สาธารณรัฐตูนีเซีย

Tunisia1 tunisiac
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)


tunisia3
ที่มา: CIA - The World Factbook
 
tunisia6
ที่มา:  CIA - The World Factbook
 
tunisia-political-map
ที่มา : mapsofworld.com


ชื่ออย่างเป็นทางการ

ตูนิเซีย หรือ Tunisia Republic

ที่ตั้ง

อยู่ทางตอนเหนือของทวีปอัฟริกา ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างแอลจีเรียกับลิเบีย ละติจูดที่ 34 00 องศาเหนือ ลองติจูด 9 00 องศาตะวันออก

พื้นที่

163,610 ตารางกิโลเมตร พื้นดิน 155, 360 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 8, 250 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาว 1,495 กิโลเมตร ติดกับประเทศแอลจีเรียเป็นระยะทาง 1,034 กิโลเมตร ลิเบียเป็นระยะทาง 461 กิโลเมตร ความยาวชายฝั่ง 1,148 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

ทางตอนเหนือมีลักษณะเป็นภูเขา มีที่ราบตอนกลางที่ร้อนและแห้ง ทางทิศใต้ติดกับทะเลทรายซาฮารา

สภาพภูมิอากาศ

อากาศดีทางทิศเหนือ ฤดูหนาวอากาศอบอุ่นและมีฝน ฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง ทางทิศใต้อากาศแบบทะเลทราย

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปิโตรเลียม ฟอร์สเฟต สินแร่ ตะกั่ว สังกะสี เกลือ

ภัยธรรมชาติ

-

จำนวนประชากร

11,403,800 คน (ค่าประมาณการ เดือนกรกฏคมคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

Tunisian (s)

เชื้อชาติ

อาหรับ 98% ชาวยุโรป 1% ยิวและอื่นๆ 1%

ศาสนา

มุสลิมสุนหนี่ 99.1% และอื่นๆ 1%

ภาษา

อาหรับและฝรั่งเศส

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป 
• ตูนิเซียเคยเป็นที่ตั้งของนคร Carthage และตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของต่างชาติเป็นระยะเวลายาวนานเพราะปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ กล่าวคือ ตูนิเซียตั้งอยู่ใจกลางทวีปแอฟริกาเหนือ อีกทั้งสามารถครอบคลุมการเดินเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตูนิเซียจึงได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากทั้งจากอาณาจักรโรมันและออตโตมัน ศาสนาอิสลาม ชาวอาหรับ เติร์ก และฝรั่งเศส
• ตูนิเซียตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศสจนกระทั่งปี ค.ศ. 1956 โดยมีนาย Habib Bourguiba เป็นผู้นำในการเรียกร้องเอกราช และต่อมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 3 ทศวรรษ


รูปแบบการปกครอง

การปกครองแบบสาธารณรัฐ (Republic) ระบอบรัฐสภา ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค สตรีมีสิทธิเลือกตั้ง

เมืองหลวง

กรุง Tuni

การแบ่งเขตการปกครอง

24 เขตการปกครอง (Governorates) ได้แก่ Ariana (Aryanah), Beja (Bajah), Ben Arous (Bin 'Arus), Bizerte (Banzart), Gabes (Qabis), Gafsa (Qafsah), Jendouba (Jundubah), Kairouan (Al Qayrawan), Kasserine (Al Qasrayn), Kebili (Qibili), Kef (Al Kaf), Mahdia (Al Mahdiyah), Manouba (Manubah), Medenine (Madanin), Monastir (Al Munastir), Nabeul (Nabul), Sfax (Safaqis), Sidi Bou Zid (Sidi Bu Zayd), Siliana (Silyanah), Sousse (Susah), Tataouine (Tatawin), Tozeur (Tawzar), Tunis, Zaghouan (Zaghwan)

วันที่ได้รับการปกครอง

20 มีนาคม พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956)

รัฐธรรมนูญ

1 มิถุนายน พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) แก้ไขในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) และปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002)

ระบบกฎหมาย

มีรากฐานมาจากระบบกฎหมายแพ่งประมวลกฎหมายของฝรั่งเศสและกฎหมายอิสลาม

ฝ่ายบริหาร
ประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลและแต่งตั้งคณะรัฐบาล ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี สามารถดำรงตำแหน่งไม่จำกัดวาระ 

ฝ่ายนิติบัญญัติ
ระบบสองสภา (Bicameral System) ประกอบด้วย (1) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies หรือ Majlis al-Nuwaab) สมาชิก 189 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี (2) สภาที่ปรึกษา (Chamber of Advisors) สมาชิก 126 ที่นั่ง 85 ที่นั่งได้รับเลือกตั้งมาจากที่ปรึกษาเทศบาล รองที่ปรึกษาเทศบาล นายกเทศมนตรี สหภาพต่างๆ ขณะที่อีก 41 คนมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี 

ฝ่ายตุลาการ

ผู้พิพากษาศาลพลเรือน ในประเทศภาคพื้นทวีป (Court of Cassation หรือ Cour de Cassation)

tunisia-political-map

 

 

การเมืองการปกครอง 

ตูนิเซียมีการปกครองระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนธันวาคม 2553 – มกราคม 2554 ได้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง 
อันเนื่องมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อสภาพเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงาน และความเหลื่อมล้ำ 
ในสังคมเพราะการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมือง รัฐบาลได้ใช้กำลังตำรวจและทหารเข้าปราบปราม 
ผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งได้ลุกลามและขยายวงกว้างไปในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค หรือที่เรียกว่า เหตุการณ์ Arab Spring ส่งผลให้นาย Zine El Abidine Ben Ali ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตูนิเซียกว่า 2 ทศวรรษต้องลาออกจากตำแหน่ง
 
ขณะนี้ ตูนิเซียกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังไม่มีความชัดเจน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างขึ้นมาใหม่ ซึ่งกลุ่ม Salafis (อิสลามเคร่งจารีต) ต้องการให้ใช้กฎหมายอิสลามเป็นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่กลุ่มมุสลิมสายกลางพยายามผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐสภา โดยจำกัดอำนาจประธานาธิบดีให้เป็นเชิงสัญลักษณ์ และอำนาจบริหารอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ คาดว่า ตูนิเซียจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดการเลือกตั้งได้อย่างช้าภายในเดือนมิถุนายน 2556 
 
การเมืองภายใน 
ก่อนเกิดเหตุการณ์ Arab Spring เมื่อเดือนมกราคม 2554
 
ก่อนเกิดเหตุการณ์ Arab Spring เมื่อเดือนมกราคม 2554 ตูนิเซียใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2502 แต่ก็ได้มีการแก้ไข 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2531 เพื่อกำหนดวาระในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีให้เป็น 3 วาระ จากที่ไม่เคยมีการกำหนดมาก่อน และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2545 เพื่อยกเลิกการกำหนดจำนวนวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและขยายการจำกัดอายุของผู้สมัครลงเลือกตั้งประธานาธิบดี จาก 70 เป็น 75 ปี ในโอกาสนี้ได้มีการตั้งระบบ 2 สภาขึ้นอีกด้วย)
 
ประธานาธิบดีดำรงฐานะเป็นประมุขของรัฐ และมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทุก 5 ปีเช่นเดียวกับสมาชิกสภา ประธานาธิบดีมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศโดยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีขึ้นบริหารประเทศ
 
ประธานาธิบดีคนแรกของตูนิเซีย คือ นาย Habib Bourguiba (2499 – 2530) เมื่อปี 2530
 
คณะแพทย์ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นในสมัยที่นาย Zine El Abidine Ben Ali ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย 
ได้ลงความเห็นว่าประธานาธิบดี Bourguiba มีปัญหาด้านสุขภาพ ต่อมา นาย Ben Ali ได้ประกาศ 
ให้มีการเลือกตั้งทั่วไประบบหลายพรรค ทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาพร้อมกันเมื่อปี 2532 
และปี 2537 ซึ่งนาย Ben Ali ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และพรรค Rassemblement constitutionnel démocratique (RCD) ยังได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรตูนิเซียมากที่สุด นับแต่นั้นมา ประธานาธิบดี Ben Ali ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตูนิเซียมากว่า 2 ทศวรรษ จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2553 ได้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในตูนิเซียอันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความไม่เท่าเทียมในสังคม ส่งผลให้ประธานาธิบดี Ben Ali ต้องลาออกจากตำแหน่ง และลี้ภัยการเมืองไปพำนักที่ซาอุดีอาระเบียตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 จนถึงปัจจุบัน
 
 
ภายหลังเหตุการณ์ Arab Spring
 
ภายหลังจากนาย Ben Ali ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ตูนิเซียได้มีรัฐบาลชั่วคราว โดยมีนายฟาอุด เมบาซา (Fouad Mebazaa) ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี และนายบาจิคาอิด อัลเซบซี (Baji Caed Al-Sebsi) ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชั่วคราวฯ ได้ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องจากการชุมนุมประท้วงของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในกรุงตูนิสและในต่างจังหวัด เพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลแก้ปัญหาการว่างงานซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองอย่างโปร่งใส
 
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2554 ตูนิเซียได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 
(National Constituent Assembly - NCA) มีจำนวนทั้งหมด 217 โดยพรรคที่ครองเสียงข้างมาก คือ Ennahda Islamic Party (พรรคการเมืองแนวทางอิสลาม และเคยถูกระงับกิจกรรมทางการเมืองในยุคของนาย Ben Ali) ได้ 90 ที่นั่ง รองลงมาได้แก่ พรรค Congress for the Republic ได้ 30 ที่นั่ง
 
หน้าที่หลักของสภาร่างรัฐธรรมนูญมี 4 ประการ คือ จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว คัดเลือกประธานาธิบดีรักษาการ ร่างรัฐธรรมนูญ และจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในปี 2556
 
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 สภาร่างรัฐธรรมนูญได้มีมติเลือกนายมอนเซฟ มาร์ซูกี (Moncef Marzouki) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ และในวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ประธานาธิบดี Marzouki ได้แต่งตั้งนายฮามาดิ เจบาลี (Hamadi Jebali) รองหัวหน้าพรรค Ennahda ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภารกิจหลักของรัฐบาลฯ ได้แก่ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงาน การปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้านการศึกษา การสาธารณสุข สิทธิสตรี และการปฏิบัติตามหลักศาสนา
 
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ศาลทหารตูนิเซียได้พิพากษาจำคุกนาย Ben Ali 
(ซึ่งไม่ได้ปรากฎตัวต่อศาล) เป็นเวลา 20 ปี ฐานยั่วยุให้เกิดความไม่สงบ และยั่วยุให้เกิดเหตุฆาตกรรมหมู่และปล้นสดมภ์ในประเทศ ก่อนหน้าที่ นาย Ben Ali ได้เคยถูกศาลตูนิเซียตัดสินจำคุกเป็นเวลา 66 ปี ข้อหาลักลอบขนยาเสพติด และฉ้อราษฎร์บังหลวง
 
พัฒนาการล่าสุด (พฤษภาคม - มิถุนายน 2555)
 
ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2555 ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม Salafis (อิสลามเคร่งจารีต)
 
ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 0.1 ของประชากรทั้งประเทศ (10 ล้านคน) ได้ชุมนุมประท้วงและก่อความรุนแรง 
ในภาคกลางและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองในตูนิเซียหลายประการ ดังนี้ 1) ให้กฎหมายอิสลาม (Sharia) เป็นพื้นฐานสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 
2) ให้มีภรรยาหลายคน 3) ห้ามการเสพแอลกอฮอล์ 4) ให้สตรีคลุมศีรษะ 5) จำกัดบทบาทของสตรี 
ในที่สาธารณะ 6) ปฏิรูปเศรษฐกิจตามกฎของอิสลาม รวมทั้งการยุติการจ่ายดอกเบี้ยและรับดอกเบี้ย ทั้งนี้ 
กลุ่มอิสลามเคร่งจารีตยังแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ที่นิยมความรุนแรงต่างกันไป ตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึง 
มากที่สุด ได้แก่ ญิฮาด (Jihad)
 
รัฐบาลตูนิเซียได้พยายามใช้วิธีเจรจากับกลุ่ม Salafis แทนการใช้ความรุนแรง 
เข้าปราบปราม สาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นเพราะกลุ่ม Salafis เคยให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่พรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Salafis ยังเป็นประเด็นสำคัญ 
ที่ท้าทายความมั่นคงของประเทศและเสถียรภาพของรัฐบาล นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 

 

นโยบายต่างประเทศ


ตูนิเซียเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ มีบทบาทสำคัญในกลุ่มประเทศอาหรับและมุสลิมสายกลาง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และฝรั่งเศส และประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับในเวทีการเมืองระหว่างประเทศพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเวทีของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) ซึ่งมีสมาชิก 112 ประเทศ กลุ่มสันนิบาตอาหรับ และกลุ่ม Arab Maghreb Union แม้ว่าตูนิเซียมีความพยายามที่จะเปลี่ยนกลุ่มสันนิบาตอาหรับให้เป็นองค์การเศรษฐกิจประจำภูมิภาค โมร็อกโกและแอลจีเรียจะขัดขวางเสมอ ปัจจุบันรัฐบาลตูนิเซียมุ่งเน้นการปฏิรูปและพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยได้กำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 6.1 ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2550 ถึง 2554 ด้วยเหตุที่ตูนิเซียตั้งอยู่ในจุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ และประสบผลสำเร็จทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ตูนิเซียมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและเป็นสะพานเชื่อมกับประชาคมยุโรป นอกจากนั้น ตูนิเซียเป็นประเทศแรกในแอฟริกาที่ได้ลงนามร่วมกับ EU ในความตกลง Euro-Mediterranean Association Agreement เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 ซึ่งความตกลงดังกล่าวมีผลให้ความสัมพันธ์กับ EU ในหลาย ๆ ด้าน อาทิ ด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเงิน สังคม วัฒนธรรมและการกงสุล มีความใกล้ชิดขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างยุโรปและตูนิเซียต่อไปในอนาคตอันใกล้

ตูนิเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง Organisation of African Unity ในปี 2506 โดยได้เป็นประธานขององค์การระหว่างปี 2537-2538 ก่อนที่องค์การจะแปรสภาพเป็น African Union เมื่อเดือนกรกฎาคม 2545
ประธานาธิบดี Zine El Abidine Ben Ali เป็นผู้ริเริ่มการก่อตั้ง World Solidarity Fund ในเดือนสิงหาคม 2552 เพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ทั่วโลก ช่วยพัฒนาด้านสวัสดิการและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในประเทศที่ยากไร้ที่สุด โดยสหประชาชาติเห็นชอบให้จัดกองทุนนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545

 


Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่  14 กันยายน  2559

Update 27 กันยายน 2560

 

  • Pres.
    Beji CAID ESSEBSI
  • Prime Min.
    Youssef CHAHED
  • Min. of Agriculture
    Samir BETAIEB
  • Min. of Communication Technologies & Digital Economy
    Anwar MAAROUF
  • Min. of Culture
    KMohamed Zine El ABIDINE
  • Min. of Defense
    Farhat HORCHANI
  • Min. of Development, Investment & International Cooperation
    Fadhel ABDELKEFI
  • Min. of Education
    Neji JELLOUL
  • Min. of Employment & Vocational Training
    Imed HAMMAMI
  • Min. of Energy, Mining and Renewable Energy
    Hela CHEIKHROUHOU
  • Min. of Equipment, Habitat, & Urban Planning
    Mohamed Salah ARFAOUI
  • Min. of Finance
    Lamia ZRIBI
  • Min. of Foreign Affairs
    Khemaies JHINAOUI
  • Min. of Health
    Samira MERAI
  • Min. of Higher Education & Scientific Research
    Slim KHALBOUS
  • Min. of Industry and Trade
    Zied LADHARI
  • Min. of Interior
    Hedi MAJDOUB
  • Min. of Justice
    Ghazi JERIBI
  • Min. of Local Affairs and Environment
    Riadh MOUAKHER
  • Min. of Parliamentary Relations
    Iyed DAHMANI
  • Min. of Public Service, Governance & Anticorruption
    Abid BRIKI
  • Min. of Public Works, Housing, and Spatial Development
    Mohamed Salah ARFAOUI
  • Min. of Relations with Constitutional Bodies, Civil Society, and Human Rights
    Mehdi Ben GHARBIA
  • Min. of Religious Affairs
    Abdeljelil Ben SALEM
  • Min. of Social Affairs
    Mohamed TRABELSI
  • Min. of Tourism & Crafts
    Selma Elloumi REKIK
  • Min. of Transport
    Anis GHEDIRA
  • Min. of Women, Family, & Childhood
    Naziha LAABIDI
  • Min. of Youth & Sports
    Majdouline CHERNI
  • Speaker, People's Representative Assembly
    Mohamed ENNACEUR
  • Governor, Central Bank
    Chedli AYARI
  • Ambassador to the US
    Faycal GOUIA
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Mohamed Khaled KHIARI

       

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/TS.html


 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

130.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล

11,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 10.1%
  • ภาคอุตสาหกรรม 28.3%
  • ภาคการบริการ 61.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

14% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

3.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

มะกอก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม มะเขือเทศ ส้ม เนื้อวัว น้ำตาลทราย อินทะผลัม อัลมอนด์

อุตสาหกรรม

ปิโตรเลียม เหมืองแร่ (ฟอสเฟตและแร่เหล็ก) การท่องเที่ยว สิ่งทอ อาหารและเครื่องดื่ม

อัตราการเกิบโตภาคอุตสาหกรรม

1.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

59% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

ขาดดุล 3.776  พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

12.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออก

เสื้อผ้า สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสิ่งทอ สินค้าเกษตร สินค้าเครื่องจักรกล ฟอสเฟตและเคมีภัณฑ์ ไฮโดรคาร์บอน อุปกรณ์ไฟฟ้า

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

France 30.7%, Italy 19.3%, Germany 11%, Spain 5.2%, Algeria 4.2%, Libya 4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

17.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้า

สิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ไฮโดรคาร์บอน เคมีภัณฑ์ เครื่องบริโภค

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

France 18.2%, Italy 15.2%, China 8.5%, Germany 7.5%, Spain 4.3%, Russia 4.1%, Algeria 4.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

ดินาร์ตูนิเซีย (Tunisian Dinar)

สัญลักษณ์เงิน

TND

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนได้ที่นี่)

เศรษฐกิจและสังคม

สภาพทั่วไป 
เศรษฐกิจของตูนิเซียมีความหลากหลาย นอกจากจะมีรายได้จากเกษตรกรรม น้ำมันและแร่ฟอสเฟตแล้ว ยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวและการผลิตเสื้อผ้าอีกด้วย
 
ตูนีเซียได้ทำสัญญาจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับโมร็อกโก จอร์แดน อียิปต์ และลิเบีย ในการประชุม World Economic Forum (WEF) เมื่อเดือนมิถุนายน 2543
 
ตูนิเซียพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป (EU) และติดต่อค้าขายกับประเทศในยุโรปเป็นหลัก และได้ลงนามความตกลง Association Agreement กับ EU เมื่อปี 2539 ซึ่งทำให้สินค้าของตูนิเซียเข้าสู่ตลาดของ EU โดยไม่ต้องเสียภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 เป็นต้นมา ในขณะนี้ ตูนิเซียให้ความสำคัญกับการสร้างานเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอัตราการว่างงานสูงมากกว่าร้อยละ 14 
 
 
การคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2552-2553 
วิกฤติเศรษฐกิจโลกและภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำจะทำให้รัฐบาลลระมัดระวังและใส่ใจ กับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยมีการคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของ GDP จะชะลอตัวลงในปี 2552 เป็นร้อยละ 2.2 และจะเพิ่มขึ้นขึ้นพอสมควรในปี 2553 เป็นร้อยละ 3.5 นอกจากนี้ ยังคาดว่าสถานการณ์ของเงินคงคลังจะลดต่ำลงโดยมีสาเหตุมาจากการจัดสรรงบ ประมาณเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 12.5 เพื่อใช้กระตุ้นการบริโภคและการเติบโตของรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐ การขาดแคลนเงินคงคลังคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 4.2 ของ GDP ในปี 2552 - 2553 การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะลดลงในปี 2552 ในขณะที่กำไรจากการส่งออกและการนำเข้าจะค่อยๆ ลดลงไปจนถึงร้อยละ 2.1 ของ GDP โดยจะกระเตื้องเพิ่มขึ้นพอประมาณในปี 2553 ดัชนีทางเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการส่งออกที่ลดลงทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว สำหรับมูลค่าทางการค้าโดยรวมนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสแรกของปี แม้ว่าการขาดดุลทางการค้าและการขาดดุลงบประมาณจะลดลงเล็กน้อย 
 
ทิศทางนโยบาย 
วิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลให้รัฐบาลต้องมีความรอบคอบในการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ และผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างหนักเพื่อที่จะลดอัตราการว่างงาน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยพยายามที่จะเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เป็นร้อยละ 6.1 ต่อปี ภายในปี 2554 โดยรัฐบาลมุ่งหวังที่จะเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมการลงทุนในประเทศของต่าง ชาติ นอกจากนี้ องค์การรัฐวิสาหกิจมีแผนที่จะส่งเสริมการพัฒนาในภูมิภาคเช่นกันเพื่อลดความ ไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างบริเวณภาคตะวันตกของประเทศที่ยาก จนและภาคตะวันออกและเหนือที่มีความเจริญมากกว่าเพราะมีการลงทุนที่มากกว่า อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่มีอย่างจำกัดและความวุ่นวายทางการเมืองอาจเป็นอุปสรรคต่อความ พยายามในการดำเนินตามนโยบาย 
 
นโยบายด้านงบประมาณและการเงิน 
รัฐบาลมีนโยบายด้านงบประมาณปี 2552 ที่จะเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและพยุงการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจเพื่อระดับไว้ซึ่งจะสามารถคงระดับการขาดดุลงบประมาณไว้ไม่เกิน ร้อยละ 3 ของ GDP การเพิ่มขึ้นของการบริโภคจะลดลงเล็กน้อยในปี 2553 แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายของเศรษฐกิจภาครัฐบาลและการคงที่ของการสนับ สนุนทางการเงินในเรื่องเกษตรกรรมจะยังคงมั่นคง อย่างไรก็ตาม เงินช่วยเหลือน่าจะมีพอประมาณและรัฐบาลมีความพยายามที่จะควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายทั้งหมดถึงร้อยละ 5.8 สำหรับรายได้ของรัฐจากการเก็บภาษีนั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.5 ธนาคารกลางจะยังคงนโยบายทางการเงินที่เข้มแข็งและค่อนข้างระมัดระวัง โดยอาจจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเล็กน้อยในปี 2553 
 
นโยบายเศรษฐกิจ 
 
การกระตุ้นเศรษฐกิจ 
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุโรปส่งผลกระทบต่อตูนิเซีย รัฐบาลจึงวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยได้กู้ยืมเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก World Bank เมื่อต้นเดือนเมษายน 2552 เพื่อเป็นเงินทุนให้ภาคเอกชนนำไปพัฒนาความสามารถทางการผลิตและการแข่งขันใน ตลาด และสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ เข้าร่วมโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สหภาพยุโรปเป็นผู้สนับสนุน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการให้ธนาคารปล่อยเงินกู้เเพื่อเป็นเงินทุนให้กับธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม และช่วยเหลือเกษตรกรโดยการยกระดับราคาธัญพืช เพิ่มเงินช่วยเหลือในการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ ปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น พักชำระหนี้ และให้เงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการลงทุนแก่ชาวนา นอกจากนี้ ธนาคารกลางแห่งประเทศตูนิเซียได้ลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงมาเป็นร้อยละ 4.5 และลดปริมาณเงินทุนสำรองในธนาคารเพื่อให้มีการปล่อยกู้เงินสำหรับการลงทุนใน ประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดงบประมาณรัฐเพื่อเป็นเงินทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนา และเงินอุดหนุนสำหรับมาตรการลดภาษีศุลกากร และการลดค่าเชื้อเพลิงลงอีกร้อยละ 4 มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดขึ้นน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่การที่ตูนิเซียยังคงต้องพึ่งพาการตลาดจากยุโรปเป็นหลัก ทั้งจากการส่งออก การท่องเที่ยว และเงินที่ชาวตูนิเซียทื่ไปทำงานนอกประเทศส่งกลับเข้ามานั้น ทำให้เศรษฐกิจของตูนิเซียฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจในยุโรป มีการฟื้นตัวก่อน 
 
การดำเนินยุทธศาสตร์ใหม่ด้านการท่องเที่ยว 
รัฐบาลตูนิเซียได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยได้นำเอา ยุทธศาสตร์ใหม่มาใช้ เนื่องจากการท่องเที่ยวของตูนิเซียในปัจจุบันสร้างรายได้เพียงร้อยละ 7 ของ GDP และการจ้างงาน 5 แสนคนทั้งทางตรงและทางอ้อม (ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 16 ของแรงงานทั้งหมด) การท่องเที่ยวเคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่นำเงินตราต่างประเทศเข้ามายัง ตูนิเซีย อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของรายได้จากการท่องเที่ยวในระยะหลังกลับเป็นที่น่าผิดหวัง ภาวะเงินเฟ้อในอดีตและมูลค่าค่าเงินดินาร์ที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเงิน ยูโร ส่งผลให้รายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวคิดเป็นเพียงร้อยละ 60 ของโมร็อกโก (ตูนิเซีย 516 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ โมร็อกโก 871 ดอลลาร์สหรัฐ ) นอกจากนี้ การลดราคาที่พักของของโรงแรมต่างๆ ส่งผลให้โรงแรมมีกำไรน้อยลงและเป็นหนี้นานขึ้น คุณภาพการบริการของโรงแรมในตูนิเซียไม่ค่อยมีมาตรฐานที่ดี ถึงแม้ว่าจะมีโรงแรมใหม่ๆ เปิดขึ้นทุกๆ ปี (โครงการพัฒนายกระดับโรงแรมที่รัฐให้เงินอุดหนุนดำเนินการเป็นไปอย่างล่า ช้า) แม้ว่าความพยายามในหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีแผนที่จะเพิ่มประเภทสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น แต่ภาคการท่องเที่ยวมักเป็นในรูปแบบแพ็คเกจท่องเที่ยวแบบราคาประหยัด (มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการน้อย) 
 
การเพิ่มความหลากหลายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 
ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวคล้ายคลึงกับแผนการที่ผ่านมาในหลายทศวรรษ โดยจะเน้นให้มีความความหลากหลาย พัฒนาด้านสนามกอล์ฟ การล่องเรือ แหล่งโบราณคดี (ซึ่งมีรากฐานจากแหล่งอารยธรรมโรมันในตูนิเซีย) และการท่องเที่ยววันหยุดในทะเลทรายซาฮาร่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีฐานะ ส่วนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) ซึ่งปัจจุบันทำรายได้เพียง 60 ล้านตูนิเซียดินาร์ต่อปี น่าจะมีศักยภาพในการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างความทันสมัยให้โรงแรม การก่อสร้างโรงแรม ภัตตาคาร ไนต์คลับ ภัตตาคาร และ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกีฬาและการให้ความบันเทิง ในด้านมาตรฐานของการบริการจะพัฒนาโดยการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่การตลาดในด้านการ ท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และ จีน รัฐบาลตูนิเซียจัดสรรงบประมาณจำนวน 45 ล้านตูนิเซียดินาร์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยในอนาคตมีแผนสร้างเครือข่ายสายการบินให้มากขึ้นและหลากหลาย รวมทั้งปรับปรุงการต่อเครื่องบินภายในประเทศไปยังด้านตะวันตกเฉียงใต้ของ Saharan Oasis 

 


ความสัมพันธ์ทั่วไป
 
ด้านการทูต 
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศตูนิเซียเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2510 แต่ยังไม่มีสถานเอกอัครราชทูตประจำระหว่างกัน ไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลีมีเขตอาณาครอบคลุมตูนิเซีย และฝ่ายตูนิเซียมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตตูนิเซียประจำอินโดนีเซียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย นอกจากนั้น ตูนิเซียได้แต่งตั้งนายประเสริฐ เตชะวิบูลย์ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ตูนิเซียประจำประเทศไทย และฝ่ายไทยกำลังอยู่ระหว่างแต่งตั้งนาย Karim Ayed เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำตูนิเซียแทนนาย Mohammed Gherib อดีตเอกอัครราชทูตตูนิเซียประจำประเทศไทย ซึ่งได้ขอลาออกจากตำแหน่งเนื่องด้วยปัญหาทางสุขภาพเมื่อปี 2546  
 
 
ด้านการเมือง 
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับตูนิเซีย เป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาทางการเมืองต่อกัน 
 
 
ด้านเศรษฐกิจ 
สำหรับในปี 2552 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 110.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.78 จากปี 2551 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 97.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาตลอด
 
· ตูนิเซียเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าประเภทสิ่งทอ ไฮโดรคาร์บอน เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ และอาหาร สำหรับสินค้าไทยที่มีลู่ทางขยายตลาด ได้แก่ ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ และข้าว สำหรับสินค้าไทยที่มีลู่ทางขยายตลาดในตูนิเซีย ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากตูนิเซีย ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ด้ายและเส้นใย สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น 
 
ด้านวิชาการ
 
สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร) กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับตูนิเซียตั่งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ใน 2 ลักษณะ คือ การแจ้งทุนหมันเวียนฝึกอบรมประจำปีนานาชาติ (Annual International Training Course- AITC) และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาภายใต้กรอบทวิภาคี โดยได้เริ่มดำเนินงานในสาขาการประมงในโครงการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ซึ่งโครงการมีระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) 
 
ด้านสังคมและวัฒนธรรม 
ยังไม่เคยมีความร่วมมือระหว่างกัน 
 
ความตกลงที่สำคัญๆกับไทย 
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและวัฒนธรรม (ลงนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2512) 
- ความตกลงการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางการทูตและราชการ (ลงนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2512) 
- ความตกลงยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดา (ลงนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2512) 
- ความตกลงทางการค้า (ลงนามเมื่อ 15 เมษายน 2529) 
- ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (อยู่ในระหว่างการเจรจา) 
- ความตกลงเพื่อการยกเว้นการจัดเก็บภาษีซ้อน (อยู่ในระหว่างตรวจร่าง) 
 
การเยือนของผู้นำระดับสูง 
 
ฝ่ายไทย
 
พระราชวงศ์ 
วันที่ 5-8 เมษายน 2545 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนตูนิเซีย 
 
รัฐบาล
-วันที่ 9-10 กันยายน 2526 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ร.ต. ประพาส ลิมปะพันธุ์) และคณะเดินทางไปเยือนตูนิเซีย 
-วันที่ 24-28 สิงหาคม 2535 คณะผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ นำโดยรองอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เดินทางไปเยือนตูนิเซีย เพื่อศึกษาพื้นที่และหาลู่ทางขยายการค้า 
-ปี 2537 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) เดินทางไปเยือนตูนิเซีย 
-วันที่ 21-23 กันยายน 2547 คณะผู้แทนกระทรวงมหาดไทย นำโดยรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนตูนิเซียและหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยของ ตูนิเซีย 
- วันที่ 22 – 26 กุมภาพันธ์ 2550 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เยือนตูนิเซียเพื่อเข้าร่วมประชุม Joint Trade Committee ครั้งที่ 3  
 
ฝ่ายตูนิเซีย 
 
รัฐบาล
-วันที่ 25-26 มีนาคม 2528 นาย Ismali Khelil รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผน (Minister of Planning) เดินทางมาเยือนไทย 
-วันที่ 16-22 มีนาคม 2529 นาย Ridha Bach Baouab อดีตเอกอัครราชทูตตูนิเซียประจำไทย (ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง) นำคณะผู้แทนทางการค้าเยือนไทยเพื่อเจรจาทำความตกลงการค้ากับไทย 
-วันที่ 13-15 เมษายน 2529 นาย Beji Caid Essebsi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตูนิเซียเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในการเยือนครั้งนั้นได้มีการลงนามความตกลงทางการค้าไทย-ตูนิเซีย ซึ่งระบุให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าระหว่างกัน 
-วันที่ 15-20 กรกฎาคม 2535 นาย Mongi Safra รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจแห่งชาติรับผิดชอบด้านการค้าของตูนีเซีย มาเยือนไทย เพื่อประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าไทย-ตูนิเซีย ครั้งที่ 1 
 
ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐตูนิเซีย
วันที่ลงนาม 15 เมษายน 2529
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐตูนีเซีย 
วันที่ลงนาม 02 กรกฎาคม 2512
- หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับตูนีเซียว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง 
วันที่ลงนาม 02 กรกฎาคม 2512
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558


 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - ตูนีเซีย                      
มูลค่าการค้า 129.13 150.26 124.31 124.31 171.43 -12.36 16.37 -17.27 -17.27 37.90
การส่งออก 119.39 135.13 109.58 109.58 153.23 -12.05 13.19 -18.91 -18.91 39.84
การนำเข้า 9.74 15.13 14.74 14.74 18.20 -15.96 55.39 -2.61 -2.61 23.48
ดุลการค้า 109.65 120.00 94.84 94.84 135.03            

 

 ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 32.0 42.3 48.5 48.5 63.7 11.02 32.23 14.68 14.68 31.42
2 เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและ 4.6 1.6 6.6 6.6 22.5 278.44 -64.74 312.58 312.58 239.61
3 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 32.8 31.1 13.4 13.4 21.8 -23.91 -5.13 -56.92 -56.92 62.75
4 ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ 4.5 6.3 8.0 8.0 6.4 -24.86 40.72 27.54 27.54 -19.94
5 เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน 0.8 0.8 1.5 1.5 5.6 252.68 9.85 82.57 82.57 268.09
6 เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วน 0.8 2.3 4.5 4.5 4.4 19.64 185.69 92.26 92.26 -0.40
7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 0.8 0.9 1.2 1.2 2.6 129.73 15.41 32.95 32.95 109.98
8 เครื่องนุ่งห่ม 1.8 2.0 2.0 2.0 2.5 -6.78 10.55 -1.45 -1.45 28.12
9 ผลิตภัณฑ์ยาง 2.9 1.7 1.3 1.3 2.4 62.59 -41.60 -24.81 -24.81 84.55
10 ผ้าปักและผ้าลูกไม้ 4.5 4.2 1.9 1.9 1.6 38.55 -7.35 -54.05 -54.05 -15.93
รวม 10 รายการ 85.4 93.2 88.9 88.9 133.6 -2.14 9.20 -4.61 -4.61 50.29
อื่นๆ 34.0 41.9 20.7 20.7 19.6 -29.87 23.20 -50.70 -50.70 -5.13
รวมทั้งสิ้น 119.4 135.1 109.6 109.6 153.2 -12.05 13.19 -18.91 -18.91 39.84
 

 ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 



อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เสื้อผ้าสำเร็จรูป 3.1 3.8 3.4 3.4 3.7 30.92 24.94 -10.95 -10.95 9.34
2 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 2.3 5.5 2.2 2.2 2.1 65.03 141.29 -60.38 -60.38 -1.20
3 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 0.0 1.0 2.1 2.1 1.6 54.05 4,504.82 103.26 103.26 -26.61
4 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 0.1 0.0 0.0 0.0 1.2 -80.08 -68.18 6.00 6.00 2,503.77
5 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 0.8 0.6 1.1 1.1 1.1 1.17 -21.04 73.83 73.83 -3.71
6 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 0.2 0.1 0.4 0.4 0.6 -3.26 -34.17 174.35 174.35 55.68
7 เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 0.5 0.9 0.4 0.4 0.4 175.67 97.08 -52.68 -52.68 -15.37
8 ลวดและสายเคเบิล 0.1 0.2 0.1 0.1 0.3 -94.90 63.35 -43.53 -43.53 208.40
9 ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ 0.2 0.1 0.1 0.1 0.3 78.81 -52.01 -37.08 -37.08 352.67
10 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 0.2 0.5 0.3 0.3 0.3 11.82 117.89 -37.03 -37.03 -11.72
รวม 10 รายการ 7.6 12.9 10.2 10.2 11.6 -8.76 70.96 -21.22 -21.22 14.01
อื่นๆ 2.2 2.2 4.5 4.5 6.6 -34.14 0.94 107.55 107.55 44.78
รวมทั้งสิ้น 9.7 15.1 14.7 14.7 18.2 -15.96 55.39 -2.61 -2.61 23.48
 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร 


ที่อยู่

The Embassy of the Republic of Tunisia

Jalan Karang Asem Tengah
Blok C5 No. 15, Kuningan
Jakarta Selatan 12950,
The Republic of Indonesia

Tel: (62-21) 5289 2328, 5289 2329

Fax: (62-21) 525 5889

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

 

JoomSpirit