8 1,166,353.6 1,166,353.6 747,324.0 35.07 3.91 -14.87 -14.87 -35.93
3 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 299,956.3 774,431.0 655,015.7 655,015.7 400,093.8 968.35 158.18 -15.42 -15.42 -38.92
4 ด้ายและเส้นใย - 136.2 23.4 23.4 382,749.3 - - -82.79 -82.79 1,633,277.34
5 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 335,217.7 318,361.1 283,805.0 283,805.0 274,564.4 -55.61 -5.03 -10.85 -10.85 -3.26
6 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 1,572,773.6 280,543.3 47,691.3 47,691.3 215,580.5 -0.39 -82.16 -83.00 -83.00 352.03
7 เครื่องประดับอัญมณี 13,729.1 12,081.5 82,032.6 82,032.6 112,757.0 -34.86 -12.00 578.99 578.99 37.45
8 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 62,627.3 50,822.0 70,842.6 70,842.6 110,726.7 230.05 -18.85 39.39 39.39 56.30
9 เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ 1,154,346.2 423,494.8 - - 106,348.3 124.19 -63.31 - - -
10 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 98,050.7 196,351.7 33,483.3 33,483.3 62,239.0 65.40 100.26 -82.95 -82.95 85.88
รวม 10 รายการ 8,172,898.3 7,522,107.0 4,036,121.9 4,036,121.9 4,524,993.4 24.75 -7.96 -46.34 -46.34 12.11
อื่นๆ 350,133.3 411,239.3 320,095.3 320,095.3 57,161.9 -16.77 17.45 -22.16 -22.16 -82.14
รวมทั้งสิ้น 8,523,031.6 7,933,346.4 4,356,217.2 4,356,217.2 4,582,155.3 22.24 -6.92 -45.09 -45.09 5.19

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร 

 

ที่อยู่

The Embassy of the Republic of Mauritius

17th Floor West Block,
Wisma Selangor Dredging,
Jalan Ampang, 50450 Kuala Lumpur,
Malaysia

Tel: (603) 2163-6301, 2163-6306

Fax: (603) 2163-6294

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

 

JoomSpirit