สาธารณรัฐซิมบับเว

zim1 coatzz
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)

zim2
ที่มา:CIA - The World Factbook
zim3
ที่มา: CIA - The World Factbook

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐซิมบับเว หรือ Republic of Zimbabwe

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ระหว่างประเทศแอฟริกาใต้กับแซมเบีย

พื้นที่

390,580 ตารางกิโลเมตร พื้นดินเท่ากับ 386, 670 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 3,910 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนทั้งหมดยาว 3,066 กิโลเมตร ทิศเหนือติดกับแซมเบีย (797 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกติดกับโมซัมบิก (1,231 กิโลเมตร) ทิศตะวันตกติดกับบอตสวานา (813 กิโลเมตร) ทิศใต้ติดกับแอฟริกาใต้ (225 กิโลเมตร) ไม่มีทางออกทะเล

สภาพภูมิประเทศ

ร้อนชื้น แต่เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่บนที่สูงจึงค่อนข้างเย็น ฝนตกช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือน มีนาคม

สภาพภูมิอากาศ

ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงที่มีทุ่งหญ้าบนที่สูงตอนกลาง มีภูเขาทางทิศตะวันออก

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทองคำ ถ่านหิน เงิน นิกเกิล อัสเบสโตส ทองคำ สินแร่ ลิเธียม

ภัยธรรมชาติ

ภัยแล้ง ภัยที่เกิดจากน้ำท่วมและพายุรุนแรงจะเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง

จำนวนประชากร

14,229,541 คน (ค่าประมาณการ เดือนกรกฏคมคม พ.ศ. 2558)

อัตราการเติบโตประชากร

2.21% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สัญชาติ

Zimbabwean (s)

เชื้อชาติ

ชาวแอฟริกัน 99.4% ที่ระบุไม่ได้ 0.2% และ อื่น ๆ 0.4% (พ.ศ. 2555)

ศาสนา

โปรแตสแตนท์ 75.9% โรมันคาทอลิก 8.4% คริสต์นิกายอื่นๆ 8.4% อื่นๆ 1.2% ไม่มีศาสนา 6.1% (พ.ศ. 2554)

ภาษา

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ และมีภาษาพื้นเมืองอื่น ๆ คือ Shona Sindebele

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ยุคก่อนได้รับเอกราช

ซิมบับเวเดิมชื่อโรดีเซียใต้ เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่ปี 2466 โดยมีการปกครองภายในตนเอง ส่วนอังกฤษควบคุมด้านต่างประเทศและการป้องกันประเทศ ในระหว่างเป็นเมืองอาณานิคมมีการปกครองโดยรัฐบาลผิวขาว ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ ทำให้มีการต่อสู้ โดยกลุ่มชนผิวดำเพื่อเรียกร้องให้ปกครองโดยชนส่วนใหญ่ และต่อมาได้รับเอกราชเมื่อ 18 เมษายน 2523 (1980)

ยุคหลังได้รับเอกราช

ระยะแรกหลังจากได้รับเอกราช ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 1 เมื่อปี 2523 ผลการเลือกตั้ง คือ ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น นำโดยนาย Robert MUGABE หัวหน้าพรรค ZANU-PF (Zimbabwe African National Union - Patriotic Front) ซึ่งได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งทั่วไปเป็นผู้จัดตั้งคณะรัฐบาลและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาลประกอบด้วยรัฐมนตรีผิวดำจากพรรค ZANU-PF (ของนาย MUGABE) และจากพรรค ZAPU (ของนาย NKOMO) รวมทั้งรัฐมนตรีผิวขาวจากพรรค Rhodesian Front ของนาย Ian SMITH

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 ในปี 2528 พรรค ZANU-PF ได้รับเสียงข้างมากเข้ามาจัดตั้งคณะรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

ตามรัฐธรรมนูญของซิมบับเวฉบับแรกในปี พ.ศ. 2523 (1980) ได้กำหนดรูปแบบการปกครองให้เป็นแบบรัฐสภาที่ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีทั้งหมด 100 คน โดยจำนวน 20 คน เลือกตั้งโดยคนผิวขาว และอีก 80 คน เลือกตั้งโดยมีผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วไป ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีวาระละ 5 ปี วุฒิสภามีสิทธิเฉพาะการหน่วงเหนี่ยวร่างกฎหมาย ประธานาธิบดีซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยสมาชิกรัฐสภาเป็นประมุขของประเทศและอยู่ในตำแหน่งวาระละ 6 ปี ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล

ในปี พ.ศ. 2530 ได้มีการยกเลิกสิทธิพิเศษที่ให้คนผิวขาวเลือกผู้แทนเป็นการเฉพาะจำนวน 20 คน

ในปี 2531 ได้มีการลงนามในความตกลงรวมพรรค ZAPU เข้ามาอยู่ภายใต้พรรค ZANU-PF และได้มีการยกเลิกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยให้ประธานาธิบดีเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ นาย MUGABE เข้ารับตำแหน่งเป็น Executive President คนแรกของซิมบับเว ในฐานะเป็นประมุขและเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลซึ่งมีอำนาจสูงสุดทางด้านบริหาร

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 3 เมื่อปี 2533 (1990) เป็นการเลือกตั้งระบบสภาเดียวคือสภาผู้แทนโดยยกเลิกวุฒิสภา พรรค ZANU-PF ของประธานาธิบดี MUGABE ได้รับชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาล และได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มจำนวนสภาผู้แทนเป็น 120 คน (เดิม 100 คน)

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2538 พรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างน้อย 5 พรรคได้คว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้ มีเพียงพรรค ZANU (Ndonga) และพรรค Forum Party ที่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันกับพรรค ZANU(PF) อย่างไรก็ตาม มีเขตเลือกตั้งจำนวน 52 เขตที่ผู้สมัครของพรรค ZANU(PF) ได้รับเลือกโดยไม่มีคู่แข่ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรค ZANU(PF) ได้รับเลือก 117 ที่นั่งจากทั้งหมด 120 ที่นั่ง โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงร้อยละ 57

การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2539 มีขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม 2539 โดยมีผู้สมัครเพียงคนเดียว คือ ประธานาธิบดี Mugabe เนื่องจากผู้สมัครรายอื่นอีก 2 รายถอนตัวก่อนวันเลือกตั้ง โดยประธานาธิบดี Mugabe ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 93 โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงร้อยละ 32

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2543 มีขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน 2543 โดยก่อนการเลือกตั้ง ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรง มีผู้เสียชีวิตกว่า 37 คน และพรรครัฐบาลถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนทั้งหมด 120 ที่นั่ง พรรค ZANU-PF ได้รับเลือกกลับมาเพียง 62 ที่นั่ง โดยสูญเสียที่นั่งให้พรรคฝ่ายค้านคือพรรค MDC 57 ที่นั่ง ส่วนพรรค ZANU (Ndonga) ได้รับเลือก 1 ที่นั่ง

การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมีนาคมปี 2545 ผลปรากฏว่า นาย MUGABE ได้รับชัยชนะ โดยได้รับคะแนนเสียงข้างมาก อย่างไรก็ดี ประเทศตะวันตกไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยกล่าวว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
นโยบายปฏิรูปที่ดินของรัฐบาลซิมบับเว

นาย MUGABE ได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดิน โดยการยึดที่ดินทำกินของชาวนาผิวขาว (เชื้อสายอังกฤษ) ซึ่งครอบครองที่ดินถึงร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งหมด และนำมาจัดสรรให้แก่คนท้องถิ่นผิวดำ เพื่อเรียกความศรัทธาและความนิยมของประชาชน การใช้นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อซิมบับเว อย่างไรก็ดี แอฟริกาใต้ รวมถึงประเทศในภูมิภาคแอฟริกาส่วนใหญ่มีท่าทีไม่เห็นด้วยต่อมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีซิมบับเวระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2545 ปรากฏว่า นาย MUGABE ได้รับชัยชนะ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้าน และประเทศตะวันตกไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยกล่าวว่านาย MUGABE ดำเนินการเลือกตั้งอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

สหรัฐฯ แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับชัยชนะของนาย MUGABE และมีแผนการกดดัน จะทำให้นาย MUGABE ออกจากตำแหน่ง โดยใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซิมบับเว

กลุ่มประเทศสมาชิกเครือจักรภพ ได้เพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 12 เดือน และดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อซิมบับเว

จากนั้น การเลือกตั้งทั่วไปในซิมบับเวเมื่อ 31 มีนาคม 2548 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาจำนวน 120 ที่นั่ง จากทั้งหมด 150 ที่นั่ง (ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งอีก 30 ที่นั่ง) และเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรค Zimbabwe Africa National Union (ZANU - PF) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Mugabe และพรรคฝ่ายค้าน Movement for Democratic Change (MDC) ภายใต้การนำของนาย Morgan Tsvangirai ผลปรากฏว่า พรรค ZANU-PF ได้รับเลือก 78 ที่นั่ง และเมื่อนำจำนวนที่นั่งที่พรรค ZANU-PF ได้รับเลือกในครั้งนี้ ไปรวมกับอีก 30 ที่นั่งซึ่งเป็นอำนาจแต่งตั้งของประธานาธิบดีจะทำให้พรรค ZANU-PF มีจำนวนที่นั่งในรัฐสภาเกินกว่า 2 ใน 3

ชัยชนะของพรรค ZANU-PF ครั้งนี้ เป็นไปตามความคาดหมาย เพราะนอกจากพรรค ZANU-PF จะอาศัยความได้เปรียบจากกลไกของอำนาจรัฐและกฎเกณฑ์การเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์เฉพาะพรรครัฐบาลแล้ว พรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่มีความพร้อมเท่าทีควร เนื่องจากได้ตัดสินใจเข้าร่วมการเลือกตั้งในโอกาสสุดท้าย อีกทั้ง กว่าหนึ่งในสี่ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งชาวซิมบับเวซึ่งมีถิ่นพำนักในต่างประเทศและเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนสำคัญของพรรคฝ่ายค้านไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิออกเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับท่าทีของประเทศต่าง ๆ นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แถลงว่า สหรัฐฯ ยังคงคลางแคลงใจกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากระเบียบกฎเกณฑ์การเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรแถลงว่า ผลการเลือกครั้งนี้ไม่โปร่งใสและมีผลกระทบต่อความชอบธรรมของประธานาธิบดี Mugabe ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรจะดำเนินมาตรการทางการทูตผ่านทาง EU และเครือจักรภพในการกดดันรัฐบาลซิมบับเวต่อไป อย่างไรก็ดี แอฟริกาใต้ (ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองของซิมบับเว เนื่องจากซิมบับเวเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญ) และประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคแอฟริกาให้การรับรองรัฐบาลของนาย MUGABE ไม่เห็นด้วยต่อมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของซิมบับเวกำลังตกต่ำ แต่กลับแสดงความเห็นใจรัฐบาลซิมบับเว และดำเนินนโยบาย Constructive Engagement ต่อซิมบับเว โดยต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของซิมบับเว โดยเฉพาะการฟื้นฟูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่แอฟริกาใต้ในฐานะหัวหน้าคณะผู้สังเกตุการณ์เลือกตั้งของ SADC ได้ออกมาย้ำถึงความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นท่าทีที่ชัดเจนและมั่นคงของรัฐบาลแอฟริกาใต้ที่มีนโยบายให้การสนับสนุนประธานาธิบดี Mugabe ด้วยดีตลอดมา

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

  • ภายหลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองสืบเนื่องจากนโยบายปฏิรูปที่ดิน อันส่งผลให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ กอปรกับการถูกดำเนินมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ซิมบับเวจึงมีนโยบายกระชับความสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน รวมทั้งเอเชีย เพราะต้องการความช่วยเหลือด้านทุนและวิชาการต่าง ๆ เพื่อมาใช้ในการปรับปรุงเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน
  • ซิมบับเวได้รับตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) ในช่วงปี 2529 - 2532
  • ซิมบับเวเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกา (African Development Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) และประชาคมด้านการพัฒนาแห่งภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC
  • วันที่ 7 ธันวาคม 2546 ประธานาธิบดี Mugabe ได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศในเครือจักรภพ ภายหลังที่กลุ่มประเทศเครือจักรภพตัดสินใจเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวเป็นการชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด

รูปแบบการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ (Parliament Democracy) มีพรรคการเมืองหลายพรรค ประธานาธิบดีมาจากการเลือก ตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี

เมืองหลวง

กรุงฮาราเร (Harare) เมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ Bulawayo Chitungwiza Mutare และ Gweru

การแบ่งเขตการปกครอง

8 เขตกับ 2 เมืองที่มีสถานะเทียบเท่าเขต* ได้แก่ Bulawayo*, Harare*, Manicaland, Mashonaland Central, Mashonaland East, Mashonaland West, Masvingo, Matabeleland North, Matabeleland South, Midlands

วันที่ได้รับเอกราช

18 เมษายน พ.ศ. 2523 จากสหราชอาณาจักร

รัฐธรรมนูญ

21 ธันวาคม พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979)

ระบบกฎหมาย

ผสมผสานกันระหว่างกฎหมายโรมัน-ดัทช์ กับกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ

ฝ่ายนิติบัญญัติ

รัฐสภา (House of Assembly) แบบสภาเดียว(unicameral) ประกอบด้วยสมาชิก 150 คน ซึ่งในจำนวนนี้มาจากการเลือกตั้งทั่วไป 120 คน และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี 12 คน ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี 10 คน ได้รับเลือกจากหัวหน้าเผ่าท้องถิ่น และอีก 8 คน ได้รับเลือกจากผู้ว่าราชการจังหวัด

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร รวมทั้งเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

ฝ่ายตุลาการ

ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลสูง และศาลท้องถิ่น

zimbabwe-political-map

การเมืองการปกครอง

ซิมบับเวปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ ฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ power-sharing deal ซึ่งกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 93 ที่นั่ง (60 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี / 10 ที่นั่งมาจากนายกเทศมนตรีเขตโดยได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี / 16 ที่นั่งมาจากผู้นำท้องถิ่นโดยผ่านการเลือกตั้งของคณะมนตรีผู้นำ / 2 ที่นั่งเป็นของประธานและรองประธานคณะมนตรีผู้นำ / 5 ที่นั่ง มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 210 ที่นั่ง (ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี) เลือกตั้งครั้งล่าสุด (ทั้ง 2 สภา) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุดและศาลสูง 
  
บริเวณประเทศซิมบับเวในปัจจุบัน ในอดีตคือดินแดน Southern Rhodesia ซึ่งถูกเจ้าอาณานิคม (อังกฤษ) รวมเข้ากับ Northern Rhodesia (ปัจจุบันคือแซมเบีย) และ Nyasaland (ปัจจุบันคือมาลาวี) และก่อตั้งขึ้นเป็นสหพันธรัฐแอฟริกากลาง (The Central African Federation) ในปี 2496 (ค.ศ.1953) โดยสหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้มีกรุงซาลิสบิวรี่ (Salisbury) (ปัจจุบันคือ กรุงฮาราเร) เป็นเมืองหลวง ภายหลังมาลาวีและแซมเบียได้รับเอกราช สหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้ ก็ล่มสลาย ดินแดน Southern Rhodesia จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rhodesia โดยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผิวขาวของนายเอียน สมิทธ์ (Ian Smith) ซึ่งได้ประกาศแถลงการณ์อิสรภาพฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration of Independence - UDI) ในปี 2508 (ค.ศ.1965) โดยมีจุดยืนคือ การประกาศเอกราชจากอังกฤษ 
 
คนผิวดำในซิมบับเว ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีกระบวนการต่อต้านการปกครองของคนผิวขาวในรูปแบบของกองกำลังทหารคือ สหภาพชาวแอฟริกันแห่งชาติซิมบับเว (The Zimbabwe African National Union - ZANU) ซึ่งนำโดยนายโรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Mugabe) กลุ่ม ZANU เป็นศูนย์รวมของการต่อสู้ทาง การเมืองของชาวผิวดำในซิมบับเวและการเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษ ด้วยขบวนการแบบกองโจร ในปี 2522 (ค.ศ.1979) รัฐบาลอังกฤษได้จัดประชุมหลายฝ่ายในกรุงลอนดอน ผลการประชุมนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523 (ค.ศ.1980) ซึ่งกลุ่ม ZANU (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Zimbabwe African National Union - Patriotic Front หรือ ZANU-PF) ภายใต้การนำของนายมูกาเบ ได้รับชัยชนะและเข้าครองอำนาจการบริหารประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2523 
 
ซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2523 (ค.ศ.1980) โดยมีนายมูกาเบ เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523-2530 หลังจากนั้น นายมูกาเบได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2530 
 
หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ระยะหนึ่ง นายมูกาเบดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดิน โดยยึดที่ดินทำกินของชาวซิมบับเวผิวขาว (เชื้อสายอังกฤษ) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งประเทศ มาจัดสรรใหม่ให้แก่ชาวซิมบับเวผิวดำ เพื่อเรียกความศรัทธาและความนิยมของประชาชน เหตุการณ์บุกรุกที่ดินเริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2543 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน และเกษตรกรผิวขาวกว่า 100 ครอบครัวต้องอพยพออกจากที่ดิน และอีกจำนวนมากต้องยุติการเพาะปลูก นโยบายปฏิรูปที่ดินนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและวิกฤตทางเศรษฐกิจและ สังคมอย่างรุนแรง 
 
ประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้มีมาตรการ Smart/Targeted Sanctions เพื่อ ต่อต้านและกดดันรัฐบาลของนายมูกาเบตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประกอบด้วยการเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวในเครือจักรภพชั่วคราวโดยไม่มี กำหนด การห้ามการเดินทางเข้าประเทศและการอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศตะวันตก ของนายมูกาเบ รวมทั้งพรรคพวกและเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่า การกดดันของประเทศตะวันตกไม่อาจทำให้วิกฤตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในซิ มบับเวบรรเทาลงได้ ซิมบับเวได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพใน เดือนธันวาคม 2546 และฝ่ายรัฐบาลซิมบับเวได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้นำฝ่ายต่อ ต้านและนักเคลื่อนไหวกว่า 40 คน เมื่อเดือนมีนาคม 2550 
 
ในเดือนมิถุนายน 2550 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ รองอธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ เพื่อโน้มน้าวให้ไทยร่วมดำเนินมาตรการ Smart Sanctions ห้ามการเดินทางเข้าไทยกับนายมูกา เบและพวก แต่ฝ่ายไทยได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการใช้มาตรการกดดันที่ไม่ได้อยู่ภาย ใต้มติของ UN โดยฝ่ายไทยเชื่อมั่นในการที่จะบรรลุ ข้อยุติของปัญหาบนพื้นฐานของการเจรจาร่วมกันอย่างตรงไปตรงมาและเท่าเทียมกัน ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่ามาตรการกดดันเพื่อโดดเดี่ยวซิมบับเวนั้นจะไม่ส่งผลดีต่อการแก้ ปัญหา 
 
เนื่องจากได้รับแรงต่อต้านจากประเทศตะวันตกอย่างสูง รัฐบาลซิมบับเวจึงดำเนินนโยบาย Look East แสวงหามิตรประเทศจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการเร่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ในส่วนของไทย รัฐบาลซิมบับเวพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์กับไทย โดยได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำไทยและได้มีความพยายามที่จะ จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าซิมบับเวในกรุงเทพฯ (อนึ่ง ที่ผ่านมา นายมูกาเบและภริยา เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง บุตรชายของนายมูกาเบเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) 
 
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2551 ซิมบับเวมีการเลือกตั้งทั่วไปของสถาบันการเมืองหลักของประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดี สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาท้องถิ่น ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปรากฏว่า นายมูกาเบ ผู้นำพรรค ZANU-PF ได้คะแนนเสียงร้อยละ 43.2 และนายมอร์แกน ชังกิราย (Morgan Tsvangirai) ผู้นำพรรค Movement for Democratic Change – MDC) ได้คะแนนเสียงร้อยละ 47.9 ซึ่งถือว่าไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกตั้งรอบที่ 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2551 
 
ในช่วง 3 เดือนระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ 1 และ 2 นั้น รัฐบาลของนายมูกาเบได้มีการใช้กำลังข่มขู่ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายค้านอย่าง รุนแรง โดยเฉพาะในเขตชนบท มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 60 คน และผู้สูญหายกว่า 30,000 คน นายชังกิราย ผู้นำฝ่ายค้าน แถลงถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบที่ 2 เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงข่มขู่ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านของรัฐบาล โดยฝ่ายค้านยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 85 คน และผู้สูญหายมากกว่า 200,000 คน ผลการเลือกตั้งรอบที่ 2 ปรากฏว่า นายมูกาเบ ที่ลงแข่งขันเพียงผู้เดียว ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ด้วยคะแนนร้อยละ 85.5 โดยมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 42.4 ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้ที่เลือกนายมูกาเบเมื่อเดือนมีนาคม 2551 และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ท่ามกลางความคลางแคลงใจของชาวซิมบับเวและนานาชาติ หลังจากการเลือกตั้ง นายชังกิรายได้เดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ในบอตสวานา ในระหว่างนั้น ได้มีความพยายามในการคลี่คลายปัญหาในซิมบับเวโดยนานาชาติและประเทศแอฟริกัน อื่นๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี โดยประเทศที่ต่อต้านการครองอำนาจของนายมูกาเบอย่างชัดเจนและมีมาตรการคว่ำ บาตรซิมบับเว ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ และกลุ่ม EU 
 
ประเทศมหาอำนาจกลุ่มเหนือ นำโดยสหรัฐฯ ได้เสนอให้ชุมชนโลก ในนามขององค์การระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และ G8 กำหนดมาตรการลงโทษรัฐบาลของนาย มูกาเบ เช่น คว่ำบาตรการค้าอาวุธและการเดินทางของเจ้าหน้าที่อาวุโสของซิมบับเว แต่ประเทศกลุ่มใต้ นำโดย รัสเซีย จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังลังเลต่อมาตรการคว่ำบาตร โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว ในขณะที่แอฟริกาใต้มีท่าทีเป็นกลาง (ซึ่งมีนัยที่สนับสนุนนายมูกาเบ) โดยอ้างการดำเนินนโยบายตามหลัก Quiet Diplomacy 
 
สหภาพแอฟริกา (AU) ได้ มีมติภายหลังการประชุม AU Summit ที่อิยิปต์เมื่อ กลางเดือนกรกฎาคม 2551 ให้นายมูกาเบและนายชังกิราย เจรจากันเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ SADC (Southern African Development Community) ก็กดดันให้นาย ชังกิรายเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้สถานการณ์สงบ ภายหลังการเจรจากว่า 6 เดือน นายชังกิรายประกาศว่า ตนและพรรค MDC-T (ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรค MDC) จะเข้าร่วม กับนายมูกาเบและพรรค ZANU-PF จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยนายมูกาเบยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและคุมกำลังทหาร ส่วนนายชังกิรายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2552) การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากชาวซิมบับเวและประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาอย่างยิ่ง โดยหวังว่า จะทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองคลี่คลายลง และประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นานาชาติยังไม่วางใจในเสถียรภาพของรัฐบาลแห่งชาติ และประเทศตะวันตกยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว 
 
นโยบายต่างประเทศ 
 
ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซิมบับเวมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทางตอนใต้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะกับแอฟริกาใต้ ที่มีนโยบาย quiet diplomacy ชัดเจนว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว อย่างไรก็ดี บอตสวานาได้สร้างแนวรั้วไฟฟ้า และแอฟริกาใต้ได้วางกำลังทหาร ตามแนวชายแดนกับซิมบับเว เพื่อป้องกันการอพยพเข้าประเทศของชาวซิมบับเวที่ประสบปัญหาความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น รวมทั้งผู้ที่ต้องการลี้ภัยทางการเมืองด้วย ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือ-ตะวันออก อาทิ แซมเบีย คองโก (DRC) และโมซัมบิก ประธานาธิบดีมูกาเบเคยส่งทหารเข้าสู้รบในประเทศเหล่านี้ ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การสู้รับดังกล่าวมักเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อประธานาธิบดีมูกาเบและพรรค ZANU-PF ประสบปัญหาทางการเมือง 
 
ความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐฯ และกลุ่ม EU ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากประเทศดังกล่าวมียโยบายคว่ำบาตรด้านการเดินทางและการอายัดทรัพย์สินของสมาชิกแกนนำพรรค ZANU-PF หลายคน (ครอบคลุมประมาณร้อยละ 90 ของผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลซิมบับเว) แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลเท่าที่ควร ประธานาธิบดี มูกาเบยังสามารถเดินทางเข้า-ออกและมีบทบาทในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ร่วมในนโยบายคว่ำบาตร อีกทั้งยังใช้นโยบายคว่ำบาตรซิมบับเวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตนเองและพรรค ZANU-PF ด้วย 
 
ประธานาธิบดีมูกาเบจึงพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะกับมาเลเซียและลิเบีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (South-South Economic Cooperation) ล่าสุด ซิมบับเวได้ตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า (barter trade) กับการนำเข้าน้ำมันจากลิเบีย ปัจจุบันซิมบับเวพยายามดำเนินความสัมพันธ์กับจีนให้มากขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีน 
 
ประธานาธิบดีมูกาเบได้กล่าวสนับสนุนนโยบายการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในระหว่างการเยือนซิมบับเวของประธานาธิบดีมามูด อามาดิเนจ๊าด (Mahmoud Ahmadinajad) เมื่อเดือนเมษายน 2553 แต่นายชังกิราย นายกรัฐมนตรีซิมบับเว ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล MDC คัดค้านการเยือนดังกล่าวโดยเห็นว่าการสนับสนุนอิหร่านจะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ 
 

Update มกราคม 2559

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2558

 

 

  • Pres.
    Robert Gabriel MUGABE
  • Vice Pres.
    Emmerson Dambudzo MNANGAGWA
  • Vice Pres.
    Phelekezela MPHOKO
  • Min. of Agriculture, Mechanization, & Irrigation Development
    Joseph MADE
  • Min. of Defense
    Sydney Tigere SEKERAMAYI
  • Min. of Economic Planning
    Simon Khaya MOYO
  • Min. of Energy & Power Development
    Samuel UNDENGE
  • Min. of Environment, Water, & Climate
    Oppah MUCHINGIRI
  • Min. of Finance
    Patrick Anthony CHINAMASA
  • Min. of Foreign Affairs
    Simbarashe MUMBENGEGWI
  • Min. of Health & Child Welfare
    David PARIRENYATWA
  • Min. of Higher & Tertiary Education, Science, & Technology Development
    Jonathan MOYO
  • Min. of Home Affairs
    Ignatius CHOMBO
  • Min. of Industry & Commerce
    Mike BIMHA
  • Min. of Information, Media, & Broadcasting Services
    Prisca MUPFUMIRA
  • Min. of Information Communications Technology & Courier Services
    Supa MANDIWANZIRA
  • Min. of Justice & Legal Affairs
    Emmerson Dambudzo MNANGAGWA
  • Min. of Labor & Social Services
    Prisca MUPFUMIRA
  • Min. of Lands
    Douglas MOMBESHORA
  • Min. of Local Govt., Public Works, & National Housing
    Savior KASUKUWERE
  • Min. of Mines & Mining Development
    Walter CHIDHAKWA
  • Min. of National Healing, Peace, & Reconciliation
    Phelekezela MPHOKO
  • Min. of Primary & Secondary Education
    Lazarus DOKORA
  • Min. of Small & Medium Enterprises
    Sithembiso NYONI
  • Min. of Sport, Art, & Culture
    Andrew LANGA
  • Min. of State for National Security in the President's Office
    Kembo MOHADO
  • Min. of Tourism
    Walter MZEMBI
  • Min. of Transport & Infrastructure Development
    Obert MPOFU
  • Min. of Welfare Services for the War Veterans, War Collaborators, & Ex-Detainees
    Christopher MUTSVANGWA
  • Min. of Women's Affairs, Gender, & Community Development
    Nyasha CHIKWINYA
  • Min. of Youth Development, Indigenization, & Economic Empowerment
    Christopher MUSHOWE
  • Governor, Reserve Bank of Zimbabwe
    John Panonetsa MANGUDYA
  • Ambassador to the US
    Ammon MUTEMBWA
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Frederick Musiiwa Makamure SHAVA

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/ZI.html

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

28.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP รายบุคคล

2,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการเจริฐเติบโต GDP

1.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 20%
  • ภาคอุตสาหกรรม 26%
  • ภาคการบริการ 53.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

อัตราการว่างงาน

95% (ค่าประมาณพ.ศ. 2552)
อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

0.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าวโพด ฝ้าย ยาสูบ ข้าวสาลี กาแฟ อ้อย ถั่วลิสง โคกระบือ แกะ แพะ สุกร

อุตสาหกรรม

เหมืองแร่ ทองแดง เหล็ก นิกเกิล ดีบุก ผลิตภัณฑ์ไม้ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เคมี ปุ๋ย เสื้อผ้าและรองเท้า อาหาร เครื่องดื่ม

อัตราการเติบโตอุตสาหกรรม

4.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

หนี้สาธารณะ

205.3% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

ขาดดุล 2.466 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการส่งออก
3.301 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้าส่งออก

ทองคำขาว ยาสูบ ฝ้ายโลหะผสมเหล็ก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

ประเทศ (คู่ค้า) ส่งออกที่สำคัญ

China 27.8%, Democratic Republic of the Congo 14%, Botswana 12.5%, South Africa 7.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

5.207 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สินค้านำเข้า

เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง เคมีภัณฑ์ เชื้อเพลิง

ประเทศ (คู่ค้า) นำเข้าที่สำคัญ
South Africa 48.1%, China 12.1%, India 5.2%, Zambia 4.6%  (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน
ดอลลาร์ซิมบับเว (Zimbabwean Dollar)

สัญลักษณ์เงิน

ZWD

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนได้ที่นี่)

 

เศรษฐกิจและสังคม

วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเวล่มสลายภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีมูกาเบ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และภาวะการว่างงานอย่างรุนแรง ในปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของประเทศเท่านั้นที่มีงานประจำ เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2551 รัฐบาลซิมบับเวยกเลิกการใช้เงินสกุล”ดอลลาร์ซิมบับเว” (ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พิมพ์ธนบัตรมูลค่า 100 Trillion Zimbabwean Dollars ออกใช้เท่ากับว่า เงินซิมบับเวดอลลาร์แทบจะไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษ) และอนุญาตให้ใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐ และแรนด์แอฟริกาใต้ ในท้องตลาดได้ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว ประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และเริ่มมีเงินไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น 
 

ความสัมพันธ์ทั่วไป 
 
การทูต 
ไทยและซิมบับเวได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2528 (ค.ศ.1985) โดยไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมซิมบับเว เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐซิมบับเวคนปัจจุบันคือ นายนนทศิริ บุรณศิริ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงพริทอเรีย ส่วนซิมบับเวมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำมาเลเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซิมบับเวประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือ นายลูคัส พันเด   ทาวายา (Lucas Pande Tavaya) โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และแต่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำประเทศไทย 
 
ในภาพรวม ความสัมพันธ์ ไทย-ซิมบับเว ราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิด ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนหรือการจัดกิจกรรมระหว่างกันน้อยมาก อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญคือสถานการณ์รุนแรงในซิมบับเวเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และนานาชาติยังใช้มาตรการคว่ำบาตรซิมบับเวอยู่อย่างต่อเนื่อง 
                  
เศรษฐกิจ 
 
การค้า 
การค้าระหว่างไทยกับซิมบับเวยังมีมูลค่าไม่มากนัก ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด โดยในปี 2554 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมทั้งสิ้น 48.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 19.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 28.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 8.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เนื่องจากไทยนำเข้าวัตถุดิบประเภทด้ายและเส้นใยจากซิมบับเวเพื่อนำมาใช้ใน อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีสินค้าที่ไทยนำเข้า อื่น ๆ ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปซิมบับเว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคหะสิ่งทอ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น แม้ว่าซิมบับเวจะประสบปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยมากนัก เห็นได้จากมูลค่าการค้ารวมตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาระหว่างสองประเทศนั้นมีความคงที่และต่อเนื่องมาโดยตลอดภาคธุรกิจ ที่ไทยมีศักยภาพในซิมบับเวเมื่อสถานการณ์ในซิมบับเวสงบแล้ว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร เหมืองแร่ธาตุ การเจียรไนเพชร ร้านอาหารไทย 
 
การลงทุน 
ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกันอย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา รัฐบาลซิมบับเวมีนโยบายในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และเชิญชวนชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนรวมทั้งไทยด้วย ซึ่งเดิมซิมบับเวเน้นการค้ากับยุโรป แต่ปัจจุบันได้หันมาสนใจติดต่อกับภูมิภาคเอเชียมากขึ้น 
 
การท่องเที่ยว 
ในปี 2554 มีชาวซิมบับเวเดินทางมาประเทศไทย 935 คน และมีชาวไทยในซิมบับเวประมาณ 10 คน ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าพลอย เจ้าของร้านอาหารและแม่บ้าน 
 
ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
 
ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว
- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543
 
ความตกลงที่อยู่ในระหว่างพิจารณาจัดทำ
- ไม่ปรากฏ
 
การแลกเปลี่ยนการเยือน 
 
ฝ่ายไทย 
นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง 
- วันที่ 15-17 สิงหาคม 2537 นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนซิมบับเว 
 
ฝ่ายซิมบับเว 
ประธานาธิบดี 
- วันที่ 9 มกราคม 2551 ประธานาธิบดีมูกาเบและคณะเดินทางผ่านไทยเพื่อต่อเครื่องบินไปสิงคโปร์ 
- วันที่ 27 มีนาคม – 1 เมษายน 2553 นายเลิฟมอร์ โมโย (Lovemore Moyo) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union – IPU) ครั้งที่ 122 ที่กรุงเทพฯ 
 
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558    2558     (ม.ค.-พ.ค.)    2559     (ม.ค.-พ.ค.) 2556 2557 2558 2558 (ม.ค.-พ.ค.) 2559 (ม.ค.-พ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 173,957.57 163,534.67 0.14 -4.94 -8.41 -6.87 -5.99
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 88,673.48 86,991.26 -0.26 -0.43 -5.79 -4.22 -1.90
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 85,284.09 76,543.42 0.52 -9.05 -11.02 -9.48 -10.25
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 3,389.39 10,447.84            
ไทย - ซิมบับเว                      
มูลค่าการค้า 19.79 14.05 9.09 4.50 2.93 -47.14 -29.02 -35.32 -16.21 -34.96
การส่งออก 5.25 7.44 5.76 2.34 1.68 -56.85 41.76 -22.60 -22.71 -28.10
การนำเข้า 14.55 6.61 3.33 2.16 1.25 -42.48 -54.54 -49.62 -7.81 -42.37
ดุลการค้า -9.30 0.82 2.42 0.18 0.44            
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 
อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-พ.ค.)
2559
 (ม.ค.-พ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-พ.ค.)
2559
 (ม.ค.-พ.ค.)
   
1 ด้ายและเส้นใย 14.2 5.9 2.6 1.8 1.0 -41.41 -58.70 -56.33 -4.01 -42.67
2 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด - 0.0 0.0 0.0 0.2 - - 12,000.00 - 12,600.00
3 สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 0.1 0.6 0.6 0.4 0.0 -85.16 736.88 -12.59 -20.95 -88.44
4 แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ 0.1 0.1 0.2 0.0 0.0 -43.25 -13.04 67.14 -65.19 4.48
5 เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือน - - 0.0 0.0 0.0 - - - - 33.33
6 รองเท้า - - - - 0.0 - - - - -
7 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 0.1 - 0.0 0.0 0.0 -16.79 - - - -85.71
8 สิ่งพิมพ์ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 50.00 -33.33 450.00 - -90.00
9 ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก - - - - 0.0 - - - - -
10 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 -62.50 -75.00 366.67 - -92.86
รวม 10 รายการ 14.5 6.6 3.3 2.2 1.2 -42.23 -54.40 -49.98 -8.09 -42.15
อื่นๆ 0.1 0.0 0.0 0.0 0.0 -73.60 -94.74 810.71 350.00 -100.00
รวมทั้งสิ้น 14.5 6.6 3.3 2.2 1.2 -42.48 -54.54 -49.62 -7.81 -42.37
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

ที่อยู่

The Embassy of the Republic of Zimbabwe

124, Jalan Sembilan,
Taman Ampang Utama,
68000 Ampang,
Selangor Darul Ehsan,
Malaysia

Tel: (603) 4251-6779, 4251-6782

Fax: (603) 4251-7252

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

JoomSpirit