สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

iran1 iran2
ธง ตราสัญลักษณ์

 

คำขวัญ: เปอร์เซีย: Esteqlāl, āzādī, jomhūrī-ye eslāmī
("เอกราช เสรีภาพ สาธารณรัฐอิสลาม")

 

iran3-1
ที่มา: en.wikipedia.org
 
iran-map
ที่มา: text.rcarabbis.org

 

ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) หรือ อิหร่าน (Iran)

ที่ตั้ง

เอเชียตะวันออกกลาง ติดกับอ่าวโอมาน (Gulf of Oman) อ่าวเปอร์เชีย (Persian Gulf) ทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ระหว่างอิรัคและปากีสถาน

พื้นที่

1,648,195 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นดิน 1,531,595 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 116,600 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาวประมาณ 5,894 กิโลเมตร พรมแดนด้านตะวันออกจรดอัฟกานิสถาน 921 กิโลเมตร และปากีสถาน 959 กิโลเมตร ด้านเหนือจรดอาร์เมเนีย 44 กิโลเมตร อาร์เซอร์ไบจาน 689 กิโลเมตร และเติร์กเมนิสถาน 1,148 กิโลเมตร พรมแดนด้านตะวันตกจรดอิรักและตุรกี ชายฝั่งทะเลยาว 2,440 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

พื้นที่ขรุขระ มีก้อนหิน พื้นที่ชายขอบภูเขา มีแอ่งตรงกลางเป็นทะเลทราย มีภูเขา และที่ราบกระจายไปตามชายฝั่ง 2 ด้าน

สภาพภูมิอากาศ

อากาศแห้งแล้ง ชายฝั่งทะเลแคสเปี้ยนมีลักษณะอากาศค่อนข้างร้อน (Subtropical)

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน โครเมี่ยม ทองแดง สินแร่ ตะกั่ว แมงกานีส สังกะสี ซัลเฟอร์

ภัยธรรมชาติ

ภัยแห้งแล้งตามเวลา น้ำท่วม พายุฝุ่น พายุทราย แผ่นดินไหว

จำนวนประชากร

82,021,564 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

1.2%(ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

อิหร่าน (Iranian (s))

เชื้อชาติ

เปอร์เชียน 61% อะเซอร์รี (Azeri) 16% เคิร์ท (Kurd) 10% เลอร์ (Lur) 6% บาล็อช (Baloch) 2% เติร์ก (Turkmen) 2 % อื่นๆ 1%

ศาสนา

ศาสนาอิสลาม 99.4% (เป็นนิกายชีอะต์ 90-95% สุหนี่ 5-10%) ศาสนาคริสต์และศาสนายิว 0.3% และที่ระบุไม่ได้ 0.4% (พ.ศ. 2554)

ภาษา

ภาษาฟาร์ซี (Farsi) หรือภาษาเปอร์เซีย เป็นภาษาราชการ โดยภาษาเปอร์เชียหรือภาษาถิ่นเปอร์เชีย (Persian and Persian Dialects) 53% ภาษาเติร์ค หรือภาษาถิ่นเติร์ค (Turkic and Turkic Dialects) 18% ภาษาเคิร์ทดิช (Kurdish) 10% ภาษาลูริ (Luri) 6% ภาษาบาลอคชี (Balochi) 2% ภาษาอะราบิก (Arabic) 2% ภาษา Gilaki และ Mazandarani 7% อื่นๆ 2%

 
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป 
 
     ประวัติศาสตร์ของอิหร่านนับถอยหลังไปได้ถึงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล เมื่อพระเจ้าไซรัสมหาราชก่อตั้งจักรวรรดิเปอร์เซียขึ้น หลังการยึดครองของอเล็กซานเดอร์มหาราชเมื่อ 330 ปีก่อนคริสตกาล จักรวรรดิเปอร์เซียได้ถูกรุกรานและครอบครองจากหลายชนเผ่าและราชวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวพาร์เธียน ชาวมองโกล หรือราชวงศ์ต่างๆ ของตุรกี และในศตวรรษที่ 7 หลังจากที่ชาวอาหรับเข้าครอบครองจักรวรรดิเปอร์เซีย Zoroastrianism ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของชาวเปอร์เซียถูกแทนที่โดยศาสนาอิสลามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 
 
     ตลอดสหัศวรรษหลังจากนั้น เปอร์เซียตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ต่างชาติ ในศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์ Safavid จากตุรกีได้เข้าครอบครองจักรวรรดิและประกาศให้ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เป็นศาสนาประจำชาติอิหร่าน เมื่อถึงยุคของชาห์ Abbas ราชวงศ์ Safavid ได้ก้าวถึงจุดสูงสุดและทำให้เปอร์เซียได้รับการยอมรับจากยุโรปในฐานะมหาอำนาจ จนกลายเป็นศัตรูสำคัญของจักรวรรดิออตโตมานที่สามารถดึงความสนใจของออตโตมานไปจากการรุกรานยุโรปได้ อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ Safavid ก็ถูกโค่นล้มโดยราชวงศ์ตุรกีอีกตระกูลหนึ่งคือราชวงศ์ Qajar ในศตวรรษที่ 18 
 
     ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 อิหร่านเริ่มเสื่อมลงจากการการขยายตัวของจักรวรรดิบริเตนและรัสเซีย การค้นพบน้ำมันในช่วงปี 1900 ยิ่งเพิ่มการแข่งขันระหว่างจักรวรรดิทั้งสองในการมีอิทธิพลเหนือเปอร์เซียมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในชนวนและสมรภูมิสำคัญในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อสงครามสิ้นสุดลงอิหร่านได้เป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของ League of Nations 
 
     ในปี 2464 Reza Khan นายทหารในกองทัพอิหร่านได้ก่อการรัฐประหารโค่นล้มราชวงศ์ Qajar และสถาปนาราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi) ขึ้นปกครองอิหร่านภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร อย่างไรก็ดี ได้เกิดการ 
ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลราชวงศ์ปาห์ลาวีซึ่งเรียกว่า “การปฏิวัติขาว” นำโดยผู้นำทางศาสนา อญาโตลลอฮ์ รูโฮลาห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) และประสบความสำเร็จในปี 2522 โดยรัฐบาลของราชวงศ์ชาห์ถูกโค่นล้มและ Khomeini ได้รับการสถาปนาเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ สถาปนา “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” ขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2522 ซึ่งกลายเป็นวันชาติของอิหร่านหลังจากนั้นเป็นต้นมา 
 

 

รูปแบบการปกครอง

การปกครองในรูปแบบเทวาธิปไตย (Theocratic Republic)

เมืองหลวง

กรุงเตหะราน (Tehran)

วันที่ได้รับเอกราช

1 เมษายน พ.ศ. 2522

รัฐธรรมนูญ

ธันวาคม พ.ศ. 2522 แก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2532 เพื่อเพิ่มอำนาจแก่ประธานาธิบดีและลดอำนาจนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายบริหาร

ประมุขของรัฐคือ ผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยผ่านการเห็นชอลจากสภานิติบัญญัติ ผู้นำสูงสุดมีอำนาจในการแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงที่มีความสำคัญและความอ่อนไหวสูง

ในส่วนของฝ่ายบริหาร ยังประกอบด้วยองค์กรสำคัญอีก 3 องค์กร ได้แก่ (1) Assembly of Experts (Majles-eKhoebregan) เป็นองค์กรมาจากการเลือกตั้งในระบบคะแนนนิยม มีหน้าที่ในการเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด ตรวจสอบการทำงาน และปลดผู้นำสูงสุดได้หากจำเป็น (2) Expediency Council หรือ Council for the Discernment of Expediency (Majma-ye-Tashkhis-e-Nezam) มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษากับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และแก้ข้อพิพาทระหว่าง Majles และ Council of Guardians ในเรื่องการออก กฏหมายข้อบังคับ ต้ังแต่ปี 19891 เป็นต้นมา องค์กรดังกล่าวทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับผู้นำศาสนาในเรื่องของนโยบายของชาติ (3) Council of Guardians of the Constitution หรือ Council of Guardians หรือ Guardians Council (Shora-ye Negban-e Qanon-e Asasi) ทำหน้าที่ตรวจสอบว่ากฏหมายข้อบังคับที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัตินั้นถูกต้องตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฏหมายอิสลาม ตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมของผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง และดูแลการเลือกตั้งระดับประเทศ

ผู้นำสูงสุดมาจากการแต่งตั้งโดย Assembly of Experts จะอยู่ในตำแหน่งไปชั่วชีวิต ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งในระบบคะแนนนิยม วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นวาระที่ 2 ได้ และยังสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีกในวาระที่ห่างออกไป

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบสภาเดียว(Unicameral Islamic Consultative Assembly) หรือ Majles-e Shura-ye Eslami หรือ Majles สมาชิกจำนวน 290 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งในระบบคะแนนนิยม วาระการดำรงตำแหน่ง 4ปี

ฝ่ายตุลาการ

ศาลฎีกาสูงสุด(Qeveh Qazaieh) ศาลอื่นๆ ได้แก่ Special clerical court, ศาล revolutionary court, และศาลปกครองพิเศษ (special administrative court)

ระบบกฏหมาย

ระบบกฏหมายของศาสนาอิสลาม (Sharia Law)

การแบ่งเขตการปกครอง

30 จังหวัด

IranNumbered

ประเทศอิหร่านแบ่งออกเป็น 30 จังหวัด (provinces - ostanha) แต่ละจังหวัดปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมาจากการแต่งตั้ง (استاندار: ostāndār)

1. เตหะราน

2. กุม

3. มาร์กาซี

4. กาซวีน

5. กีลาน

6. อาร์ดะบีล

7. ซานจาน

8. อาซาร์ไบจานชัรกี

9. อาซาร์ไบจานฆอรบี

10. กุรดิสตาน

11. ฮามาดาน

12. กิรมานชาห์

13. อีลาม

14. ลอริสถาน

15. คูเซสถาน

16. ชาฮาร์มาฮาลและบัคเตียรี

17. โคห์กีลูเยห์และบูเยอร์อาห์มัด

18. บูเชร์

19. ฟาร์ส

20. โฮร์โมซกอน

21. ซิสถานและบาลูจิสถาน

22. กิรมาน

23. ยาซด์

24. เอสฟาฮาน

25. เซมนาน

26. มาซันดะรอน

27. โกเลสถาน

28. โคราซานชีมาลี

29. โคราซานราซาวี

30. โคราซานจานูบี

 

ภาพรวมการเมืองการปกครอง

  1. อิหร่านมีประวัติศาสตร์การปกครองแบบกษัตริย์เป็นระยะเวลานาน กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอิหร่าน คือ พระเจ้ามุฮัมมัด เรซา ชาห์ ปาฮ์ลาวี (Muhammad Reza Shah Pahlavi) เหตุการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศทำให้พระเจ้าชาห์ ปาฮ์ลาวี เสด็จฯ ไปลี้ภัยต่างประเทศ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2522 และเสด็จสวรรคตเมื่อปี 2523 ที่อียิปต์ ปัจจุบัน สมาชิกราชวงศ์ปาห์ลาวี อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา 
 
      2. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2522 อญาโตลลอฮ์ รูโฮลาห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะต์ ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศอิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) โดยใช้หลักการทางศาสนาอิสลาม หรือ การปกครองในรูปแบบเทวาธิปไตย (Theocratic republic) เป็นแนวทางในการปกครองประเทศ การปฏิบัติตนในสังคม รวมถึงการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามและต่อต้านอิทธิพลของโลกตะวันตก ทั้งนี้ ผู้นำสูงสุด (Supreme leader) ซึ่งถือเป็นผู้นำทั้งฝ่ายศาสนาจักรและอาณาจักร เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ 
 
     3. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2522 และแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2532 กำหนดให้อิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลาม โดยมีโครงสร้างดังนี้ 
ประมุขสูงสุด (Rahbar) เป็นผู้นำสูงสุดทั้งฝ่ายศาสนาจักรและอาณาจักร ประมุขสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบันคือ อยาโตลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei)
ประธานาธิบดี (Ra'is-e Jomhoor) เป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุกๆ 4 ปี และจะได้รับเลือกตั้งได้ไม่เกิน 2 สมัย ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร ถึงแม้ประธานาธิบดีจะได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งโดยประมุขสูงสุดได้ คนปัจจุบันคือ นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) 
รัฐบาล นอกจากประธานาธิบดีแล้ว ยังมีตำแหน่งรองประธานาธิบดี 6 คน และคณะรัฐมนตรี 20 คน ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาที่ปรึกษาอิสลาม (Majlis) ประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุกๆ 4 ปี จำนวน 290 คน ทำหน้าที่ออกกฎหมายและควบคุมฝ่ายบริหาร ประธานฯ คนปัจจุบันคือ นายอาลี อาร์ดาชี ลารีจานี (Ali Ardashi Larijani)
 
     4. ในการแข่งขันระหว่างกลุ่มการเมืองสายอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนากับกลุ่มปฏิรูปหัวก้าวหน้าในเวทีการเมืองอิหร่าน ปรากฏว่า ในปี 2547 กลุ่มอนุรักษ์นิยม ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งรัฐสภา เนื่องจากได้รับ 
การสนับสนุนจากกลุ่มเคร่งศาสนาอิสลามในอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านกลับไปมีนโยบายอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนา ต้านอิทธิพลตะวันตกและพึ่งพาตนเองยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากนโยบายของอิหร่านในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งได้รับการคัดค้านจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา 
 
     5. ปัจจุบัน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้แก่ นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม โดยนายอามาดิเนจาด ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอิหร่านเป็นสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 ด้วยคะแนนเสียง 62.63% (ได้รับเลือกและแต่งตั้งเป็นสมัยแรกโดยผู้นำสูงสุด Ayatollah Ali Khamenei เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2548) 
 
นโยบายต่างประเทศ 
 
     1. อิหร่านมีนโยบายมุ่งตะวันออก (Look East) หาพันธมิตรทางการเมืองและการค้าในเอเชียตะวันออกและมีบทบาทสำคัญในโลกมุสลิม อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเข้ามามีอำนาจมากขึ้นทำให้นโยบายต่างประเทศของอิหร่าน มีลักษณะเผชิญหน้ามากขึ้นกับสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล 
 
     2. อิหร่านสนับสนุนกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ (Hezbollah) ซึ่งเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะต์ในเลบานอน ทั้งยังสนับสนุนกลุ่มฮามาส (Hamas) ซึ่งขณะนี้เป็นรัฐบาลของปาเลสไตน์ และกลุ่มญิฮาด (Jihad) ในปาเลสไตน์ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้สหรัฐฯ ประณามว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้ง สหรัฐฯ ยังเห็นว่าอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธชีอะต์ในอิรักในการต่อต้านสหรัฐฯ และแทรกแซงการเมืองภายในของอิรักอีกด้วย 
 
     3. กรณีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน 
         อิหร่านมีโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ตั้งแต่สมัยการปกครองของพระเจ้าชาห์ปาห์ลาวี ต่อมาในปี 2547 โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) มีข้อมติแสดงความผิดหวังที่อิหร่านไม่ให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลโครงการดังกล่าว ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และประเทศตะวันตกหลายประเทศเห็นว่า อิหร่านต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อต่อต้านประเทศตะวันตกและใช้ในการก่อการร้าย เนื่องจากอิหร่านมีศักยภาพในการผลิตอาวุธ และพัฒนาเทคโนโลยีจรวดของตน ซึ่งอิหร่านแสดงท่าทีตอบโต้ด้วยการย้ำว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นโครงการเชิงสันติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับอนาคต และเดินหน้าพัฒนาโครงการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (centrifuge-aided uranium-enrichment programme) อย่างต่อเนื่อง 
 
        สถานการณ์โครงการนิวเคลียร์อิหร่านได้ลดความตึงเครียดลงไปบ้างเมื่อปลายปี 2550 ซึ่งอิหร่านยินดีให้ความร่วมมือกับ IAEA ในการเปิดเผยข้อมูล Work Plan ระหว่างอิหร่านกับ IAEA เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และเมื่อหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ National Intelligence Council (NIC) เปิดเผยรายงาน National Intelligence Estimate (NIE) ที่ระบุว่าอิหร่านได้ระงับแผนดำเนินโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของตนไปแล้วตั้งแต่ปี 2548 อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่าอิหร่านไม่มีแผนจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต 
 
         การที่อิหร่านยืนกรานที่จะดำเนินโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้อิหร่านถูกลงโทษด้วยข้อมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทูตของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council- UNSC) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 41 บทที่ 7 มาแล้ว 5 ครั้ง ได้แก่ ข้อมติ UNSC ที่ 1737 (2006) 
ข้อมติ UNSC ที่ 1747 (2007) ข้อมติ UNSC ที่ 1803 (2008) ข้อมติที่ UNSC ที่ 1835 (2008) และข้อมติที่ UNSC ที่ 1929 (2010) 
 
         ข้อมติทั้ง 4 ฉบับแรก มีเนื้อหาสรุปคล้ายคลึงกัน โดยเรียกร้องให้อิหร่านยุติการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (uranium enrichment) ในทันที และให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อเสนอของ IAEA ให้ประเทศรัฐสมาชิก UN ตรวจสอบสินค้าขนส่ง (cargo) ไป – กลับอิหร่านด้วยเรือหรือเครื่องบินที่เป็นของ Iran Air Cargo และ Islamic Republic of Iran Shipping Line (IRISL) ทั้งที่ท่าอากาศยานและท่าเรือ หากมีข้อสงสัยว่ามีการขนส่งสินค้า วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และให้เฝ้าระวัง/สอดส่องการจัดทำความตกลงใหม่ ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินสำหรับกับการค้ากับอิหร่าน อาทิ การให้เครดิตการส่งออก การให้หลักประกันด้านการค้ากับคนชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์จากการค้าดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ที่มีความละเอียดอ่อนหรือการพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน นอกเหนือไปจากการให้รัฐสมาชิกเฝ้าระวังการเดินทางเข้า – ออกประเทศของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน/การส่งออกกับสถาบันการเงิน และธนาคารอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์และโครงการอาวุธของอิหร่าน 
 
         เมื่อวันที่ 9 มิย 53 UNSC ได้มีมติเห็นชอบต่อข้อมติ UNSC ที่ 1929 (2010) เพื่อคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง (12 ประเทศ:เห็นด้วย ตุรกี/บราซิล:คัดค้าน เลบานอน: งดออกเสียง นับเป็นครั้งที่แรกที่มีการลงคะแนนเสียงคัดค้าน และครั้งแรกที่จีนและรัสเซียมีท่าทีสนับสนุนการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างชัดเจน) โดยมีเนื้อหาสำคัญที่เพิ่มเติมจากข้อมติเดิม ดังนี้ 
         
          (1) เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน เช่น ห้ามการเปิดสาขาของธนาคารอิหร่าน 
ในประเทศสมาชิกสหประชาชาติ การเปิดสาขาของธนาคารจากประเทศสมาชิกฯ ในอิหร่าน หลีกเลี่ยงการให้ประกันภัยต่อธุรกรรมการเงินกับอิหร่าน ในกรณีที่เกี่ยวข้องกิจการด้านนิวเคลียร์ เป็นต้น 
 
          (2) ห้ามอิหร่านพัฒนาขีปนาวุธ (Ballistic Missiles) ที่สามารถใช้เป็นหัวอาวุธนิวเคลียร์ 
 
          (3) นอกจากห้ามการซื้อขายแล้ว ยังห้ามประเทศสมาชิกฯ รับการลงทุนด้านวัสดุชิ้นส่วนนิวเคลียร์ 
อาวุธยุทธภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจากอิหร่าน และยังห้ามประเทศสมาชิกฯ สนับสนุนอิหร่านในกิจการเหมืองแร่ยูเรเนียม การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 
 
          (4) เพิ่มจำนวนบุคคลและองค์กรที่ถูกลงโทษสืบเนื่องจากโครงการนิวเคลียร์อิหร่านอีก 1 คนและ 40 องค์กร โดยเน้นบทบาทที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธและให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่โครงการนิวเคลียร์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) และบริษัทเดินเรือของอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Shipping Lines: IRISL) 
ผู้สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมติทั้ง 5 ฉบับสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ http://www.un.org/documents/scres.htm (คลิกที่ปี ตามด้วยเลขข้อมติ) 
 
     4. ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน - สหรัฐอเมริกา มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2487 และมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดต่อกันมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติโค่นล้มชาห์และก่อตั้ง 
รัฐอิสลามอิหร่านซึ่งมีนโยบายต่อต้านสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่นๆ อย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ และไปสู่จุดแตกหักเมื่อเกิดวิกฤติการณ์กลุ่มนักศึกษาอิหร่านหัวรุนแรงบุกยึดสถานทูตสหรัฐในอิหร่านและจับนักการทูตเป็นตัวประกันยาวนานถึง 444 วันเหตุการณ์นี้ก่อให้เกิด 
ความเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านการทูตอย่างมาก จนสหรัฐอเมริกาได้ตัดความสัมพันธ์ทาง 
การทูตกับอิหร่านและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้ชะงักงันตั้งแต่นั้นมา 
 
         ในยุคของประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช มีการกล่าวหาว่าอิหร่านเป็นหนึ่งในอักษะแห่งความชั่วร้าย ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวอิหร่าน โดยเฉพาะลัทธินักปฏิรูปและกลุ่มอนุรักษ์นิยมและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเลวร้ายลงอีก 
 
         เมื่อมาถึงยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐเพื่อเป็นการเตรียมที่จะมีการเจรจากับประเทศที่มีระบอบการปกครองที่แตกต่างกับตนโดยเฉพาะอิหร่าน มีการดำเนินยุทธศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาโดยสหรัฐยื่นข้อเสนอให้อิหร่านหยุดโครงการนิวเคลียร์ทางด้านการทหาร ตลอดจนการกระทำใดๆ ที่สหรัฐถือว่าเป็นการก่อการร้าย ซึ่งรวมถึงการให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย โดยแลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐจะการหยุดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว แต่อิหร่านยังคงไม่ตอบสนองต่อข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐส่งผลต่อเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศอื่นๆ เช่นจีนและรัสเซีย ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐไม่น่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้ 
 
     5. ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน – รัสเซีย อิหร่านเป็นรัฐที่มีความสำคัญต่อนโยบายต่างประเทศของรัสเซียมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้เพราะอิหร่านตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญทั้งทางการค้า การเมือง และความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้อิหร่านยังมีความเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของรัสเซียในเอเชียกลางและภูมิภาคเทือกเขาคอเคซัสซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นเขตอิทธิพลสำคัญของตน ในขณะเดียวกัน รัสเซียยังเป็นตัวแปรสำคัญในยุทธศาสตร์หลักของอิหร่านในการเพิ่มอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคและการรักษาความมั่นคง ด้วยเหตุนี้ รัสเซียจึงให้การสนับสนุนอิหร่านทั้งในทางการเมือง การทูต และเศรษฐกิจ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูง มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขายอาวุธสงครามของรัสเซียให้แก่อิหร่าน และความร่วมมือทางเทคโนโลยีและวัตถุดิบในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน 
 
         อย่างไรก็ตาม แม้รัสเซียและอิหร่านจะมีความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในหลายประเด็น แต่ก็มีข้อพิพาทและความไม่พอใจกันระหว่างกัน เช่น ปัญหาแบ่งเขตแดนในทะเลสาปแคสเปียน อันป็นพื้นที่ซึ่งเชื่อกันว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองในปริมาณใกล้เคียงกับอ่าวเปอร์เซีย หรือปัญหาท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอิหร่านมีโครงการจะสร้างท่อส่งน้ำมันพาดผ่านยุโรปตอนใต้ แต่ไม่ผ่านดินแดนของรัสเซียทำให้รัสเซียไม่พอใจและคัดค้านโครงการดังกล่าว 
 
     6. ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน – สหภาพยุโรป เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและประเทศในยุโรปเสื่อมถอยลงภายหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 2522 ยุโรปต่อต้านการขึ้นมามีอำนาจของ อยาโตลเลาะห์ โคห์ไมนี ผู้นำทางศาสนาของอิหร่าน โดยหลายประเทศในยุโรปได้ลดทอนความสัมพันธ์และตัดความช่วยเหลือที่เคยให้กับอิหร่าน อาทิ ความช่วยเหลือจัดตั้งโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งเริ่มต้นในสมัยพระเจ้าชาห์ปาฮ์ลาวี 
 
         ถึงแม้อิหร่านกับสหภาพยุโรปจะมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะการที่ยุโรปต้องการก๊าซธรรมชาติจากอิหร่านเพื่อลดการพึ่งพารัสเซีย ในขณะที่ยุโรปเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี เครื่องจักร และเป็นช่องทางของอิหร่านในการทำธุรกรรมกับประเทศอื่นๆทั่วโลก แต่ตั้งแต่กลุ่มอนุรักษ์นิยม เคร่งศาสนาขึ้นมามีอำนาจในการเมืองอิหร่านในช่วงปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหภาพยุโรปได้ตกต่ำลง โดยมีเหตุการณ์ขัดแย้งรุนแรงระหว่างกันหลายเหตุการณ์ อาทิ การเกิดเหตุการณ์ประท้วงปาระเบิดเพลิงใส่สถานเอกอัคราชทูตเดนมาร์ก ณ กรุงเตหะราน เพื่อประท้วงการ์ตูนดูหมิ่นพระศาสดาโมฮัมหมัด การที่สมาชิกรัฐสภายุโรปเสนอให้ประธานาธิบดีอิหร่านเป็น Persona non grata เพื่อประท้วงการที่ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวว่าจะ “ลบ” อิสราเอลออกจากแผนที่โลก เป็นต้น 
 
         ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี อิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสมาชิกสหภาพยุโรป 22 ประเทศโดยมีความสัมพันธ์ทางการค้าใกล้ชิดที่สุดกับอิตาลีและเยอรมนี ในขณะที่ห่างเหินกับฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร เนื่องจากอิหร่านเห็นว่าทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มักมีจุดยืนสนับสนุนสหรัฐในการประณามและมีท่าทีก้าวร้าวกับอิหร่าน ทั้งในเรื่องปัญหาโครงการนิวเคลียร์ ปัญหาสิทธิมนุษยชน และปัญหาอิทธิพลทางการเมืองของอิหร่านในตะวันออกกลาง 
 
 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

 

ข้อมูล ณ วันที่  8 สิงหาคม 2558

 Update 21 กันยายน 2560

 

  • Supreme Leader
    Ali Hoseini-KHAMENEI , Ayatollah
  • Pres.
    Hasan Fereidun RUHANI , Hojjat ol-Eslam
  • Sec. of the Cabinet
    Mohsen HAJI-MIRZAIE
  • Head, Presidential Office
    Mohammad NAHAVANDIAN
  • Head, Management and Planning Organization
    Mohammad Baqer NOBAKHT
  • First Vice Pres.
    Eshaq JAHANGIRI
  • Vice Pres. for Executive Affairs
    Mohammad SHARIAT-MADARI
  • Vice Pres. for Legal Affairs
    Majid ANSARI , Hojjat ol-Eslam
  • Vice Pres. for Parliamentary Affairs
    Hosein Ali AMIRI
  • Vice Pres. for Science & Technology
    Sorena SATARI-Khavas
  • Vice Pres. for Women's & Family Affairs
    Shahindokht MOLAVERDI
  • Vice Pres. & Head, Atomic Energy Organization of Iran
    Ali Akbar SALEHI
  • Vice Pres. & Head, Cultural Heritage, Handicrafts, & Tourism Organization
    Masud SOLTANIFAR
  • Vice Pres. & Head, Environmental Protection Organization
    Masumeh EBTEKAR
  • Vice Pres. & Head, Martyrs & War Veterans Affairs Foundation
    Mohammad Ali SHAHIDI, Hojjat ol-Eslam
  • Min. of Agricultural Jihad
    Mohammad HOJJATI
  • Min. of Communication & Information Technology
    Mahmud VAEZI-Jazai
  • Min. of Culture & Islamic Guidance
    Ali JANATI
  • Min. of Defense & Armed Forces Logistics
    Hosein DEHQAN
  • Min. of Economic Affairs & Finance
    Ali TAYEB-NIA
  • Min. of Education
    Ali Asqar FANI
  • Min. of Energy
    Hamid CHITCHIAN
  • Min. of Foreign Affairs
    Mohammad Javad ZARIF-Khonsari
  • Min. of Health, Treatment, & Medical Education
    Hasan Qazizadeh-HASHEMI
  • Min. of Industry, Mining, & Trade
    Mohammad Reza NEMATZADEH
  • Min. of Intelligence & Security
    Mahmud ALAVI-Tabar , Hojjat ol-Eslam
  • Min. of Interior
    Abdolreza Rahmani-FAZLI
  • Min. of Justice
    Mostafa PUR-MOHAMMADI , Hojjat ol-Eslam
  • Min. of Labor, Cooperatives, & Social Welfare
    Ali RABIEI
  • Min. of Petroleum
    Bijan Namdar-ZANGANEH
  • Min. of Roads & Urban Development
    Abbas Ahmad AKHUNDI
  • Min. of Science, Research, & Technology
    Mohammad FARHADI
  • Min. of Sports & Youth
    Mahmud GUDARZI
  • Governor, Central Bank of Iran
    Valiollah SEIF
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Qolam Ali KHOSHRU

 

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/IR.html

 

เศรษฐกิจและสังคม

 
     1. นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลของประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดเป็นไปตามแนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม คือเน้นการกระจายรายได้ให้ผู้ยากไร้ การให้การบริการสวัสดิการสังคมแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและการสนับสนุนให้ภาคเอกชนอิหร่านมีบทบาททางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านเคารพในสัญญาด้านการค้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกับบริษัทต่างชาติ และสนับสนุนให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีโครงการในรูปแบบ สร้าง-บริหาร-ส่งมอบ (Built-Operate-Transfer: BOT) หรือโครงการซื้อคืนน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการขุดเจาะสำรวจ (Buy back)
 
     2. ในด้านการค้ากับต่างประเทศ อิหร่านเน้นนโยบายรักษาดุลการค้าระหว่างประเทศและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยมีการประเมินและปรับปรุงมาตรการนำเข้าในเดือนมีนาคมทุกปี ซึ่งถือเป็นการช่วงสิ้นปีตามปฏิทินอิหร่าน อย่างไรก็ดี อิหร่านไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organisation: WTO) ซึ่งอำนวยให้อิหร่านสามารถปรับระบบภาษีได้อย่างเสรี และมีภาษีสินค้านำเข้าสูง
 
      3. เศรษฐกิจอิหร่านได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกนำข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ไปตีความให้ครอบคลุมการทำธุรกรรมในสาขาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาวุธและนิวเคลียร์ โดยสามารถเห็นได้จากอัตราค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อและอัตราว่างงานในอิหร่านที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี อิหร่านได้ดำเนินนโยบายเสริมสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศเน้นการให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ส่งผลให้ปัจจุบันอิหร่านยังคงทนรับแรงกดดันได้ เนื่องจากมีเงินทุนสำรอง 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และโดยที่มีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสำรองปริมาณมากเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม OPEC และที่ 4 ของโลก จึงมีรายได้จากส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งลงทุนทางเลือกในด้านพลังงานสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาหรือแสวงหาตลาดใหม่ เช่น จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ เป็นต้น
 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

1.455 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล (GDP per Capita)

18,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตของ GDP

6.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 9.1%
  • ภาคอุตสาหกรรม 39.9%
  • ภาคการบริการ 51% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

10.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

8.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

11.9% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าวสาลี ข้าว ธัญพืชอื่นๆ ต้นไม้ที่ใช้รากทำน้ำตาล อ้อย ผลไม้ ถั่วลิสง ฝ้าย ผลิตภัณฑ์จากนม ขนสัตว์ ไข่ปลาคาเวียร์

อุตสาหกรรม

ปิโตรเลียม ปิโตรเคมิคอล ปุ๋ย โซเดียมไฮดรอกไซต์ (Caustic Soda) สิ่งทอ ซีเมนต์ อุปกรณ์ก่อสร้างอื่นๆ แปรรูปอาหาร (โดยเฉพาะการทำน้ำตาลและการทำน้ำมันพืช) อาวุธยุทโธปกรณ์

อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม

4.5%  (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

23.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณพ.ศ.2559)

มูลค่าการส่งออก

87.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

น้ำมัน 80% ก๊าซธรรมชาติ (อัตราการผลิต 83.9 พันล้านคิวบิกเมตร ส่งออก 3.56 พันล้านคิวบิกเมตร) พรม ผลไม้และถั่ว เหล็ก เคมีภัณฑ์

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

China 22.4%, India 8.7%, Turkey 8.5%, Japan 4.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

62.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

วัตถุดิบอุตสาหกรรม สินค้าประเภททุน ผลิตภัณฑ์อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค อาวุธยุทธภัณฑ์

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

UAE 39.5%, China 22.3%, South Korea 4.7%, Turkey 4.6% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

รีล (Iranian Rial) -- IRR

 

 

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย 
     1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
 
         1.1 การทูต
 
         ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2498 (ค.ศ. 1955) แต่ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับอิหร่าน (หรือราชอาณาจักรเปอร์เซียในสมัยนั้น) ได้ดำเนินมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีชาวอิหร่านชื่อ เชค อาหมัด (Sheikh Ahmad) ได้มาตั้งรกรากและรับราชการในราชสำนักไทยจนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก มีลูกหลานสืบทอดเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบันในนามราชสกุลบุนนาค
 
         ไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์ราบรื่นมาโดยตลอด โดยเมื่อปี 2548 ได้มีการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทยกับอิหร่านครบรอบ 50 ปี ปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตระดับเอกอัครราชทูตดำเนินไปอย่างราบรื่น 
 
         1.2 การเมือง
 
          เมื่อครั้งเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองบาม (BAM) ในอิหร่าน เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2546 ไทยได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อิหร่านและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ในวงเงินงบประมาณ 10 ล้านบาทไปช่วยเหลืออิหร่าน ทำให้รัฐบาลและประชาชนมีความซาบซึ้งใจในไมตรีจิตของฝ่ายไทยด้วย สำหรับกรณีการเกิดธรณีพิบัติและคลื่นยักษ์สึนามิที่ 6 จังหวัดทางภาคใต้ของไทยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 อิหร่านเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้ส่งเครื่องบินนำสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวน 23 ตันมาให้ไทยในทันที
 
         อิหร่านให้การสนับสนุนไทยในหลายเวทีพหุภาคี เช่น การประชุม UN การประชุมกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement: NAM) การประชุมองค์การการประชุมอิสลาม (OIC หรือ Organization of Islamic Conference) และอิหร่านสนใจขยายความร่วมมือกับกรอบความร่วมมืออาเซียน โดยขอสมัครเป็นคู่เจรจาแบบ Sectoral dialogue partner กับอาเซียนด้วย
 
         นอกจากนี้ ในระดับรัฐสภา ได้มีการจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – อิหร่าน โดยมีนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ เป็นประธานฯ และกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาอิหร่าน - ไทย มีนาย Mohsen Koohkan เป็นประธานฯ
 
         1.3 เศรษฐกิจ
 
               1.3.1 การค้า
 
               ไทยกับอิหร่านมีมูลค่าการค้ารวมในปี 2552 ประมาณ 1,111.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 854.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้า 257.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุล สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ข้าว เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ และไทยนำเข้าสินแร่โลหะอื่นๆ เคมีภัณฑ์ สัตว์น้ำสดและแช่แข็ง เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องมือเครื่องใช้วิทยาศาสตร์ จากอิหร่าน
 
               ในอดีตอิหร่านเคยเป็นตลาดที่สำคัญในตะวันออกกลางสำหรับข้าวไทย นำเข้าข้าวไทยประมาณปีละ 8 แสนตัน แต่ปัจจุบัน รัฐบาลอิหร่านได้เปลี่ยนนโยบายในการจัดซื้อข้าวข้าวไทยจากแบบรัฐต่อรัฐ (G–to–G) เป็นแบบการเปิดกว้างให้บริษัทเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น กอปรกับข้าวไทยมีราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้อิหร่านนำเข้าจากประเทศอื่นๆ แทน นอกจากนี้ ปัจจุบันธุรกิจเอกชนไทยมีปัญหาในการหาช่องทางการทำธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่าน สืบเนื่องจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก
 
               กลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและความร่วมมือด้านต่างๆ คือ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พาณิชย์ อุตสาหกรรม วิชาการ การเกษตรและวิทยาศาสตร์ (Joint Commission on Economic, Commercial, Industrial, Technical, Agricultural and Scientific Cooperation) โดยประธานร่วมฝ่ายไทยคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายอิหร่าน คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ การประชุมครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 7) จัดขึ้นที่กรุงเตหะรานเมื่อเดือนกันยายน 2547 และไทยมีกำหนดจัดการประชุมครั้งต่อไป (ครั้งที่ 8) ที่กรุงเทพฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553
 
               1.3.2 การลงทุน
 
               อิหร่านเป็นประเทศที่มั่งคั่งด้วยแหล่งพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนสินแร่ เช่น ถ่านหิน โครเมียม ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว แมงกานิส สังกะสี กำมะถัน ฯลฯ และเป็นแหล่งเพาะปลูกผลิตพืชผลเมืองหนาวหลายชนิด
 
               สำหรับโอกาสในความร่วมมือด้านกิจการน้ำมันในอิหร่านนั้น ไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการพลังงาน ระหว่างกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด มหาชน (ปตท.สผ.) และ กระทรวงปิโตรเลียมของอิหร่าน
 
               เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอิหร่าน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 การลงนามในความตกลงการชำระหนี้สองฝ่าย (Bilateral Payment Arrangement – BPA) ระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (EXIM Bank) ของไทยกับธนาคารพัฒนาการส่งออกอิหร่าน (Export Development Bank of Iran -EDBI) โดยธนาคารเพื่อการส่งออกฯ สามารถให้เครดิตแก่คู่ธุรกิจไทย-อิหร่านในวงเงิน 10 ล้านยูโร และการเคลียร์บัญชีระหว่างธนาคารทั้งสองทุก 3 เดือน
 
               ปัจจุบันไทยมีการลงทุนในอิหร่าน 3 บริษัท ได้แก่ โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของเครือซีเมนต์ไทยลงทุนร่วมกับญี่ปุ่นและอิหร่าน โครงการด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเคมีของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด มหาชน (ปตท.สผ.) และโครงการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงกุ้งและฟาร์มเลี้ยงปลา ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจับปลาและเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารกระป๋องให้แก่โรงงานผลิตปลาป่นที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
 
         1.4 การท่องเที่ยว
 
         ปี 2552 มีชาวอิหร่านมาไทย 115,893 คน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.8 จากปี 2551) นับว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี 
ในด้านการบริการและความปลอดภัย รวมทั้งมีสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อน จับจ่ายซื้อของ และรักษาสุขภาพ 
ซึ่งตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวอิหร่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะดี มีกำลังซื้อสูงและเดินทาง 
เป็นครอบครัว ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีสายการบินอิหร่าน 2 สายการบิน ได้แก่ Mahan Air และ Iran Air เปิดทำ 
การบินระหว่างไทย – อิหร่าน รวมสัปดาห์ละ 20 เที่ยวบิน
 
         1.5 คนไทยในอิหร่าน
 
         ในกรุงเตหะราน มีคนไทยประมาณ 75 คน (นักศึกษาไทย 5 คน และคนไทยที่แต่งงานกับชาวอิหร่านและตั้งรกรากในอิหร่านอีกประมาณ 70 คน) นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาไทยศึกษาอยู่ที่เมืองกุม 53 คนและแรงงานไทยอีก 124 คนที่เมือง Arak เมือง Assaluyeh และเมือง Bandar Abbas
 
     2. การเยือนที่สำคัญ
 
         ฝ่ายไทย
 
        พระราชวงศ์ 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
         -   ปี 2510 เสด็จฯ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ 
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
         -   วันที่ 7 - 12 ธันวาคม 2519 เสด็จฯ เยือนอิหร่านตามคำทูลเชิญของเจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
         -   เดือนเมษายน 2520 เสด็จฯ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ 
         -   เดือนเมษายน 2547 เสด็จฯ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ 
 
        รัฐบาล 
 
         -   วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2541 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ 
         -   วันที่ 2 - 7 กรกฎาคม 2542 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การพาณิชย์ อุตสาหกรรม วิชาการ การเกษตรและวิทยาศาสตร์ ไทย-อิหร่าน ครั้งที่ 5 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย 
         -   วันที่ 24 - 27 กันยายน 2542 นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ 
         -   วันที่ 5 - 7 กันยายน 2547 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
ไปเยือนอิหร่าน และเป็นประธานร่วมฝ่ายไทยในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย – อิหร่าน ครั้งที่ 7 
         -   วันที่ 18 - 19 ธันวาคม 2547 นายพรหมินทร์ เลิศสุรีย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินทางเยือนอิหร่าน 
         -   วันที่ 30 เมษายน 2548 นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเยือนอิหร่าน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามสัญญาสำรวจและขุดเจาะน้ำมันแปลง Saveh ในอิหร่าน ระหว่างบริษัทปตท.สผ. กับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่าน 
         -   วันที่ 21 - 22 กุมภาพันธ์ 2549 นายนิสสัย เวชชาชีวะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสภารัฐมนตรี Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation (IOR-ARC) ครั้งที่ 6 ณ กรุงเตหะราน ซึ่งที่ปรึกษานิสสัยได้มีโอกาสหารือสองต่อสองกับนาย Mahmoud Ahmadinejad ประธานาธิบดีอิหร่าน 
        -   วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2549 นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนอิหร่าน และเป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานของบริษัท ปตท. สผ. จำกัด (มหาชน) 
        -   วันที่ 3 - 4 กันยายน 2550 ดร.มนัสพาสน์ ชูโต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมประชุม Non-Aligned Movement (NAM) Human Rights and Cultural Diversity ณ กรุงเตหะราน ในฐานะผู้แทนพิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
        -   วันที่ 21 – 22 มกราคม 2551 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ 
        -   วันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2553 นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำคณะไปศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่อิหร่าน 
 
         ฝ่ายอิหร่าน 
       
         พระราชวงศ์ 
เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน
         -   เดือนมกราคม 2521 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
 
         รัฐบาล 
         -   วันที่ 29 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2541 นาย Ali Akbar Nategh Noori ประธานรัฐสภาอิหร่านเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐสภาไทย 
         -   วันที่ 21 - 22 เมษายน 2541 และวันที่ 25 - 30 เมษายน 2542 นาย Mohammad Ali Najafi รองประธานาธิบดีและหัวหน้าองค์การวางแผนและงบประมาณอิหร่านเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP ครั้งที่ 54 และครั้งที่ 55 
         -   วันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน 2542 นาย Kamal Kharrazi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ 
         -   วันที่ 4 - 7 มิถุนายน 2543 นาย Kamal Kharrazi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบิน Mahan Air มาเป็นประธานการประชุม ESCAP ครั้งที่ 56 ที่กรุงเทพมหานคร 
         -   วันที่ 23 - 24 เมษายน 2544 นาย Kamal Kharrazi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP ครั้งที่ 57 ที่กรุงเทพมหานคร และได้เข้าพบหารือข้อราชการกับนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ 
         -   วันที่ 25 เมษายน 2545 นาย Seyed Ahmad Motamedi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์โทรศัพท์และโทรเลข มาร่วมประชุม JC ไทย – อิหร่าน ครั้งที่ 6 ในฐานะประธานการประชุมร่วมกับ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
         -   วันที่ 13 - 17 มกราคม 2546 นาย Es-haq Jahangiri รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเหมืองแร่อิหร่านเยือนไทย 
         -   วันที่ 10 - 14 มีนาคม 2547 นาย Seyed Abolfazi Razzavi ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาอิหร่าน – ไทย เยือนไทยในฐานะแขกของกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – อิหร่าน 
         -   วันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน 2547 นาย Hamid Reza Shoraka รองประธานาธิบดีอิหร่าน 
เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีเรื่องทางเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ 
         -   วันที่ 21 – 22 พฤศจิกายน 2548 นาย Mohammad Hadi Nejad Hosseinian รัฐมนตรี 
ช่วยว่าการกระทรวงปิโตรเลียมอิหร่าน ได้เดินทางมาเยือนไทย เพื่อเป็นประธานฝ่ายอิหร่านในการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านพลังงานไทย-อิหร่าน พร้อมด้วยคณะผู้แทนอิหร่าน 
         -   วันที่ 22 - 24 พ.ย. 2548 นาย Esfandyar Rahim Mashaee รองประธานาธิบดีอิหร่านและประธานองค์การการท่องเที่ยวและมรดกทางวัฒนธรรมของอิหร่าน เดินทางมาเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานสัมมนาการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อิหร่านและบทบาทของเฉกอะหมัด 
         -   วันที่ 23 - 26 กุมภาพันธ์ 2549 นาย Manuchehr Mottaki รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ 
         -   วันที่ 18 - 20 กรกฎาคม 2550 อญาโตลลอฮ์ มุฮัมมัด อะลี ตัชกีรี (Ayatollah Muhammad Ali Taskhiri) เลขาธิการองค์กรสมาพันธ์แห่งโลกเพื่อความสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม (World Forum for Proximity of Thoughts of Islamic Schools) เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการสัมมนา “Role of Muslims in Proximity of Religions” จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย 
         -   วันที่ 22 - 29 เมษายน 2552 นายโมฮัมหมัด กาเซม โฮซไซนี (Mohammad Ghasem Hosseini) รองประธานาธิบดีอิหร่าน เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP ครั้งที่ 65 และได้เข้าพบหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี 
 
ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการขนส่งอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
วันที่ลงนาม 25 เมษายน 2545
- ข้อตกลงว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน
วันที่ลงนาม 06 กรกฎาคม 2542
- บันทึกความเข้า ใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจพาณิชยก รรมอุตสาหกรรม วิชาการ เกษตรกรรม และวิทยาศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
วันที่ลงนาม 12 สิงหาคม 2533
- ความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์ไทยกับรัฐบาลแห่งพระจักรพรรดิ์อิหร่าน
วันที่ลงนาม 11 กันยายน 2519
- ความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งจักรวรรดิอิหร่าน
วันที่ลงนาม 12 พฤศจิกายน 2512
- สนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับจักรวรรดิ์อิหร่าน
วันที่ลงนาม 02 กุมภาพันธ์ 2510
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - อิหร่าน                      
มูลค่าการค้า 336.03 357.17 309.48 309.48 434.70 -42.59 6.29 -13.35 -13.35 40.46
การส่งออก 332.77 322.16 217.44 217.44 267.70 -36.32 -3.19 -32.51 -32.51 23.11
การนำเข้า 3.26 35.00 92.04 92.04 166.99 -94.80 973.29 162.94 162.94 81.44
ดุลการค้า 329.51 287.16 125.41 125.41 100.71            

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 86.8 112.0 82.3 82.3 75.4 17.23 29.10 -26.53 -26.53 -8.41
2 ผลิตภัณฑ์ยาง 30.2 33.2 15.3 15.3 21.6 15.89 9.88 -53.79 -53.79 40.86
3 ยางพารา 22.4 10.1 11.1 11.1 21.1 -8.71 -55.05 10.09 10.09 90.53
4 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 12.4 12.9 16.1 16.1 19.1 -24.46 4.19 24.81 24.81 18.48
5 เครื่องดื่ม 15.2 16.0 5.0 5.0 13.8 7.44 5.30 -68.47 -68.47 174.20
6 เม็ดพลาสติก 1.8 1.7 0.9 0.9 13.3 -82.03 -7.90 -44.92 -44.92 1,330.31
7 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 14.3 4.5 2.2 2.2 9.8 -66.32 -68.61 -50.64 -50.64 343.46
8 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 8.7 7.6 6.4 6.4 7.8 6.93 -12.42 -16.29 -16.29 23.37
9 ผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง 1.8 4.6 6.8 6.8 7.5 -5.89 152.10 45.94 45.94 10.47
10 หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ 7.7 6.9 5.9 5.9 7.3 24.71 -10.42 -15.16 -15.16 24.52
รวม 10 รายการ 201.2 209.4 151.9 151.9 196.6 -10.14 4.08 -27.44 -27.44 29.40
อื่นๆ 131.6 112.8 65.5 65.5 71.1 -55.94 -14.30 -41.91 -41.91 8.53
รวมทั้งสิ้น 332.8 322.2 217.4 217.4 267.7 -36.32 -3.19 -32.51 -32.51 23.11

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 0.0 13.9 80.1 80.1 156.4 -100.00 6,964,300.00 475.35 475.35 95.10
2 ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ 0.2 1.6 2.8 2.8 3.1 -64.62 609.21 74.65 74.65 13.13
3 สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่ง 1.1 2.5 2.6 2.6 1.9 -84.02 127.24 3.77 3.77 -26.93
4 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 0.4 0.3 0.4 0.4 1.7 -1.98 -21.29 39.02 39.02 303.72
5 เคมีภัณฑ์ 0.1 3.6 3.5 3.5 1.5 -99.84 4,932.54 -2.60 -2.60 -58.38
6 เชื้อเพลิงอื่น ๆ 0.4 0.6 0.3 0.3 1.3 -12.84 47.21 -42.90 -42.90 296.94
7 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 0.0 1.3 0.1 0.1 0.4 -95.33 2,787.23 -89.32 -89.32 207.30
8 แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ 0.1 0.1 0.3 0.3 0.1 - -14.51 207.63 207.63 -53.88
9 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 0.1 0.0 0.0 0.0 0.1 -68.84 -41.71 -13.44 -13.44 299.64
10 ผลิตภัณฑ์โลหะ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.1 -75.68 74.07 -21.28 -21.28 1,360.81
รวม 10 รายการ 2.4 23.9 90.2 90.2 166.6 -96.12 908.54 276.89 276.89 84.72
อื่นๆ 0.9 11.1 1.9 1.9 0.4 -43.60 1,146.16 -83.28 -83.28 -78.64
รวมทั้งสิ้น 3.3 35.0 92.0 92.0 167.0 -94.80 973.29 162.94 162.94 81.44
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต

215 Sukhumvit Road,
Sukhumvit Soi 49 (Soi Klang)
Khlong Tan Nuea, Wattana
Bangkok 10110

Tel: 0-2390-0871-3

Fax: 0-2390-0867

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Website: http://www.iranembassy.or.th

 

 

JoomSpirit