สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

Flag of the United Arab Emirates uae coat of arms detail poster-rc561f0bc5a3745cb828c874d90195bcb j0e 400
ธง ตราสัญลักษณ์

uae1
ที่มา:  guide.theemiratesnetwork.com
united-arab-emirates3
ที่มา:  lonelyplanet.com
uae5-1
ที่มา www.mapsofworld.com

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) หรือ UAE

ที่ตั้ง

เอเชียตะวันออกกลาง ติดกับอ่าวโอมานและอ่าวเปอร์เชีย ระหว่างโอมานกับซาอุดิอาระเบีย

พื้นที่

83,600 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาว 867 กิโลเมตร ติกับประเทศโอมาน (410 กิโลเมตร) ซาอุดิอาระเบีย (457 กิโลเมตร) ความยาวชายฝั่ง 1,318 กิโลเมตร

สภาพภูมิอากาศ

มี 2 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนและฤดูหนาว เดือนพฤษภาคมถึงกันยายนอากาศร้อนจัดและความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 32-48 องศาเซลเซียส เดือนตุลาคมถึงเมษายนเป็นฤดูหนาวซึ่งอากาศไม่หนาวมากนัก อุณหภูมิเฉลี่ย 15-30 องศาเซลเซียส

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ

ภัยธรรมชาติ

เกิดพายุฝุ่นและพายุทรายบ่อยครั้ง

จำนวนประชากร

5,628,805 ล้านคน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2557)

อัตราการเติบโตของประชากร

2.71% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

สัญชาติ

Emirati(s)

เชื้อชาติ

ชาว Emirati 19% ชาวอาหรับอื่นๆ และอิหร่าน 23% ชาวเอเชียใต้ 50% นักลงทุนสัญชาติอื่นๆ (รวมทั้งชาวตะวันตกและชาวเอเชียตะวันออก) 8%

* หมายเหตุ: น้อยกว่า 20% เป็นประชากรที่ใช้สัญชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ศาสนา

ศาสนาอิสลาม 76% คริสต์ 9% และอื่นๆ 15% (พ.ศ. 2548)

ภาษา

ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษมีการใช้อย่างกว้างขวาง และภาษาฟาร์ซี (Farsi) มีการใช้ระหว่างชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สังคม

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เหมือนกับประเทศอ่าวอื่นๆ ที่ให้สวัสดิการกับประชาชนสูงในด้านสาธารณสุข การเคหะ และการดำรงชีพ มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีมาตรฐานการดำรงชีพสูง เป็นอันดับต้นของตะวันออกกลาง มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สตรีมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ สูง เมื่อเทียบกับสังคมประเทศอาหรับทั่วไป
 
สำหรับคนชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชุมชนชาวต่างชาติที่มีรายได้สูง สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์นับว่ามีสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่มั่นคง แต่สำหรับแรงงานที่มีรายได้ต่ำจะประสบ ความยากลำบาก เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและการที่ระดับการคุ้มครองของรัฐยังไม่สูงพอ ในกรณีที่นายจ้าง ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง

รูปแบบการปกครอง

สหพันธรัฐ (Federation)

เมืองหลวง

กรุงอาบูดาบี (Abu Dhabi)

การแบ่งเขตการปกครอง

7 ดินแดน หรือ Emirates (เรียกว่า Imarat เอกพจน์คือ imarah ) ได้แก่ Abu Zaby (Abu Dhabi), 'Ajman, Al Fujayrah, Ash Shariqah (Sharjah), Dubayy (Dubai), Ra's al Khaymah, Umm al Qaywayn (Quwain)

วันที่ได้รับเอกราช

2 ธันวาคม พ.ศ. 2514 (จากสหราชอาณาจักร)

รัฐธรรมนูญ

ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2514 โดยให้เป็นรัฐธรรมนูญถาวรในปี พ.ศ. 2539

ระบบกฎหมาย

ใช้ 2 ระบบควบคู่กันไปคือ ระบบกฎหมาย Shari'a ของศาสนาอิสลามและระบบประมวลกฏหมาย

ภาพรวมการเมืองการปกครอง

1. การเมืองการปกครอง
 
        1.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดจากการรวมตัวของรัฐต่าง ๆ อย่างหลวม ๆ 
         ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2514 เป็นต้นมาและได้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2514 ให้เป็นฉบับถาวรเมื่อปี 2539 โดยได้มีการลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 นับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศ เป็นปึกแผ่นมั่นคงทั้งนี้ วันดังกล่าวถือเป็นวันชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
 
        1.2 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสหพันธรัฐ (Federation) ประกอบด้วย 7 รัฐ 
        แต่ละรัฐมีระบบ การปกครองท้องถิ่นของตนเอง มีกรุงอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงถาวร โดยมีรัฐบาลกลาง (Federal Government) ดูแลนโยบายและกิจการที่สำคัญของประเทศ เช่น การต่างประเทศและความมั่นคง เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย
 
1.2.1 สภาสูงสุด (Federal Supreme Council) ประกอบด้วยเจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 7 รัฐ เป็นผู้กำหนดทิศทางของนโยบาย  ออกกฎหมายและเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจากสมาชิกสภาฯ      การตัดสินใจใช้คะแนนเสียงอย่างต่ำ 5 คะแนน (โดยต้องมีรัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบ) ซึ่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ เชค คอลิฟะห์ บิน ไซอิด อัล นะฮ์ยัน (H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan) ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี อนึ่ง นับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ เป็นที่ตกลงกันว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะอยู่กับเจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีและตำแหน่งรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจะเป็นของเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ
 
1.2.2 คณะรัฐมนตรี (Federal Council of Ministers) มีสมาชิก 24 ตำแหน่ง (รวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารขึ้นตรงต่อสภาสูงสุด แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ปัจจุบันมีสตรีเป็นสมาชิก 4 คน 
1.2.3 สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐ (Federation National Council - FNC) มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 40 คน  มีวาระ 4 ปี ประกอบด้วยสมาชิก 20 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐและอีก 20 คนมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งแรกมีขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2549 จากเดิมที่สมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งและเริ่มวาระสมาชิกสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการทางการเมืองในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้คนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คุ้นเคยและตระหนักถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐยังไม่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเช่นเดียวกับรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย แต่ทำหน้าที่คล้ายสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองกฎหมายเพื่อเสนอให้สภาสูงสุดพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีในเรื่องต่าง ๆ 
 
การเลือกตั้งครั้งที่สองมีขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 และมีการเปิดสมัยประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 โดยที่ประชุมได้เลือกนาย Ahmed Al Mur เป็นประธานสภาฯ และนาง Amal Al Qubaisi เป็นรองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทั้งหมด 
1.2.4 ศาลสูงสุด (Federal Supreme Council) ประกอบด้วยประธานศาลสูงสุดและผู้พิพากษาจำนวนรวม 5 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภาสูงสุด โดยมีหน้าที่พิจารณากรณีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหพันธรัฐกับรัฐในสหพันธรัฐและระหว่างรัฐในสหพันธรัฐ รวมทั้งพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 
 
        1.3 แม้ว่าเจ้าผู้ครองรัฐมีอำนาจและมีสิทธิค่อนข้างมากในการกำหนดนโยบายในรัฐของตน 
        การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ เชคโมฮัมเมด บิน ราชิด อัล มัคทูม (H.H. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum) เจ้าผู้ครองรัฐดูไบและการสนับสนุนที่เข้มแข็งของ เชคโมฮัมเมด บิน ไซอิด อัลนะห์ยัน (H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan) มกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี มีแนวโน้มจะนำไปสู่ การมีนโยบายร่วมกันในระดับสหพันธรัฐ  
        1.4 ถึงแม้จะเกิดความไม่สงบของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ต้นปี 2544 เป็นต้นมา แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งนี้ เพราะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังคงมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง ประชาชนยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นอกจากนั้น สถาบันกษัตริย์ยังคงได้รับ การสนับสนุนอย่างดีจากประชาชน อย่างไรก็ดี ในระยะยาวหากไม่มีการปรับโครงสร้างทางการเมือง ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป กอปรกับความต้องการประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นของประชาชน ก็อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้

2. นโยบายต่างประเทศ 

2.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก 
มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ โดยรวมแล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มักเลือกแสดงท่าที และดำเนินนโยบายเกี่ยวกับความมั่งคงร่วมกันในกรอบภูมิภาคมากกว่าจะแสดงจุดยืนโดยลำพัง แต่ในระยะหลังได้แสดงท่าที ข้อคิดเห็นต่อประเด็นการเมืองในภูมิภาคอย่างเปิดเผยมากขึ้น โดยเป็นหนึ่งในกลุ่ม Arab Quartet (ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย และอียิปต์) ที่ตั้งขึ้นเพื่อประสานท่าทีระหว่างสมาชิกกลุ่มประเทศอาหรับกับกลุ่ม International Quartet ในเรื่องพัฒนาการและสถานการณ์ในภูมิภาค และเพื่อชี้แจงทัศนะและท่าทีของอาหรับ โดยไม่ต้องการให้ International Quartet มีบทบาทนำฝ่ายเดียว ในการกำหนดระเบียบวาระของกระบวนการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง
 
2.2 นโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 
มีหลักการต่อต้านความรุนแรงและ การรุกราน การส่งเสริมความร่วมมือกับสันติประเทศ การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่นๆ การส่งเสริมการเจรจาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ การสนับสนุนการดำเนินการที่ยุติธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลือมิตรประเทศ
 
2.3 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีพันธมิตรทางการทหารในวงกว้าง 
โดยกองทัพเรือและกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานขนส่งบำรุงกำลัง (ฐานทัพอากาศที่อาบูดาบี และท่าเรือ Jabel Ali ที่ดูไบ) ร่วมมือกับกองทัพในภูมิภาคและระหว่างประเทศ และมีการสั่งซื้ออาวุธสงครามที่ทันสมัยจากหลายประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีอู่ต่อเรือและซ่อมเรือรบของตนเอง (Abu Dhabi Shipbuilding) และล่าสุดได้ลงนามความตกลงด้านความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรตามลำดับ เพื่อวางกรอบความร่วมมือในเรื่องการสำรวจและใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ และความตกลงด้านความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศส เพื่อให้ฝรั่งเศสตั้งฐานทัพถาวรในปี 2552 อนึ่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ 4 ในตะวันออกกลางที่ประกาศแผนจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ โดยเน้นย้ำจุดยืนว่าตนสนับสนุนสนธิสัญญาการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ และสนับสนุนให้ตะวันออกกลางปราศจากอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction – WMD)
 
2.4 แม้จะมีการขู่จากกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติการก่อการร้ายเกิดขึ้น 
ขณะที่ รัฐประกาศและให้ความมั่นใจว่าประเทศปลอดภัยจากการก่อการร้าย แต่ก็มีการออกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐมีความกังวลต่อความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ในกลุ่มประเทศที่กลุ่มก่อการร้าย อัลไคดาห์ ได้ประกาศว่าเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการก่อการร้าย เนื่องจากเป็นรัฐที่ร่วมมือให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของตนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร
 
2.5 ท่าทีและบทบาทของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเวทีระหว่างประเทศในปัจจุบัน
 
2.5.1   สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการทหารของประเทศ   อย่างเร่งด่วนในช่วง ๒ - ๓ ปี ที่ผ่านมา โดยมีการสั่งซื้ออาวุธ เทคโนโลยีทางทหารใหม่ๆ เพื่อใช้ในการป้องกันประเทศ โดยมองว่าอิหร่านมีศักยภาพที่จะเป็นภัยคุกคาม ซึ่งในปี ๒๕๕๓ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่มีการซื้ออาวุธมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
 
2.5.2   ในส่วนของความมั่นคงระหว่างระหว่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ส่งกองกำลัง เข้าร่วมปฏิบัติการในกองกำลังร่วม Peninsular Shield เพื่อรักษาความสงบในบาห์เรนและยังได้ส่งอากาศยานเข้าร่วมปฏิบัติการในลิเบีย
 
2.5.3   ด้านโครงการปรมาณูของอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายต่อต้านการแพร่ของอาวุธนิวเคลียร์ในตะวันออกกลางและการกระทำอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค โดยหวังว่า อิหร่านจะยึดถือการดำเนินการที่โปร่งใส แต่หวั่นเกรงว่าการพัฒนาปรมาณูดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม ภายหลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ได้มีมติเห็นชอบต่อข้อมติ UNSC ที่ ๑๙๒๙ (๒๐๑๐) เพื่อคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เริ่มเข้มงวดกับการทำการค้ากับอิหร่านมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หลายแหล่งได้ระงับการทำธุรกรรมกับบริษัทของอิหร่าน
 
2.5.4   ข้อพิพาทด้านดินแดนกับอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังมีข้อพิพาทกับอิหร่านในเรื่องอธิปไตยเหนือเกาะ ๓ เกาะ คือ เกาะอาบู มูซา (Abu Musa) เกาะทูมใหญ่ (The Greater Tunb) และเกาะทูมเล็ก (The Lesser Tunb) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เคยมีการหยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นในที่ประชุม UNSC ในปี ๒๕๑๔ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มักถือโอกาสการประชุมสันนิบาตอาหรับ (Arab League) และการประชุมกลุ่มประเทศ GCC ส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังอิหร่านโดยขอให้อิหร่าน  มีการเจรจาโดยตรงหรือนำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์เป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของอิหร่านและมีความร่วมมือกับอิหร่านในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแสดง    ให้เห็นว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แยกแยะประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจออกจากกันเมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติ และล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๕ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ได้ออกแถลงการณ์ประณามการที่ประธานาธิบดีอิหร่านเดินทางไปยังเกาะ Abu Musa  โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถือว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตยและบรูณภาพแห่งดินแดนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนั้น ประเทศ GCC ต่างก็มี  การออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของอิหร่านและสนับสนุนท่าทีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 
 
                 2.5.5   สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถือว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และมีความภูมิใจอย่างยิ่งที่หลายประเทศต่างยกย่องว่า เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนวัตกรรมเรื่องพลังงานหมุนเวียน จนได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของทบวงพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency - IRENA) เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ และปัจจุบัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชา (President of the General Assembly) ของ IRENA นอกจากนั้น ยังได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรี (Chair of the Council) สำหรับการประชุมคณะมนตรี IRENA ครั้งที่ ๓ ในปี ๒๕๕๕ ในขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World Future Energy Summit ซึ่งสามารถดึงดูดผู้แทนระดับสูงทั้งภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ เอกชน และวิชาการ เข้าร่วมได้มากขึ้นทุกปี และจะริเริ่มจัดการประชุม International Water Summit ในปี ๒๕๕๖ เป็นครั้งแรกด้วย 
 
 
2.5.6   สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมเป็นสมาชิกความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue - ACD) เมื่อปี ๒๕๔๗ และสนใจที่จะเป็นผู้นำ (Prime Mover) ในด้านการค้าอิเล็กทรอนิกส์  (E-Commerce) การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Education) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)   ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Development) และการศึกษาสิ่งแวดล้อม (Environmental Education)
 
2.5.7 พลังงานหมุนเวียน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถือว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และมีความภูมิใจอย่างยิ่งที่หลายประเทศต่างยกย่องว่า เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนวัตกรรมเรื่องพลังงานหมุนเวียน จนได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของทบวงพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency - IRENA) เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 และปัจจุบัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชา (President of the General Assembly) ของ IRENA นอกจากนั้น ยังได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรี (Chair of the Council) สำหรับการประชุมคณะมนตรี IRENA ครั้งที่ 3 ในปี 2555 
2.5.8 ด้านโครงการปรมาณูของอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายต่อต้านการแพร่ของอาวุธนิวเคลียร์ในตะวันออกกลางและการกระทำอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค โดยหวังว่า อิหร่านจะยึดถือการดำเนินการที่โปร่งใส แต่หวั่นเกรงว่าการพัฒนาปรมาณูดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม ภายหลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ได้มีมติเห็นชอบต่อข้อมติ UNSC ที่ 1929 (2010) เพื่อคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เริ่มเข้มงวดกับการทำการค้ากับอิหร่านมากขึ้น
 
2.5.9 ข้อพิพาทด้านดินแดนกับอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังมีข้อพิพาทกับอิหร่านในเรื่องอธิปไตยเหนือเกาะ 3 เกาะ คือ เกาะอาบู มูซา (Abu Musa), เกาะทูมใหญ่ (The Greater Tunb) และเกาะทูมเล็ก (The Lesser Tunb) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เคยมีการหยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นในที่ประชุม UNSC ในปี 2514 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มักถือโอกาสการประชุมสันนิบาตอาหรับ (Arab League) และการประชุมกลุ่มประเทศ GCC ส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังอิหร่านโดยขอให้อิหร่าน มีการเจรจาโดยตรงหรือนำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์เป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของอิหร่านและมีความร่วมมือกับอิหร่านในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแสดง ให้เห็นว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แยกแยะประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจออกจากกันเมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติ
 
2.5.10 ความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue - ACD) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเมื่อปี 2547 และสนใจที่จะเป็นผู้นำ (Prime Mover) ในด้านการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Education) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Development) และการศึกษาสิ่งแวดล้อม (Environmental Education)


Update มกราคม 2559

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  24 กันยายน 2557

 

  • Pres. KHALIFA bin Zayid Al Nuhayyan
  • Vice Pres. MUHAMMAD BIN RASHID Al Maktum
  • Prime Min. MUHAMMAD BIN RASHID Al Maktum
  • Dep. Prime Min. MANSUR bin Zayid Al Nuhayyan
  • Dep. Prime Min. SAIF bin Zayid Al Nuhayyan
  • Min. of Cabinet Affairs Muhammad Abdallah al-GARGAWI
  • Min. of Culture, Youth, & Community Development NUHAYYAN bin Mubarak Al Nuhayyan
  • Min. of Defense MUHAMMAD BIN RASHID Al Maktum
  • Min. of Development & Intl. Cooperation LUBNA al-Qasimi
  • Min. of Economy Sultan bin Said al-MANSURI
  • Min. of Education Hussain Ibrahim al-HAMADI
  • Min. of Energy SUHAIL bin Muhammad al-Mazrui
  • Min. of Environment & Water Rashid Ahmad bin FAHD
  • Min. of Finance HAMDAN bin Rashid Al Maktum
  • Min. of Foreign Affairs ABDALLAH bin Zayid Al Nuhayyan
  • Min. of Health Abd al-Rahman Muhammad al-UWAIS
  • Min. of Higher Education & Scientific Research HAMDAN bin Mubarak Al Nuhayyan
  • Min. of Interior SAIF bin Zayid Al Nuhayyan
  • Min. of Justice Sultan bin Said al-BADI
  • Min. of Labor Saqr Ghubash Said GHUBASH
  • Min. of Presidential Affairs MANSUR bin Zayid Al Nuhayyan
  • Min. of Public Works Abdullah bin Muhammad Al-NUAIMI
  • Min. of Social Affairs Mariam bint Muhammad Khalfan al-RUMI
  • Min. of State for Federal National Council Affairs Anwar Muhammad GARGASH
  • Min. of State for Financial Affairs Ubayd Humaid al-TAYIR
  • Min. of State for Foreign Affairs Anwar Muhammad GARGASH
  • Min. of State Without Portfolio ABDULLAH bin Muhammad Ghubash
  • Min. of State Without Portfolio Reem Ibrahim al-HASHIMI
  • Min. of State Without Portfolio Sultan Ahmad Al JABIR
  • Min. of State Without Portfolio Maitha Salim al-SHAMSI
  • Governor, Central Bank Mubarak Rashid al-MANSURI
  • Ambassador to the US Yusif bin Mani bin Said al-UTAYBA
  • Permanent Representative to the UN, New York Lana Zaki NUSAYBA

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/AE.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

605 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

GDP รายบุคคล

65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

4.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 0.6%
  • ภาคอุตสาหกรรม 58.9%
  • ภาคการบริการ 40.5% (ค่าประมาณ พ.ศ.2557)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

2.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

อัตราการว่างงาน

2.4% (ค่าประมาณพ.ศ. 2544)

ผลผลิตทางการเกษตร

อินทผาลัม ผัก แตงโม สัตว์ปีก ไข่ ผลิตภัณฑ์นม ปลา

อุตสาหกรรม

ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีภัณฑ์ ตกปลา อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย อู่ซ่อมเรือพาณิชย์ อุปกรณ์ก่อสร้าง อู่ต่อเรือบางประเภท หัตถกรรม สิ่งทอ

อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรม

3.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

หนี้สาธารณะ

44.2% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

53.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณพ.ศ. 2557)

มูลค่าการส่งออก

404.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

สินค้าส่งออก

น้ำมันดิบ 45% ก๊าซธรรมชาติ การส่งออกสินค้านำเข้า (Reexports) ปลาแห้ง อินทผาลัม

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ

Japan 14.6%, India 11.4%, Iran 10.5%, South Korea 6.2%, Thailand 5.9%, Singapore 5.7%, China 4.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2556)

มูลค่าการนำเข้า

271.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

สินค้านำเข้า

เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง เคมีภัณฑ์ อาหาร

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า)ที่สำคัญ

China 14.7%, India 14%, US 10.8%, UK 6%, Germany 5.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2556)

สกุลเงิน

ดีแรห์ม (Emirati dirhams) -- AED

ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรพลังงาน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในภูมิภาค และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจมากที่สุดของโลกโดยการจัดลำดับของ World Economic Forum มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่มีขนาดใหญ่อันดับที่ 1 ของโลก คือ Abu Dhabi Investment Authority (ADIA) ประมาณกว่า 627 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีน้ำมันดิบสำรองร้อยละ 8.3 ของโลก รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และมีก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นลำดับที่ 7 ของโลก (ร้อยละ3.3) สภาพที่ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะรัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการค้าในตะวันออกกลางและเป็นแหล่งขนถ่ายและส่งต่อสินค้า ไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อิหร่าน รวมทั้งส่งออกไปยังตลาดนอกภูมิภาค ได้แก่  แอฟริกา เอเชียกลาง และยุโรป ปัจจุบันมีท่าเรือ 9 แห่ง (รัฐละ 1 แห่ง) ยกเว้นรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบีมีรัฐละ 2 แห่ง ท่าเรือทั้งหมดรองรับสินค้าประมาณ 30 ล้านตันต่อปี (ไม่รวมน้ำมันดิบ)
 
รายได้หลักของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขึ้นอยู่กับน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้จากการพัฒนาธุรกิจภาคที่ไม่ใช่น้ำมันอย่างรวดเร็ว ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาเพื่อขยายฐานทางเศรษฐกิจ (diversification) เพื่อเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว และพยายามส่งเสริมการค้าการลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างชาติ เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจเสรี (Economic Free Zone) ทั้งในรูปการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต และการใช้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นฐานการกระจายสินค้า
 
รายได้จากรัฐอาบูาบีคิดเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยมี Abu Dhabi Invesment Auhoriy รับผิดชอบการลงทุนรายได้จากการขายน้ำมนและก๊าซ ยุทธศาสตร์ของรัฐอาบูาบีเน้นการัฒนาด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream) ของกระบวนการผลิตน้ำมัน และอุตสาหกรรมการหลอมอะลูมิเนียม หน่วยงานดูแลการลงทุนในต่างประเทศของรัฐเน้นเลือกการลงทุนในโครงการที่ก่อผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนร่วมกับบริษัทต่างชาติในโครงการที่มีอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อนึ่ง ผู้นำรัฐรุ่นใหม่มีการริเริ่มโครงการเศรษฐกิจใหม่ ๆ และสนับสนุนเพื่อสร้างให้รัฐเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศูนย์กลางการศึกษา อาทิ มีโครงการสร้างสาขาของพิพิธภัณฑ์ลุฟของฝรั่งเศส เป็นต้น 
 
การพัฒนาของรัฐดูไบนับจากทศวรรษที่ 1980 (ปี 2523 - 2533) เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการทำให้ดูไบเป็นศูนย์กลางคมนาคมทั้งทางทะเลและทางอากาศ การเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกต่อ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของดูไบคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 32 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ ดูไบยังเป็นศูนย์กลางการเงินโดยมีเงินทุนจำนวนมากไหลเข้าไปในภาคอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงิน ดังจะเห็นได้จากการที่ดูไบเปิดตลาดหุ้น ในปี 2547 และสามารถเป็นศูนย์กลางทางการเงินได้ในเวลาเพียง 5 ปี ตลาดหุ้นดูไบถือหุ้นในตลาดหุ้นลอนดอนและใน NASDAQ และการที่มีเงินไหลเข้ามาจำนวนมากจึงนำไปลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และลงทุนในต่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในปี 2551 เศรษฐกิจดูไบก็ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่จนนำไปสู่วิกฤติดูไบ เวิลด์ (Dubai World) (กลุ่มบริษัทที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่รัฐเป็นเจ้าของเข้าด้วยกัน) ในปี 2552 ทำให้โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่ยังไม่แล้วเสร็จกว่าร้อยละ 40 ต้องหยุดชะงักไป โครงการอสังหาริมทรัพย์ถึง 400 โครงการ มูลค่าประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐยังขายไม่ได้ นอกจากนี้ การลงทุนของดูไบในต่างประเทศก็ต้องชะงักลง โดยดูไบ เวิลด์มีหนี้สินทั้งสิ้น 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากหนี้สินทั้งหมดของรัฐดูไบรวม 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2553 เจ้าหนี้ร้อยละ 99 ของดูไบเวิลด์ ได้ยินยอมที่จะปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 24.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดูไบ เวิลด์ จะแบ่งชำระหนี้ได้ในระยะเวลา 5-8 ปี โดยการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักลงทุนและตลาดการลงทุน และทำให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ต่อไปได้ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
 
นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ รัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบมีการแข่งขันกัน อยู่ในทีและมีการต่อรองการอยู่ร่วมกันมาโดยตลอด ความสำคัญของอาบูดาบีเกิดจากการมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมแหล่งน้ำมันร้อยละ 94 แหล่งก๊าซธรรมชาติร้อยละ 93 และการเป็นรัฐผู้สนับสนุนงบประมาณของสหพันธรัฐเป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ดูไบมีการผลิตน้ำมันประมาณร้อยละ 6 มีฐานะเป็นศูนย์กลางด้านต่าง ๆ รวมทั้งการประชุม การจัดการแข่งขันกีฬา และมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ดูไบ เวิลด์ และเจ้าผู้ครองรัฐซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารได้เข้าไปมีบทบาทดำเนินการต่าง ๆ ในระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้นำรุ่นที่สองของประเทศเห็นว่า บทบาทที่ขีดเส้นว่าอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงและดูไบเป็นเมืองพาณิชย์เริ่มชัดเจนน้อยลง โดยผู้นำของรัฐทั้งสองตระหนักว่าจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ เมื่อรัฐดูไบประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งรัฐอาบูดาบีและธนาคารกลางยูเออีเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจของดูไบโดยการช่วยเหลือด้านการเงิน การเข้าถือหุ้นและซื้อกิจการของรัฐดูไบ ทำให้ปัจจุบันนี้รัฐอาบูดาบีมีอิทธิพลและอำนาจในการต่อรองกับรัฐดูไบเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก 
ล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีโครงการก่อสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ (New Economic City – NEC) เรียกว่าโครงการ Masdar City ที่รัฐอาบูดาบี มีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกแบบตามความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่มาร่วมลงทุน โดยนำเงินรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันดิบมาใช้ในการพัฒนา และจะเป็นแหล่งทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ ในภาคพลังงานหมุนเวียน เช่น การใช้แสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า และการกลั่นน้ำทะเล เป็นต้น นอกจากนั้น ระหว่างการเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ก็ได้มีการลงนามความตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติกับ Dubai Supreme Energy Council ซึ่งความตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่การก่อตั้ง Dubai Excellence Centre for Carbon Control โดยศูนย์ดังกล่าวจะเป็นแห่งแรกของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างโรงงาน ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ 4 โรง มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัทของเกาหลีใต้ (Korea Electric Power Corperation – Keppo) ได้รับประมูลสร้างโรงงานดังกล่าว
 
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสมาชิกในตลาดร่วมศุลกากร (Customs Union) ของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council-GCC) และได้มีการกำหนดให้เพิ่มภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าภายในกลุ่ม จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 5 สำหรับสินค้าทั่วไปและไม่มีภาษีสำหรับสินค้าประเภทอาหาร นอกจากนั้น ยังไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีกำไรและภาษีรายได้บุคคล และมีนโยบายให้สามารถนำเงินเข้า-ออกประเทศได้โดยเสรี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากขึ้น

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
 
        1.1 ด้านการทูต 
 
              ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวัน ที่ 12 ธันวาคม 2518 โดยไทยเปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ เมื่อเดือนมกราคม 2535 และเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายน 2541 
               นับจากนั้นมา ฝ่ายไทยมีการเยือนที่สำคัญหลายครั้งทั้งในระดับพระราชวงศ์และรัฐบาล  ได้แก่  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงแวะพักที่เมืองดูไบระหว่างทรงทำการฝึกบินหลายครั้ง และล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของฝ่ายยูเออี ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2554 ในส่วนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  สมาชิกราชวงศ์และผู้บริหารระดับสูงเดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์/ส่วนตัวบ่อยครั้ง โดยล่าสุด เชค ฮามดาน บิน ไซอิด อัล นะฮ์ยัน (H.H. Sheikh Hamdan bin Zayed Al Nahyan)  รองนายกรัฐมนตรี และพระอนุชาของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์เมื่อเดือนมีนาคม 2552 
 
        1.2 ด้านเศรษฐกิจ 
               1.2.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประตูการค้าของไทยและเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในตะวันออกกลาง โดยการค้าระหว่างกันในปี ๒๕๕๔ มีมูลค่ากว่า ๑๗,๒๒๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก ๒,๗๖๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า ๑๔,๔๖๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน ๒,๒๒๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก ๔๔๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และนำเข้า ๑,๗๗๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
                สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ๕ อันดับแรก ในปี ๒๕๕๔ ได้แก่ (๑) รถยนต์และอะไหล่            (๒) อัญมณีและเครื่องประดับ (๓) ชิ้นส่วนประกอบเครื่องรับความถี่สำหรับวิทยุและโทรทัศน์ (๔) คอมพิวเตอร์และอะไหล่ (๕) เครื่องปรับอากาศและอะไหล่
            ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ๕ อันดับแรก ในปี ๒๕๕๔ ได้แก่        (๑) น้ำมันดิบ (๒) เครื่องประดับ (๓) ก๊าซธรรมชาติ (๔) น้ำมันดิบที่ผ่านการแปรรูป (๕) เหล็กและเศษเหล็ก
 
               1.2.2 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอันดับหนึ่งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และประเทศอื่น ๆ  ในโลก โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเข้าน้ำมันดิบจาก Abu Dhabi National Oil Company (ADNOC) มากเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัญญาการซื้อขายน้ำมันแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา โดยในปี 2554 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประมาณ 280,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 11,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณการที่ราคาเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) โดยตัวเลขเฉลี่ยล่าสุด ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากอาบูดาบีคิดเป็นร้อยละ 48 ของน้ำมันดิบนำเข้าจากตะวันออกกลาง และเป็นร้อยละ 35 ของน้ำมันดิบนำเข้าทั้งหมดจากทั่วโลก ทั้งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เปิดสำนักงาน PTT Group Dubai Office ที่เมืองดูไบ เพื่อเป็นศูนย์กลางการติดต่อเจรจาธุรกิจการค้าปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมทั้งดำเนินโครงการต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง 
               1.2.3 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 สภาเทศบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้มีมติรับรองตราฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในการรับรองโรงฆ่าไก่ที่ถูกต้องตามหลักศาสนาและโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ในประเทศไทย ซึ่งมติดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกไก่ต้มสุกฮาลาลไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ และมติรับรองดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสสำหรับสินค้าฮาลาลไทยในตะวันออกกลาง เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นศูนย์ส่งออกต่อฮาลาลที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคไปยังประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States – CIS) 
 
        1.3 การลงทุน 
               1.3.1 ภาคเอกชนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ดังนี้   
                       (ก) การลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น โครงการสาธรสแควร์ ของกลุ่ม Istithmar Hotel FZE ดูไบ และ Islamic Hotel Chain ของ Al Mulla Group ดูไบ 
                       (ข) กลุ่ม Dubai Holdings ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 800 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 15 จากบริษัท ธนายง 
                       (ค) กลุ่มดูไบ เวิลด์ ได้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทแหลมฉบังอินเตอร์เนชั่นแนลเทอร์มินอล จำกัด (Laem Chabang International Terminal Co.Ltd.) ทำการบริหารจัดการคลังสินค้า C3 ท่าเรือแหลมฉบัง และได้ลงนามกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรมอบเงินจำนวน 200 ล้านบาทแบบให้เปล่าเพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Land Bridge) 
                       (ง ) กลุ่ม Jumeirah ได้รับหน้าที่ด้านบริหารการลงทุน (Investment management) กับโครงการต่าง ๆ ในไทย อาทิ โครงการ Jumeirah Private Phuket Island ซึ่ง เป็นโครงการมูลค่าหลายพันล้านบาท ประกอบด้วยที่พักส่วนตัว โรงแรมและท่าจอดเรือ โดยอยู่ในระหว่างก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จของบริษัท TGR Group ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของผู้ถือหุ้นชาวแคนาดาและชาวไทย อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างผู้ร่วมทุนทั้งสองฝ่าย ทำให้มีการชะลอโครงการไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อยุติ นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ยังมีโครงการก่อสร้างโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ซึ่งได้มีการกำหนดพื้นที่ไว้แล้วในบริเวณทางตอนใต้ฝั่งเดียวกับโรงแรมแชงกรี-ลา นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังรับสัมปทานขุดเจาะก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทยและมีการร่วมทุนกับบริษัทไทย เช่น บริษัท Depa United Group ของดูไบกับบริษัทผลิตพรม (ไทปิง) เป็นต้น 
 
               1.3.2 โดยที่บริการด้านการแพทย์ของไทยเป็นที่นิยมของชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้มีโรงพยาบาลเอกชนไทยสนใจไปลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เข้าไปดำเนินการบริหารโรงพยาบาลรัฐของอาบูดาบี และโรงพยาบาลกรุงเทพได้ร่วมทุนกับบริษัท Royal Group    ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของราชวงศ์แห่งรัฐอาบูดาบีสร้างโรงพยาบาล Royal Bangkok Hospital ขนาด 300 เตียง ในกรุงอาบูดาบี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2555 รวมทั้งเปิดคลินิก 1 แห่งบนเกาะรีม (Reem Island) ในอาบูดาบี ซึ่งเป็นพึ้นที่ถมทะเลเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานที่พักอาศัยครบวงจร โดยจะจัดส่งทีมแพทย์ชาวไทยทั้งหมดเป็นผู้ไปทำการรักษา รวมถึงพยาบาลชาวไทยระดับหัวหน้า 
               นอกจากนั้น ยังมีการลงทุนของบริษัทไทยรายอื่น เช่น บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทสยามซีเมนต์ได้เข้าไปมีบริษัทตัวแทนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภาคการก่อสร้าง เช่น บริษัท อิตัล-ไทย บริษัทเพาเวอร์ไลน์ บริษัทชิโน – ไทย 
               อนึ่ง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ได้มีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ดูไบ (Thai-Dubai Business Council) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการให้ข้อมูลและความช่วยเหลือ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มของภาคเอกชนไทยในดูไบ 
 
      1.4 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
 
               1.4.1 ด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดินทางมาไทยมาก            เป็นอันดับสามของภูมิภาคตะวันออกกลาง (รองจากอิสราเอลและอิหร่าน) มีประมาณ ๑๐๘,๐๐๐ คน  โดยนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กว่าร้อยละ ๖๐ นิยมเดินทางมาตรวจสุขภาพและรักษาพยาบาล  ในไทยเนื่องจากการบริการที่ดีและค่ารักษาพยาบาลถูกกว่าประเทศในยุโรป และมักใช้โอกาสเดินทางมาพักผ่อนด้วย ซึ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาประจำที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ป่วยที่รัฐส่งมารับการรักษาพยาบาล ในส่วนของไทย เมืองดูไบเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และล่าสุด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขอให้ไทยพิจารณาขยายเวลาการพำนักในประเทศไทยให้กับชาวยูเออีที่เดินทางมา  รับบริการด้านสุขภาพจากไม่เกิน ๓๐ วัน เป็นไม่เกิน ๙๐ วัน ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องดังกล่าวแล้ว
 
 
               1.4.2 ด้านแรงงาน ปัจจุบัน มีคนไทยอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประมาณ 10,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือและทำงานในภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ธุรกิจบริการ และธุรกิจก่อสร้าง ส่วนมากทำงานในรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบี ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจดูไบทำให้ความต้องการแรงงานไทยในดูไบลดลง ขณะที่การขยายโครงการก่อสร้างในรัฐอาบูดาบีทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนแรงงานไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก 
 
2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
 
    2.1 ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศระหว่างกัน (ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2533) 
 
    2.2 ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (ลงนามเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2543)  
 
    2.3 ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งร่างฯ ให้ฝ่ายไทยพิจารณาเมื่อปี 2547 และอยู่ในระหว่างการเจรจา) 
 
    2.4 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และวิชาการ (ลงนามเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2550 และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2551) 
 
    2.5 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (ลงนามเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550) 
 
    2.6 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคง (ลงนามย่อเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2552) 
 
    2.7  บันทึกความเข้าใจระหว่างโรงพยาบาลกรุงเทพและกรมสุขภาพสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ลงนามเมื่อเดือนสิงหาคม 2547 เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาบริการทางการแพทย์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยกรมสุขภาพฯ จะส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ และบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือและผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน) 
 
   2.8 บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน (The Emirates Securities and Commodities Authority - ESCA) ได้ลงนามกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550) 
 
   2.9 บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม และบริษัทดูไบ เวิลด์  2551 ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากบริษัทดูไบ เวิลด์เพื่อศึกษา ความเหมาะสมแนวทางการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามันและสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (ลงนามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551)
 
3. การเยือนที่สำคัญ
 
        3.1 ฝ่ายไทย 
        พระราชวงศ์ 
        สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
 
  • วันที่ 1 - 2 มิถุนายน 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ 25 - 26 กรกฎาคม 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 8 - 9 กันยายน 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ 20 - 21 ตุลาคม 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ 4 มีนาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 13 - 14 มีนาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 1 มิถุนายน 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง ทรงทำการบิน
  • วันที่ 31 กรกฎาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การบิน
  • วันที่ 4 - 10 สิงหาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ 1 - 2 กันยายน 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ 24 – 25 กันยายน 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 7 – 9 ตุลาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง ทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 29 – 30 มิถุนายน 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง ทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 15 – 16 สิงหาคม 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง ทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 23 กันยายน 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง ทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 21 – 22 มกราคม 2553 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง ทรงทำการฝึกบิน 
  • วันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2553 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน 
  • วันที่ 9 ธันวาคม 2553 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน 
  • วันที่ 27 ธันวาคม 2553 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน 
  • วันที่ 29 มกราคม 2554 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน  
  • วันที่ 19 มีนาคม 2554 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ         การฝึกบิน
  • วันที่ 19 ตุลาคม ๒๕๕๔ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ         การฝึกบิน
  • วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๕ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๕ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ         การฝึกบิน
  • วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
  • วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๕ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ การฝึกบิน
  • วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำ         การฝึกบิน
 
        สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • วันที่ 25 เมษายน 2551 เสด็จฯ เยือนเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นการส่วนพระองค์ ภายหลังจากทรงเข้าร่วมการประชุมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 11 ที่สาธารณรัฐกานา

 

        สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  • วันที่ 11-15 มีนาคม 2541 เสด็จฯ เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นการส่วนพระองค์
        รัฐบาล 
 
-    เดือนมิถุนายน ๒๕๔๑ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ
-    วันที่ ๑๕ – ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ
-   วันที่ ๒๒ – ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เดินทางเยือนบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ 
-   วันที่ ๒๒ – ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ
-   วันที่ ๒๗ – ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม High-Level Public-Private Counter Piracy Conference ครั้งที่ ๒ ที่เมืองดูไบ
-   วันที่ ๑๓ – ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๕ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเข้าร่วมงาน ITU Telecom World ๒๐๑๒ ที่เมืองดูไบ
-   วันที่ ๒๑ – ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Energy Forum ๒๐๑๒ ที่เมืองดูไบ
   
 
        รัฐมนตรี
 
  • เดือนธันวาคม 2523 นายวิศิษฐ์ ตันสัจจา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ คูเวต โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • วันที่ 5 กรกฎาคม 2530 นายเฉลียว วัชรพุกก์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งเยี่ยมคนงานไทย
  • วันที่ 7 - 8 พฤษภาคม 2534 ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนดูไบ เพื่อศึกษาแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์
  • วันที่ 15 - 19 ตุลาคม 2536 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การต่างประเทศ นำคณะผู้แทนและนักธุรกิจเยือนดูไบ เพื่อขยายลู่ทางความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และ การท่องเที่ยว
  • วันที่ 6 - 8 มีนาคม 2540 นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดูงานด้านกิจการไฟฟ้า
  • วันที่ 8 - 9 พฤษภาคม 2540 นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อศึกษาดูงานระบบงานศาล
  • เดือนมิถุนายน 2541 ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ
  • วันที่ 15 - 16 กุมภาพันธ์ 2547 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ
  • วันที่ 9 - 10 เมษายน 2547 นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ
  • วันที่ 25 มิถุนายน 2548 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปศึกษาลู่ทางการค้าการลงทุนของไทย ณ เมืองดูไบ
  • วันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2549 นายอนุทิน ชาญวีระกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.E. Humaid Mohamed Al Qutami รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • วันที่ 2 กรกฎาคม 2549 นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.E. Mohammad bin Dhaen Al Hamli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • วันที่ 8 - 9 กุมภาพันธ์ 2550 ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.E. Mohammad bin Dhaen Al Hamli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • วันที่ 22 – 24 เมษายน 2550 นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan มกุฎราชกุมารแห่งรัฐอาบูดาบี H.H. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum รองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ และ H.H. Sheikh Abdullah bin Zayed Al Nahyan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • วันที่ 6 – 7 เมษายน 2551 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อพบหารือกับนักธุรกิจสำคัญของดูไบ และร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากบริษัท ดูไบ เวิลด์ เพื่อศึกษาความเหมาะสมแนวทางการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามันและสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (โครงการ Southern Land Bridge)
  • วันที่ 5 – 9 พฤษภาคม 2551 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเป็นประธานเปิดสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำเมืองดูไบ
  • วันที่ 19 พฤษภาคม 2551 นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และได้เข้าพบหารือกับ H.E. Mr. Saqr Ghobash Saeed Ghobash รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยี่ยมเยียนแรงงานไทย
  • วันที่ 4 – 5 มีนาคม 2552 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะภาครัฐและเอกชนด้านธุรกิจเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และได้พบหารือกับนาย Mohammed Ahmed bin Abdul Aziz Shihhi ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • วันที่ 3 – 9 พฤษภาคม 2552 นายชุมพล ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว เดินทางเยือนเพื่อเปิด Thailand Stand ในงาน Arabian Travel Market และได้เข้าเฝ้า Sheikh Ahmed bin Saeed Al Maktoum รองประธานสภาบริหารแห่งรัฐดูไบ และประธาน Emirates Group และ Dubai Civil Aviation Authority
  • วันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2552 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินทางเยือนเพื่อเข้าร่วมงาน GASTECH 2009 Conference and Exhibition
        3.2 ฝ่ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 
        พระราชวงศ์ 
        H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan รองมกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี
 
  • ปี 2546 H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan รองมกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี เสด็จเยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
  • วันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2549 H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan มกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสด็จฯ ร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • เดือนมีนาคม 2552 H.H. Sheikh Hamdan bin Sayed Al Nahyan อดีตรองนายกรัฐมนตรี และพระอนุชาของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์
 
        รัฐบาล 
        รัฐมนตรี
 
  • เดือนพฤษภาคม 2520 H.E. Sheikh Ahmed Khalifa Al Suweidi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ H.H. Sheikh Hamdan bin Rashid Al Maktoum รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอุตสาหกรรม และ H.E. Mr. Moma Saeed Al Oteiba รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการปิโตรเลียมและทรัพยากรเดินทางเยือนไทยตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • เดือนกุมภาพันธ์ 2543 H.H. Sheikh Fahim bin Sultan Al Qassimi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการค้า เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร่วมการประชุมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 10 ที่กรุงเทพฯ และได้หารือทวิภาคีกับ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • วันที่ 21 - 23 มีนาคม 2550 H.E. Mohammad bin Dhaen Al Hamli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยือนไทยเพื่อร่วมงาน Asian Energy Dialogue
  • วันที่ 30 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2550 H.E. Dr. Ali bin Abdullah Al Gaabi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เยือนไทยเพื่อร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน
4. ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อการ เว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษี ที่เก็บจากเงินได้ 
วันที่ลงนาม 01 มีนาคม 2543
- ความตกลง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่าด้วย บริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่ายและพ้นจากนั้นไป
วันที่ลงนาม 20 มีนาคม 2533
 

ที่มา: กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2555 2556 2557 2557(ม.ค.-ธ.ค.) 2558(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,220.67 478,911.68 455,271.89 455,271.89 417,029.28 5.95 0.14 -4.94 -4.94 -8.40
การส่งออก 229,105.66 228,504.89 227,523.51 227,523.51 214,375.14 2.93 -0.26 -0.43 -0.43 -5.78
การนำเข้า 249,115.00 250,406.80 227,748.38 227,748.38 202,654.14 8.89 0.52 -9.05 -9.05 -11.02
ดุลการค้า -20,009.34 -21,901.91 -224.88 -224.88 11,721.01            
ไทย - สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์                      
มูลค่าการค้า 18,533.28 20,507.14 15,965.70 15,965.70 11,233.34 7.56 10.65 -22.15 -22.15 -29.64
การส่งออก 2,870.58 3,078.71 3,247.21 3,247.21 3,068.35 3.94 7.25 5.47 5.47 -5.51
การนำเข้า 15,662.70 17,428.43 12,718.49 12,718.49 8,164.99 8.25 11.27 -27.02 -27.02 -35.80
ดุลการค้า -12,792.13 -14,349.72 -9,471.28 -9,471.28 -5,096.64            

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
1 น้ำมันดิบ 14,028.7 15,904.0 10,637.3 10,637.3 6,559.8 11.10 13.37 -33.12 -33.12 -38.33
2 น้ำมันสำเร็จรูป 474.8 472.0 809.8 809.8 745.7 20.95 -0.60 71.57 71.57 -7.91
3 ก๊าซธรรมชาติ 496.4 543.1 767.6 767.6 362.8 25.48 9.40 41.34 41.34 -52.74
4 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 315.2 291.1 310.7 310.7 314.3 9.07 -7.64 6.73 6.73 1.18
5 เคมีภัณฑ์ 73.2 44.7 41.2 41.2 48.3 -15.28 -39.02 -7.69 -7.69 17.25
6 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 74.5 33.1 22.2 22.2 40.9 -85.00 -55.52 -33.06 -33.06 84.29
7 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 43.6 39.1 50.9 50.9 24.4 -18.16 -10.41 30.24 30.24 -52.12
8 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 32.6 7.2 16.5 16.5 17.8 106.96 -77.79 127.61 127.61 7.66
9 เครื่องประดับอัญมณี 36.3 25.1 12.7 12.7 8.3 98.34 -30.79 -49.56 -49.56 -34.25
10 เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ 3.4 1.3 1.7 1.7 5.5 26.38 -62.45 31.37 31.37 229.40
รวม 10 รายการ 15,578.8 17,360.6 12,670.5 12,670.5 8,127.8 8.36 11.44 -27.02 -27.02 -35.85
อื่นๆ 83.9 67.9 48.0 48.0 37.2 -8.98 -19.16 -29.23 -29.23 -22.57
รวมทั้งสิ้น 15,662.7 17,428.4 12,718.5 12,718.5 8,165.0 8.25 11.27 -27.02 -27.02 -35.80

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

อันดับที่
 
ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2555 2556 2557 2557
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
 
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 668.7 797.2 782.4 782.4 676.2 55.31 19.22 -1.85 -1.85 -13.58
2 อัญมณีและเครื่องประดับ 306.8 418.1 279.1 279.1 302.1 26.51 36.27 -33.26 -33.26 8.27
3 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 202.4 139.2 221.5 221.5 258.2 28.81 -31.20 59.08 59.08 16.55
4 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 168.5 121.7 156.9 156.9 140.1 -4.62 -27.77 28.87 28.87 -10.71
5 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 56.7 97.1 100.6 100.6 131.4 -49.20 71.10 3.59 3.59 30.64
6 ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 40.8 65.7 86.8 86.8 128.9 18.30 60.95 32.11 32.11 48.50
7 เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ 75.8 59.1 78.1 78.1 87.6 94.88 -22.00 32.14 32.14 12.20
8 ผลิตภัณฑ์ยาง 80.9 81.0 93.1 93.1 76.5 -2.28 0.11 14.93 14.93 -17.80
9 เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ 85.9 76.4 79.2 79.2 71.4 -55.24 -11.04 3.68 3.68 -9.91
10 ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ 65.9 79.8 92.5 92.5 70.3 32.17 21.10 15.90 15.90 -24.00
รวม 10 รายการ 1,752.4 1,935.4 1,970.1 1,970.1 1,942.6 15.56 10.44 1.80 1.80 -1.40
อื่นๆ 1,118.2 1,143.3 1,277.1 1,277.1 1,125.7 -10.21 2.25 11.70 11.70 -11.85
รวมทั้งสิ้น 2,870.6 3,078.7 3,247.2 3,247.2 3,068.4 3.94 7.25 5.47 5.47 -5.51

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
 
82 Saeng Thong Thani Bldg., 25th Fl.,
North Sathorn Road,
Bangkok 10500
 
Tel: 0-2639-9820-4
 
Fax: 0-2639-9818 (General), 0-2639-9800 (Consular)
 
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี
 
Villas No. 1 & 2, Plot No. B7, South 22
Between Two Bridges, P.O. Box 47466, Abu Dhabi 
Tel: (+971) 56-112-1348 
Fax: +971 2 557 6552 – 3 
Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 
Website: www.thaiembassy.org/abudhabi
 
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ
 
Al Dras Tower, 7th Floor, King Abdullah Road, 
P.O. Box 8014, Jeddah 21482, 
Kingdom of Saudi Arabia 
Tel. Tel: (+971) 50652-5945 
Fax: (966-2) 6504544 
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
Website: 
 
Working Hours: 09.00 hrs. - 16.00 hrs. (Sun. - Thu.)

 

JoomSpirit