สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

.png  Congo
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)

 

คำขวัญ

Justice - Paix - Travail  

 drc

ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Congo_Crisis#/media/File:Democratic_Republic_of_the_Congo_in_Africa.svg  By TUBS - Own work This vector graphics image was created with Adobe Illustrator.This file was uploaded with Commonist.This vector image includes elements that have been taken or adapted from this:  WorldMap.svg (by CodeOne).This vector image includes elements that have been taken or adapted from this:  Africa location map.svg (by Sting).This vector image includes elements that have been taken or adapted from this:  Egypt location map.svg (by NordNordWest).This vector image includes elements that have been taken or adapted from this:  Western Sahara location map.svg (by NordNordWest).This vector image includes elements that have been taken or adapted from this:  South Sudan location map.svg (by NordNordWest)., CC BY-SA 3.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=14823415 

 map of democratic-republic-of-congo
 ที่มา: http://www.lonelyplanet.com/maps/africa/democratic-republic-of-congo/
 political-map-of-D-R-of-Con
ที่มา: http://www.ezilon.com/maps/africa/d-r-of-congo-maps.html

 
ชื่อทางการสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก Democratic Republic of the Congoที่ตั้ง

ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขต 
ทิศตะวันตก ติดกับ สาธารณรัฐคองโก (Brazzaville) 
ทิศเหนือ ติดกับ แอฟริกากลางและซูดาน 
ทิศตะวันออก ติดกับ ยูกันดา รวันดา บุรุนดี และแทนซาเนีย 
ทิศใต้ ติดกับ แซมเบียและอังโกลา 
มีเขตแดนประชิดกับ มหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างสาธารณรัฐคองโก และอังโกลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

 พื้นที่2,345,410 ตารางกิโลเมตร (ประกอบด้วยพื้นที่บนพื้นดิน 267,600 ตารางกิโลเมตร พื้นที่บนผืนน้ำ 77,810 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งกว้างใหญ่เป็นอันดับที่สามของทวีปแอฟริการองลงมาจากซูดานและแอลจีเรีย ร้อยละ 50 ของพื้นที่เป็นป่าไม้เขตร้อนอาณาเขต

รอบอาณาเขต 10,481 กิโลเมตร
ติดกับพรมแดนของ 9 ประเทศ ได้แก่ แองโกลา 2,646 กิโลเมตร (ในจำนวนนี้ 225 กิโลเมตร ติดกับจังหวัด Cabinda ซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่ติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ (discontiguous province) ของประเทศแองโกลา), บุรุนดี 236 กิโลเมตร, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง 1,747 กิโลเมตร, สาธารณรัฐคองโก
1,229 กิโลเมตร, รวันดา 221 กิโลเมตร, ซูดานใต้ 714 กิโลเมตร, แทนซาเนีย 479 กิโลเมตร, ยูกันดา 877 กิโลเมตร, แซมเบีย 2,332 กิโลเมตร

 สภาพภูมิอากาศตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร มีอากาศร้อนและฝนตกชุก ที่ราบสูงตอนใต้มีอากาศเย็นและแห้งแล้ง ส่วนที่ราบสูงทางภาคตะวันออกอากาศจะเย็นและเปียกชื้น สำหรับบริเวณด้านเหนือของเส้นศูนย์สูตร ฤดูฝนจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน - ตุลาคม และฤดูแล้งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ ส่วนบริเวณตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตร ฤดูฝนจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - มีนาคมและฤดูแล้งระหว่างเดือนเมษายน - ตุลาคม ด้านตะวันตกซึ่งเป็นบริเวณที่ราบทั่วไป มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 26 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิแถบที่ราบสูงและภูเขาเฉลี่ยประมาณ 18 องศาเซลเซียส ภูมิอากาศของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเหมาะสมกับการเกษตรกรรมและป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติแร่โคบอลต์, ทองแดง, ไนโอเบียม, แทนทาลัม, น้ำมัน, อุตสาหกรรมอัญมณีและเพชร, ทอง, เงิน, สังกะสี, แมงกานีส, ดีบุก, ยูเรเนียม, ถ่านหิน, ไฟฟ้าพลังน้ำ, ป่าไม้ภัยธรรมชาติมีปัญหาภัยแล้งในภาคใต้, ปัญหาน้ำท่วมจากน้ำในแม่น้ำคองโก (ตามฤดูกาล), มีภูเขาไฟที่ยังคงมีการประทุอยู่ทางทิศตะวันออก ตามแนวหุบเขารอยเลื่อนขนาดใหญ่ (Great Rift Valley)จำนวนประชากร-อัตราการเติบโตของประชากร-สัญชาติ-เชื้อชาติ-ศาสนา-ภาษา-

 

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
        ก่อนที่ดินแดนคองโกจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตก ดินแดนคองโกแป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวปิ๊กมี่ (Pygmy) จากนั้นชนเผ่าบันตู (Bantu) ได้เริ่มเข้ามายึดครองพื้นที่และตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ และเริ่มมีการจัดระบบการปกครองโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข มีการทำเกษตรกรรม และการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ทำจากเหล็ก ในศตวรรษที่ 16 ดินแดนคองโกแบ่งการปกครองออกเป็นหลายราชอาณาจักร โดยอาณาจักรที่มีความสำคัญ ได้แก่ ราชอาณาจักรลูบา (Luba Kingdom) และสหพันธรัฐคูบา (Kuba Federation) ซึ่งทั้งสองอาณาจักรได้เจริญรุ่งเรืองถึงที่สุดในศตวรรษที่ 18 เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ดินแดนคองโกเริ่มเสื่อมถอยลง เนื่องจากมีหลากหลายชนชาติ อาทิ อาหรับ สวาฮิลี Nyamwezi เข้าไปทำการค้า และเข้าปล้นสดมภ์ชนพื้นเมืองเพื่อบังคับให้เป็นทาส รวมทั้งฆ่าช้างเพื่อเอางา นอกจากนี้ ยังเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลของตนจนแทรกซึมไปทั่วดินแดนคองโก ทำให้ดินแดนคองโกอ่อนแอลง
 
        ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กษัตริย์ Leopold ที่ 2 แห่งเบลเยี่ยมได้มอบหมายให้นาย Henry Mortan Stanley เดินทางสำรวจที่ลุ่มแม่น้ำคองโก ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และแหล่งทรัพยากร ตลอดจนแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย โดยเฉพาะเพชร จากนั้นเบลเยี่ยมจึงเข้ายึดครองดินแดนคองโก โดยกำหนดให้คองโกมีสถานะเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเป็นแหล่งทรัพยากรของ กษัตริย์ Leopold ที่ 2 และในการประชุม Berlin Conference ปี 2427-2428 (ค.ศ. 1884-19985) ชาติตะวันตกให้การรับรองว่าดินแดนคองโกเป็นของกษัตริย์เบลเยี่ยม โดยมีชื่อว่า The Congo Free State หลังจากนั้น เบลเยี่ยมได้สร้างเส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า และได้นำทรัพยากรจากคองโกไปใช้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังดัดแปลงรูปแบบเกษตรกรรมโดยให้ชาวคองโกเน้นการปลูกและแปรรูปยางพาราเพื่อส่งไปยังเบลเยี่ยมที่อยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ และเริ่มให้บริษัทเอกชนเบลเยี่ยมเข้ามาทำเหมืองแร่ อาทิ เพชร อัญมณี และแร่ธาตุที่สำคัญอื่นๆ
 
        ความต้องการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติและการกดขี่แรงงานชาวกองโกอย่างหนัก ทำให้ในปี 2451 (ค.ศ. 1908) ชาติตะวันตกอื่นๆ ไม่พอใจ และกดดันให้เบลเยี่ยมเปลี่ยนสถานะของคองโกจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เบลเยี่ยมมาเป็นประเทศอาณานิคมของรัฐบาลเบลเยี่ยมโดยใช้ชื่อเป็น The Belgian Congo แทน การเปลี่ยนสถานะประเทศส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของชาวคองโกดีขึ้น โดยประชาชนได้รับการศึกษาและได้ใช้ประโยชน์จากระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เบลเยี่ยมสร้างไว้ ต่อมานาย Joseph Kasavubu และนาย Patrice Lulumba ได้มีบทบาทแข็งขันในการเรียกร้องเอกราชให้คองโก นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังสนับสนุนชาวคองโกให้ลงประชามติเพื่อกำหนดสถานะของชาติตนได้ การพยายามเรียกร้องเอกราชเป็นเหตุให้เกิดการจลาจลในกรุงกินซาชาในปี 2502 (ค.ศ. 1959) ซึ่งเบลเยี่ยมไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้เบลเยี่ยมได้มอบเอกราชให้แก่คองโกในวันที่ 30 มิถุนายน 2503 (ค.ศ. 1960)
 
        หลังจากได้รับเอกราช คองโกได้จัดการเลือกตั้ง โดยนาย Lulumba ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีและนาย Kasavubu เป็นประมุขของรัฐ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภายในประเทศคองโก ยังอยู่ในความไม่สงบ เนื่องจากยังคงมีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มกบฏต่างๆ และสถานการณ์ทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อกองกำลังทหารเบลเยี่ยมที่ถูกส่งเข้ามายังคองโก โดยให้เหตุผลว่า เพื่อปกป้องชาวเบลเยี่ยมและภาคเอกชนที่ยังไม่สามารถกลับเบลเยี่ยมได้
 
        ความไม่สงบได้แพร่ขยายไปยังหลายพื้นที่และเกิดการแย่งชิงอำนาจ ทำให้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2503 (ค.ศ. 1960) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) ได้รับรองข้อมติ UNSC ที่ 143 (1960) จัดตั้งภารกิจสหประชาชาติในคองโก (United Nations Operation in Congo: ONUC) เพื่อยืนยันการถอนกองกำลังเบลเยี่ยมออกจากคองโก สนับสนุนรัฐบาลจัดระเบียบ ความเรียบร้อยภายในรัฐ และ รักษาบูรณภาพแห่งดินแดนคองโก อย่างไรก็ตาม โดยที่ภารกิจสหประชาชาติไม่สามารถละเมิดกิจการภายในประเทศได้ ความขัดแย้งระหว่างผู้นำประเทศได้ก่อตัวขึ้นส่งผลให้นาย Kasavubu ปลดนาย Lulumba ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน Colonel Joseph Mobutu (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Mobutu Sese Seko) ผู้บัญชาการทหารคองโกได้ปลดนาย Kasavubu ออกจากตำแหน่ง 
 
        ความขัดแย้งในคองโกยังดำเนินต่อไปและมีการแบ่งดินแดนออกเป็นส่วนย่อย จนกระทั่งปี 2508 (ค.ศ. 1965) นาย Mobutu ได้เข้าควบคุมพื้นที่ได้สำเร็จและขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สังกัดพรรค Popular Movement of the Revolution (MPR) โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี
 
หลังจากเข้ารับตำแหน่ง นาย Mobutu บริหารประเทศแบบรวมศูนย์ โดยได้ยกเลิกสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจจัดตั้งรัฐบาล วางนโยบายส่งเสริมความเป็นแอฟริกันที่แท้จริง (African Authenticity) วางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศด้วยการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน รักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศตะวันตก และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นซาอีร์ (Zaire) ในปี 2514 (ค.ศ. 1971) อย่างไรก็ตาม การบริหารงานของนาย Mobutu เต็มไปด้วยความผิดพลาด ทำให้เกิดปัญหาการคอร์รัปชั่น การบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง การนำคนเผ่าเดียวกันกับตน (เผ่า Ngbanda) มาบริหารประเทศจนก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าภายในประเทศ จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนาย Mobutu นำโดยกลุ่มต่อต้านที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่ม Front Liberation Nationale du Congo (FNLC) พยายามทำรัฐประหารเพื่อแยกดินแดน Katanga (อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลนาย Mobutu ได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังทหารของฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และโมร็อกโก
 
นาย Mobutu พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศโดยการวางนโยบายปฏิรูปทางการเมือง ทำให้ชาติตะวันตกเกิดความพอใจและเริ่มบริจาคเงินช่วยเหลือซาอีร์มากขึ้น แต่ประเทศกลับไม่พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากนาย Mobutu ได้ยกเลิกโครงการพัฒนาประเทศต่างๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเลวร้ายลงเรื่อย และในปี 2533 (ค.ศ. 1990) นาย Mobutu อนุญาตให้จัดตั้งพรรคการเมืองอื่นในซาอีร์ได้ แต่นาย Mobutu มีอำนาจเหนือพรรคการเมืองทั้งหมด ทำให้กลุ่มผู้ต่อต้านนาย Mobutu มีจำนวนมากขึ้น และต้องการขับไล่นาย Mobutu ให้พ้นจากตำแหน่ง
 
         จากสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในซาอีร์ นาย Mobutu ตัดสินใจจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลในปี 2534 (ค.ศ. 1991) แต่ยังคงกุมอำนาจการบริหาร ความมั่นคง ตลอดจนกระทรวงต่างๆ ที่สำคัญไว้ การบริหารงานที่ผิดพลาดของนาย Mobutu ส่งผลให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน และระบบเศรษฐกิจของซาอีร์ล้มเหลว นอกจากนี้ ความรุนแรงในซาอีร์ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากปัญหาผู้อพยพชาว Hutu ซึ่งหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์จากรวันดาในปี 2537 (ค.ศ. 1994) ไหลทะลักเข้ามาในซาอีร์ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า Hutu และ Tutsi ในซาอีร์ และเริ่มบานปลายออกไปเป็นสงครามกลางเมือง เมื่อกองกำลังของซาอีร์ (Zairiam: FAZ) สนับสนุนชาว Hutu ให้ต่อต้านชาวคองโกที่มีเชื้อสาย Tutsi ที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของซาอีร์ ในทางกลับกัน กองกำลังร่วมระหว่างรวันดาและยูกันดาได้บุกรุกเข้าไปในซาอีร์ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือชนเผ่า Tutsi ต่อสู้กับ Hutu และพยายามล้มล้างอำนาจของนาย Mobutu และคาดหวังที่จะเข้าควบคุมทรัพยากรธรรมชาติในซาอีร์
 
        จนกระทั่งในปี 2540 (ค.ศ. 1997) นาย Laurent Kabila ผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังทหารรวันดา ยูกันดา แซมเบีย และแองโกลา ได้เข้าควบคุมพื้นที่ทางตะวันออกของซาอีร์ และสามารถเข้ายึดกรุงกินซาชาได้ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2541 (ค.ศ. 1998) และนาย Mobutu ถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และในวันที่ 29 พฤษภาคม นาย Kabila ได้สาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo: DRC)
 
     ถึงแม้ว่านาย Kabila เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ DRC แล้ว แต่กองกำลังทหารของรวันดาและยูกันดายังต้องการอยู่ภายใน DRC เพื่อเข้าควบคุมทรัพยากรจำนวนมากในประเทศ ดังนั้น กองกำลังทหารรวันดาจึงได้ถอนกำลังออกจากเมืองหลวง ไปตั้งมั่นที่เมือง Goma และจัดตั้งกลุ่มกบฏขึ้นใช้ชื่อว่า Rassemblement Congolais pour la Democratie (RCD) นำโดยชนเผ่า Tutsi เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลนาย Kabila ในขณะเดียวกัน ยูกันดาได้จัดตั้งกลุ่ม Movement for the Liberation of Congo (MLC) ขึ้น ซึ่งนำโดยผู้นำทางทหารของ DRC ชื่อ Jean-Pierre Bemba เพื่อต่อต้านอิทธิพลของรวันดาใน DRC การต่อสู้ของกลุ่มกบฏทั้งสองนำมาสู่การเกิดสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ใน DRC นอกจากนี้กลุ่มประเทศ Southern African Development Community (SADC) ประกอบด้วย แองโกลา ซิมบับเว และนามิเบีย ได้ส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือรัฐบาล DRC ในฐานะเป็นพันธมิตรกลุ่ม SADC นอกจากนี้ ซูดาน ลิเบีย และชาดได้ส่งกองกำลังเข้าช่วยเหลือรัฐบาลนาย Kabila ด้วย
 
        สหประชาชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทแก้ไขความขัดแย้งใน DRC อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 (ค.ศ. 1999) UNSC ได้รับรองข้อมติ UNSC ที่จัดตั้งภารกิจสหประชาชาติใน DRC (United Nations Organization Mission in DR Congo: MONUC) เพื่อเข้ามายุติสงคราม
 
และในปีเดียวกันทุกฝ่ายได้ร่วมลงนามข้อตกลงหยุดยิงลูซากา (Lusaka Ceasefire Agreement) โดยรัฐบาลนาย Kabila สามารถยึดพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้ของ DRC ได้สำเร็จ ส่วนกลุ่มกบฏยึดพื้นที่ทางเหนือและตะวันตก อย่างไรก็ตาม ในปีถัดมา การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงได้หยุดชะงักไป เนื่องจาก ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่ากลับมาปะทุอีกครั้งทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ทำให้ทั้งยูกันดาและรวันดาต่างส่งกองกำลังเข้ามาใน DRC และในปี 2543 (ค.ศ. 2000) ความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสามฝ่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยยูกันดาและ DRC ได้ลงนามความตกลงรักษาสันติภาพลูอันดา (Luanda Agreement) ทำให้ยูกันดาถอนกำลังทหารออกจาก DRC และหลังจากนั้นกองกำลังรวันดาได้เริ่มถอนกำลังทหารเช่นกัน
 
        ในปี 2544 (ค.ศ. 2001) นาย Kabila ถูกลอบสังหาร ทำให้นาย Joseph Kabila บุตรชายขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน รัฐบาลนาย Joseph Kabila สนับสนุนให้จัดการเจรจาสันติภาพ เพื่อยุติสงคราม ในปี 2546 (ค.ศ. 2003) ทุกฝ่ายได้ลงนามในความตกลงสันติภาพพริทอเรีย (Pretoria Accord) ส่งผลให้ความขัดแย้งยุติลงชั่วระยะหนึ่ง ทำให้นาย Joseph Kabila สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสม และรัฐสภาชั่วคราวได้สำเร็จ
 
        ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน DRC นี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็น Africa’s World War หรือ Great War of Africa เนื่องจากมีประเทศเข้าร่วมสงคราม 8 ประเทศ กลุ่มก่อความไม่สงบ 25 กลุ่ม และมีผู้เสียชีวิตจากสงคราม ความอดอยาก และโรคระบาดในขณะนั้นมากกว่า 5 ล้านคน
 
     หลังจากนั้น ในเดือนมิถุนายน 2546 (ค.ศ. 2003) ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าได้กลับมาปะทุอีกครั้งบริเวณฝั่งตะวันออกของ DRC กองกำลังสหประชาชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเข้าไปควบคุมสถานการณ์ และในเดือนถัดมากลุ่มกบฏได้ร่วมกับรัฐบาลจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ และมีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการขึ้นในปลายปี 2549 (ค.ศ. 2006) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 40 ปี ตั้งแต่ได้รับเอกราช ซึ่งนาย Joseph Kabila ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี
 
     ในปลายปี 2549 (ค.ศ. 2006) ความไม่สงบได้ปะทุขึ้นอีกครั้งทางตอนเหนือของเมืองคิวู ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของ DRC และติดกับพรมแดนรวันดา โดยนาย Laurent Nkumda ชาวคองโกเชื้อสาย Hutu อดีตนายทหารในรัฐบาลได้รวบรวมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชาวคองโกเชื้อสาย  Tutsi และกลุ่ม Forces Democratiques de Liberation du Rwanda (FDLR) ซึ่งเป็นชนเผ่า Hutu ที่ได้รับการสนับสนุนจากรวันดา ได้บุกยึดบริเวณดังกล่าวจากรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้หนีภัยจากการสู้รบมากกว่าหนึ่งหมื่นคน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ตกลงให้ความช่วยเหลือทางกำลังทหารแก่รัฐบาล DRC เพื่อต่อสู้กับนาย Nkumda และกลุ่ม Forces Democratiques de Liberation du Rwanda (FDLR) ได้เข้าร่วมการสู้รบครั้งนี้ด้วย ต่อมาในปี 2550 (ค.ศ. 2007) รวันดาและ DRC ได้ร่วมเจรจากันที่กรุงไนโรบี  และในเดือนมกราคม 2551 (ค.ศ. 2008) คู่กรณีทุกฝ่ายได้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพเพื่อเจรจาร่วมกัน โดยที่ประชุมตกลงให้มีการหยุดยิง แต่ในเดือนสิงหาคมและกันยายนปีเดียวกันความขัดแย้งกลับปะทุขึ้นอีกครั้งทางตอนเหนือของเมืองคิวู      การสู้รบกับครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้หนีภัยจากการสู้รบมากกว่าหนึ่งล้านคน และยังคงมีเหตุการณ์รุนแรงในบริเวณภาคตะวันออกของประเทศจนถึงปัจจุบัน
 
     สืบเนื่องจากความขัดแย้งข้างต้น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติคว่ำบาตร DRC อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2547 (ค.ศ. 2004) จนถึงปัจจุบัน โดยมีมาตรการห้ามขายอาวุธ ห้ามเดินทางผ่านหรือข้าไปในดินแดน และการอายัดทรัพย์สินของบุคคลและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง และการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าประเภทแร่ธาตุที่นำเข้าจาก DRC และในปี 2553 (ค.ศ. 2010) คณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้จัดตั้ง United Nations Organization Stabilization Mission in the Democratic Republic of Congo (MONUSCO) เพื่อดำเนินงานต่อจาก MONUC
 
     รัฐบาล DRC ยังต้องหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบทางด้านตะวันออกของประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มก่อความไม่สงบหลายกลุ่มใช้เป็นแหล่งปฏิบัติการ นอกจากนี้ กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างกฎระเบียบสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกให้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
การเมืองการปกครอง
 
        DRC ปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล สถาบันการเมืองประกอบด้วยฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการโดยแบ่งออกเป็น 10 จังหวัด 
 
ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วยประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี 
และสามารถดำรงตำแหน่งได้ 2 วาระ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Joseph Kabila บุตรชายประธานาธิบดี Laurent Kabila เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2544 (ค.ศ. 2001) และเพิ่งได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 2 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 (ค.ศ. 2011) 
 
ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสมัชชาแห่งชาติ (สภาผู้แทนราษฏร) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี และวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 108 คน ได้รับเลือกจากสภานิติบัญญัติของแต่ละจังหวัด 
 
ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Court) ศาลอุทธรณ์ (Appeal Court) และคณะกรรมาธิการแห่งรัฐ (Council of State) นอกจากนี้ยังประกอบด้วยศาลสูงทางทหาร (High Military Court) 
 
        สถานการณ์ทางการเมืองของ DRC ในช่วงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดยังคงไม่สงบ เนื่องจากนาย Etienne Tshisekedi ผู้แข่งขันสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ชักชวนผู้สนับสนุนฝ่ายตนรวมตัวประท้วง และประกาศแต่งตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีแทนนาย Kabila ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารต้องตรึงกำลังในพื้นที่สำคัญของฝ่ายค้านอย่างแน่นหนา เพื่อควบคุมสถานการณ์ 
 
        นอกจากนี้ DRC ยังมีปัญหาความไม่สงบในภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งมีพรมแดนเชื่อมต่อกับรวันดาและยูกันดา ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2549 (ค.ศ. 2006) โดยนาย Laurent Nkumda ชาวคองโกเชื้อสาย Hutu อดีตนายทหารในรัฐบาลได้รวบรวมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชาวคองโกเชื้อสาย Tutsi และกลุ่ม Forces Democratiques de Liberation du Rwanda (FDLR) ซึ่งเป็นชนเผ่า Hutu ที่ได้รับการสนับสนุนจากรวันดา ได้บุกยึดบริเวณดังกล่าวจากรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้หนีภัยจากการสู้รบมากกว่าหนึ่งหมื่นคน สหรัฐฯ ตกลงให้ความช่วยเหลือทางกำลังทหารแก่รัฐบาล DRC เพื่อต่อสู้กับนาย Nkumda และกลุ่ม Forces Democratiques de Liberation du Rwanda (FDLR) ได้เข้าร่วมการสู้รบครั้งนี้ด้วย ต่อมาในปี 2550 (ค.ศ. 2007) รวันดาและ DRC ได้ร่วมเจรจากันที่กรุงไนโรบี  และในเดือนมกราคม 2551 (ค.ศ. 2008) คู่กรณีทุกฝ่ายได้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพ เพื่อเจรจาร่วมกัน โดยที่ประชุมตกลงให้มีการหยุดยิง แต่ในเดือนสิงหาคมและกันยายนปีเดียวกันความขัดแย้งกลับปะทุขึ้นอีกครั้งทางตอนเหนือของเมืองคิวู การสู้รบกับครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้หนีภัยจากการสู้รบมากกว่าหนึ่งล้านคน และยังคงมีเหตุการณ์รุนแรงในบริเวณภาคตะวันออกของประเทศจนถึงปัจจุบัน 
 
     สืบเนื่องจากความขัดแย้งข้างต้น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติคว่ำบาตร DRC อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2547 (ค.ศ. 2004) จนถึงปัจจุบัน โดยมีมาตรการห้ามขายอาวุธ ห้ามเดินทางผ่านหรือเข้าไปในดินแดน และการอายัดทรัพย์สินของบุคคลและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง และการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าประเภทแร่ธาตุที่นำเข้าจาก DRC และในปี 2553 (ค.ศ. 2010) คณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้จัดตั้ง United Nations Organization Stabilization Mission in the Democratic Republic of Congo (MONUSCO) เพื่อดำเนินงานต่อจาก MONUC 
 
     ทั้งรัฐบาล DRC และองค์กรระหว่างประเทศ ได้มีความพยายามดำเนินคดีทหารในกองทัพ DRC และผู้นำกลุ่มติดอาวุธในภาคตะวันออกคองโกที่มีละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนในภาคตะวันออกของ DRC อาทิ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 (ค.ศ. 2011) ศาลทหารได้ตัดสินจำคุก พ.ท. Kibibi Mutware เป็นเวลา 20 ปี ในข้อหากระทำการข่มขืนหมู่ และศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) อยู่ระหว่างพิจารณาคดีผู้นำกลุ่มติดอาวุธในภาคตะวันออกของ DRC จำนวน 4 คดี ในข้อหาอาชญากรรมสงคราม อย่างไรก็ดี การดำเนินดังกล่าวยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากทหารและกลุ่มติดอาวุธในภาคตะวันออกล้วนมีผลประโยชน์ด้านการค้าเหมืองแร่ในบริเวณดังกล่าว จึงต่างปกป้องซึ่งกันและกัน 
 
นโยบายต่างประเทศ 
        DRC เป็นประเทศยุทธศาสตร์ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา เนื่องจากตั้งอยู่ในใจกลางของทวีปและมีขนาดใหญ่ รวมทั้งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้การดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคงเป็นหลัก 
 
ความขัดแย้งระหว่าง DRC กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่เกิดทางด้านฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึ่งรัฐบาล DRC ยังไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง 
 
     DRC ยังคงมีข้อขัดแย้งกับรวันดาเรื่องเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคตะวันออกของ DRC โดยรัฐบาล DRC เชื่อว่า รวันดาให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางทรัพยการธรรมชาติในพื้นที่ 
 
     สำหรับความสัมพันธ์กับยูกันดา มีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากยูกันดาได้ลดจำนวนกำลังทหารใน DRC ลง และเริ่มมีการปรับระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความตึงเครียดและการปะทะกันตามแนวชายแดนบริเวณ Lake Albert อยู่บ้าง เนื่องจากเป็นบริเวณที่คาดว่า น่าจะเป็นแหล่งน้ำมัน 
 
     DRC มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแอฟริกาใต้ เนื่องจากช่วยเหลือ DRC ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว และสนับสนุนกองกำลังรักษาสันติภาพใน DRC 
 
     DRC พัฒนาความสัมพันธ์กับจีนอย่างรวดเร็ว โดย DRC นำเข้าสินค้าจากจีนหลายรูปแบบและเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม ในขณะที่จีนนำเข้าแร่ธาตุจากคองโกจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังริเริ่มโครงการสำรวจแร่ธาตุต่าง ๆ ภายในประเทศ โดยจีนและ DRC ได้ทำสัญญาการค้าและการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและเส้นทางคมนาคมใน DRC มูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2550 (ค.ศ. 2007) 
 
     สำหรับบทบาทของ DRC ในเวทีระหว่างประเทศ DRC เป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ African Union (AU), Cotonou Convention, Common Market for Eastern and Southern Africa (COMESA) และ South African Development Community (SADC) 
 
     นอกจากนี้ DRC ต้องการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือกับองค์กรทางการเงินระหว่างประเทศ อาทิ IMF, World Bank รวมทั้งสหภาพยุโรป และประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศต่อไป 

ที่มา http://sameaf.mfa.go.th/th/country/africa/detail.php?ID=82 รูปแบบการปกครองสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร เมืองหลวงกรุงกินชาซา (Kinshasa) การแบ่งเขตการปกครอง

drc2

ที่มา https://th.wikipedia.orgCC BY 2.5, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=488288

 สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 25 จังหวัด (provinces) และ 1 นคร (city) ได้แก่ 

1. นครกินชาซา* (Kinshasa)
2. จังหวัดกองโกซองตราล (Kongo Central)
3. จังหวัดกวังโก (Kwango)
4. จังหวัดกวีลู (Kwilu)
5. จังหวัดไม-ดอมเบ (Mai-Ndombe)
6. จังหวัดกาซาอี (Kasaï)
7. จังหวัดลูลัว (Lulua)
8. จังหวัดกาซาอีออเรียงตาล (Kasaï Oriental)
9. จังหวัดโลมามี (Lomami)
10. จังหวัดซังกูรู (Sankuru)
11. จังหวัดมานีมา (Maniema)
12. จังหวัดซูด-กีวู (Sud-Kivu)
13. จังหวัดนอร์-กีวู (Nord-Kivu)
14. จังหวัดอีตูรี (Ituri)
15. จังหวัดโอ-อูแอล (Haut-Uele)
16. จังหวัดโชโป (Tshopo)
17. จังหวัดบา-อูแอล (Bas-Uele)
18. จังหวัดนอร์-อูบองชี (Nord-Ubangi)
19. จังหวัดมองกาลา (Mongala)
20. จังหวัดซูด-อูบองชี (Sud-Ubangi)
21. จังหวัดเอกาเตอร์ (Équateur)
22. จังหวัดชัวปา (Tshuapa)
23. จังหวัดแทนกันยีกา (Tanganyika)
24. จังหวัดโอ-โลมามี (Haut-Lomami)
25. จังหวัดลัวลาบา (Lualaba)
26. จังหวัดโอ-กาตองกา (Haut-Katanga)

ที่มา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก - วิกิพีเดีย วันที่ได้รับเอกราช-วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ-ระบบกฏหมาย-พรรคการเมือง-

การเมืองการปกครอง
 
-
 
นโยบายต่างประเทศ 
-

 รูปแบบการปกครอง-สถาบันทางการเมือง- 

 
 ข้อมูล ณ วันที่ 22 กันยายน 2558 Update มีนาคม 2559 

  • Pres.
    Joseph KABILA
  • Prime Min.
    Augustin MATATA Ponyo Mapon
  • Dep. Prime Min.
    Thomas LUHAKA
  • Dep. Prime Min.
    Evariste BOSHAB
  • Min. of Agriculture, Fishing, & Livestock
    Kabwe MWEWU
  • Min. of Budget
    Michel BONGONGO
  • Min. of Commerce
    Madame Guidaianga BAAYOKISA
  • Min. of Communications & Media
    Lambert MENDE Omalanga
  • Min. of Culture & Arts
    Banza Mukalayi NSUNGU
  • Min. of Decentralization & Traditions
    Salomon BANAMUHERE
  • Min. of Defense & Veterans Affairs
    Aime NGOY Mukena
  • Min. of Employment, Labor, & Social Welfare
    Willy MAKIASHI
  • Min. of Energy & Hydraulic Resources
    Jeannot Matadi NENGA
  • Min. of the Environment & Sustainable Development
    Bienvenu Liyota NDJOLI
  • Min. of Finances
    Henri Yav MULAND
  • Min. of Foreign Affairs & Intl. Cooperation
    Raymond TSHIBANDA
  • Min. of Gender, Family, & Children
    Bijou KAT
  • Min. of Health
    Felix KABANGE Numbi
  • Min. of Higher Education
    Theophile Mbemba FUNDU
  • Min. of Hydrocarbons
    Crispin ATAMA Tabe
  • Min. of Industry
    Germain KAMBINGA
  • Min. of Infrastructure, Public Works, & Reconstruction
    Fridolin KAWESHI
  • Min. of Interior, Security, Decentralization, & Customary Affairs
    Richard MUYEJ
  • Min. of Justice & Human Rights
    Alexis Thambwe MWAMBA
  • Min. of Land Management
    Bolengetenge BALELA
  • Min. of Mines
    Martin KABWELULU Labilo
  • Min. of National Economy
    Modeste Bahati LUKWEBO
  • Min. of Parliamentary Relations
    Tryphon KIN-KIEY Mulumba
  • Min. of Plans
    Olivier KAMITATU
  • Min. of Portfolio
    Louise Munga MESOZI
  • Min. of Primary, Secondary, & Vocational Education & New Citizenship
    Maker MWANGU Famba
  • Min. of Public Administration
    Jean Claude KIBALA
  • Min. of Rural Development
    Eugene SERUFULI
  • Min. of Scientific Research & Technology
    Daniel Madimba KALONJI
  • Min. of Small & Medium Enterprises
    Bohongo NKOYI
  • Min. of Technical & Professional Education
    Jean Nengbaga TSHIMBANGA
  • Min. of Territory, Urban, & Habitat Planning
    Omer EGWAKE
  • Min. of Tourism
    Elvis Mutiri Wa BASHALE
  • Min. of Transportation
    Justin KALUMBA Mwana Ngongo
  • Min. of Youth, Sports, & Hobbies
    Sama Lukonde KENGE
  • Governor, Central Bank
    Deogratias MUTOMBO Mwana Nyembo
  • Ambassador to the US
    Faida Maramuke MITIFU

 

  • Permanent Representative to the UN, New York

         Ignace GATA MAVITA wa Lufuta

 

        ความขัดแย้งภายในประเทศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของ DRC เป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้ระบบเศรษฐกิจของคองโกอยู่ภาวะถดถอยเนื่องจากรายได้เข้าประเทศลดลง และมีภาระจากหนี้ต่างชาติเพิ่มขึ้น รัฐบาลนาย Joseph Kabila พยายามแก้ไขปัญหาและเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยวางนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง DRC กับองค์กรทางการเงินระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก World Bank และประเทศผู้บริจาคต่าง ๆ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่องค์กร/ผู้บริจาคกำหนดไว้ และยังมีปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลได้วางแผนปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจการทำเหมืองเพิ่มขึ้น 
 
        ถึงแม้ว่า DRC เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแร่ธาตุต่าง ๆ อาทิแร่โคบอลต์ ทองแดง เพชร แทนทาลัม (ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ) ปิโตรเลียม พลอย ทอง เงิน แมงกานีส ดีบุก ยูเรเนียม ถ่านหิน แต่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของ DRC ยังมีขนาดเล็ก โดยคิดเป็นร้อยละ 14 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ โดยรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศเกิดจากภาคเกษตรกรรม และการค้าไม้ซุง โดยคิดเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ  
 
        ผลกระทบของความขัดแย้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ชองชาว DRC เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประสับปัญหาความยากจน และต้องเผชิญหน้ากับภัยจากโรคระบาด อาทิ โรคเอดส์ และมาลาเรีย การขาดแคลนอาหารและสารอาหารที่จำเป็น นอกจากนี้สงครามยังทำลายระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ของประเทศ อาทิ เส้นทางคมนาคม ทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ซึ่งรัฐบาลต้องพึ่งพาเงินบริจาคจากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศผู้บริจาคเป็นหลัก 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)-GDP รายหัว (GDP per Capita)-อัตราการเติบโตของ GDP-
GDP แยกตามภาคการผลิต-อัตราการว่างงาน-อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)-หนี้สาธารณะ-ผลผลิตทางการเกษตร-อุตสาหกรรม-ดุลบัญชีเดินสะพัด-มูลค่าการส่งออก-สินค้าส่งออกที่สำคัญ-ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ-มูลค่าการนำเข้า-สินค้านำเข้าที่สำคัญ-ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ-สกุลเงิน-สัญลักษณ์เงิน-อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา-

สภาพเศรษฐกิจ
 
-

 

ความสัมพันธ์ทั่วไป 
 
การทูต 
     ไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2512 (ค.ศ. 1969) โดยทางการไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบีมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในขณะที่สถานเอกอัคร ราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกประจำกรุงปักกิ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศ ไทย 
 
ความตกลงทวิภาคี
ยังไม่มีการทำความตกลงระหว่างกัน 
 

สถิติที่สำคัญ ไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
 
การท่องเที่ยว ชาวสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมาไทย 10 คน (2553)
 
คนไทยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 25 คน (2555)
 
การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกประจำจีน
 
สำนักงานไทยที่ดูแลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี
 
สำนักงานสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกประจำจีน
 
 
การเยือนที่สำคัญ 
 
ฝ่ายไทย 
- เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2503 (ค.ศ. 1960) ประเทศไทยได้ส่งคณะผู้แทนไปร่วมในพิธีฉลองเอกราชที่กรุงกินชาซาในโอกาสที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้รับและฉลองเอกราช 
 
ฝ่ายสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 
- เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2511 (ค.ศ. 1968) เอกอัครราชทูต Marcel Lengema ผู้แทนส่วนตัวของประธานาธิบดี Mobutu แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และได้เสนอให้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสาส์น ขอเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทยของประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย 
 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,220.67 478,911.68 455,271.89 455,271.89 417,029.28 5.95 0.14 -4.94 -4.94 -8.40
การส่งออก 229,105.66 228,504.89 227,523.51 227,523.51 214,375.14 2.93 -0.26 -0.43 -0.43 -5.78
การนำเข้า 249,115.00 250,406.80 227,748.38 227,748.38 202,654.14 8.89 0.52 -9.05 -9.05 -11.02
ดุลการค้า -20,009.34 -21,901.91 -224.88 -224.88 11,721.01            
ไทย - CONGO, THE DEMOCRATIC REPUBLIC                      
มูลค่าการค้า   2.91 7.92 7.92 24.70     172.29 172.29 211.90
การส่งออก   2.75 7.81 7.81 8.90     183.55 183.55 13.91
การนำเข้า 0.00 0.15 0.11 0.11 15.81   12,775.00 -28.41 -28.41 14,192.22
ดุลการค้า   2.60 7.70 7.70 -6.91            

  

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 น้ำตาลทราย - - 1.2 1.2 3.4 - - - - 182.61
2 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ - 0.7 1.5 1.5 1.1 - - 117.62 117.62 -26.89
3 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ - 1.1 1.3 1.3 0.7 - - 18.81 18.81 -44.16
4 เคมีภัณฑ์ - - 0.2 0.2 0.7 - - - - 182.45
5 เม็ดพลาสติก - 0.1 0.3 0.3 0.7 - - 295.13 295.13 104.77
6 ผลิตภัณฑ์ยาง - - 0.2 0.2 0.6 - - - - 167.03
7 ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ - 0.0 0.0 0.0 0.5 - - 111.27 111.27 2,962.67
8 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป - 0.2 0.0 0.0 0.3 - - -86.61 -86.61 1,001.17
9 เครื่องวีดีโอ เครื่องเสียงอุปกรณ์และส่วน - - 0.0 0.0 0.2 - - - - 30,714.29
10 ผลิตภัณฑ์พลาสติก - 0.2 0.1 0.1 0.1 - - -43.13 -43.13 2.29
รวม 10 รายการ 0.0 2.3 5.0 5.0 8.3 0.00 0.00 116.50 116.50 66.83
อื่นๆ 0.0 0.5 2.8 2.8 0.6 0.00 0.00 524.03 524.03 -79.34
รวมทั้งสิ้น - 2.8 7.8 7.8 8.9 - - 183.55 183.55 13.91

 ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : เหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ - - 45,221.9 45,221.9 15,751,645.2 - - - - 34,731.89
2 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ - - - - 49,718.1 - - - - -
3 สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธ์ - 884.9 - - 3,346.9 - - - - -
4 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ - - 39,904.5 39,904.5 1,128.5 - - - - -97.17
5 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ - - - - 855.0 - - - - -
6 สิ่งพิมพ์ 27.2 533.8 398.5 398.5 234.9 - ####### -25.33 -25.33 -41.06
7 เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน - - 322.6 322.6 88.8 - - - - -72.48
8 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ - - - - 75.0 - - - - -
9 ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก - 586.8 24.5 24.5 58.9 - - -95.83 -95.83 140.91
10 กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ - 7.0 12,228.9 12,228.9 7.7 - - ####### 174,831.36 -99.94
รวม 10 รายการ 27.2 2,012.4 98,100.9 98,100.9 15,807,159.0 0.00 ####### ####### 4,774.78 16,013.16
อื่นๆ 1,196.7 152,454.6 12,510.4 12,510.4 0.0 0.00 ####### -91.79 -91.79 -100.00
รวมทั้งสิ้น 1,223.9 154,467.0 110,611.3 110,611.3 15,807,159.0 - ####### -28.39 -28.39 14,190.73
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

ที่อยู่-
 

JoomSpirit