ราชอาณาจักรกัมพูชา

Cambodia1 Cambodia2
ธง ตราสัญลักษณ์

 

คำขวัญ: 170px-Kh-Motto
(ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์)

 

Cambodia3
ที่มา:  http://www.wikipedia.org/
 
cambodia4-1
ที่มา:  wscfap.org
 
cambodia5
ที่มา: vidiani.com

 

ชื่อทางการ

ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) หรือ กัมพูชา (Cambodia)

ที่ตั้ง

กัมพูชาตั้งอยู่กลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเขตติดต่อกับอ่าวไทย ตั้งอยู่ระหว่างประเทศไทย เวียตนาม และลาว

พื้นที่

กว้าง 500 กิโลเมตร ยาว 450 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 181,040 ตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย พื้นที่ที่เป็นพื้นดิน176,520 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 4,520 ตารางกิโลเมตร เส้นเขตแดนโดยรอบประเทศยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร และความยาวชายฝั่ง 443 กิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนทิศเหนือติดกับประเทศไทย (จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) และลาว (แขวง อัตตะปือและจำปาสัก) ทิศตะวันออกติดเวียดนาม (จังหวัดกอนทูม เปลกู ซาลาย ดั๊กลั๊ก ส่องแบ๋ เตยนิน ลองอาน ด่งท๊าบ อันซาง และเกียงซาง) ทิศตะวันตกติดประเทศไทย (จังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และตราด) และทิศใต้ติดอ่าวไทย

สภาพภูมิประเทศ

เกือบทั้งหมดเป็นที่ราบ ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นภูเขา

สภาพภูมิอากาศ

ร้อนชื้น มีฤดูฝนยาวนาน อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 20 - 36 องศาเซลเซียส

ทรัพยากรธรรมชาติ

น้ำมันและก๊าซ ไม้ซุง เพชรพลอยที่ยังไม่เจียรไน สินแร่ แมงกานีส ฟอร์สเฟท มีความเป็นไปได้ที่จะมีพลังงานน้ำ

ภัยธรรมชาติ

มรสุม (มิถุนายน-พฤศจิกายน) น้ำท่วม และภัยจากความแห้งแล้ง (บางเวลา)

จำนวนประชากร

16,204,486 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

* ประมาณการสำหรับประเทศนี้ พิจารณาถึงผลกระทบจากการตายเนื่องจากโรคเอดส์; ซึ่งทำให้อายุขัยเฉลี่ยที่ต่ำ อัตราการตายของทารกสูง อัตราการเสียชีวิตสูง และมีอัตราการเติบโตของจำนวนประชากรและการเปลี่ยนแปลงในการกระจายของจำนวนประชากรตามอายุและเพศต่ำ

อัตราการเติบโตของประชากร

1.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

ชาวกัมพูชา (Cambodia (s))

เชื้อชาติ

ชาวเขมร 97.6% จาม 1.2% เวียตนาม 0.1% จีน 0.1% อื่นๆ 4% (สำรวจสำมะโนครัวเมื่อพ.ศ. 2558)

ศาสนา

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท 96.9% อิสลาม 1.9% คริสต์ 0.4% อื่นๆ 0.8% (พ.ศ. 2551)

ภาษา

เขมร 96.3% อื่นๆ 3.7% (พ.ศ. 2551)

 

รูปแบบการปกครอง

ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ (Multiparty Democracy under Constitutional Monarchy)

เมืองหลวง

กรุงพนมเปญ (Phnom Penh)

การแบ่งการปกครอง

มี 4 กรุง ได้แก่ กรุงพนมเปญ กรุงไพลิน กรุงแกบ กรุงพระสีหนุ และ 20 จังหวัด ได้แก่ กระแจะ เกาะกง กันดาล กัมปงจาม กัมปงชนัง กัมปงทม กัมปงสะปือ กัมปอต ตาแก้ว รัตนคีรี พระวิหาร พระตะบอง โพธิสัต บันเตียเมียนเจย เปรเวง มณฑลคีรี สตึงเตรง สวายเรียง เสียมราฐ อุดรมีชัย

วันที่ได้รับเอกราช

9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 จากประเทศฝรั่งเศส

วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

21 กันยายน พ.ศ. 2536

ฝ่ายบริหาร

พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลและเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี โดยพระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้ง พระมหากษัตริย์ได้รับการเลือกจาก Royal Throne Council จากชายผู้ที่สืบเชื้อสายและพร้อมด้วยคุณสมบัติ สภานิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้ง โดยทั่วไปหัวหน้าพรรคการเมืองเสียงข้างมาก หรือ หัวหน้าคณะรัฐบาลผสมจะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยประธานรัฐสภา(Chairman of the National Assembly) และได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบ 2 สภา (Bicameral) ประกอบด้วย

  • สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 123 คน มาจากการเลือกตั้งโดยระบบสัดส่วนตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี
  • วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก 61 คน มาจากการเลือกตั้ง (กษัตริย์ทรงแต่งตั้ง 2 คน) ทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี

ฝ่ายตุลาการ

ศาลสูงสุด (Supreme Council of the Magistracy) ศาลสูง (Supreme Court) ศาล (Lower Courts)

ระบบกฏหมาย

กฎหมายแพ่งผสมผสานกับข้อปฏิบัติที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสที่ได้จากองค์กรบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา(United Nations Transitional Authority in Cambodia (UNTAC)) พระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติ ได้รับอิทธิพลจากกฏหมายจารีตประเพณีและกฎหมายลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยได้รับอิทธิพลจากกฎหมายจารีตประเพณีเพิ่มขึ้น (Common Law)

พรรคการเมือง

  • Cambodian People's Party (CPP)
  • National United Front for an Independent, Neutral, Peaceful, and Cooperative Cambodia (FUNCINPEC)
  • Norodom Ranariddh Party (NRP)
  • Sam Rangsi Party (SRP)

นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

การเมืองการปกครอง

1. กัมพูชามีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทั้งนี้ นับจากการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2536 การเมืองของกัมพูชามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

2. ระบอบประชาธิปไตยของกัมพูชาในปัจจุบันมีความก้าวหน้าและหยั่งรากลึกลงในสังคมของกัมพูชาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ฝ่ายต่าง ๆ มีอิสระในการแสดงความเห็นและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น ประชาชนมีความกระตือรือร้นในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

3. รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ รวมถึงการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การบริหารราชการแผ่นดิน ระบบศาลยุติธรรมและกฎหมาย การทหาร เศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพ สามารถใช้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างคุ้มค่า ตลอดจนสนับสนุนให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและห่างไกลความเจริญได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้ดำเนินการปฏิรูปในสาขาต่าง ๆ อาทิ การลดจำนวนข้าราชการทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร การปฏิรูปด้านการศาล การปรับปรุงระเบียบและแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลังและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ การปฏิรูปที่ดินและการเร่งออกเอกสารสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน การส่งเสริมการศึกษาและฝึกฝนอาชีพ การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ อย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ โดยเฉพาะระบบคมนาคมขนส่ง เพื่อรองรับการพัฒนาด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เป็นต้น

 

 

 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่  23 พฤษภาคม 2559

Update 20 กันยายน 2560

 

  • King Norodom SIHAMONI
  • Prime Min. HUN SEN
  • Permanent Dep. Prime Min. MEN SAM AN
  • Dep. Prime Min. BIN CHHIN
  • Dep. Prime Min. HOR NAMHONG
  • Dep. Prime Min. KE KIMYAN
  • Dep. Prime Min. KEAT CHHON
  • Dep. Prime Min. NHEK BUNCHHAY
  • Dep. Prime Min. SAR KHENG
  • Dep. Prime Min. SOK AN
  • Dep. Prime Min. TEA BANH, Gen.
  • Dep. Prime Min. YIM CHHAI LY
  • Min. of the Office of the Council of Ministers
    SOK AN
  • Min. of Agriculture, Forestry, & Fisheries
    VENG SAKHON
  • Min. of Commerce PAN SORASAK
  • Min. of Cults & Religious Affairs HIM CHHEM
  • Min. of Culture & Fine Arts PHOEUNG SAKONA
  • Min. of Economy & Finance AUN PORN MONIROTH
  • Min. of Education, Youth, & Sport HANG CHUON NARON
  • Min. of Environment SAY SAMAL
  • Min. of Foreign Affairs & Intl. Cooperation HOR NAMHONG
  • Min. of Health MAM BUN HENG
  • Min. of Industry, Mines, & Energy CHAM PRASIDH
  • Min. of Information KHIEU KANHARITH
  • Min. of Interior SAR KHENG
  • Min. of Justice ANG VONG VATTANA
  • Min. of Labor & Vocational Training ITH SAM HENG
  • Min. of Land Management, Urbanization, & Construction
    CHEA SOPHARA
  • Min. of National Defense TEA BANH, Gen.
  • Min. of Planning CHHAY THAN
  • Min. of Posts & Telecommunications
    TRAM IV TEUK
  • Min. of Public Works & Transportation SUN CHANTHOL
  • Min. of Relations With the National Assembly, Senate, & Inspection MEN SAM AN
  • Min. of Rural Development
    OUK RABUN
  • Min. of Social Affairs, War Veterans, & Youth Rehabilitation VORNG SAUT
  • Min. of Tourism THONG KHON
  • Min. of Water Resources & Meteorology LIM KEAN-HAO
  • Min. of Women's Affairs Ing Kantha PHAVI, Dr.
  • Governor, State Bank CHEA CHANTO
  • Ambassador to the US CHUM BUN RONG
  • Permanent Representative to the UN, New York RY TUY

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/CB.html

 

เศรษฐกิจและสังคม

1. กัมพูชายังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาที่มีความยากจนมากประเทศหนึ่ง ดังนั้น รัฐบาลกัมพูชาจึงให้ความสำคัญอย่างสูงสุดต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศเพื่อมุ่งขจัดความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทให้ดีขึ้น ปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามแผนพัฒนายุทธศาสตร์แห่งชาติ (National Strategic Development Plan - NSDP) ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2549 - 2553 ยุทธศาสตร์ลดความยากจนแห่งชาติ (National Poverty Reduction Strategy - NPRS) รวมทั้งเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ (Cambodia's Millennium Development Goals - CMDGs) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมายให้กัมพูชาก้าวเดินไปสู่การพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าที่มั่นคงและยั่งยืน

2. รัฐบาลปัจจุบันซึ่งนำโดยสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายและประกาศใช้ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม (จัตุโกณ) เพื่อการเจริญเติบโต การจ้างงาน ความเสมอภาคและประสิทธิภาพในกัมพูชา ("Rectangular Strategy" for Growth, Employment, Equity and Efficiency in Cambodia) ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

ก. หลักการภายใต้ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม

- เป็นวาระแห่งชาติของกัมพูชาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่และการพัฒนาศักยภาพของกัมพูชา ได้แก่ (1) การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (2) ส่งเสริมการสร้างงาน (3) การปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการของรัฐบาลเพื่อประกันความเท่าเทียมกันและความเป็นธรรมในสังคม (4) การเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินโครงการปฏิรูปในทุกสาขาเพื่อลดความยากจนและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน

- ความสำคัญของยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม ได้แก่ การมุ่งพัฒนาประเทศเพื่อต่อยอดจากยุทธศาสตร์สามเหลี่ยม (ตรีโกณ หรือ Triangular Strategy) ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการดำเนินงานของรัฐบาลชุดก่อน โดยมีวัตถุประสงค์ 9 ประการ ได้แก่ (1) การขจัดความยากจนและหิวโหย (2) การจัดระบบการศึกษาขั้นต้น 9 ปี (3) การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ (4) การลดอัตราการตายของทารก (5) การปรับปรุงระบบสาธารณสุข (6) การต่อสู้กับโรคติดต่อร้ายแรง (HIV/AIDS มาลาเรีย ฯลฯ) (7) การปกป้องสิ่งแวดล้อม (8) การสร้างหุ้นส่วนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา (9) การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย ทั้งนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยมุ่งพัฒนาและนำประเทศไปสู่การเติบโต การจ้างงาน ความเท่าเทียมกัน และความมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเกื้อกูลต่อการปฏิรูป ทางการเมือง และความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

ข. โครงสร้างของยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม ประกอบด้วย

- ยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) โดยมุ่งเน้นการปฏิรูป 4 ประการ ได้แก่ (1) การต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง (2) การปฏิรูปกฎหมายและการศาล (3) การบริหารสาธารณะ (4) การปฏิรูปกองทัพ โดยเฉพาะการลดจำนวนกำลังพลและหันไปเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรและอาวุธยุทโธปกรณ์

- สร้างเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ (1) ความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพทางการเมือง และระเบียบทางสังคม (2) การสร้างหุ้นส่วนด้านการพัฒนาซึ่งรวมถึง ภาคเอกชน ประเทศผู้บริจาค และประชาชน (3) การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการคลัง (4) การบูรณาการกัมพูชาเข้าสู่ภูมิภาคและโลก

- ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยมยังได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ (1) ด้านการเกษตร (2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (3) การพัฒนาภาคเอกชนและสนับสนุนการสร้างงาน (4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสาธารณสุข

ค. ยุทธศาสตร์การลดความยากจนของรัฐบาล ได้แก่

- การเสริมสร้างความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพ และจัดระเบียบทางสังคมโดยใช้มาตรการซึ่งสนับสนุนกฎเกณฑ์และความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย การเคารพในสิทธิมนุษยชนและความเป็นประชาธิปไตย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการเมืองและความมั่นคงให้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

- การรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนประมาณร้อยละ 5 - 7 ต่อปี

- การส่งเสริมการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันระหว่าง คนรวยกับคนจน ระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง

- การพัฒนาการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ปัจจุบันกัมพูชากำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจไว้ 8 ประการ ได้แก่ (1) การฟื้นฟูระบบชลประธานเพื่อการเกษตร (2) การพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคม (3) การสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ (4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (5) การสร้างอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (6) การพัฒนาการท่องเที่ยว (7) การสำรวจและใช้ทรัพยากรแร่อย่างยั่งยืน และ (8) การพัฒนาการค้า การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี โดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ประมาณว่าจะขยายตัวร้อยละ 9.5 และ 9 ในปี 2550 และ 2551 ตามลำดับ อันเป็นผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีมากขึ้น การไหลเข้าของการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายด้านการลงทุนของภาครัฐ และผลผลิตการเกษตรขยายตัว ขณะที่อุตสาหกรรมส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ การก่อสร้าง และการท่องเที่ยวก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

58.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล (GDP per Capita)

3,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตแท้จริงของ GDP

7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 26.7%
  • ภาคอุตสาหกรรม 29.8%
  • ภาคการบริการ 43.5% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราว่างงาน

0.3% (ค่าประมาณพ.ศ. 2556)

หนี้สาธารณะ

ไม่มีข้อมูล

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-1.678 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (ค่าประมาณพ.ศ.2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ยาง ข้าวโพด ผัก มะม่วงหิมพานต์ แป้งมันสัมปะหลัง

อุตสาหกรรม

การท่องเที่ยว เสื้อผ้าสำเร็จรูป โรงสีข้าว จับปลา ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ยาง ซีเมนต์ เหมืองพลอย สิ่งทอ

อัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม

8.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

8.762 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม้ซุง ยาง ข้าว ปลา ยาสูบ รองเท้า

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

US 23%, UK 8.7%, Germany 8.2%, Japan 7.4%, Canada 6.7%, China 5.1%, Vietnam 5%, Thailand 4.9%, Netherlands 4% (พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

12.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

ผลิตภัณฑืจากปิโตรเลียม บุหรี่ ทองคำ อุปกรณ์การก่อสร้าง เครื่องจักร พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ (Motor Vehicles) ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

Thailand 28.7%, China 22.2%, Vietnam 16.4%, Hong Kong 6.1%, Singapore 5.7% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

เรียลกัมพูชา (riels)

สัญลักษณ์เงิน

KHR

 

ระบบคมนาคม

ทางรถไฟ

มีเส้นทางรถไฟสำคัญ 2 สาย ได้แก่ กรุงพนมเปญ - ศรีโสภณ และกรุงพนมเปญ - กัมปงโสม มีความยาวรวมทั้งสิ้น 702 กิโลเมตร ขณะนี้ รัฐบาลกัมพูชาอยู่ในระหว่างการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟช่วงศรีโสภณ - ปอยเปต ระยะทาง 48 ก.ม. เพื่อเชื่อมต่อกับทางรถไฟของไทยที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อรองรับโครงการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายสิงคโปร์ - คุนหมิง (Singapore - Kunming Railways Links)

ทางรถยนต์

มีความยาวรวมกัน 14,790 กิโลเมตร แต่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีเพียง 2,600 กิโลเมตร เส้นทางสำคัญ ได้แก่ (1) เส้นทางหมายเลข 1 กรุงพนมเปญ - บ๋าแว็ต (ชายแดนเวียดนาม) ระยะทาง 165 กิโลเมตร (ซึ่งต่อไปถึงนครโฮจิมินห์ของเวียดนามอีก 68 กิโลเมตร) (2) เส้นทางหมายเลข 4 กรุงพนมเปญ - กรุงพระสีหนุ (กัมปงโสม) ระยะทาง 246 กิโลเมตร (3) เส้นทางหมายเลข 5 กรุงพนมเปญ - ปอยเปต ระยะทาง 402 กิโลเมตร (4) เส้นทางหมายเลข 6 เสียมราฐ - ศรีโสภณ ระยะทาง 106 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีถนนอีก 2 สายที่ไทยให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งระหว่างไทยกับกัมพูชา ได้แก่ ถนนหมายเลข 67 (สะงำ - อันลองเวง - เสียมราฐ) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของไทยกับภาคเหนือของกัมพูชาและจังหวัดเสียมราฐ และถนนหมายเลข 48 (เกาะกง - สแรอัมเบิล) เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างภาคตะวันออกของไทยกับภาคใต้ของกัมพูชาและเวียดนาม

ทางน้ำ

มีท่าเรือระหว่างประเทศที่กรุงพนมเปญและกรุงพระสีหนุ (กัมปงโสม) และมี เส้นทางเดินเรือภายในประเทศตามลำแม่น้ำโขง แม่น้ำทะเลสาบ และแม่น้ำบาสัก

ทางอากาศ

มีท่าอากาศยานที่สำคัญ 2 แห่ง คือ ท่าอากาศยานนานาชาติโปเชนตง กรุงพนมเปญ และท่าอากาศยานเมืองเสียมราฐ กับมีท่าอากาศยานสำรองเพื่อการขนส่งสินค้าที่จังหวัดกำปงชนัง และท่าอากาศยานขนาดเล็กที่กรุงพระสีหนุ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา

ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป
        ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2493  เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2553 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ได้จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 60 ปี
 
การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศขึ้น ณ กรุงพนมเปญ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชาเข้าร่วม
 
·        ปัจจุบัน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ คือ นายสมปอง สงวนบรรพ์  นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงาน
อื่น ๆ ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร 3 เหล่าทัพ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (กระทรวงพาณิชย์) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ประจำการอยู่ในกัมพูชาด้วย ในส่วนของกัมพูชา
มีนาง You Ay เป็นเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย โดยมีสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำการอยู่ในกรุงเทพฯ และมีสถานกงสุลใหญ่ ประจำจังหวัดสระแก้วด้วย
 
·       กัมพูชาและไทยมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน มีความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนบริเวณแนวชายแดนที่ใกล้ชิด และมีการแลกเปลี่ยนทางการค้าปริมาณมาก (สินค้าเกษตร และเครื่องอุปโภคบริโภค)  อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาผกผันบ่อยครั้ง สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การเมืองภายใน การปลุกกระแสชาตินิยมในหมู่ประชาชน และปัญหาเขตแดน
 
·       กัมพูชาเคยประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2501 (สถาปนาความสัมพันธ์กลับคืนในเดือนกุมภาพันธ์ 2502) และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2504 (สถาปนาความสัมพันธ์กลับคืนในปี 2509 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร) โดยทั้ง 2 กรณี มีสาเหตุมาจากข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร 
 
·       นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลง (เหลือเป็นระดับอุปทูต) หลังจากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546 จากกรณีที่มีรายงานข่าวในกัมพูชาว่า นักแสดงชาวไทย (กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง) กล่าวดูหมิ่นชาวกัมพูชา (รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และการเรียกเอกอัครราชทูตฯ (นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย) กลับประเทศ ระหว่างวันที่ 5 พ.ย. 2552 –24 ส.ค. 2553 หลังจากที่กัมพูชาประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณฯ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา (ต่อมากัมพูชาออกแถลงการณ์ยุติการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2553) ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับกัมพูชาในช่วงเดียวกัน
 
ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ไทยและกัมพูชาได้แยกการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ออกจากภาพรวมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านอื่นๆ อีกทั้งได้ใช้กลไกการหารือทวิภาคีเพื่อแก้ไชปัญหาข้อพิพาทระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิผล ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กลไกการหารือระหว่างไทย-กัมพูชาที่สำคัญ ได้แก่
 
ก. คณะกรรมิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (JC) ไทย – กัมพูชา
 
ข. คณะกรรมการร่วมด้านการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่าง (JCBD) ไทย – กัมพูชา
 
ค. คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา
 
ง. คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา
 
จ. คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)



ความสัมพันธ์ด้านการเมือง

กลไกการเจรจาหารือทวิภาคีที่สำคัญ คือ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ ทวิภาคี ไทย-กัมพูชา (Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับการเจรจา/ตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา การท่องเที่ยว ฯลฯ โดยได้มีการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2538 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และครั้งล่าสุด คือ การประชุม JC ครั้งที่ 7 ณ เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ 3 - 4 กุมภาพันธ์ 2554 ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JC ครั้งที่ 8 ในปี 2555 (ในชั้นนี้ กำหนดจัดในช่วงเดือนสิงหาคม ณ กรุงเทพฯ)
 
·       สำหรับการเจรจาหารือเรื่องเขตแดน มีกลไกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา JBC (Joint Boundary Commission) เป็นเวทีหลัก โดยการประชุมครั้งล่าสุด คือ JBC ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2555 ณ กรุงเทพฯ
 
·       นอกจากนี้ ยังมีกลไกความร่วมมือด้านการทหาร โดยมี คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (General Border Committee - GBC) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธาน และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) ซึ่งมีแม่ทัพของแต่ละภูมิภาคทหารของทั้งสองฝ่ายเป็นประธาน
 
·       ปัจจุบัน ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชามีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก  อย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชาก็ได้แสดงความพร้อมที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับไทยอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการจัดการประชุมทวิภาคีไทย-กัมพูชาที่เป็นกลไกความร่วมมือและเป็นเวทีหารือที่สำคัญระหว่างกันที่หยุดชะงักไปในช่วงที่มีปัญหาข้อพิพาทระหว่างกัน เช่น การประชุม GBC ครั้งที่ 8 (ระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคม 2554) การประชุม JBCครั้งที่ 5 (ระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้น  นอกจากนี้ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2555 นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือ        ข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในประเด็นความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะส่งเสริมและขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างกัน และจำกัดประเด็นที่ยังเป็นปัญหา ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีในด้านอื่น ๆ และเมื่อวันที่ 29-30 ธันวาคม 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการด้วย และได้พบหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชาด้วย  
 
จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ทางการเมืองไทย - กัมพูชา ในด้านการเมืองมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและหารือร่วมกันในระดับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ


ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า
การค้ารวมระหว่างไทยกัมพูชาปี 2554 มีมูลค่า 93,152.09 ล้านบาท (3,081.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นระยะเดียวกันของปี 2553 ร้อยละ 14.82 จำแนกเป็นมูลค่าการส่งออก 87,779.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 มูลค่าการนำเข้า 5,372.39 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.8 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 82,407.31 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปกัมพูชา ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง  เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญจากกัมพูชา ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์  สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์  ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้  เสื้อผ้าสำเร็จรูป พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และผลิตภันธ์ยาสูบ
 
การค้าชายแดน ปี 2554 มีมูลค่า 70,518.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 27.25 เป็นมูลค่าการส่งออก 65,606.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.36 และมูลค่าการนำเข้า 4,912.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.13 ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าชายแดน 60,694.05 ล้านบาท ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า น้ำตาลทราย ยางยานพาหนะ เครื่องสำอาง เครื่องหอมและสบู่  เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ผ้าผืนและด้าย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบอื่น ๆ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่เหล็ก ผักและของปรุงแต่งจากผัก อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เศษกระดาษ เสื้อผ้าสำเร็จรูป พืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์ไม้อื่น ๆ และเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยโลหะสามัญ
 
สติการค้าของไทย-กัมพูชา ช่วงมกราคม-พฤษภาคม 2556 มูลค่าการค้าทวิภาคี 56,252.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.52 จากช่วงเดียวกันของปี 2555 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า ส่วนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีมูลค่า 38,766.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.01 จากช่วงเดียวกันของปี 2555 
 
มูลค่าการค้าทวิภาคี (ม.ค. - ต.ค. 2556) 112,353.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.67 จากช่วงเดียวกันของปี 2555 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า ส่วนการค้าชายแดนไทย - กัมพูชา (ม.ค. - ต.ค. 2556) มีมูลค่า 76,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.21 ซึ่งมูลค่าการส่งออกของไทยไปกัมพูชาเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2555 ร้อยละ 6.75
 
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย เครื่องประดับ เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์ ปูนซีเมนต์
 
สินค้านำเข้าจากกัมพูชาที่สำคัญได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผัก ผลไม้ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ลวดและสายเคเบิล สินแร่โลหะอื่นๆ เสื้อผ้าสำเร็จรูป
 
การลงทุน
นับตั้งแต่รัฐบาลกัมพูชาได้มีกฎหมายการลงทุนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จนถึงปี 2554 ประเทศไทยเป็น
 
ผู้ลงทุนอันดับที่ 6 มีจำนวนเงินลงทุน 218 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจากมาเลเซีย จีน ไต้หวัน เวียดนาม และเกาหลีใต้ ในปี 2551 ไทยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา (Cambodian Investment Board: CIB) จำนวน 4 โครงการ เป็นเงินลงทุนมูลค่า 30.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แก่ การผลิตอ้อยและน้ำตาลของกลุ่มบริษัท Thai Beverage ธุรกิจภาคการขนส่งเพื่อสร้างท่าเรือโดยบริษัทในกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นของไทย และการลงทุนของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ เกี่ยวกับโรงพยาบาลนานาชาติในนามบริษัท Phnom Penh Medical Service จำกัด สำหรับปี 2552 ไทยลงทุนเป็นอันดับที่ 6 มีจำนวน 5 โครงการ เงินลงทุนมูลค่า 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากเป็นอันดับที่ 2 ของเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด รองจากจีน ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป 1 โครงการ อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร 3 โครงการ และอุตสาหกรรมผลิตรองเท้า 1 โครงการ  ในปี 2553  ไทยมีมูลค่าการลงทุนเป็นอันดับที่ 6โครงการที่ได้รับอนุมัติมีจำนวน 1 โครงการเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าแปรรูป และในปี 2554 ไม่มีการลงทุนจากไทย
 
ในปี 2555 โครงการของไทนที่ได้รับการอนุมัติมีจำนวน 8 โครงการ เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมโรงสีข้าว รองเท้่า เสื้อผ้า
 
การลงทุนของไทยในกัมพูชา ในปี 2556 โครงการของไทยที่ได้รับอนุมัติมีจำนวน 3 โครงการ เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมเงินลงทุน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยมีมูลค่าการลงทุนสูงเป็นอันดับที่ 8 โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป 
 
การท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวในกัมพูชาระหว่างเดือนมกราคม -ตุลาคม 2554 มีจำนวนมากเป็นอันดับ 7 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 91,343 คน รองจากเวียดนาม เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ลาว
 
ซึ่งมีจำนวนลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2553 ร้อยละ 26.45  ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวกัมพูชาได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยในปี 2554 จำนวน 252,705 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 72.76 โดยมีจำนวน 146,274 คน 
 
ในช่วง มกราคม-ตุลาคม 2556 นักท่องเที่ยวไทยไปกัมพูชาจำนวนประมาณ 186,569 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2555 ร้อยละ 16.6 โดยไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 5 รองจากนักท่องเที่ยวเวียดนาม จีน เกาหลีใต้ ลาว
 
ในช่วงเดือนกราคม - พฤศจิกายน 2556 มีนักท่องเที่ยวกัมพูชามาเยือนไทยประมาณ 424,607 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2555 ร้อยละ 9.65 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 และนักท่องเที่ยวไทยไปเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนมกราคม - ตุลาคม 2556 ประมาณ 186,569 คน


ความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศ

การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายไทย
 
พระราชวงศ์
 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
 
- วันที่ 25 - 27 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เสด็จฯ เยือนกรุงพนมเปญ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
 
- วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2536 เสด็จฯ เยือนโรงพยาบาลและโรงเรียนในจังหวัดเกาะกง (เสด็จฯ โดยเรือหลวงกระบุรีจากจังหวัดตราด)
 
- วันที่ 12 - 18 มกราคม พ.ศ. 2536 เสด็จฯ เยือนกัมพูชา เพื่อทอดพระเนตรและศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในกรุงพนมเปญและเมืองเสียมราฐในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
 
- วันที่ 1 - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2539 เสด็จฯ นำคณะนักเรียนจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ เยือนกัมพูชา เพื่อศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในเมืองเสียมราฐ
 
- วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2542 เสด็จฯ นำคณะนักเรียนจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ เยือนกัมพูชา เพื่อศึกษาปราสาทบันเตียชมาร์ นครวัด นครธมและปราสาทบายน
 
- วันที่ 7 - 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 เสด็จฯ เยือนจังหวัดเสียมราฐ และจังหวัด กำปงธม เพื่อศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชา
 
- วันที่ 15 - 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 เสด็จฯ นำคณะกรรมการมูลนิธิอานันทมหิดล เยือนกัมพูชา เพื่อศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ
 
- วันที่ 16 - 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 เสด็จฯ เยือนกรุงพนมเปญ เพื่อเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ
 
- วันที่ 16 - 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 เสด็จฯ เยือนกรุงพนมเปญในฐานะอาคันตุกะของรัฐบาลกัมพูชา
 
- วันที่ 21 - 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 เสด็จฯ เยือนกัมพูชาเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรโครงการโรงเรียนพระราชทาน (โรงเรียนมัธยมกัมปงเฌอเตียล อำเภอสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกัมปงธม)
 
- วันที่ 9 - 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เสด็จฯ เยือนกัมพูชา เพื่อพระราชทานโรงเรียนมัธยมกัมปงเชอเตียล อำเภอสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกัมปงธม 
 
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
 
- วันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2536 เสด็จฯ เยือนจังหวัดพระตะบองและกรุงพนมเปญ เพื่อนำคณะแพทย์ไปตรวจรักษาประชาชนชาวกัมพูชา และบรรยายสรุปเกี่ยวกับแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของหมู่บ้านตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา
 
 
รัฐบาล (ระหว่างปี พ.ศ. 2544 - 2555)
 
นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร)
 
- วันที่ 18 - 19 มิถุนายน พ.ศ. 2544 เยือนกรุงพนมเปญ (ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง)
 
- วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เยือนกรุงพนมเปญ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 1 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 8
 
- วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 เยือนเมืองเสียมราฐ เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย – กัมพูชา
 
- วันที่ 10 สิงหาคม 2549 เยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ
 
นายกรัฐมนตรี (พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์)
 
- วันที่ 15 ตุลาคม 2549 เยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ (ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง)
 
นายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช)
 
-วันที่ 3 – 4 มีนาคม 2551 เยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ (ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง)
 
นายกรัฐมนตรี(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)
 
- วันที่ 12 มิถุนายน 2552 เยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ (ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง)
- วันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2553 เข้าร่วมการประชุม ACMECS Summit ที่กรุงพนมเปญ
 
นายกรัฐมนตรี (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)  
 
- วันที่ 15 กันยายน 2554 เยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ(ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง)
 
- วันที่ 2-4 เมษายน 2555 เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ที่กรุงพนมเปญ
 
-  กรกฎาคม 2555 (ร่วมการประชุม US-ASEAN Business Forumที่เสียมราฐ)
 
-  ตุลาคม 2555 (เข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระวรราชบิดา)
 
-  พฤศจิกายน 2555 (ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กัมพูชา)
 
-  กุมภาพันธ์ 2556 (เข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระวรราชบิดา)
 
  รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
 
- 29-30 ธันวาคม 2554  เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ                  
- เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระวรราชบิดาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา                                                                
- กรกฎาคม 2556 ร่วมพิธีศพของอกญามหาภักดีสโปริสโภคาธิบดี ฮุน เนียง บิดาฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
 
การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายกัมพูชา
 
พระราชวงศ์ (ระหว่างปี พ.ศ. 2535 - 2555)
 
พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา
 
- วันที่ 11 - 14 มิถุนายน พ.ศ. 2549 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยเพื่อทรงเข้าร่วมงานฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
 
 
รัฐบาล (ระหว่างปี พ.ศ. 2544 - 2555)
 
นายกรัฐมนตรี (สมเด็จฯ ฮุน เซน) 
 
- วันที่ 13 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
 
- วันที่ 31 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2546 เยือนจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย – กัมพูชา
 
- วันที่ 13 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
 
- วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2552 เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่ชะอำ-หัวหิน
 
- วันที่ 10 – 12 เมษายน 2552 เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่พัทยา
 
- วันที่ 23 - 25 ตุลาคม 2552 เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่ชะอำ-หัวหิน
 
รัฐมนตรี
 
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงมหาดไทยทั้งสองฝ่าย
 
- รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เดินทางเยือนไทยระหว่าง 25-26 ธันวาคม 2555 เพื่อเข้าร่วมการประชุม JCไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 8 ที่กรุงเทพฯ
 

ที่มา จับตาเอเชียตะวันออก

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - กัมพูชา                      
มูลค่าการค้า 4,611.16 5,115.19 5,597.73 5,597.73 5,609.48 14.49 10.93 9.43 9.43 0.21
การส่งออก 4,255.89 4,525.48 4,958.48 4,958.48 4,671.85 12.64 6.33 9.57 9.57 -5.78
การนำเข้า 355.27 589.71 639.26 639.26 937.63 42.38 65.99 8.40 8.40 46.68
ดุลการค้า 3,900.62 3,935.77 4,319.22 4,319.22 3,734.22            

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 น้ำมันสำเร็จรูป 801.5 728.4 695.4 695.4 723.8 21.09 -9.13 -4.53 -4.53 4.09
2 อัญมณีและเครื่องประดับ 282.3 463.6 892.6 892.6 670.7 154.33 64.21 92.53 92.53 -24.86
3 เครื่องดื่ม 233.5 216.0 257.2 257.2 310.0 16.57 -7.49 19.06 19.06 20.52
4 น้ำตาลทราย 308.5 218.0 171.6 171.6 309.3 -4.93 -29.35 -21.28 -21.28 80.28
5 รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ 92.2 105.2 131.6 131.6 158.8 0.87 14.18 25.08 25.08 20.64
6 ปูนซิเมนต์ 159.4 192.3 178.3 178.3 156.7 15.21 20.62 -7.26 -7.26 -12.12
7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 128.7 127.2 163.7 163.7 147.7 5.49 -1.14 28.64 28.64 -9.78
8 เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและ 122.3 129.3 127.3 127.3 143.3 3.91 5.72 -1.55 -1.55 12.58
9 ผลิตภัณฑ์พลาสติก 90.3 126.2 146.3 146.3 140.4 48.72 39.72 15.96 15.96 -4.04
10 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 112.2 124.2 157.1 157.1 128.7 28.56 10.70 26.49 26.49 -18.09
รวม 10 รายการ 2,330.9 2,430.4 2,921.0 2,921.0 2,889.3 21.71 4.27 20.19 20.19 -1.09
อื่นๆ 1,925.0 2,095.1 2,037.4 2,037.4 1,782.5 3.32 8.84 -2.75 -2.75 -12.51
รวมทั้งสิ้น 4,255.9 4,525.5 4,958.5 4,958.5 4,671.9 12.64 6.33 9.57 9.57 -5.78

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 0.1 0.3 0.1 0.1 344.7 -48.22 251.19 -56.87 -56.87 319,059.54
2 ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ 58.5 68.5 179.6 179.6 259.5 -35.18 17.13 162.26 162.26 44.47
3 ลวดและสายเคเบิล 39.6 72.3 94.9 94.9 104.7 321.63 82.50 31.23 31.23 10.37
4 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 32.8 44.8 39.0 39.0 62.1 8.32 36.78 -13.00 -13.00 59.07
5 เสื้อผ้าสำเร็จรูป 14.7 21.2 25.7 25.7 44.4 -11.73 43.92 21.47 21.47 72.80
6 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 67.1 211.4 186.2 186.2 35.2 267.37 215.20 -11.94 -11.94 -81.09
7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 60.2 82.9 22.8 22.8 10.0 ####### 37.76 -72.49 -72.49 -56.14
8 ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ 2.7 16.2 12.5 12.5 9.3 76.73 492.57 -22.77 -22.77 -25.90
9 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 26.0 23.6 16.8 16.8 7.3 27.44 -9.18 -28.72 -28.72 -56.49
10 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 1.3 2.4 4.3 4.3 6.3 16.18 81.38 81.01 81.01 47.82
รวม 10 รายการ 302.9 543.6 581.9 581.9 883.5 60.50 79.43 7.06 7.06 51.82
อื่นๆ 52.3 46.1 57.3 57.3 54.1 -13.90 -11.83 24.25 24.25 -5.58
รวมทั้งสิ้น 355.3 589.7 639.3 639.3 937.6 42.38 65.99 8.40 8.40 46.68

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต

518/4 Pracha Uthit Rd
(Soi Ramkamhaeng 39),
Wangthonglang,
Bangkok 10310

Tel: 0-2957-5851-2

Fax: 0-2957-5850

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

 

JoomSpirit