สาธารณรัฐซูดาน

sudan1 Coat of arms of Sudan
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)

sudan2
ที่มา:CIA - The World Factbook
sudan3
ที่มา: CIA - The World Factbook

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐซูดาน หรือ Republic of the Sudan

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง ติดกับทะเลแดง ระหว่างียิปต์และเอริเทรีย ละติจูดที่ 15 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 30 00 องศาตะวันออก

พื้นที่

2,505,810 ตารางกิโลเมตร (967,493 ตารางไมล์) เป็นประเทศใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา พื้นดินขนาด 2.376 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 129,810 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

มีพรมแดนยาวทั้งสิ้น 7,687 กิโลเมตร ติดกับประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ได้แก่ อียิปต์ (1,273 กิโลเมตร) ลิเบีย (383 กิโลเมตร) ชาด (1,360 กิโลเมตร) สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (1,165 กิโลเมตร) เอริเทรีย (605 กิโลเมตร) เอธิโอเปีย (1,606 กิโลเมตร) คองโก (628 กิโลเมตร) ยูกันดา (435 กิโลเมตร) และเคนยา (232 กิโลเมตร) ความยาวชายฝั่ง 853 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีภูเขาอยู่ทางตอนใต้สุด ทางตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตก ทางเหนือส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย

สภาพภูมิอากาศ

ร้อนแห้งแล้งแบบทะเลทราย ทางใต้อากาศร้อน ทางเหนืออากาศแห้งแบบทะเลทราย ฤดูฝนมีปริมาณฝนต่างกันไปตามพื้นที่ (เมษายน-พฤศจิกายน)

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปิโตรเลียม สินแร่เล็กน้อยทองแดง สินแร่โครเมียม สังกะสี ทังสะเตน ไมกา เงิน ทองคำ พลังงานน้ำ

ภัยธรรมชาติ

พายุฝุ่นและความแห้งแล้งที่ยาวนาน

จำนวนประชากร

36,108,853 คน (ค่าประมาณการ เดือนกรกฏคมคม พ.ศ. 2558)

อัตราการเติบโตประชากร

1.72% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สัญชาติ

Sudanese

เชื้อชาติ

ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาหรับ 70%ศาสนา

มุสลิม (นิกายสุนี่) 70% (ทางตอนเหนือ) คริสเตียน 5% (ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้และกรุงคาร์ทูม) และความเชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ 25%

ภาษา

ภาษาอาราบิกเป็นภาษาราชการ นอกจากนั้นยังมีภาษา Nubian, Ta Bedawie, ภาษาซูดาน และภาษาอังกฤษเป็นต้น

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ตั้งแต่ก่อนคริสตกาลดินแดนซูดานเดิมเป็นที่ตั้งของแคว้นนูเบีย และปกครองโดยระบอบกษัตริย์ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ จับปลา ภายหลังจึงเริ่มทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในศตวรรษที่ 6 แคว้นนูเบียได้แบ่งดินแดนออกเป็น 3 เมือง ประกอบด้วย Nobatia อยู่ทางตอนเหนือปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอียิปต์ Muqurra ปัจจุบันอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของซูดาน และ Alawa (Alodia) ปัจจุบัน คือ บริเวณกรุงคาร์ทูม โดยกษัตริย์นูเบียที่ปกครองทั้งสามดินแดนนี้นับถือศาสนาคริสต์ ในศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับเริ่มเข้ามาทำการค้าโดยเฉพาะงาช้างและแรงงานทาส ดินแดนแถบนี้จึงได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแต่งงานระหว่างพ่อค้าชาวอาหรับและชนพื้นเมืองจำนวนมาก และทำให้กษัตริย์นูเบียในสมัยต่อมานับถือศาสนาอิสลาม ส่วนประชากรนั้นเป็นมุสลิมโดยกำเนิด โดยประชากรเมือง Makuria นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนเมือง Nobatia และ Alodia นับถือศาสนาอิสลาม ต่อมามีการก่อกบฏภายในราชวงศ์กันเอง ประกอบกับมีผู้รุกรานชาว Funj ที่เป็นมุสลิมเข้าบุกรุกพื้นที่ส่งผลให้การปกครองของนูเบียอ่อนแอลง และในปี 2363 นาย Mohammad Ali Pasha ผู้นำชาวอียิปต์ได้บุกโจมตีและสามารถยึดครองแคว้นนูเบียหรือบริเวณตอนเหนือ ของซูดานได้สำเร็จ อียิปต์ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะในด้านระบบชลประทานและริเริ่มการปลูก ฝ้าย
ประเทศมหาอำนาจเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในซูดานในปี 2422 และอังกฤษได้เข้ามาปกครองซูดานในปี 2425 โดยมอบหมายให้รัฐบาล Khedival เข้าปกครองซูดาน แต่ด้วยการบริหารงานที่ผิดพลาด ตลอดจนการคอร์รัปชั่นทำให้ชาติตะวันตกเริ่มต่อต้านระบบการค้าทาส และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้การเสื่อมถอยของระบบการปกครองเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการสร้างกอง กำลัง Mahdist นำโดยนาย Muhammad Ahmak ibn Abd Allah โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลและขับไล่ชาวตะวันตกออกจาก พื้นที่ และในปี 2428 นาย Mahdi ได้ขับไล่ชาวอิยิปต์และอังกฤษได้สำเร็จและก่อตั้งระบอบ Mahdiyah (Madihst regime) ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนนับถือศาสสนาอิสลาะและยินดีใช้หลักกฎหมายอิสลามในการ ปกครองประเทศ หลังจากที่ปกครองซูดานได้ไม่นานนาย Mehdi ล้มป่วยและเสียชีวิตลง
 
หลังจากนั้นไม่นาน อังกฤษตัดสินใจเข้ายึดครองซูดานอีกครั้ง และ สนับสนุนให้เกิดกองกำลัง Anglo-Egyptian นำโดย Herbert Kitchener เพื่อทำลายอำนาจของระบอบ Mahdist ในปี 2442 ซูดานได้ลงนามในความตกลง Anglo-Egyptian ยินยอมให้อังกฤษเข้ายึดครองดินแดน และให้อียิปต์เป็นผู้คัดเลือกผู้นำชาวซูดาน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจต้องได้รับความเห็นชอบจากอังกฤษ
 
ชาวซูดานไม่ต้องการอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษและพยายามเรียกร้องเอกราช ทำให้ในปี 2467 อังกฤษจึงมีนโยบายแบ่งแยกการปกครองซูดานใต้ออกจากซูดานเหนือ และ หลังจากเกิดการปฏิวัติในอียิปต์ อียิปต์และฝรั่งเศสจึงยินยอมให้ซูดานเป็นเอกราชในวันที่ 1 มกราคม 2499 ภายใต้การใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ผ่านการให้สัตยาบันในปี 2497 การปกครองภายหลังจากได้รับเอกราช รัฐบาลปกครองโดยระบบทหารและประชาธิปไตย และมีผู้นำทางการเมืองมาจากภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นชาวมุสลิม และเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้กว่า 17 ปี เนื่องจากชาวซูดานใต้ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองโดยชาวมุสลิมทาง ซูดานเหนือ
 
ความขัดแย้งแระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้ นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 ซูดานตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมืองมาโดยตลอด สงครามกลางเมืองช่วงแรกสิ้นสุดลงเมื่อปี 2515 ถัดมาอีก 11 ปี สงครามกลางเมืองครั้งที่สองก็เริ่มขึ้นใหม่ในปี 2526 เนื่องจากรัฐบาลซูดานภายใต้การนำของประธานาธิบดี Gaafar Nimeiry ประกาศใช้กฎหมายอิสลาม (Sharia Law) เพื่อบริหารประเทศรวมทั้งซูดานตอนใต้ ทำให้ชาวซูดานตอนใต้ที่ส่วนใหญ่เป็นนับถือศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกองกำลังต่อต้าน เรียกว่า Sudan People's Liberation Movement (SPLM) นำโดยนาย John Garang และปฏิเสธที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลนาย Nimeiry และทำสงครามต่อต้านรัฐบาลมาเป็นเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ ส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่นกว่า 4 ล้านคน และเสียชีวิตอีก 2 ล้านคน จนในที่สุดเมื่อเดือนมกราคม 2548 ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุความตกลงสันติภาพแบบเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Peace Agreement: CPA)[1] ระหว่างกัน ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ตกลงให้มีการตั้งโครงสร้างการปกครองที่ทั้งสองฝ่ายมี ส่วนร่วม เช่น ให้ผู้นำของ SPLM เป็นรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง จัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค National Congress Party (NCP) ของรัฐบาลและกลุ่ม SPLM ภายใต้ชื่อ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (Government of National Unity: GNU) แบ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันระหว่างฝ่ายเหนือและใต้ในอัตราส่วนร้อยละ 50:50 และให้ฝ่ายใต้มีอำนาจปกครองตนเอง (autonomy) เป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะให้ประชาชนลงประชามติเลือกอนาคตของตนเองในปี 2554
 
ความขัดแย้งในดินแดนดาร์ฟูร์ ในปี 2546 ความขัดแย้งในดินแดนดาร์ฟูร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของซูดานได้ปะทุขึ้น เนื่องจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลซูดาน โดยได้โจมตีสถานที่ราชการต่าง ๆ โดยกลุ่มต่อต้านนี้ประกอบไปด้วย 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่ม Sudan Liberation Army (SLA) และกลุ่ม Justice and Equality Movement (JEM) รัฐบาลได้ตอบโต้โดยส่งกองทหารเข้าไปโจมตีกลุ่มต่อต้านดังกล่าว และเหตุการณ์ความขัดแย้งทวีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อกองกำลังติดอาวุธ Janjaweed ซึ่งเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในบริเวณดินแดนดาร์ฟูร์และฝั่งตะวันออกของชาด ได้เข้าร่วมโจมตีกลุ่มต่อต้านอื่นๆ ในดินแดนดาร์ฟูร์ รวมทั้งเข้าไปโจมตีหมู่บ้าน สังหารชาวซูดาน กระทำชำเราผู้หญิงและลักทรัพย์ การประทะกันระหว่างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกับรัฐบาลซูดานตลอดช่วงที่ผ่านมาทำให้ มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 300,000 คน โดยส่วนมากเกิดจากการขาดอาหารและการเจ็บป่วย และอีกกว่า 2.7 ล้านคนที่พลัดที่อยู่อาศัย
 
ในช่วงกลางปี 2547 สหประชาชาติ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่างเรียกร้องให้ซูดานพยายามระงับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในดา ร์ฟูร์ และรัฐบาลซูดานได้ให้คำมั่นสัญญาแก่สหประชาชาติว่าจะแก้ไขปัญหาความขัดแยง แต่สถานการณ์ต่างๆ กลับทวีความรุนแรงขึ้น สหประชาชาติจึงส่งคณะเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินความรุนแรงของ สถานการณ์ และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) รับรองข้อมติ UNSC ที่ 1564 (2006) มอบหมายให้กองกำลังสหภาพแอฟริกาที่รับผิดชอบภารกิจสหภาพแอฟริกาในซูดาน (African Union Mission in Sudan: AMIS) เข้าไปดูแลความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยในดินแดนดาร์ฟูร์ แต่ภารกิจดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นและขยายตัวไปยังพรมแดนระหว่าง ดาร์ฟูร์และชาด ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาดและซูดานเลวร้ายลง เพราะต่างฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลของฝ่ายตรงข้ามให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏในชาติของ ตน จนเกิดการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2549 นอกจากนี้ ความรุนแรงได้เพิ่มความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อกลุ่ม Lord's Resistance Army (LRA) ที่ก่อความไม่สงบในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเข้าร่วมโจมตีกลุ่ม SPLA ในขณะที่กลุ่มต่อต้าน LRA ในยูกันดาและรัฐบาลคองโกได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารกับ SPLA
 
จากสถานการณ์ที่เลวร้ายลงส่งผลให้ที่ประชุม UNSC พิจารณารับรองข้อมติ UNSC ที่ 1769 (2007) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 จัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (AU/UN Hybrid Operation in Darfur: UNAMID) เพื่อรักษาความสงบในดาร์ฟูร์ ดูแลปกป้องพลเรือน ชาวดาร์ฟูร์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่สหประชาชาติให้อยู่ในความปลอดภัย การเข้าวางกำลังของภารกิจ UNAMID ทำให้สถานการณ์ในดาร์ฟูร์ทรงตัว แต่การโจมตีกลุ่มต่าง ๆ เกิดเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกันระหว่างกองกำลังของรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้าน การโจมตีและปล้นยานพาหนะและทรัพย์สินขององค์การให้ความช่วยเหลือ ทางมนุษยธรรมต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มกบฏ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ลิเบียพยายามจัดการเจรจาสันติภาพที่เมือง Sirte ในลิเบีย แต่ประสบความล้มเหลว เนื่องจากกลุ่มกบฏต่างๆ ไม่ยอมรับลิเบียซึ่งถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลของ ประธานาธิบดี Omar Hassan Ahmed al-Bashir และระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2552 นาย Khalil Ibrahim ผู้นำ JEM กับ นาย Nafie Ali Nafie ที่ปรึกษาคนสนิทของนาย Bashir ได้พบหารือกัน ณ กรุงโดฮา เพื่อเจรจาหาทางยุติความขัดแย้งในดาร์ฟูร์ และทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพว่าด้วย การยุติการใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมากลุ่ม JEM กล่าวหารัฐบาลซูดานว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงและทั้งสองฝ่ายหันกลับมาปะทะกัน โดยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่ม JEM เริ่มการสู้รบเพื่อแย่งยึดพื้นที่ในดาร์ฟูร์ตะวันตกกับกองทัพของรัฐบาล ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการผลักดันการเจรจาสันติภาพกันอีกครั้ง
 
บทบาทของประธานาธิบดี Omar Hasan Ahmadal- Bashir ในปี 2532 Lt. Gen Omar Hassan Ahmed al-Bashir ซึ่งเป็นผู้นำทหารกลุ่ม Islamist ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากนาย Nimeiry และจัดตั้งแนวร่วมอิสลามมิกแห่งชาติ (National Islamic Front) โดยให้การสนับสนุนกลุ่มอิสลามมิกหัวรุนแรงในแอลจีเรียและการรุกรานคูเวตโดย อิรัก ทำให้กรุง Khartoum ถูกจับตามองว่าเป็นฐานกำลังทหารของกลุ่มอิสลามิกหัวรุนแรงและผู้ก่อการ ร้ายอย่าง Osama Bin Laden's al Qaida ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งให้ที่หลบภัยแลกกับการให้หารสนับสนุนทางการเงินกับ รัฐบาล ในปี 2539 สหประชาชาติได้ทำการคว่ำบาตรซูดานในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร นาย Mubarak ประธานาธิบดีของอียิปต์
 
ปัจจุบันนาย Bashir ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันของซูดานและรัฐบาลของนาย Bashir กำลังเผชิญหน้ากับความมั่นคงทางการเมือง เนื่องจากปัญหาในดินแดนดาร์ฟูร์ส่งผลกระทบต่อ ซูดานทั้งประเทศ นอกจากนี้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้ ยังส่งผลต่อการจัดการทรัพพยากรน้ำมันที่เป็นรายได้หลักของประเทศ
 
นโยบายปัจจุบันของรัฐบาลนาย Omar al-Bashir เน้นประชานิยมในภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงของนาย Bashir โดยทางการจะดำเนินการให้ทุนสนับสนุน และตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญๆแก่หัวหน้าพรรคการเมืองที่สำคัญๆ ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลยังเน้นไปที่การให้ผลประโยชนืแก่กลุ่มทางธุรกิจ กองกำลังทหารและด้านความมั่นคงเป็นหลัก
 
จากความขัดแย้งในดาร์ฟูร์ส่งผลให้นาย Bashir ถูกคณะผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) พิจารณาออกหมายจับพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 โดยมีความผิดตามคำฟ้องจำนวน 7 ข้อหา ในความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงคราม และการกระทำอันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (war crimes and crimes against humanity)
 
การประกาศออกหมายจับนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลซูดานและประชาชนที่สนับ สนุนนาย Bashir และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2552 รัฐบาลซูดานได้ตอบโต้โดยการขับไล่เจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศที่ให้ ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม จำนวน 13 องค์กร ออกจากซูดาน และประกาศเป้าหมายจะขับไล่องค์กรพัฒนาเอกชนที่เหลืออีก 73 หน่วยงานออกจากซูดานภายใน 1 ปี ทางด้านสหภาพแอฟริกา (African Union) สันนิบาตอาหรับ (The Arab League) และองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) รวมทั้ง NAM ต่างไม่เห็นด้วยกับการออกหมายจับนี้ (แม้ว่าจะมีบางประเทศในกลุ่ม NAM ออกมาไม่เห็นด้วยกับท่าทีดังกล่าว โดยเฉพาะบอตสวานา)

 

รูปแบบการปกครอง

เป็นระบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร ลักษณะการปกครองเป็นแบบรัฐบาลแห่งชาติ (Government of National Unity (GNU)) ระหว่างพรรค the National Congress Party (NCP) และพรรค Sudan People's Liberation Movement (SLPM)

เมืองหลวง

กรุงคาร์ทูม (Khartoum)

การแบ่งเขตการปกครอง

25 รัฐ ได้แก่ A'ali an Nil (Upper Nile), Al Bahr al Ahmar (Red Sea), Al Buhayrat (Lakes), Al Jazira (Gezira), Al Khartoum (Khartoum), Al Qadarif (Gedaref), Al Wahda (Unity), An Nil al Abyad (White Nile), An Nil al Azraq (Blue Nile), Ash Shimaliyya (Northern), Bahr al Jabal (Central Equatoria), Gharb al Istiwa'iyya (Western Equatoria), Gharb Bahr al Ghazal (Western Bahr el Ghazal), Gharb Darfur (Western Darfur), Janub Darfur (Southern Darfur), Janub Kurdufan (Southern Kordofan), Junqoley (Jonglei), Kassala (Kassala), Nahr an Nil (River Nile), Shimal Bahr al Ghazal (Northern Bahr el Ghazal), Shimal Darfur (Northern Darfur), Shimal Kurdufan (Northern Kordofan), Sharq al Istiwa'iyya (Eastern Equatoria), Sinnar (Sinnar), Warab (Warab)

วันที่ได้รับเอกราช

1 มกราคม ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499) จากประเทศอียิปต์และสหราชอาณาจักร

รัฐธรรมนูญ

เริ่มใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันนี้ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) มีการแก้ไขบางส่วนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) โดยประธานาธิบดี BASHIR รัฐธรรมนูญแห่งชาติฉบับชั่วคราวได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) สำหรับรัฐธรรมนูญของซูดานใต้ได้รับการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005)

ระบบกฎหมาย

มีรากฐานมาจากกฎหมายจารีตประเพณีอังกฤษและกฎหมายอิสลาม เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) พรรค Revolutionary Command Council ในเวลานั้นได้สั่งให้ใช้กฎหมายอิสลามกับรัฐทางตอนเหนือทั้งหมด โดยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลาม แต่ยังมีการให้การคุ้มครองผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามในเมืองหลวง มีศาลศาสนาแยกกัน และไม่มีการใช้กฎหมายอิสลามในรัฐทางตอนใต้

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ใช้ระบบสองสภา ได้แก่ สมัชชาแห่งชาติ (National Assembly) มีสมาชิก 450 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และคณะมนตรีแห่งชาติ(Council of States) มีสมาชิก 50 คน (มาจากแต่ละรัฐ รัฐละ 2 คน) มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีรองประธานาธิบดี 2 คน

ฝ่ายตุลาการ

ศาลสูง (Supreme Court)

สถานการณ์ทางการเมือง

นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 ซูดานตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมืองมาโดยตลอด สงครามกลางเมืองช่วงแรกสิ้นสุดลงเมื่อปี 2515 ถัดมาอีกเพียง 11 ปี สงครามกลางเมืองครั้งที่สองก็เริ่มขึ้นใหม่ในปี 2526 ระหว่างซูดานทางเหนือที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และเป็นฝ่ายรัฐบาลกับซูดานทางตอนใต้ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกองกำลังต่อต้าน เรียกว่า Sudan People's Liberation Movement (SPLM) สงครามครั้งนี้ดำเนินมาเป็นเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ ก่อให้เกิดผู้พลัดถิ่นกว่า 4 ล้านคน และเสียชีวิตอีก 2 ล้านคน ในที่สุด ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงสันติภาพ (Comprehensive Peace Agreement: CPA) ระหว่างกันเมื่อเดือนมกราคม 2548 ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ตกลงให้มีการตั้งโครงสร้างการปกครองที่ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วม เช่น ให้ผู้นำของ SPLM เป็นรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง จัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค National Congress Party (NCP) ของรัฐบาลและกลุ่ม SPLM ภายใต้ชื่อ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (Government of National Unity: GNU) แบ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันระหว่างฝ่ายเหนือและใต้ในอัตราส่วนร้อยละ 50:50 และให้ฝ่ายใต้มีอำนาจปกครองตนเอง (autonomy) เป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะให้ประชาชนลงประชามติเลือกอนาคตของตนเองต่อไป

 

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

การเมืองการปกครอง 
ซูดานมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล โครงสร้างการปกครองแบ่งเป็น ฝ่ายบริหารโดยคณะรัฐมนตรี มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วยสภาสูง หรือคณะมนตรีแห่งรัฐ (Council of States) มีสมาชิก 50 คน วาระละ 6 ปี และสภาล่าง หรือ สมัชชาแห่งชาติ (National Assembly) มีสมาชิก 450 คน มาจากแบบแบ่งเขตจำนวน ร้อยละ 60 ร้อยล่ะ 25 เป็นรายชื่อของผู้หญิง และร้อยละ 15 เป็น บัญชีรายชื่อ มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในปี 2553 นายโอมาร์ ฮาซัน อาห์มาด อัล บาเชียร์ ได้รับเสียงสนับสนุนถึงร้อยล่ะ 68.2 และจะมีการจัดเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2558
ปัจจุบัน(2014) พรรคการเมืองที่ครองอำนาจคือ พรรค National Congress Party ซึ่งนำโดย นาย โอมาร์ อัล-บาซีร์ (Omar al-Bashi) และมีแนวโน้มว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องเจอกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นก็ตาม ซุดานและเซ้าท์ซูดานมีการวางแผนจัดการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและเลือกตั้งปประธานาธิบดีในปี 2558 ในเรื่องของประชาธิปไตย ซูดานจัดเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างต่ำโดยการจัดอันดับของ Economist Intelligence Unit's 2013 democracy index ซูดานอยู่ที่ลำดับที่ 151 จาก 167 ประเทศ ซึ่งขึ้นมา 3 อันดับจากเมื่อปี 2555
 
นอกจากนี้ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ซูดานจัดว่าเป็นประเทศที่ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มาก เพราะซูดานยังคงมีการจับกุมที่เข้มงวด มีการกักขังและการเซนเซอร์ และจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน รัฐบาลซูดานยังถูกกล่าวหาว่าใช้ภาวะทุโภชนาการเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มกบฏในพื้นที่ที่มีความวุ่นวาย  
 
นโยบายต่างประเทศ  
 
ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกและสหภาพยุโรป รัฐบาลซูดานถูกกล่าวหาจากชาติตะวันตกว่ากระทำการต่อกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ ประชาชนในดินแดนดาร์ฟูร์อย่างไม่มีมนุษยธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง รุนแรง โดยการส่งกองกำลังมุสลิมติดอาวุธที่เรียกว่าพวก Janjaweed บุกจู่โจม เผาทำลายหมู่บ้านประชาชนอย่างโหดเหี้ยม อย่างไรก็ดีรัฐบาลซูดานปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด สหภาพแอฟริกาได้ส่งกองกำลังเข้าไปตรวจตราสถานการณ์ความปลอดภัยตั้งแต่ปี 2547 และได้พยายามจัดการเจรจาสันติภาพขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2549 ได้มีการลงนามสัญญาสันติภาพดาร์ฟูร์ขึ้น ซึ่งมีสาระสำคัญในเรื่องการแบ่งสรรอำนาจ แบ่งสรรรายได้ การหยุดยิงและการจัดการด้านความมั่นคง อย่างไรก็ดี สัญญาสันติภาพนี้ ครอบคลุมเพียงบางส่วนของฝ่ายต่อต้านในดาร์ฟูร์เท่านั้น
ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซูดานเป็นประเทศหนึ่งที่เคยถูกสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายสากล เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2541 สหรัฐฯ ยิงจรวดถล่มโรงงานเภสัชกรรมซูดานในกรุงคาร์ทูมเพื่อตอบโต้การที่ซูดานมีส่วน เกี่ยวพันกับการก่อการร้ายและการลอบวางระเบิดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในเคนยาและแทนซาเนีย โดยอ้างว่า โรงงานดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตอาวุธเคมี พร้อมทั้งประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและทางทหารต่อซูดาน อย่างไรก็ดี ซูดานปฏิเสธและมีหนังสือเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง เข้าไปพิสูจน์ ในปีต่อมาสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซูดานเพื่อเปิดทางให้มีความช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรมต่อซูดาน ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ มีความพอใจที่รัฐบาลคาร์ทูมให้ความร่วมมือกับสหรัฐในการต่อต้านการก่อการ ร้าย
 
สำหรับความร่วมมือในภูมิภาคแอฟริกา ปัจจุบันซูดานเป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพแอริกา (African Union: AU) และองค์การตลาดร่วมแห่งแอฟริกาตอนใต้และตะวันออก (Common Market for Eastern and Southern Africa: COMESA) ปัจจุบันกลุ่มสหภาพแอฟริกายังคงร่วมสนันสนุนนาย Bashir ในการต่อต้านกระบวนการของ ICC
 
ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลซูดานยังคงให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่ประเทศในหมู่ Gulf Arab และประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศซูดาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมส่งออกรายใหญ่ของซูดาน นอกจากนี้ บริษัท Petronas ของมาเลเซีย ยังได้รับสัมปทานจากรัฐบาลซูดานให้สามารถประกอบธุรกิจอุตสาหรกรรมน้ำมันใน ซูดานได้
 
ความสัมพันธ์ระหว่างซูดานกับประเทศเพื่อนบ้าน ค่อนข้างที่จะตึงเครียดโดยเฉพาะกับชาดที่สนับสนุนกลุ่มกบฏ Darfuri และถ้าหากว่าความตกลงสันติภาพถูกยกเลิกเมื่อใด ความสัมพันธ์กับประเทศแคนยาและประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่ม SPLM ก็จะเพิ่มความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
 
เมื่อปี 2556 สหรัฐฯกลับมาแทรกแซงในซูดานอีกครั้ง เพราะท่าทีที่ก้าวร้าวของซูดานใน การแทรกแซงครั้งนี้อาจเป็นเพียงการแทรกแซงในระยะสั้นถึงระยะกลาง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างซูดานและสหภาพยุโรปนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก จากการที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) มีมติให้จับกุมนาย Bashir จากข้อกล่าวหากรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ดาฟูร์ ส่วนในประเทศตะวันตกอื่นๆต่างมุ่งความสนใจไปที่การมุ่งสร้างสันติภาพจากการแยกตัวของเซ้าท์ซูดาน รวมไปถึงให้ความสนใจในการป้องกันการเกิดสงครามเหนือ-ใต้ซึ่งเป็นความขัดแย้งภายในของซูดาน และการเมืองภายในของซูดานที่เกี่ยวข้องกับการก่อจลาจลในเมืองดาร์ฟูยังคงเป็นที่วิตกกังวล จึงทำให้ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกยังคงค่อนข้างตึงเครียด
 
ประเทศในกลุ่ม Gulf Arab และประเทศในเอเชียยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศเหล่านี้จึงให้การสนับสนุนรัฐบาลซูดาน รัฐบาลซูดานเองก็หามาตรการต่างๆเพื่อดึงดูดการลงทุน เงินกู้ และเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ
 
ปธน.อียิปต์เยือนซูดาน 
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2557 ปธน.Al-Sisi เดินทางเยือนซูดานเป็นเวลา 2 ชม.(เป็นการแวะพักเครื่องหลังจาการเดินทางกลับจากการประชุม AU Summit ครั้งที่ 23 ที่ประเทศอิเควทอเรียลกินี) โดยพบหารือกับ ปธน.Omar Al-Bashir ของซูดาน สรุปผลการเยือนดังนี้
 
ทั้งสองฝ่ายได้แถลงร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือกันมากขึ้นในสาขาต่างๆและพร้อมที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัน โดยเน้นเรื่องการจัดการปัญหาการก่อการร้ายในภูมิภาคและเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดน
 
ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การก่อสร้างเขื่อน Grand Ethiopia Renaissance Dam project (GERD) ของเอธิโอเปีย ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นเขื่อนพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยที่ผ่านมาซูดานให้การสนับสนุนสิทธิของเอธิโอเปียในการก่อสร้างเขื่อน GERD อย่างไรก็ดี หลังจากที่หารือกับปธน.อียิปต์แล้ว ปธน.Al-Bashir รับที่จะพิจารณาและทบทวนท่าทีของซูดานในประเด็นดังกล่าว
 
ปธน.Al-Sisi ของอียิปต์ เชิญ ปธน.Al-Bashir ของซูดานเยือนอียิปต์ เพื่อหารือถึงแผนพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นอื่นๆของทั้งสองประเทศ ซึ่งปธน.Al-Bashir ตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี
 
เกิดเหตุการณ์ชาวซูดานจำนวน 300 คน ประท้วงการเยือนของปธน. Al-Sisi เนื่องจากไม่พอใจคำกล่าวของปธน.Al-Sisi ที่กล่าวระหว่างการเยือนซูดานว่า “ซูดานเป็นส่วนหนึ่งของอียิปต์” โดยปธน.Al-Sisi ได้กล่าวในบริบทของการพัฒนาในภูมิภาคที่ต้องการร่วมมือที่จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน หากแต่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากอดีตที่อียิปต์เคยปกครองซูดานร่วมกับอังกฤษจนถึงปี 2499
 
ซูดานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกาตาร์ที่มีท่าทีเป็นปรปักษ์กับอียิปต์ เนื่องจากให้การสนับสนุนกลุ่ม Muslim Brotherhood (MB) ในขณะที่ปธน.Al-Bashir อยู่ในอำนาจด้วยการสนับสนุนของกลุ่มมุสลิมที่มีอุดมการณ์ทำนองเดียวกับ MB ดังนั้น การเยือนซูดานจึงเป็นการยอมรับในฐานะที่เป็น 1)ประเทศเพื่อนบ้านใหญ่ทางตอนใต้ที่มีความสำคัญ 2) การหวังประโยชน์จากความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค 3)การให้ความช่วยเหลือต่อรองกับเอธิโอเปีย และ4)การจูงใจให้ถอยห่างจากการสนับสนุนกลุ่ม MB โดยอียิปต์อาจตอบแทนด้วยการเป็นคนกลางในการโน้มน้าวให้สหรัฐฯ และประเทศตะวันออกกลางผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซูดานที่ดำเนินการมามากกว่า 15 ปี 
 

Update มกราคม 2559

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  19 มกราคม 2559

 

  • Pres.
    Umar Hassan Ahmad al-BASHIR , Field Mar.
  • First Vice Pres.
    BAKRI Hassan Salih
  • Second Vice Pres.
    Hasabu Mohamed ABDEL RAHIM
  • Asst. to the Pres.
    Muhammad Uthman al-MIRGHANI
  • Min. of Agriculture & Forestry
    Ibrahim Adam Ahmed AL-DUKHAIRI
  • Min. of Animal Resources
    Musa Tibin MUSA
  • Min. of Antiquities, Tourism, & Wildlife
    Mohamed Abu Zaid MUSTAFA
  • Min. of Communication & Information Technology
    Tahani Abdallah ATIA
  • Min. of Council of Ministers
    Ahmed Saad OMAR Khidir
  • Min. of Culture & Information
    Al-Tayyib Hassan BADAWI
  • Min. at Decentralization Bureau
    Faisal Hassan IBRAHIM
  • Min. of Defense
    Awad al-Karim Ahmad Muhammad Ibn AUF , Lt. Gen.
  • Min. of Environment, Natural Resources, & Urban Development
    Hassan Abdel Qader HILAL
  • Min. of Finance & Economic Planning
    Badr al-Din Mahmoud Hamid ABBAS
  • Min. of Foreign Affairs
    Ibrahim Ahmad 'Abd al-Aziz GHANDOUR
  • Min. of Gen. Education
    Suad ABDEL RAZIQ Mohamed Sayeed
  • Min. of Guidance & Endowments
    Ammar MIRGHANI Hussayn
  • Min. of Health
    Bahar Idris ABU GARDA
  • Min. of Higher Education & Scientific Research
    Sumia Mohamed Ahmed ABU-KASHAWA
  • Min. of Human Resources Development
    Al-Sadiq al-Hadi Abdel Rahman al-MAHADI
  • Min. of Industry
    Mohamed Yousif Ali YOUSIF
  • Min. of Information
    Ahmad Bilal OSMAN
  • Min. of Interior
    ISMAT Abdel Rahman Zain al-Abdin
  • Min. of International Cooperation
    Kamaladdin Hassan ALI
  • Min. of Investment
    Mudathir Abdelghani ABDEL RAHMAN
  • Min. of Justice & Prosecutor Gen.
    Awad al-Hassan AL-NOUR
  • Min. of Labor
    Ahmed Babikir NAHAR
  • Min. of Minerals
    Sadiq Ahmed AL-KAROURI
  • Min. of Petroleum & Gas
    Muhammad Zayid AWAD
  • Min. of Presidential Affairs
    Fadl ABDALLAH
  • Min. of Trade
    Mansour Yousif AL-AJAB
  • Min. of Transportation, Roads, & Bridges
    Makhawi Muhammad AWAD
  • Min. of Water Resources, Irrigation, & Electricity
    Mutaz Mohamed MUSA Salim
  • Min. of Welfare & Social Security
    Masheir Mohammed al-Amin ABDALLAH
  • Min. of Youth & Sport
    Husayn Muhammad HAMDI
  • Attorney Gen.
    Ali Mohamed Osman YASSIN
  • Governor, Central Bank of Sudan
    ABDELRAHMAN Hassan Abdelrahman Hashim
  • Charge d'Affaires, Embassy, Washington
    N/A
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Omer DAHAB Fadl Mohamed

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/SU.html

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

167 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP รายบุคคล

4,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

3.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 28.9%
  • ภาคอุตสาหกรรม 20.4%
  • ภาคการบริการ 50.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการว่างงาน

13.6% (ค่าประมาณพ.ศ. 2557)
อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

16.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ผลผลิตทางการเกษตร

ฝ้าย ถั่วลิสง ข้าวฟ่าง ธัญพืชต่างๆ ข้าวสาลี ยางไม้จากต้นอะคาเซีย อ้อย แป้งมันสำปะหลัง มะม่วง มะละกอ กล้วย มันฝรั่งหวาน งา แกะ

อุตสาหกรรม

น้ำมัน อุตสาหกรรมการแยกเมล็ดฝ้ายออกจากเส้นใย สิ่งทอ ซีเมนต์ น้ำมันปรุงอาหาร น้ำตาล อุตสาหกรรมผลิตสบู่ รองเท้า การกลั่นน้ำมัน เวชภัณฑ์ อาวุธยุทโธปกรณ์ ประกอบรถยนต์หรือรถบรรทุกขนาดเล็ก

อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม

2.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

หนี้สาธารณะ

72.1% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

ขาดดุล 6.457 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการส่งออก

4.392 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้าส่งออก

น้ำมัน ฝ้าย เมล็ดงา ปศุสัตว์ ถั่วลิสง น้ำตาล

ประเทศ (คู่ค้า) ส่งออกที่สำคัญ

UAE 32%, China 16.2%, Saudi Arabia 15.5%, Australia 4.7%, India 4.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

8.287 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้านำเข้า

เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ สินค้าอุตสาหกรรม อุปกรณ์ยานยนต์ ยา เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ ข้าวสาลี

ประเทศ (คู่ค้า) นำเข้าที่สำคัญ

China 26.3%, UAE 10%, India 9%, Egypt 5.6%, Turkey 4.7%, Saudi Arabia 4.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

ปอนด์ซูดาน (Sudanese pound)

สัญลักษณ์เงิน

SDG

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนได้ที่นี่)

 
ซูดานเป็นประเทศที่มีฐานะยากจน และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดในแอฟริกา โดยแบ่งเป็น 2 เชื้อชาติหลัก ได้แก่ อาหรับ (ประมาณ 70%) และแอฟริกันผิวดำ โดยประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในปี 2542 มีการค้นพบแหล่งน้ำมัน ทำให้รัฐบาลเริ่มประกอบอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมัน และสามารถทำรายได้เข้าประเทศ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย การเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันนี้ทำให้ซูดานได้รับความสนใจจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก และบริษัทต่างชาติจำนวนมากประสงค์เดินทางมาเยือนซูดาน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในด้านกิจการน้ำมันในซูดาน โดยขณะนี้ จีน แคนาดา และมาเลเซีย ได้ร่วมลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันในซูดานแล้ว
 
เศรษฐกิจของซูดานได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองทำให้สาธารณูปโภคถูกทำลาย การบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และการที่มีประชากรผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยกว่า 4 ล้านคนอยู่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากสงครามระหว่างซูดานเหนือและซูดานใต้สิ้นสุดลง เศรษฐกิจของซูดานเติบโตขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
 
แม้สหประชาชาติจะจัดซูดาน เป็น 1 ใน 50 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกแต่ซูดานก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงเนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยสังเกตได้จากการก่อสร้างที่มีมากขึ้นบริเวณกรุงคาร์ทูม อย่างไรก็ดี สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการลงนามสันติภาพแล้วเมื่อ 9 มกราคม 2548 ซูดานจึงให้ความสนใจต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ซูดานเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกามีพื้นที่มากกว่าประเทศไทย 4 เท่า มีแม่น้ำบลูไนล์และไวท์ไนล์ไหลมาบรรจบที่กรุงคาร์ทูม พื้นที่สองฟากฝั่งจึงมีความอุดมสมบูรณ์ ซูดานเป็นประเทศที่มีหนี้สินต่างชาติเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปี 2536 โดยหนี้ดังกล่าวเป็นของ World Bank และ IMF ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่รัฐบาลนำมาใช้ในโครงการต่างๆ ทำให้นาย Bashir และนาย Salva Kirr รองประธานาธิบดีคนแรกของซูดาน มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมธิการขึ้นมาศึกษาผลกระทบทางวิกฤติการเงินโลกต่อประเทศซูดาน คณะกรรมธิการดังกล่าว ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากทั้งภาคส่วนของรัฐบาลและภาคส่วนของรัฐบาลของภาคใต้ของซูดาน (Government of Southern Sudan: GOSS )
 
รัฐบาลซูดานได้เปิดโรงผลิตไฟฟ้าที่เขื่อน Merowe ซึ่งคาดการณ์ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบรูณ์ปลายปี 2553 คาดว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของซูดานได้เท่าตัว โดยจุดประสงในการสร้างเขื่อนดังกล่าวมีดังนี้ (1) ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้า (2) รองรับพัฒนาการทางด้านเกษตรกรรมที่จะเกิดขึ้นรอบๆอ่างเก็บน้ำที่ยาวกว่า 9.7ก.ม. (3) รองรับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เช่น โครงการก่อสร้างสะพาน Nileโครงการขยายรางรถไฟ โครงการก่อสร้างโรงพยาบาล และสนามบินแห่งใหม่ใกล้เมือง Merowe
 
หลังจากที่เซ้าท์ซูดานแยกตัวออกไปจากซูดาน ซูดานสูญเสียผลผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันไปถึง 75% (จากเดิมการส่งออกน้ำมันถือเป็นรายได้หลัก) จากการเก็บค่าธรรมเนียมการขนส่งน้ำมันทำให้เซ้าท์ซูดานหยุดการผลิตน้ำมันไปชั่วคราวเมื่อเดือนมกราคม 2555 ถึง เดือนเมษายน 2556
 
รัฐบาลของซูดานและเซ้าท์ซูดานตกลงกันในเรื่องของค่าธรรมเนียมท่อส่งน้ำมันในราคา 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับการส่งน้ำมันจาก Nile Blend ไปยัง Port Sudan และราคา 11 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการส่งน้ำมันไปยัง Dar Blend ในปี 2014 งบประมาณของซูดานซึ่ง IMFคาดการว่าอยู่ที่ประมาณ 528 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งน้ำมันจากเซ้าท์ซูดาน ซึ่งมีแนวโน้มจะลดลงถ้าหากทั้งสองประเทศยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่
 
ปลายปี 2013 ซูดานมีทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซูดานยังมีหนี้สินที่ค้างชะระจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลซูดานจึงมีแผนการการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt relief) ตามแผนการและเงื่อนไขขององค์กร the heavily indebted poor countries (HIPC) initiative แต่อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างหนี้จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากสมาชิกทั้ง 55 ประเทศของ Paris Club of creditor nations แต่ความตกลงดังกล่าวก็ยังไม่สามารถระบุปริมาณหนี้ของซูดานได้ ดังนั้นในการตัดสินใจของ HIPC ในเดือนกันยายน 2014 จึงควรมีการจัดสรรว่าซูดานมีปริมาณหนี้สินต่างประเทศเป็นจำนวนเท่าใด และซูดานควรจะต้องจัดการกับหนี้สินต่างประเทศและสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของการปรับโครงสร้างหนี้ตาม HIPC initiative ภายใน 2 ปี
 
 

ความสัมพันธ์ด้านการทูต
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์กับซูดานเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 โดยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร มีเขตอาณาคลุมถึงประเทศซูดาน เอกอัครราชทูตคนปัจจุบันคือนายชลิต มานิตยกุล และกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงคาร์ทูม คือนาย Gamal B. Elnefeidi ส่วนฝ่ายซูดานมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำประเทศมาเลเซีย ดูแลประเทศไทย กงสุลกิตติมศักดิ์ซูดานประจำประเทศไทยคือ นาย Yahia Elmakki Mohamed 
 
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ 
นักธุรกิจไทยดำเนินการจัดตั้งศูนย์การค้าไทยที่กรุงคาร์ทูม ประกอบด้วยซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าไทย (อาหารฮาลาล) ห้องแสดงสินค้าไทย และร้านอาหารไทย ซึ่งได้เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 เมื่อเดือนมีนาคม 2546 บริษัทเอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (เอสโก) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับสัญญาว่าจ้างงานบริหารจัดการโรงไฟฟ้า El Gaili 1 และ 2 และถ่ายทอดความรู้งานเดินเครื่อง และบำรุงรักษาให้กับพนักงานของบริษัท National Electricity Corporation (NEC) (การไฟฟ้าแห่งชาติซูดาน) ต่อมา เมื่อเดือนกันยายน 2546 บริษัทเอ็กโกฯ ได้รับสัญญาว่าจ้างเพิ่มอีกหนึ่งสัญญา ในการจัดหา spare parts และงานซ่อมบำรุงให้กับโรงไฟฟ้า El Gaili 2 รวมทั้งงานฝึกอบรมมูลค่า 318 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 บริษัทเอ็กโกฯ ได้ลงนามสัญญาอีก 2 ฉบับ กับฝ่ายซูดาน จัดหา spare parts ให้กับโรงไฟฟ้า El Gaili และโรงไฟฟ้า Khartoum North รวมทั้งงานฝึกอบรม เป็นมูลค่ารวมกัน 283.4 ล้านบาท
 
ศักยภาพการเข้าไปลงทุนในซูดานของนักธุรกิจไทย แม้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและซูดานยังไม่มาก แต่ซูดานมีความต้องการสินค้าจากไทย เช่น เสื้อผ้า วัสดุก่อสร้าง อาหารกระป๋อง ส่วนไทยนำเข้าฝ้ายจากซูดาน แต่การค้าส่วนใหญ่ผ่านประเทศที่สาม ซึ่งหากมีการติดต่อโดยตรงจะช่วยให้ต้นทุนของสินค้าลดลงและสามารถขยายสินค้าเข้าไปจำหน่ายในซูดานได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ไทยมีศักยภาพที่จะเข้าไปลงทุนในซูดานได้อีกมาก เพราะไทยมีแรงงานและช่างฝีมือไทยซึ่งฝีมือดีเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะในธุรกิจภาคการก่อสร้างที่กำลังขยายตัวและในธุรกิจบริการ ทั้งนี้ หากวัสดุก่อสร้างจากประเทศไทยสามารถเข้ามาในซูดานได้ก็จะยิ่งทำให้มีผู้ประกอบการชาวไทยมีโอกาสเจาะตลาดได้อีกมาก เนื่องจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของซูดานต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและคงทนถาวร มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน (value for money) และที่สำคัญต้นทุนไม่สูงมากอย่างของยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
 
การทำธุรกิจในซูดานกำลังขยายและมีการติดต่อธุรกิจกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลางซึ่งมีสายการบินของซูดานและต่างชาติอื่นๆ บินเข้า-ออกซูดานทุกวัน ปัจจุบันประเทศในอาเซียนเข้าไปทำธุรกิจในซูดาน เช่น บริษัทน้ำมันของมาเลเซีย
 
ความสัมพันธ์ไทย-ซูดานทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด
 
สำหรับมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศในปี 2556 มีมูลค่า 204.19 ล้าน USD โดยไทยส่งออกสินค้าเป็นมูลค่า 175.63 ล้าน USD และไทยนำเข้า 28.56 ล้าน USD 
 
ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม  
- ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าร่วมในภารกิจสหประชาชาติในซูดาน (United Nations mission in Sudan: UNMIS) เพื่อเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพในฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์ทางทหาร นอกจากนี้ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารรายบุคคลเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายอำนวยการในภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (AU/UN Hybrid operation in Darfur: UNAMID) และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมกองพันทหารราบ จำนวน 1 กองพันเพื่อเข้าร่วมในภารกิจ UNAMID
- สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศได้ส่งคณะสำรวจเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการฝึกอบรมระหว่างไทยและซูดานทางด้านเกษตรกรรม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาจากฝ่ายซูดาน 
 
ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
อยู่ระหว่างการพิจารณาความตกลงทั่วไปว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ และบันทึกความเข้าในด้านสาธารณสุข  
 
การเยือนของผู้นำระดับสูง 
 
ฝ่ายไทย 
- เมื่อวันที่ 11-15 มิถุนายน 2544 นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา และคณะเดินทางเยือนซูดาน 
- เมื่อวันที่ 13-15 กันยายน 2546 อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนไทยเยือนซูดาน และร่วมประชุม Working Group Dialogue ครั้งที่ 1 ที่กรุงคาร์ทูม 
- เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยือนซูดาน 
- เมื่อวันที่ 19-21 มกราคม 2549 ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เยือนซูดาน เพื่อร่วมประชุม Executive Council ของ African Union 
- เมื่อวันที่ 19-20 เมษายน 2550นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนซูดาน 
 
ฝ่ายซูดาน 
- เมื่อวันที่ 5-9 มีนาคม 2545 ประธานรัฐสภาซูดานเยือนไทยระหว่าง และเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเห็นพ้องให้จัดตั้ง Working Group Dialogue ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศ 
- เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 Dr. Mosfa Osman Esmael รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซูดานแวะพักเปลี่ยนเที่ยวบินที่ประเทศไทยเพื่อเดินทางไปเมืองดูไบ 
- เมื่อวันที่ 13-16 สิงหาคม 2549 นาย Lam Akol Ajawin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซูดานเดินทางเยือนไทย
 
ข้อมูลด้านกงสุล
 
การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานกงสุล ณ กรุงเทพมหานคร หรือสถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำมาเลเซีย
 
สำนักงานไทยที่ดูแลซูดาน สถานกงสุล ณ กรุงคาร์ทูม (อยู่ระหว่างการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำซูดานคนใหม่แทน Mr. Gamal Bashir Elnefeidi ที่เสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม 2554) หรือ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร
 
สำนักงานซูดานที่ดูแลไทย สถานกงสุล ณ กรุงเทพมหานคร (กงสุลกิตติมศักดิ์ซูดานประจำไทย คือ Mr. Yahia Elmakki Mohamed) หรือ สถานเอกอัครราชทูตซูดานประจำมาเลเซีย
 
 

ที่มา: กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,220.67 478,911.68 455,271.89 455,271.89 417,029.28 5.95 0.14 -4.94 -4.94 -8.40
การส่งออก 229,105.66 228,504.89 227,523.51 227,523.51 214,375.14 2.93 -0.26 -0.43 -0.43 -5.78
การนำเข้า 249,115.00 250,406.80 227,748.38 227,748.38 202,654.14 8.89 0.52 -9.05 -9.05 -11.02
ดุลการค้า -20,009.34 -21,901.91 -224.88 -224.88 11,721.01            
ไทย - ซูดาน                      
มูลค่าการค้า 70.22 204.19 161.46 161.46 285.16 -58.09 190.79 -20.93 -20.93 76.61
การส่งออก 69.69 175.63 160.42 160.42 284.22 -37.72 152.01 -8.66 -8.66 77.17
การนำเข้า 0.53 28.56 1.03 1.03 0.94 -99.05 5,303.16 -96.38 -96.38 -9.12
ดุลการค้า 69.16 147.07 159.39 159.39 283.28            
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 
อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 น้ำตาลทราย 3.5 107.1 93.0 93.0 219.0 -90.79 ####### -13.11 -13.11 135.40
2 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 15.5 17.9 20.7 20.7 26.4 21.65 15.37 16.00 16.00 27.59
3 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 11.8 12.0 9.6 9.6 7.3 5.17 1.98 -19.78 -19.78 -24.48
4 เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วน 5.9 7.4 4.9 4.9 4.5 -11.58 25.53 -33.22 -33.22 -9.71
5 ผลิตภัณฑ์ยาง 3.1 4.9 4.5 4.5 3.6 5.60 61.55 -8.08 -8.08 -21.28
6 รองเท้าและชิ้นส่วน 0.8 1.2 1.6 1.6 2.4 -21.65 59.73 35.97 35.97 43.67
7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 3.7 0.8 3.3 3.3 2.3 -42.10 -77.21 294.07 294.07 -30.68
8 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 0.8 1.2 0.9 0.9 1.9 -77.08 48.62 -27.81 -27.81 120.98
9 กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 0.2 0.4 1.2 1.2 1.8 -57.59 124.40 227.44 227.44 53.08
10 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 0.7 0.8 1.2 1.2 1.6 -19.60 9.85 41.13 41.13 37.83
รวม 10 รายการ 45.9 153.7 141.0 141.0 270.7 -44.87 235.25 -8.25 -8.25 91.95
อื่นๆ 23.8 21.9 19.4 19.4 13.5 -17.01 -8.09 -11.53 -11.53 -30.35
รวมทั้งสิ้น 69.7 175.6 160.4 160.4 284.2 -37.72 152.01 -8.66 -8.66 77.17
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : เหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 490,852.0 676,487.4 106,537.0 106,537.0 394,343.1 41.60 37.82 -84.25 -84.25 270.15
2 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ - - 838,196.5 838,196.5 357,078.3 - - - - -57.40
3 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 13,732.2 363,962.5 4,783.9 4,783.9 62,641.2 58.74 ####### -98.69 -98.69 1,209.42
4 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 40.8 2,707,107.0 11,093.6 11,093.6 46,120.9 -91.61 ####### -99.59 -99.59 315.74
5 สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธ์ 18,437.5 22,009.2 37,219.1 37,219.1 35,188.6 666.15 19.37 69.11 69.11 -5.46
6 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ - - - - 16,963.2 - - - - -
7 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 125.5 47,304.0 6,779.0 6,779.0 8,506.2 -92.72 ####### -85.67 -85.67 25.48
8 ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ 2,218.8 1,163,545.1 19,700.5 19,700.5 6,927.4 -62.92 ####### -98.31 -98.31 -64.84
9 สิ่งพิมพ์ 337.3 290,608.1 1,213.2 1,213.2 3,147.6 -86.31 ####### -99.58 -99.58 159.44
10 ลวดและสายเคเบิล - 23,312.9 - - 3,092.6 - - - - -
รวม 10 รายการ 525,744.1 5,294,336.2 1,025,522.9 1,025,522.9 934,009.2 42.69 907.02 -80.63 -80.63 -8.92
อื่นๆ 2,903.2 23,266,811.3 7,238.2 7,238.2 4,568.8 -99.99 ####### -99.97 -99.97 -36.88
รวมทั้งสิ้น 528,647.3 28,561,147.4 1,032,761.1 1,032,761.1 938,578.0 -99.05 ####### -96.38 -96.38 -9.12

 

 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

ที่อยู่

The Embassy of the Republic of the Sudan

No. 2 & 2A Persiaran Ampang
Off Jalan Ru 55000 Kuala Lumpur,
or P.O. Box 12591
Kuala Lumpur, Malaysia

Tel: (603) 4256-9104, (603) 4251-6054, (603) 4252-5631

Fax: (603) 4256-8107

 

JoomSpirit