ราชอาณาจักรบาห์เรน

Bahrain1 Bahrain2
ธง ตราสัญลักษณ์

 

bahrain3
ที่มา:  mapsofworld.com
 
bahrain4
ที่มา: usatoday.com
 
Bahrain municipalities numbered

 

ก่อนหน้า 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 ประเทศบาห์เรนแบ่งเขตการปกครองเป็นเทศบาลที่ปกครองจากเมืองหลวง (กรุงมานามา) 12 แห่ง คือ

  1. อัลฮิดด์ (Al Hidd)
  2. อัลมะนามะห์ (Al Manamah)
  3. อัลมินตะเกาะห์อัลกะร์บียะห์ (Al Mintaqah al Gharbiyah)
  4. อัลมินตะเกาะห์อัลวุสตะ (Al Mintaqah al Wusta)
  5. อัลมินตะเกาะห์อัลชะมาลียะห์ (Al Mintaqah al Shamaliyah)
  6. อัลมุฮาร์รัก (Al Muharraq)
  7. อาร์ริฟาวาอัลมินตะเกาะห์อัลจะนูบียะห์ (Ar Rifa' wa al Mintaqah al Janubiyah)
  8. จิดด์ฮัฟส์ (Jidd Haffs)
  9. มะดีนัตฮามัด (Madinat Hamad ไม่แสดงบนแผนที่ แบ่งจากเทศบาลอาร์ริฟาฯ เมื่อ พ.ศ. 2534)
  10. มะดีนัตอิซา (Madinat 'Isa)
  11. จุซูร์ฮะวาร์ (Juzur Hawar)
  12. ซิตระห์ (Sitrah)

150px-Governorates of Bahrain

ในปัจจุบันประเทศบาห์เรนแบ่งเป็น 5 เขตผู้ว่าราชการ (governorates) ได้แก่[1]

  1. เขตผู้ว่าราชการเมืองหลวง (Capital)
  2. เขตผู้ว่าราชการกลาง (Central)
  3. เขตผู้ว่าราชการมุฮาร์รัก (Muharraq)
  4. เขตผู้ว่าราชการเหนือ (Northern)
  5. เขตผู้ว่าราชการใต้ (Southern)

ที่มา ประเทศบาห์เรน - วิกิพีเดีย

 

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

บาห์เรนเคยอยู่ใต้อารักขาของอังกฤษตั้งแต่ปี 2363 โดยอำนาจการปกครองถูกแบ่งออกระหว่างเจ้าครองนครกับข้าหลวงอังกฤษ อิหร่านเคยอ้างสิทธิเหนือบาห์เรนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่เมื่อปี 2523 อิหร่านยอมรับรายงานของ UN ที่แสดงข้อเท็จจริงว่าชาวบาห์เรนต้องการเป็นอิสระมากกว่าที่จะถูกรวมไว้กับอิหร่าน บาห์เรนได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2514 ตามสนธิสัญญามิตรภาพฉบับใหม่ที่ทำกับอังกฤษ หลังจากที่ความพยายามในการรวมประเทศกับกาตาร์และ Trucial States (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นสหพันธรัฐไม่ประสบความสำเร็จ

บาห์เรนเป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่ขุดพบน้ำมันดิบ ในปี 2475 และมีการสร้างโรงกลั่นน้ำมันขึ้น อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันดิบที่ขุดพบในบาห์เรนนับว่ามีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับคูเวตและซาอุดีอาระเบีย

บาห์เรนเป็นประเทศอาหรับที่ดำเนินนโยบายสายกลาง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ใน GCC โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต นอกจากกลุ่มประเทศ GCC บาห์เรนมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกในกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (League of Arab States หรือ Arab League) เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ชื่อทางการ

ราชอาณาจักรบาห์เรน (Kingdom of Bahrain) หรือ บาห์เรน (Bahrain)

ที่ตั้ง

บาห์เรนตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ประกอบด้วยเกาะต่างๆประมาณ 33 เกาะในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งห่างจากฝั่งทะเลตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย 24 กิโลเมตรและห่างจากชายฝั่งทะเลตะวันตกของกาตาร์ 27 กิโลเมตร

พื้นที่

ประมาณ 760 ตารางกิโลเมตร ความยาวชายฝั่ง 161 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

ภูมิประเทศเกือบทั้งหมดเป็นที่ราบต่ำในทะเลทราย ค่อยๆ ชันขึ้น ทางตอนกลาง

สภาพภูมิอากาศ

ช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-มีนาคม) อากาศเย็นสบาย อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 19 - 29 องศาเซลเซียส ช่วงฤดูร้อน (เดือนเมษายน-ตุลาคม) อากาศร้อนชื้น อุณหภูมิอาจสูงถึง 49 องศาเซลเซียส

ทรัพยากรธรรมชาติ

น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปลา ไข่มุก

ภัยธรรมชาติ

ภัยจากความแห้งแล้ง (บางช่วง) พายุฝุ่น (dust storms)

จำนวนประชากร

1,410,942 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

2.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

ชาวบาห์เรน (Bahraini (s))

เชื้อชาติ

ชาวบาห์เรน 46% เอเชีย 45.5% ชาติอาหรับอื่นๆ 4.7% อาฟริกัน 1.6% ยุโรป 1% อื่นๆ 1.2% (สัมมะโนประชากร พ.ศ. 2553)

ศาสนา

อิสลาม (นิกายชีอะห์และสุหนี่) 70.3% คริสต์ 14.5% ฮินดู 9.8% พุทธ 2.5% ยิว 0.6% ศาสนาพื้นเมือง 0.1% อื่นๆ 2.1% (สัมมะโนประชากร พ.ศ.2553)

ภาษา

อาระบิก อังกฤษ ฟาร์สิ (Farsi) อุรดู (Urdu)

 

รูปแบบการปกครอง

ประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional Monarchy)

เมืองหลวง

กรุง Manama

การแบ่งการปกครอง

5 เขตการปกครอง (Governorate) ปกครองโดยผู้ว่าการที่ได้รับการแต่งตั้ง ได้แก่ Asamah, Janubiyah, Muharraq, Shamaliyah, Wasat

วันที่ได้รับเอกราช

15 สิงหาคม 2514 (ได้รับเอกราชจากอังกฤษ)

รัฐธรรมนูญ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545

รูปแบบการปกครอง

 
            บาห์เรนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรและได้รับเอกราชเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๑๔  เชค อิซา บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ โดยทรงดำรงตำแหน่ง 
เจ้าผู้ครองรัฐ (Emir) จนถึงปี ๒๕๔๒ และต่อมา สมเด็จพระราชาธิบดี ฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ พระโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๒ สืบต่อจากพระราชบิดา ซึ่งเสด็จสวรรคต 
และทรงเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และทรงเปลี่ยนชื่อประเทศจาก 
รัฐบาห์เรน (State of Bahrain) เป็นราชอาณาจักรบาห์เรน (Kingdom of Bahrain) ในปี ๒๕๔๕ 
รวมทั้งทรงเปลี่ยนการเรียกตำแหน่งประมุขของประเทศจากเจ้าผู้ครองรัฐ (Emir) เป็นพระมหากษัตริย์ (King)
 
            ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี  นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ เจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ (His Royal Highness Prince Khalifa Bin Salman Al Khalifa) ซึ่งเป็นพระปิตุลา (อา) ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรน    
            รัฐสภาบาห์เรนประกอบด้วยสภาที่ปรึกษา (Shura Council) เทียบเท่าวุฒิสภา จำนวน ๔๐ คน แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และสภาผู้แทนราษฎร (Nuwwab Council) จำนวน ๔๐ คน มาจาก 
การเลือกตั้ง มีวาระ ๔ ปี ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ    อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจทางการเมือง 
การปกครองขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรี   ทั้งนี้ สมาชิกพระราชวงศ์ อัล คอลิฟะห์ 
ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงด้านความมั่นคง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น
 
            กองทัพบาห์เรนมีกำลังพล ๑๑,๒๐๐ คน  เป็นทหารบก ๘,๕๐๐ คน ทหารเรือ ๑,๒๐๐ คน 
ทหารอากาศ ๑,๕๐๐ คน   ทั้งนี้ การที่บาห์เรนเป็นประเทศเล็กและมีกำลังพลจำกัด จึงพึ่งพาประเทศสมาชิกอื่น ๆ ในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council – GCC ประกอบด้วยประเทศสมาชิก ๖ ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับ 
เอมิเรตส์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบีย ในด้านการป้องกันประเทศ
 
            รัฐบาลบาห์เรนได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ภายในประเทศ โดยเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ บาห์เรนได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในรอบ ๓๐ ปี
 
            เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ได้เกิดการชุมนุมประท้วงโดยสงบบริเวณวงเวียน Pearl Roundabout กรุงมานามา เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมือง ต่อมา 
ผู้ชุมนุมได้ยกระดับข้อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีบาห์เรนลาออกทั้งคณะและขับไล่ราชวงศ์อัล คอลิฟะห์ การชุมนุมดำเนินไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจสลายการชุมนุม สถานการณ์ความไม่สงบในบาห์เรนทำให้มีผู้เสียชีวิต ๒๔ คน บาดเจ็บกว่า ๑,๗๐๐ คน และสูญหายกว่า ๔๐ คน   
 
            ภายหลังการสลายการชุมนุม สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรนทรงแต่งตั้งให้มกุฎราชกุมารแห่งบาห์เรนเป็นผู้นำในการหารือระดับชาติ (National Dialogue) กับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางการปฏิรูปและสร้างความปรองดองในประเทศ และทรงตราพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในบาห์เรนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ 
เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ 
การเยียวยา
 
            รัฐบาลได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาล 
ในการสร้างความสงบสุขในสังคม เห็นได้จากการจัดให้มีการหารือระดับชาติ โดยนำผลการหารือมา ปฏิบัติใช้จริง และการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในบาห์เรนเพื่อสร้างความปรองดองในประเทศ รวมทั้งยังจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติศึกษารายงานของคณะกรรมการอิสระ ฯ เพื่อนำมาปรับปรุงกฎหมายและการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ดี 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองกำลัง Peninsular Shield Force ก็ยังคงอยู่ในบาห์เรน และยังมีรายงาน 
การก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตชุมชนชีอะฮฺ รวมทั้งยังคาดการณ์ว่า อาจมีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงทางการเมืองเกิดขึ้นอีก
 
นโยบายต่างประเทศ
 
            บาห์เรนเป็นประเทศอาหรับที่ดำเนินนโยบายสายกลาง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ใน GCC โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต นอกจากกลุ่มประเทศ GCC แล้ว บาห์เรนยังมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกในกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (League of Arab States หรือ Arab League) เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
 
            บาห์เรนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยบาห์เรนเป็นที่ตั้งของ 
ฐานทัพเรือที่ ๕ ของสหรัฐอเมริกา (The Fifth Fleet)  บาห์เรนสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการส่งกองกำลังทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานและได้รับสถานะ Major Non-NATO Ally (MNNA) ในปี ๒๕๔๕ นอกจากนี้ บาห์เรนยังเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่เจรจาจัดทำ FTA กับสหรัฐอเมริกาเป็นผลสำเร็จ
 

ระบบกฏหมาย

ใช้กฏหมายอิสลาม (Islamic Law) และกฏหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ (English Common Law)

สังคม
 
            รัฐบาลบาห์เรนได้พยายามแก้ไขปัญหาการว่างงาน โดยดำเนินนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน 
ชาวบาห์เรน (Bahrainisation) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ โดยภาครัฐและภาคเอกชนต้องว่าจ้าง 
ชาวบาห์เรนในอัตราที่กำหนด กล่าวคือ ทุกบริษัทต้องว่าจ้างชาวบาห์เรนอย่างน้อย ๑ คน บริษัทที่มีลูกจ้างมากกว่า ๑๐ คน ต้องเพิ่มอัตราการจ้างงานชาวบาห์เรน เป็นร้อยละ ๕ ต่อปี ทุกปี จนถึงเพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ร้อยละ ๕๐ ในขณะที่โครงการใหม่ ๆ ต้องมีการว่าจ้างชาวบาห์เรนอย่างน้อยร้อยละ ๒๐ ซึ่งที่ผ่านมา นโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จในการว่าจ้างงานในภาครัฐ แต่ประสบปัญหาในภาคเอกชน เนื่องจากมีการเปลี่ยนงานบ่อยภายหลังจากที่ได้มีการว่าจ้างและรับการฝึกอบรมแล้ว ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเกิดความไม่พอใจ
 

 

 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่  12 พฤษภาคม 2558

 Update 20 กันยายน 2560

  • King
    HAMAD bin Isa Al Khalifa
  • Prime Min.
    KHALIFA bin Salman Al Khalifa
  • First Dep. Prime Min.
    SALMAN bin Hamad Al Khalifa
  • Dep. Prime Min.
    ALI bin Khalifa bin Salman Al Khalifa
  • Dep. Prime Min.
    Jawad bin Salim al-ARAIDH
  • Dep. Prime Min.
    KHALID bin Abdallah Al Khalifa
  • Dep. Prime Min.
    MUHAMMAD bin Mubarak Al Khalifa
  • Min. for Defense Affairs
    Yusuf bin Ahmad bin Husayn al-JALAHMA
  • Min. of Education
    Majid bin Ali Hasan al-NUAYMI
  • Min. of Energy
    Abd al-Husayn MIRZA
  • Min. of Finance
    AHMAD bin Muhammad bin Hamad bin Abdallah Al Khalifa
  • Min. of Foreign Affairs
    KHALID bin Ahmad bin Muhammad Al Khalifa
  • Min. of Health
    Sadiq bin Abd al-Karim al-SHIHABI
  • Min. of Housing
    Basim bin Yacub al-HAMAR
  • Min. of Human Rights & Social Development
    FAYQA bint Said al-Salih , Dr.
  • Min. of Industry & Commerce
    Zayid bin Rashid al-ZAYANI
  • Min. for Information Affairs
    Isa bin Abd al-Rahman al-HAMMADI
  • Min. of Interior
    RASHID bin Abdallah bin Ahmad Al Khalifa
  • Min. of Justice & Islamic Affairs
    KHALID bin Ali Al Khalifa
  • Min. of Labor
    Jamil Muhammad Ali HUMAYDAN
  • Min. of the Royal Court
    KHALID bin Ahmad bin Salman Al Khalifa
  • Min. of the Royal Court for Follow-Up Affairs
    AHMAD BIN ATIYATALLAH Al Khalifa
  • Min. of Royal Court Affairs
    ALI bin Isa bin Salman Al Khalifa
  • Min. for Shura Council and House of Representative Affairs
    Ghanim bin Fadhil al-BUAYNAYN
  • Min. of Transportation & Telecommunication
    KAMAL bin Ahmad Muhammad
  • Min. of Works, Municipal Affairs, & Urban Planning
    ISSAM bin Abdallah Khalaf
  • Attorney Gen.
    ALI bin Fadhil al-Buaynayn
  • Governor, Central Bank of Bahrain
    Rashid bin Muhammad al-MARAJ
  • Ambassador to the US
    ABDALLAH bin Muhammad bin Rashid Al Khalifa
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Jamal Faris al-RUWAYI

 

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/BA.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

66.9  พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

GDP รายบุคคล (GDP per Capita)

50,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราการเติบโต GDP

2.9% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 0.3%
  • ภาคอุตสาหกรรม 33.8%
  • ภาคการบริการ 65.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

2.8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราว่างงาน

4.1% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

หนี้สาธารณะ

72% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-1.492 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ผลไม้ ผัก สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นม กุ้ง ปลา

อุตสาหกรรม

การกลั่นและแปรรูปปิโตรเลียม การหลอมอะลูมิเนียม การผลิตลูกเหล็กกลม ปุ๋ย ธนาคารเพื่อชาวอิสลาม และธุรกิจให้บริการทางธนาคาร ประกัน ซ่อมเรือ การท่องเที่ยว

อัตราการเติบโตของการผลิตภาคอุตสาหกรรม

1.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

12.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม อะลูมิเนียม สิ่งทอ

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

Saudi Arabia 3.5%, UAE 2.3%, US 2.2% (พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

7.974 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

น้ำมันดิบ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

Saudi Arabia 28.9%, US 9.4%, China 7.5%, Japan 6.6%, Australia 5.1%, India 4.9% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

ดีนาร์ (Bahraini Dinar) -- BHD

 

เศรษฐกิจ
 
            การส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของบาห์เรนนับตั้งแต่การค้นพบน้ำมันในปี ๒๔๗๕ อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบาห์เรนมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ  
ใน GCC รัฐบาลบาห์เรนจึงเร่งทำการสำรวจหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม อีกทั้งยังมีนโยบายสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ (economic diversification) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน และอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม รวมทั้งพัฒนาประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางด้านการเงินการธนาคารของภูมิภาค เพื่อแข่งขันกับประเทศริมอ่าวอื่น ๆ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์ บาห์เรน  มีสถาบันการเงินประมาณ ๔๐๐ แห่ง มีรายได้จากภาคการเงินและการธนาคารคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติ
 
            สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและในบาห์เรนเองมีผลต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเติบโตของภาคธุรกิจสาขาการท่องเที่ยวและธนาคารชะลอตัวภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งในส่วนของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการอัดฉีดเงินงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งได้รับจาก GCC (GCC มีมติให้เงินช่วยเหลือ ๑ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่บาห์เรน เป็นเวลา ๑๐ ปี) เพื่อดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โครงการเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและอัตราข้าราชการ
 

 

ความสัมพันธ์ทั่วไป
 
ไทยกับบาห์เรนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๐ บาห์เรนถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางและมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมไทยสู่ประเทศ 
ในตะวันออกกลาง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองเป็นไปด้วยดีและมีความใกล้ชิด เนื่องจากนายกรัฐมนตรีบาห์เรนทรงชื่นชอบประเทศไทยและอัธยาศัยไมตรีของคนไทย และทรงชื่นชมพระปรีชาญาณ 
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีของ 
สองประเทศ นายกรัฐมนตรีบาห์เรนเสด็จมาพักผ่อนที่ประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ล่าสุด 
ระหว่างวันที่ ๒๖ กรกฎาคม – ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๗
 
อนึ่ง ในวโรกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ นายกรัฐมนตรีบาห์เรนทรงเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรนเสด็จมาร่วมงานและยังทรงสั่งการให้อำนวยความสะดวก ในการติดต่อนัดหมายให้คณะผู้แทนไทยเข้าเฝ้าพระราชวงศ์ในตะวันออกกลางหลายพระองค์เพื่อกราบบังคมทูลเชิญร่วมงาน
 
เมื่อวันที่ ๑๘ – ๒๐ เมษายน ๒๕๕๖ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรนได้เสด็จ ฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีการหารือแบบเต็มคณะกับนายกรัฐมนตรี
 
ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทยกับบาห์เรนพัฒนาอย่างรวดเร็วภายหลังการเปิด 
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ และการเปิดสถานเอกอัครราชทูตบาห์เรนประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตบาห์เรนเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีนายอาเดล ยูซุป ซาตีร์ (Mr. Adel Yousif Sater) เป็นเอกอัครราชทูตบาห์เรนผู้มีถิ่นพำนักในประเทศไทยคนแรก (เดินทางมารับหน้าที่ ปี ๒๕๕๑) รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
 
ความสัมพันธ์การเมือง
 
บาห์เรนให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขภาพลักษณ์ของไทย 
ในประเด็นปัญหาภาคใต้ในองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation - OIC) และยังเป็นสื่อกลางในความพยายามปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งยังให้ข้อสนเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แก่ไทย นอกจากนี้ บาห์เรนให้การสนับสนุนการสมัครดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติของนายสุรเกียรติ์ 
เสถียรไทย เมื่อปี ๒๕๔๙ อย่างแข็งขัน
 
นอกจากนี้ บาห์เรนยังให้การสนับสนุนไทยในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของ 
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council - UNSC) วาระปี 
๒๕๖๑ – ๒๕๖๒ และการสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council - HRC) วาระปี ๒๕๕๙ - ๒๕๖๑
 
นายกรัฐมนตรีบาห์เรนทรงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองและเหตุการณ์รุนแรงในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา แต่ทรงแสดงความมั่นใจว่าทางการไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
 
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในบาห์เรนตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เป็นต้นมา 
กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลบาห์เรนในการปฏิรูปการเมืองและสร้างความปรองดองในประเทศ เช่น ในโอกาสการประชุมคณะกรรมาธิการระดับสูง 
ไทย – บาห์เรน ครั้งที่ ๒ เมื่อพฤศจิกายน ๒๕๕๕ และล่าสุดได้มีแถลงการณ์สนับสนุนพัฒนาการ 
ทางการเมืองในบาห์เรน เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖
 
 
ความมั่นคง
 
กองทัพเรือไทยได้เข้าร่วมกับกองทัพเรือบาห์เรนและกองทัพเรือมิตรประเทศในการปราบปราม 
โจรสลัดโซมาเลีย โดยส่งนายทหารประสานภารกิจ จำนวน ๘ นาย ไปประจำที่ Combined Maritime Forces (CMF) กรุงมานามา เมื่อปี ๒๕๕๔ กองทัพเรือได้ส่งเรือหลวงสิมิลันและเรือหลวงนราธิวาส เข้าร่วมปฏิบัติการภารกิจหมู่เรือปราบปรามโจรสลัด ระหว่างวันที่ ๑๒ กรกฎาคม – ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ สำหรับในปี ๒๕๕๕ นายทหารจากกองทัพเรือได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือเฉพาะกิจผสม ๑๕๑ ซึ่งอยู่ภายใต้ CMF และกองทัพเรือไทยยังได้ส่งนายทหารเข้าร่วมภารกิจดังกล่าวอีก ๑๕ นาย ระหว่างวันที่ ๑๑ มีนาคม – ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
 
 
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
 
การค้า
 
บาห์เรนเป็นตลาดเล็กสำหรับไทย ซึ่งเป็นคู่ค้าลำดับที่ ๕๗ โดยในปี ๒๕๕๖ มูลค่าการค้ารวมประมาณ ๖๒๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกของไทยมีมูลค่า ๒๒๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าจากบาห์เรนมีมูลค่าประมาณ ๔๐๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้า
 
สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากบาห์เรน ได้แก่ สินแร่โลหะ น้ำมันสำเร็จรูป ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผ้าผืน เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เป็นต้น
 
ไทยและบาห์เรนได้เจรจาที่จะจัดทำ FTA ระหว่างกัน ๔ ครั้ง แต่จากการที่บาห์เรนจัดทำ FTA กับสหรัฐอเมริกา ทำให้ได้รับการกดดันจากประเทศ GCC อื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยที่บาห์เรนจะจัดทำ FTA เป็น 
รายประเทศ บาห์เรนจึงเสนอให้ปรับการเจรจา FTA ไทย-บาห์เรน เป็น FTA ระหว่าง ไทยกับGCC แทน 
ซึ่งฝ่ายไทยเห็นด้วยในหลักการ แต่ยังมิได้เริ่มเจรจาในกรอบใหม่แต่อย่างใด
 
สินค้าออกที่สำคัญของไทยไปบาห์เรน ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตู้เย็น ผลิตภัณฑ์พลาสติก เสื้อผ้าสำเร็จรูป ทองแดง และผลิตภัณฑ์ทองแดง ผ้าผืน อัญมณีและเครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน
 
การลงทุน
 
นายกรัฐมนตรีบาห์เรนได้ทรงพยายามชักจูงและผลักดันให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในบาห์เรน โดยได้ทรงสนับสนุนให้สมาคมผู้ลงทุนและผู้ประกอบการในต่างประเทศของไทย (Overseas Business Investment Association - OBIA) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท Promoseven ของบาห์เรน ร่วมมือกันจัดตั้ง Thai Business Center (TBC) ภายใต้พระอุปถัมภ์ เป็นศูนย์ส่งเสริมการค้าของไทยที่กรุงมานามา เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๙ โดยเน้นการแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยทั้งในด้านสินค้าและบริการ ๖ กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมการก่อสร้าง สินค้าหัตถกรรมชุมชน สปาและการแพทย์แผนไทย สินค้ากลุ่มแฟชั่น ร้านอาหารไทย และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ (supermarket) จัดจำหน่ายผลไม้สด อาหารสดและแช่แข็ง และอาหารฮาลาลกระป๋อง
 
ทั้งนี้ รัฐบาลบาห์เรนได้ให้งบประมาณอุดหนุนสถานที่เช่าที่ทำการ TBC โดยในปี ๒๕๔๙ ออกให้ร้อยละ ๑๐๐ เป็นเงิน ๑๐ ล้านบาท ปีที่ ๒ และ ๓ ฝ่ายไทยต้องออกครึ่งหนึ่งเป็นเงินปีละ ๕ ล้านบาท 
แต่เมื่อปลายปี ๒๕๕๐ นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 
นักธุรกิจไทยที่ร่วมทุนเข้าไปบริหาร TBC ได้แจ้งขอยุติบทบาทของโครงการ TBC เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงอย่างไรก็ดี ฝ่ายบาห์เรนยังคงมีความต้องการให้มีการจัดตั้ง TBC
 
บาห์เรนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการลงทุนในต่างประเทศสูง และยังสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านบริการและโรงแรม รวมทั้งยังต้องการที่จะร่วมมือกับบริษัทก่อสร้างของไทยในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในบาห์เรน ในส่วนของการลงทุนของไทยในบาห์เรน ทั้งนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด มหาชน (ปตท.สผ.) เคยได้รับสัมปทานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแปลงนอกชายฝั่งบาห์เรน แต่เมื่อปี ๒๕๕๕ ปตท. สผ. ได้ยุติโครงการเนื่องจากไม่พบแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพ
 
ความสัมพันธ์ด้านแรงงาน
 
ปัจจุบัน มีคนไทยในบาห์เรนประมาณ ๓,๐๐๐ คน เป็นแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือจำนวน ๒,๐๐๐ คน เป็นผู้ประกอบกิจการร้านอาหารไทย ช่างทำผม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าพร้อมครอบครัวประมาณ ๑,๐๐๐ คน อย่างไรก็ตาม จากการที่คนไทยสามารถเดินทางเข้าบาห์เรนได้ โดยไม่ต้องรับการตรวจลงตรา (พำนักอยู่ในบาห์เรนได้ไม่เกิน ๑๔ วัน) ทำให้มีการลักลอบเข้าเมืองและอยู่อาศัยในบาห์เรนอย่างผิดกฎหมายประมาณจำนวนกว่า ๕๐๐ คน และมีปัญหาหญิงไทยไปค้าประเวณีในบาห์เรนจำนวนมาก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่ กรุงมานามา และเมืองริฟฟา (เมืองท่องเที่ยวของบาห์เรน) และเมืองมูฮารัค (เมืองใหญ่ของบาห์เรนและเป็นที่ตั้งของ Bahrain International Airport)
 
นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา รัฐบาลบาห์เรนได้อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดและพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายสามารถเดินทางกลับประเทศได้โดยไม่ต้องโทษจำคุก เสียเพียงค่าปรับที่อยู่เกินกำหนด ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นผู้มีคดีความอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลบาห์เรนได้เริ่มใช้มาตรการใหม่ในการตรวจคนเข้าเมืองสำหรับนักท่องเที่ยวจาก ๓๖ ประเทศ รวมทั้งไทย โดยผู้ที่เดินทางเข้าบาห์เรนต้องแสดงหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ณ ท่าอากาศยาน ได้แก่ บัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ และเงินสดที่เพียงพอตลอดระยะเวลาที่พำนักในบาห์เรน
 
ความสัมพันธ์ทางการท่องเที่ยว
 
ในปี ๒๕๕๖ มีนักท่องเที่ยวจากบาห์เรนเดินทางมาไทยจำนวน ๒๙,๐๘๗. คน สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปบาห์เรนยังมีน้อย โดยเฉลี่ยปีละ ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ คน
 
ความตกลงที่สำคัญกับไทย
 
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและวิชาการ ลงนามเมื่อวันที่ 
๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
 
- ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อน ลงนามเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
 
- ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ลงนามเมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕
 
- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-บาห์เรน (High Joint Commission) ลงนามเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๕
 
- ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างกัน ลงนามเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๙
 
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ลงนามเมื่อวันที่ 
๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๐
 
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ลงนามเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๑
 
- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วมไทย-บาห์เรน (Agreement on the Establishment of Joint Business Council (JBC)) และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคลังสำรองอาหารและ 
ศูนย์กระจายสินค้าไทย (Memorandum of Understanding on the Establishment of Thailand Food Security Stockpile and Distribution Centre) ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างหอการค้าและอุตสาหกรรมบาห์เรน กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓
 
- บันทึกว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
 
- บันทึกว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม
 
- บันทึกว่าด้วยความร่วมมือด้านมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุนด้านผลิตผลและสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารฮาลาลระหว่างไทยกับบาห์เรน เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕
 
 
การเยือนที่สำคัญ
 
ฝ่ายไทย
 
พระราชวงศ์
 
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร
 
- วันที่ ๑๓-๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ เสด็จ ฯ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการตามคำกราบบังคมทูลเชิญของมกุฎราชกุมารแห่งบาห์เรนในขณะนั้น (สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบัน) โดยทรงเข้าเฝ้า ฯ เชค อิซา บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ เจ้าผู้ครองรัฐบาห์เรน และทรงพบกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพระอนุชาของเจ้าผู้ครองรัฐบาห์เรน รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น
 
รัฐบาล
 
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี -วันที่ ๑๓-๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือไทย-บาห์เรน โดยเน้นด้านการลงทุนในตลาดทุน ด้านความมั่นคงทางอาหารและด้านพลังงาน
 
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
 
- วันที่ ๓๐-๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ 
นายเกียรติ สิทธิอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย
 
- วันที่ ๑๓-๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
- วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ – ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ ๒
 
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
 
- วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
 
- วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๒ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
 
- วันที่ ๑๐-๑๒ มกราคม ๒๕๕๑ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
 
- วันที่ ๒๐-๒๒ เมษายน ๒๕๕๐ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
 
- วันที่ ๒๗-๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๙ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี
 
- วันที่ ๒๐-๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เยือนบาห์เรนและประเทศกลุ่ม GCC เพื่อกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีบาห์เรน และเจ้าผู้ครองรัฐ GCC เสด็จ ฯ เยือนไทย เพื่อร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
- วันที่ ๒๔-๒๗ เมษายน ๒๕๔๙ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดศูนย์ Thai Business Center (TBC) ณ กรุงมานามา
 
นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
 
- วันที่ ๑-๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เยือนบาห์เรน ภายหลังจากการประชุม Islamic Conference of Foreign Ministers ครั้งที่ ๓๒ ที่กรุงซานอา ประเทศเยเมน
 
- วันที่ ๒๑-๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองนายกรัฐมนตรี
 
- วันที่ ๒๘-๒๙ เมษายน ๒๕๔๗ นำคณะส่งเสริมอาหารฮาลาลไทยเยือนบาห์เรน
 
นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
 
- วันที่ ๗-๘ เมษายน ๒๕๔๗ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
 
- วันที่ ๑๐-๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 
เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
 
- วันที่ ๒๙ เมษายน - ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
 
- วันที่ ๘-๑๐ เมษายน ๒๕๔๕ เยือนบาห์เรนเพื่อเข้าร่วมการประชุม Gulf Investment Forum
 
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
 
- วันที่ ๒๙ มีนาคม - ๑ เมษายน ๒๕๔๕ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
- วันที่ ๑๓-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ เยือนบาห์เรนเพื่อร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย– บาห์เรน ครั้งที่ ๑ และเป็นประธานในพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามาอย่างเป็นทางการ
 
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
 
- วันที่ ๒๔-๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
 
 
ฝ่ายบาห์เรน
 
พระราชวงศ์
 
สมเด็จพระราชาธิบดีฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ (H.M. King Hamad Bin Isa Al Khalifa)
 
- วันที่ ๑๘ – ๒๐ เมษายน ๒๕๕๖ เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก (Official Visit) โดยได้ทรงเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีการหารือแบบเต็มคณะกับนายกรัฐมนตรี
 
- วันที่ ๑๓-๑๖ เมษายน ๒๕๕๕ เสด็จ ฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยได้เข้าเฝ้า ฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (๑๔ เมษายน) และพบนายกรัฐมนตรี (๑๕ เมษายน)
 
เจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ (H.R.H. Prince Khalifa Bin Salman Al Khalifa) พระปิตุลาและนายกรัฐมนตรีบาห์เรน
 
- เสด็จเยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์เป็นประจำทุกปี ล่าสุด ได้เสด็จระหว่างวันที่ ๒๖ กรกฎาคม – ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๗
 
- วันที่ ๓๑ พฤษภาคม-๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ทรงเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ครั้งที่ ๒๑
 
- วันที่ ๙-๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit)
 
- วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๑ เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการในลักษณะ Working Visit ระหว่างการเสด็จเยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์วันที่ ๑๔ มกราคม – ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
 
- วันที่ ๑๐-๑๒ มกราคม ๒๕๕๐ เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit) และทรงเข้าเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
- วันที่ ๑๑-๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ เป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรน เสด็จร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประทับอยู่ในประเทศไทยภายหลังพระราชพิธีฯ เป็นการส่วนพระองค์
 
- วันที่ ๒๐-๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการในลักษณะ Working Visit
 
- วันที่ ๑-๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการในลักษณะ Working Visit
 
- วันที่ ๓๑ มกราคม-๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เสด็จเยือนไทยในฐานะพระอาคันตุกะของรัฐบาล และทรงเข้าเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔
 
เจ้าชายซัลมาน บิน ฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ (H.R.H. Prince Salman Bin Hamad Bin Isa Al Khalifa) มกุฎราชกุมารและรองนายกรัฐมนตรีบาห์เรนคนที่ 1
 
- วันที่ ๒๒ – ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เสด็จเยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
 
 
เชค คาหลิด บิน อาเหม็ด บิน โมฮัมเหม็ด อัล คอลิฟะห์ (H.E. Shaikh Khalid Bin Ahmed Bin Mohamed Al Khalifa ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรน
 
- วันที่ ๒๙ – ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เยือนไทย เพื่อร่วมเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูง ไทย – บาห์เรน ครั้งที่ ๒
 
เชค ซัลมาน บิน คอลิฟะห์ อัล คอลิฟะห์ (H.H. Shaikh Salman Bin Khalifa Al Khalifa) พระโอรสและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของนายกรัฐมนตรีบาห์เรน (อดีตรองประธาน Bahrain Petroleum Company)
 
- วันที่ ๗-๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ เสด็จเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมงาน GASTECH ๒๐๐๘ และ 
เข้าเฝ้า ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ 
วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในวันที่ ๑๐ และ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ตามลำดับ
 
- วันที่ ๑๒-๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เสด็จเยือนไทยในฐานะผู้แทนบาห์เรน เพื่อทรงเข้าร่วมการประชุม UNCTAD ครั้งที่ ๑๐ ที่กรุงเทพฯ
 
รัฐบาล
 
ดร. ฮัสซัน อับดุลลา ฟาโคร (Dr. Hassan Abdulla Fakhro) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์บาห์เรน
 
-วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงพาณิชย์
 
- วันที่ ๑๖-๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เยือนไทยและได้เข้าเยี่ยมคารวะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และ 
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
 
เชค คาหลิด บิน อาเหม็ด บิน โมฮัมเหม็ด อัล คอลิฟะห์ (Shaikh Khalid Bin Ahmed Bin Mohamed Al Khalifa )
 
- วันที่ ๒๙ – ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เยือนไทยเพื่อร่วมเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-บาห์เรน ครั้งที่ ๒
 
นายอับดุลลา ฮัสซัน ซาอิฟ (Mr. Abdulla Hassan Saif) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีบาห์เรน (ตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี)
 
- วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อมอบสารจากนายกรัฐมนตรีบาห์เรน
 
- วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๐ เข้าเยี่ยมคารวะนายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
 
- วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ระหว่างเยือนไทยเป็นการส่วนตัว
 
นายฟาห์นิ บิน อาลี อัลลาวเดอร์ (Mr. Fahmi Bin Ali Al Jowder) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาและการเคหะบาห์เรน
 
- วันที่ ๒๗-๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๗ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
 
ดร.มาจิด บิน มูห์เซน อัล อาลาวี (Dr. Majeed Bin Muhsen Al Alawi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมบาห์เรน
 
- วันที่ ๑๕-๑๙ กันยายน ๒๕๔๗ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
 
นายอาลี ซาเลห์ อัล ซาเลห์ (Mr. Ali Saleh Al Saleh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บาห์เรน
 
- วันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๖ เยือนไทยเพื่อร่วมการประชุม Asia Cooperation Dialogue ที่จังหวัดเชียงใหม่
 
เชค โมฮาเหม็ด บิน มูบารัค อัล คอลิฟะห์ (Shaikh Mohammed Bin Mubarak Al Khalifa) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรน
 
 
- วันที่ ๑๘-๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๕ เยือนไทยเพื่อร่วมการประชุม Asia Cooperation Dialogue ที่อำเภอชะอำ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วมไทย-บาห์เรน (Agreement on the Establishment of Joint Business Council (JBC)) และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคลังสำรองอาหารและศูนย์กระจายสินค้าไทย (MoU on the Establishment of Thailand Food Security Stockpile and Distribution Centre) ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างหอการค้าและอุตสาหกรรมบาห์เรน และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 
วันที่ลงนาม 31 มีนาคม 2553
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข 
วันที่ลงนาม 24 มกราคม 2551
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 
วันที่ลงนาม 11 ธันวาคม 2550
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งรัฐบาห์เรนว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ฝ่ายและพ้นจากนั้นไป 
วันที่ลงนาม 26 เมษายน 2549
- ความตกลงว่า ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงสำหรับความร่วมมือทวิภาคีระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาร์เรน 
วันที่ลงนาม 11 มิถุนายน 2545
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน 
วันที่ลงนาม 21 พฤษภาคม 2545
- อนุสัญญา ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งรัฐบาห์เรน เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่ เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
วันที่ลงนาม 03 พฤศจิกายน 2544
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและวิชาการระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งรัฐบาห์เรน
วันที่ลงนาม 03 พฤศจิกายน 2544
 

ผู้แทนทางการทูต

 
ฝ่ายไทย 
 
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา นายวิชัย วราศิริกุล  
Royal Thai Embassy 
Villa No132, Road 66 
Block 360, Zinj Area, 
Manama, P.O. Box 26475 
Tel. (973) 336 22 445  
Fax. (973) 1727-2714 
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 
 
ฝ่ายบาห์เรน 
 
เอกอัครราชทูตบาห์เรนประจำประเทศไทย H.E. Mr. Adel Yousif Sater 
Embassy of the Kingdom of Bahrain 
Sathorn Nakhon Tower, 31st Fl., 
100/66-67 North Sathorn Rd., 
Bangrak, Bangkok 10500 
Tel: 0-2636-7892-6, 0-2636-9467-9 
Fax: 0-2636-7459 
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 
 
 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - บาห์เรน                      
มูลค่าการค้า 627.80 475.51 406.20 406.20 300.64 46.41 -24.26 -14.58 -14.58 -25.99
การส่งออก 219.79 240.61 217.80 217.80 190.09 34.64 9.47 -9.48 -9.48 -12.72
การนำเข้า 408.01 234.90 188.39 188.39 110.55 53.65 -42.43 -19.80 -19.80 -41.32
ดุลการค้า -188.21 5.71 29.41 29.41 79.55            

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 103.5 120.2 96.8 96.8 76.9 72.61 16.12 -19.49 -19.49 -20.54
2 อัญมณีและเครื่องประดับ 25.6 36.9 33.9 33.9 34.9 43.41 44.06 -8.18 -8.18 2.93
3 เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น 11.8 10.7 9.5 9.5 9.4 58.51 -9.41 -11.29 -11.29 -0.97
4 ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ 5.1 4.5 4.9 4.9 5.2 1.27 -11.59 9.01 9.01 6.95
5 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 5.1 5.6 4.1 4.1 4.5 11.93 9.51 -25.70 -25.70 9.75
6 ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 3.4 2.9 3.9 3.9 3.1 19.61 -14.71 31.57 31.57 -18.43
7 ผลิตภัณฑ์พลาสติก 2.7 1.8 2.6 2.6 3.0 -10.86 -34.96 49.98 49.98 11.62
8 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 4.8 5.4 4.6 4.6 2.9 -26.12 12.33 -14.35 -14.35 -36.23
9 ทองแดงและของทำด้วยทองแดง 8.5 5.6 6.4 6.4 2.9 2.43 -33.65 13.71 13.71 -55.38
10 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 2.4 2.1 2.3 2.3 2.7 -9.38 -10.54 9.73 9.73 15.51
รวม 10 รายการ 172.9 195.7 169.0 169.0 145.5 46.35 13.18 -13.63 -13.63 -13.90
อื่นๆ 46.9 44.9 48.8 48.8 44.5 3.95 -4.19 8.59 8.59 -8.64
รวมทั้งสิ้น 219.8 240.6 217.8 217.8 190.1 34.64 9.47 -9.48 -9.48 -12.72

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 น้ำมันสำเร็จรูป 301.2 147.2 138.2 138.2 65.0 63.80 -51.13 -6.11 -6.11 -52.96
2 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 55.6 42.7 29.7 29.7 25.7 32.08 -23.10 -30.46 -30.46 -13.65
3 ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 34.4 30.7 13.6 13.6 9.6 11.18 -10.79 -55.63 -55.63 -29.26
4 เครื่องประดับอัญมณี 0.0 1.9 0.0 0.0 3.9 - ####### -99.97 -99.97 786,040.00
5 สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่ง 0.6 1.0 0.8 0.8 2.2 -53.16 67.91 -19.49 -19.49 176.23
6 เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ 0.2 0.1 1.0 1.0 1.4 -60.71 -44.41 745.96 745.96 40.96
7 เคมีภัณฑ์ 4.2 5.9 1.7 1.7 1.3 ####### 38.73 -71.89 -71.89 -20.93
8 ผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ 0.4 0.9 2.5 2.5 0.5 ####### 122.00 181.86 181.86 -81.78
9 ผ้าผืน 0.0 0.0 0.0 0.0 0.3 100.00 -50.00 600.00 600.00 48,357.14
10 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 3.3 0.8 0.4 0.4 0.2 33.02 -75.81 -45.87 -45.87 -46.25
รวม 10 รายการ 399.9 231.2 187.9 187.9 110.1 53.12 -42.19 -18.73 -18.73 -41.40
อื่นๆ 8.1 3.7 0.5 0.5 0.4 85.52 -54.09 -86.41 -86.41 -13.84
รวมทั้งสิ้น 408.0 234.9 188.4 188.4 110.5 53.65 -42.43 -19.80 -19.80 -41.32

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต

31st Fl., Sathorn Nakhon Tower,
100/66-67, North Sathorn Rd.,
Bangrak, Bangkok 10500

Tel: 0-2636-7892-6, 0-2636-9467-9

Fax: 0-2636-7459

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

 

JoomSpirit