สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

Flag of Vietnam Coat of arms of Vietnam
ธง

ตราสัญลักษณ์

Socialist Republic of Vietnam

Cộng hòa Xã hội chủ nghĩa Việt Nam

 

คำขวัญ
Độc lập - Tự do - Hạnh phúc

"เอกราช อิสรภาพ ความสุข"

 

 

ชื่อทางการ

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ( Socialist Republic of Vietnam) หรือ เวียดนาม (Vietnam)

ที่ตั้ง

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอาณาเขตติดกับอ่าวไทย อ่าวตงคิน (Tonkin) ทะเลจีนใต้ร่วมกับประเทศจีน ลาว และกัมพูชา ระหว่างละติจูดที่ 16 10 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 107 50 องศาตะวันออก

พื้นที่

331,210 ตารางกิโลเมตร (พื้นดิน 310,070 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 21,140ตารางกิโลเมตร)

อาณาเขต

มีพรมแดนติดกับกัมพูชา 1,158 กิโลเมตร จีน 1,297 กิโลเมตร และลาว 2,161 กิโลเมตร มีความยาวชายฝั่ง (ไม่รวมเกาะ) 3,444 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

มีดินแดนปากแม่น้ำที่ราบต่ำทางภาคเหนือ และภาคใต้ มีที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ ทางภาคเหนือที่อยู่ห่างออกไปและทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีทิวเขาและภูเขา

สภาพภูมิอากาศ

ทางใต้อากาศเขตร้อน ทางเหนือในฤดูฝนอากาศร้อนและมีมรสุม (พฤษภาคม-กันยายน) และในช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคมจะมีอากาศอบอุ่น แห้งแล้ง

ทรัพยากรธรรมชาติ

ฟอสเฟต ถ่านหิน แมงกานีส บอกไซต์ โครเมต ห่างออกไปจากฝั่งทะเลมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ พลังงานน้ำ

ภัยธรรมชาติ

ช่วงเดือนพฤษภาคม-มกราคมบางครั้งมีพายุใต้ฝุ่นที่ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเฉพาะบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

จำนวนประชากร

96,160,163 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

เวียดนาม (Vietnamese)

เชื้อชาติ

คิน (เวียด) 85.7% เต (Tay) 1.9% ไทย 1.8% มวง (Moung) 1.5% เขมร (Khmer) 1.4% นัน (Nung) 1.1% ม้ง (Mong) 1.2% อื่นๆ 5.3% (สำมะโนครัว พ.ศ. 2542)

ศาสนา

พุทธ (มหายาน) 9.3% คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 6.7% ฮัว เฮา (Hua Hao) 1.5% Cao Dai 1.1% โปรแตสแทนท์ 0.5% อิสลาม 0.1% ไม่มีศาสนา 80.8% (สำมะโนครัว พ.ศ. 2542)

ภาษา

ภาษาราชการคือ ภาษาเวียดนาม ภาษาอื่นๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ (ภาษาที่ 2) ภาษาฝรั่งเศส จีน เขมร ภาษาชาวเขา

 

รูปแบบการปกครอง

ระบอบสังคมนิยม (Communist State) โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว

เมืองหลวง

กรุงฮานอย (Hanoi) เมืองสำคัญได้แก่ นครโฮจิมินห์, ดานัง, เว้

การแบ่งการปกครอง

59 จังหวัด 5 เขตเทศบาล

59 จังหวัด ได้แก่ An Giang, Bac Giang, Bac Kan, Bac Lieu, Bac Ninh, Ba Ria-Vung Tau, Ben Tre, Binh Dinh, Binh Duong, Binh Phuoc, Binh Thuan, Ca Mau, Cao Bang, Dac Lak, Dac Nong, Dien Bien, Dong Nai, Dong Thap, Gia Lai, Ha Giang, Ha Nam, Ha Tinh, Hai Duong, Hau Giang, Hoa Binh, Hung Yen, Khanh Hoa, Kien Giang, Kon Tum, Lai Chau, Lam Dong, Lang Son, Lao Cai, Long An, Nam Dinh, Nghe An, Ninh Binh, Ninh Thuan, Phu Tho, Phu Yen, Quang Binh, Quang Nam, Quang Ngai, Quang Ninh, Quang Tri, Soc Trang, Son La, Tay Ninh, Thai Binh, Thai Nguyen, Thanh Hoa, Thua Thien-Hue, Tien Giang, Tra Vinh, Tuyen Quang, Vinh Long, Vinh Phuc, Yen Bai

5 เขตเทศบาล ได้แก่ Can Tho, Da Nang, Ha Noi, Hai Phong, Ho Chi Minh City

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

VietnameseProvincesMap

 

Red River Delta North Central Coast Northeast Northwest

Bắc Ninh
Ha Nam
Hai Duong
Hung Yen
Nam Dinh
Ninh Binh
Thai Binh
Vĩnh Phúc
Hanoi (municipality)
Hai Phong (municipality)

Ha Tinh
Nghe An
Quang Binh
Quảng Trị
Thanh Hóa
Thừa Thiên-Huế

Bắc Giang
Bắc Kạn
Cao Bang
Ha Giang
Lang Son
Lao Cai
Phu Tho
Quang Ninh
Thái Nguyên
Tuyen Quang
Yen Bai

Dien Bien
Hoa Binh
Lai Chau
Son La

Central Highlands South Central Coast Southeast Mekong River Delta

Dak Lak
Dak Nong
Gia Lai
Kon Tum
Lam Dong

Binh Dinh
Binh Thuan
Khanh Hoa
Ninh Thuan
Phu Yen
Quang Nam
Quang Ngai
Da Nang (municipality)

Ba Ria-Vung Tau
Binh Duong
Binh Phuoc
Dong Nai
Tay Ninh
Ho Chi Minh (municipality)

An Giang
Bạc Liêu
Bến Tre
Ca Mau
Dong Thap
Hau Giang
Kien Giang
Long An
Soc Trang
Tien Giang
Tra Vinh
Vĩnh Long
Cần Thơ (municipality)

 

ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam

วันที่ได้รับเอกราช

2 กันยายน พ.ศ. 2488 (จากฝรั่งเศส)

รัฐธรรมนูญ

15 เมษายน พ.ศ. 2535

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและคณะรัฐบาล รัฐบาลแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีและรับรองโดยสภาแห่งชาติ (National Assembly) วาระ 5 ปี

สภาแห่งชาติเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีจากสมาชิกสภา วาระ 5 ปี การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีขึ้นครั้งต่อไปในปี พ.ศ. 2554 ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาแห่งชาติเช่นกัน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี โดยได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งชาติ

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบสภาเดี่ยว เรียกว่า Quoc Hoi มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 493 ที่นั่ง สมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบคะแนนนิยม (Popular Vote) วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2554

ฝ่ายตุลาการ

ศาลฎีกาประชาชน (Supreme People's Court) สภาแห่งชาติเป็นผู้เลือกหัวหน้าผู้พิพากษาโดยได้รับคำแนะนำจากประธานาธิบดี วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

ระบบกฎหมาย

ใช้กฎหมายที่มีรากฐานจากกฎหมายแนวความ คิดสังคมนิยม (Communist Legal Theory) และระบบกฎหมายประมวลกฎหมายของฝรั่งเศส (French Civil Law) ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

องค์กรระหว่างประเทศที่เวียดนามเป็นสมาชิก

ADB, APEC, APT, ARF, ASEAN, CICA (observer), CP, EAS, FAO, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, MIGA, NAM, OIF, OPCW, UN, UNCTAD, UNESCO, UNIDO, UNWTO, UPU, WCO, WFTU, WHO, WIPO, WMO, WTO

ภาพรวมการเมืองการปกครอง

เวียดนามเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีเอกภาพสูง และมีการกระจายอำนาจ ซึ่งในการเปลี่ยนผู้นำครั้งล่าสุดภายหลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนาม สมัยที่ 10 เมื่อกลางปี 2549 มีผู้นำที่มาทั้งจากภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและมีภาพลักษณ์ของผู้นำรุ่นใหม่

 

 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2559

 Update 19 กันยายน 2560

 

  • Pres.
    Tran Dai QUANG
  • Vice Pres.
    Dang Thi Ngoc THINH
  • Prime Min.
    Nguyen Xuan PHUC
  • Dep. Prime Min.
    Truong Hoa BINH
  • Dep. Prime Min.
    Vuong Dinh HUE
  • Dep. Prime Min.
    Trinh Dinh DUNG
  • Dep. Prime Min.
    Vu Duc DAM
  • Dep. Prime Min.
    Pham Binh MINH
  • Min. of Agriculture & Rural Development
    Cao Duc PHAT
  • Min. of Construction
    Pham Hong HA
  • Min. of Culture, Sports, & Tourism
    Nguyen Ngoc THIEN
  • Min. of Education & Training
    Phung Xuan NHA
  • Min. of Finance
    Dinh Tien DUNG
  • Min. of Foreign Affairs
    Pham Binh MINH
  • Min. of Home Affairs
    Le Vinh TAN
  • Min. of Industry & Trade
    Tran Tuan ANH
  • Min. of Information & Communications
    Truong Minh TUAN
  • Min. of Justice
    Le Thanh LONG
  • Min. of Labor, War Invalids, & Social Welfare
    Dao Ngoc DUNG
  • Min. of National Defense
    Ngo Xuan LICH , Sr. Lt. Gen.
  • Min. of Natural Resources & Environment
    Tran Hong HA
  • Min. of Planning & Investment
    Nguyen Chi DUNG
  • Min. of Public Health
    Nguyen Thi Kim TIEN
  • Min. of Public Security
    To LAM , Lt. Gen.
  • Min. of Science & Technology
    Chu Ngoc ANH
  • Min. of Transport
    Truong Quang NGHIA
  • Chmn., Govt. Inspectorate
    Phan Van SAU
  • Chmn., Office of the Govt.
    Mai Tien DUNG
  • Chmn., State Ethnic Minorities Ctte.
    Do Van CHIEN
  • Governor, State Bank of Vietnam
    Le Minh HUNG
  • Ambassador to the US
    Nguyen Quoc CUONG
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Nguyen Phuong NGA

 

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/VM.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

595.5พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล (GDP per Capita)

6,400 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตของ GDP

6.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 17%
• ภาคอุตสาหกรรม 39%
• ภาคการบริการ 44% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Price)

2.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

3.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว กาแฟ ยาง ฝ้าย ชา พริกไทย ถั่วเหลือง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อ้อย ถั่วลิสง กล้วย สัตว์ปีก ปลา อาหารทะเล

อุตสาหกรรม

แปรรูปอาหาร เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เครื่องจักร การทำเหมืองแร่ ถ่านหิน เหล็กหล้า ซีเมนต์ ปุ๋ยเคมี แก้ว ยางรถยนต์ น้ำมัน กระดาษ

อัตราการเติบโตของการผลิตภาคอุตสาหกรรม

7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

54.9% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

9.432 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

169.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

น้ำมันดิบ ถ่านหิน สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อาหารทะเล ข้าว ผลิตภัณฑ์ไม้ ยางพารา สิ้นค้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเลกทรอนิกส์และกาแฟ

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

US 21%, China 13.2%, Japan 8.4%, South Korea 5.4%, Germany 4.1% (พ.ศ. 2559)

มูลค่าการนำเข้า

161 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

เครื่องจักรและอุปกรณ์, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม, ผลิตภัณฑ์เหล็ก, วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, พลาสติก, รถยนต์

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

China 34%, South Korea 14.2%, Singapore 6.5%, Japan 6.4%, Hong Kong 5.1%, Thailand 4.5% (พ.ศ. 2559)

สกุลเงิน

ดอง หรือ ด่ง (Dong)

สัญลักษณ์เงิน

VND

นโยบายเศรษฐกิจเวียดนาม

นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันยังคงรักษาทิศทางเดิม กล่าวคือ เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบาย "โด่ย เหมย" (Doi Moi) ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 20 และขณะนี้มีการดำเนินการเร่งปรับตัวเข้ากับกระแสเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งในภาพรวมถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี ทำให้ปัจจุบันเวียดนามมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 8.4 ซึ่งสูงสุดในรอบ 9 ปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาร้อยละ 7.5 ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียรองจากจีน ทั้งนี้ พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือการเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออกวัตถุดิบ (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) สิ่งทอ เครื่องหนังและสินค้าเกษตร ขณะที่การท่องเที่ยวและภาคบริการก็พัฒนาไปมากจากความสนใจของต่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลได้พยายามปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ WTO (เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549) มีการปฏิรูปและการปรับปรุงกลไกภาครัฐ อย่างเร่งรีบ พร้อมทั้งได้พยายามศึกษาและเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจาก หลายประเทศ

ในระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคฯ สมัยที่ 10 นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้แถลงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2549 - 2553 ซึ่งระบุถึงเป้าหมายและทิศทางของการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ (1) ดำเนินการตามนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ (Doi Moi) เพื่อให้อัตราการเพิ่มของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเติบโตร้อยละ 8 หรือมากกว่าภายในปี 2553 (ให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 94-98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยมเพื่อก้าวสู่ความ เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและทันสมัยภายในปี 2563 (3) พัฒนา knowledge - based economy (4) ปรับปรุงคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเร่งรัดพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้ เวียดนามมีนโยบายเน้นหนักเรื่องการส่งเสริมธุรกิจเอกชน เร่งปฏิรูปรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ และเชิญชวนนัก ลงทุนจากต่างประเทศ

ปัจจุบันมีการเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อรองรับ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามเมืองสำคัญ ๆ (ที่ จ.บาเรีย วุง เต่า ซึ่งอยู่ใกล้นครโฮจิมินห์) การปรับปรุงท่าเรือน้ำลึก (ดานัง และที่อ่าวคัมรานห์) และท่าอากาศยานนานาชาติให้ทันสมัย ในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้า เวียดนามมีแผนการลงทุนโดยใช้งบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปรับปรุง โรงไฟฟ้าทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการสร้างเขื่อนใหม่ที่ จ.เซินลา ทางภาคเหนือซึ่งจะเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งกำลังเตรียมโครงการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดยมีเป้าหมายให้สร้างเสร็จภายในปี 2563 ด้านอุตสาหกรรม เวียดนามกำลังพัฒนาหลายด้านที่สอดคล้องกับสภาพและเงื่อนไข อาทิ อุตสาหกรรมต่อเรือ โดยปัจจุบันเวียดนามสามารถต่อเรือสินค้าขนาดระวาง 53,000 ตันได้ และตั้งเป้าที่จะต่อเรือขนาดระวาง 1 แสนตันในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

เวียดนามยังคงต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการพัฒนาประเทศ ส่วนหนึ่งได้จากการลงทุนต่างชาติ ซึ่งขณะนี้มีการกระจายอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นอนุมัติโครงการลงทุนระดับเล็ก และกลางได้ นอกจากนี้ เวียดนามยังได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศและองค์กรต่าง ๆ อาทิ IDA (International Development Association) ADB JICA และยังมีเงินจากกลุ่มชาวเวียดนามโพ้นทะเล ("เวียดเกียว") หลายล้านคนซึ่งส่งเข้าไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจของเวียดนามอีกด้วย

ด้วยเสถียรภาพของรัฐบาล นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ชัดเจน และความเชื่อมั่นในเรื่องความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติ มิชอบ กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ฯลฯ ได้มีส่วนช่วยดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติเข้าสู่เวียดนามเพิ่มสูงขึ้น ทำให้จนถึงขณะนี้มีเงินลงทุนต่างชาติเข้าสู่เวียดนามแล้วเป็นจำนวนถึง 56.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวนกว่า 6,635โครงการ โดยมีสิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้เป็นผู้ลงทุนลำดับต้น ๆ รวมทั้งญี่ปุ่นซึ่งมองเวียดนามในฐานะอีกทางเลือกหนึ่งนอกจากจีน โดยเปลี่ยนไปลงทุนในเวียดนามเพิ่มขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน

อย่างไรก็ดี เวียดนามยังคงมีปัญหาที่ประสบอยู่โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามได้พยายามวางแผนเพื่อรับมือปัญหาเหล่านี้ โดยเน้นการสร้างความอยู่ดีกินดี มีโครงการส่งเสริมการจ้างงานและจัดอบรมวิชาชีพแก่ประชาชนกว่าล้านคน มีการจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยมีไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ เป็นตลาดแรงงานสำคัญ นอกจากนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการลดระดับความยากจน ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าเวียดนามประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ โดยได้รับการยอมรับจาก UNDP จากการที่เวียดนามสามารถลดระดับความยากจนจากร้อยละ 60 ในปี 2533 เป็นร้อยละ 18 ในปี 2547

 

 

สินค้าไทยส่งออกไปเวียดนาม

เม็ดพลาสติก น้ำมันสำเร็จรูป เหล็ก ก๊าซปิโตรเลียมเหลว รถจักรยานยนต์

สินค้านำเข้าจากเวียดนาม

เครื่องจักรไฟฟ้า น้ำมันดิบ ถ่านหิน เมล็ดพืช ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทะเล

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

ไทย เป็นคู่ค้าอันดับที่ 9 ของเวียดนาม ในปี 2552 วิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้มูลค่าการค้าไทย-เวียดนามลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551 มูลค่าการค้ารวม 6,463.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 3,310.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 ของไทย(โดย เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ปูนซิเมนต์  ส่วนสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากเวียดนาม ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใย เครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ อาหารทะเลแช่เย็น แช่แข็ง เคมีภัณฑ์ กาแฟ ชา และเครื่องเทศ

การลงทุน

ใน ปี 2552 ไทยลงทุนในเวียดนามสูงเป็นอันดับที่ 10 จากนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด มีโครงการต่าง ๆ รวม 216 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 5,749.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แหล่งใหญ่ที่สุดในเวียดนามที่เอกชนไทยไปลงทุน คือ นครโฮจิมินห์และจังหวัดข้างเคียง เช่น จังหวัดด่องไน (Dong Nai) จังหวัดบิ่นห์เซือง (Binh Duong) ในสาขาสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว โรงแรม การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการเกษตร อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมพลาสติก ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์

โดย ร้อยละ 67 ของการลงทุนของไทยในเวียดนามมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ และมีบริษัทไทยที่สำคัญ ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ลงทุนด้านอาหารสัตว์ เครือซีเมนต์ไทยลงทุนในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ และวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มอมตะลงทุนพัฒนาเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น

การท่องเที่ยว

ทั้ง สองประเทศมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2537 และมีความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทาง ธรรมดา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 โดยสถิติเมื่อสิ้นปี 2551 นักท่องเที่ยวสัญชาติเวียดนามได้มาไทย 3.3 แสนคน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปเวียดนามมีจำนวน 1.8 แสนคน ทั้งนี้ ประมาณร้อยละ 50 ของจำนวนนี้ (ทั้งสองฝ่าย) เดินทางทางบกผ่านเส้นทางหมายเลข 9

 

 

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเวียดนาม

1.ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป

- ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2519 และเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงฮานอย และสถานกงสุลใหญ่ที่นครโฮจิมินห์ เมื่อปี 2521 และ 2535 ตามลำดับ  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอยประกอบด้วยสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและสำนักงานส่งเสริมการค้า ไทยในต่างประเทศ ส่วนสถานกงสุลใหญ่ที่นครโฮจิมินห์ประกอบด้วยฝ่ายการพาณิชย์ และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

- ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทย - เวียดนามในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ดีมากไม่มีปัญหาสำคัญค้างคา มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง มีการไปมาหาสู่ระหว่างกันเพิ่มขึ้น รวมถึงในระดับท้องถิ่นจากการที่มีเส้นทางเชื่อมโยงถึงกันค่อนข้างสะดวกong

- เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานะทางการเมือง ขนาดของประเทศ ขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ที่มั่นคงและความเข้าใจอันดีกับไทยเพื่อ เสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว การพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย  - เวียดนามตลอดระยะที่ผ่านมาจึงมีลักษณะของการพัฒนา ความร่วมมือบนผลประโยชน์ร่วมกันในเชิง "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

2.ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและความมั่นคง

- ไทยและเวียดนามมีการวางกรอบความร่วมมือทวิภาคีหลายด้านในระดับต่าง ๆ  เช่น ในระดับสูงสุดมีกรอบการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-เวียดนามอย่างไม่เป็นทาง การ (Joint Cabinet Retreat: JCR) ระดับรองลงมามีกลไกการหารือร่วม (Joint Consultative Mechanism: JCM) ซึ่งเป็นกลไกการหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่ดูแลกรอบความสัมพันธ์และประสานความร่วมมือในภาพรวม

- ประเด็นด้านความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและเวียดนามอยู่ภายใต้การ กำกับดูแลของคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง (Joint Working Group on Political and Security Cooperation: JWG on PSC) ซึ่งมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธานฝ่ายไทย ปัจจุบัน ไทยและเวียดนามตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อ รับมือกับสิ่งท้าทายใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นในอนุภูมิภาค โดยมีแผนงานความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง “Thailand-Vietnam Joint Plan of Action on Political and Security Cooperation (2008-2010)” กำหนดกรอบความร่วมมือ

- สำหรับด้านการทหาร มีบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทย-กองทัพเรือ เวียดนาม รวมทั้งมีการประชุมคณะทำงานร่วมไทย-เวียดนามว่าด้วยการจัดระเบียบทางทะเล อย่างสม่ำเสมอ

ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและวิชาการ

- ไทยและเวียดนามลงนามในความตกลงด้านวัฒนธรรมเมื่อปี 2539 และเมื่อพิจารณาถึงสถานะความสัมพันธ์ที่ดี ระดับการพัฒนาที่ไม่ห่างกันมาก และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงถือได้ว่าเวียดนามมีความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในด้านวัฒนธรรมค่อนข้าง มาก นอกจากนั้น ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามยังสามารถเป็นพลังสำคัญ ในการผลักดันความร่วมมือด้านนี้ด้วยอีกทางหนึ่ง

- ไทยให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่เวียดนามตั้งแต่ปี 2535 (ค.ศ. 1982) ผ่านกรอบการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย-เวียดนาม ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ปัจจุบัน มีการแลกเปลี่ยนการสอนภาษาโดยมีการสอนภาษาไทยในมหาวิทยาลัย 5 แห่งของเวียดนาม (ที่กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ และนครดานัง) และสถาบันการศึกษาของไทยหลายแห่งก็เปิดการสอนภาษาเวียดนาม

- เวียดนามยังให้ความสนใจในการพัฒนาหมู่บ้านมิตรภาพไทย - เวียดนาม ที่บ้านนาจอก ตำบล หนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ที่อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์เคยพำนักในช่วงกอบกู้เอกราช เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และเวียดนามยังได้สนับสนุนงบประมาณ 350,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2549 สร้างโรงเรียนสอนภาษาเวียดนามที่จังหวัดนครพนม (หรือที่เรียกว่า “ศูนย์มิตรภาพนครพนม-ฮานอย”) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-เวียดนาม โดยจังหวัดนครพนมได้ทำพิธีเปิดศูนย์มิตรภาพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551

- ศาสนาเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ชาวไทยและชาวเวียดนามมีความใกล้ชิดและ ความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น แม้ว่าในความเป็นจริงจะมีชาวเวียดนามเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้นที่นับถือศาสนาพุทธ (นิกายมหายาน) นับตั้งแต่ปี 2547 ประเทศไทยได้นำผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายที่เวียดนามเป็นประจำทุกปี ในปี 2552 ไทยจัดผ้าพระกฐินไปทอดถวายที่วัดโฮ ฟ๊าบ (Ho Phap) จังหวัดบาเรียวุงเต่า และในปี 2553 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอยจะจัดผ้าพระกฐินไปทอดถวายที่วัดตามบ่าว (Tam Bao) ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายเถรวาทแห่งเดียวในนครดานัง<

- กลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนและกระชับความสัมพันธ์ภาคประชาชนระหว่างไทยและ เวียดนาม ได้แก่ สมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนามและสมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย ล่าสุดไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกันของสองสมาคมครั้งที่ 1 ขึ้นเมื่อวันที่ 11-13 มีนาคม 2553 ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งสมาคมมิตรภาพทั้งสองได้กำหนดกิจกรรมและโครงการร่วมกันสำหรับปี 2553 ด้วยแล้ว เช่น การแลกเปลี่ยนเยาวชนไทยกับเยาวชนเวียดนาม การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทยและภาษาเวียดนามในระดับมัธยมและอุดมศึกษา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการศึกษา และในชั้นนี้ สมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนามอยู่ระหว่าง การพิจารณาจัดกิจกรรมเข้าร่วมในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 1,000 ปีกรุงฮานอยในช่วงเดือนตุลาคม 2553

 

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์
  • เมื่อวันที่ 18-21 ธันวาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนเวียดนามใต้
  • เมื่อวันที่ 15-20 พฤศจิกายน 2535 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามคำเชิญของประธานาธิบดีเล ดึ๊ก แอง (Le Duc Anh) และต่อมาได้เสด็จฯ เยือนเวียดนามอีกหลายครั้ง ได้แก่ เมื่อวันที่ 5-9 กันยายน 2540 และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2548 และ 24 ธันวาคม 2550 (ทรงทำการบินไปนครโฮจิมินห์) 31 มกราคม 2551 (ทรงทำการบินไปกรุงฮานอย) และ 13 พฤษภาคม 2551 (ทรงทำการบินไปนครดานัง)
  • เมื่อวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเวียดนาม ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีโว วัน เกี๊ยต ** (Vo Van Kiet) ต่อมาเสด็จฯ เยือนเวียดนามครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17-21 เมษายน 2543 และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 เสด็จฯ เยือนเพื่อทรงนำคณะนักเรียนนายร้อยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ และคณาจารย์รวม 84 คน ทัศนศึกษา ณ กรุงฮานอย
  • เมื่อวันที่ 7-13 มีนาคม 2537 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯ เยือนเวียดนาม
  • เมื่อวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2541 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเวียดนาม และต่อมาได้เสด็จฯ เยือนเวียดนามอีกหลายครั้ง อาทิ เมื่อวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2544 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2546 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2546 เมื่อวันที่ 14 - 18 กรกฎาคม 2551 และล่าสุด เมื่อวันที่ 3 - 5 กุมภาพันธ์ 2553 เสด็จฯ เยือนเพื่อทรงนำคณะนักวิจัยเข้าร่วมการประชุมเชิงวิชาการเรื่อง Arsenic Exposure: Implications for Human Health ณ กรุงฮานอย
  • เมื่อวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2548 พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จเยือนเวียดนาม เพื่อทรงแข่งขันแบดมินตัน
 
รัฐบาล
  • เมื่อวันที่ 15-17 มกราคม 2535 นายกรัฐมนตรี (นายอานันท์ ปันยารชุน) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 16-19 มีนาคม 2537 นายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2538 นายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปอาชา) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2540 นายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 25-26 เมษายน 2544 นายกรัฐมนตรี (พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ และต่อมาได้เยือนเวียดนามอีกหลายครั้ง ได้แก่ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - เวียดนาม ครั้งที่ 1 และเมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม 2547 เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ ASEM ครั้งที่ 5
  • เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 นายกรัฐมนตรี (พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ และต่อมาเมื่อวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2549 ได้เยือนเวียดนาม เพื่อร่วมประชุมผู้นำ APEC ครั้งที่ 14
  • เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 นายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2551 นายกรัฐมนตรี (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) เยือนเวียดนามเพื่อร่วมการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 3
  • เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการและวันที่ 6 มิถุนายน 2553 เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ณ นครโฮจิมินห์ 
  • เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เยือนเวียดนามเพื่อร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ณ นครโฮจิมินห์
  • เมื่อวันที่ 28 - 30 ตุลาคม 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เยือนเวียดนามเพื่อร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง 
  • เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 นายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ
 
การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายเวียดนาม
รัฐบาล
 
  • เมื่อวันที่ 6-8 ตุลาคม 2541 ประธานาธิบดี (นายเจิ่น ดึ๊ก เลือง) เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (State Visit)
  • เมื่อวันที่ 6-10 กันยายน 2521 นายกรัฐมนตรี (นายฟาม วัน ดง) เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 27-30 ตุลาคม 2534 นายกรัฐมนตรี (นายโว วัน เกี๊ยต) เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2543 นายกรัฐมนตรี (นายฟาน วัน ข่าย) เยือนไทยอย่างเป็นทางการ และต่อมาได้เยือนไทย อีกหลายครั้ง ได้แก่ เมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม 2546 เพื่อร่วมประชุมผู้นำ APEC ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ไทย - เวียดนาม ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดนครพนม และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 เพื่อร่วมประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 2
  • เมื่อวันที่ 20-21 ธันวาคม 2549 นายกรัฐมนตรี (นายเหวียน เติน สุง) เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อวันที่ 4-5 เมษายน 2553 นายกรัฐมนตรี (นายเหวียน เติน สุง)เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 (1st MRC Summit) ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
 
การประชุมที่สำคัญ
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Political Consultation Group ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการประชุมระดับปลัดกระทรวง ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของไทยและเวียดนาม ในวันที่ 25 - 26 มีนาคม 2553 ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยและเวียดนามทบทวนภาพรวมความสัมพันธ์และปรับปรุงกลไกต่าง ๆ เพื่อดำเนินความร่วมมือทวิภาคีให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
 
เรื่องอื่น ๆ
  • รัฐบาลไทยได้มอบความช่วยเหลือแก่รัฐบาลเวียดนามสำหรับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบทศวรรษในเขตภาคกลางและเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 3 ล้านบาทให้กับเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ในนามรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 
  • เวียดนามได้ให้ความช่วยเหลือด้านอุทกภัยในไทยโดยรัฐบาลเวียดนามมอบเงินช่วยเหลือ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐผ่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และสภากาชาดเวียดนามมอบเงินจำนวน 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ 

 

ที่มา 

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - เวียดนาม                      
มูลค่าการค้า 10,460.62 11,820.13 12,956.66 12,956.66 13,841.77 10.47 13.00 9.62 9.62 6.83
การส่งออก 7,182.21 7,882.40 8,906.28 8,906.28 9,427.23 10.78 9.75 12.99 12.99 5.85
การนำเข้า 3,278.41 3,937.73 4,050.39 4,050.39 4,414.54 9.78 20.11 2.86 2.86 8.99
ดุลการค้า 3,903.80 3,944.67 4,855.89 4,855.89 5,012.69            

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 378.8 522.3 743.9 743.9 978.9 52.47 37.89 42.43 42.43 31.59
2 น้ำมันสำเร็จรูป 603.7 829.2 1,273.3 1,273.3 703.9 -27.52 37.36 53.56 53.56 -44.72
3 เม็ดพลาสติก 535.6 600.3 594.8 594.8 597.6 9.12 12.08 -0.92 -0.92 0.48
4 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 237.8 295.9 381.8 381.8 528.2 53.45 24.46 29.03 29.03 38.34
5 ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง 167.2 288.2 302.1 302.1 506.5 44.40 72.41 4.82 4.82 67.65
6 เคมีภัณฑ์ 478.5 506.0 490.8 490.8 487.5 9.59 5.76 -3.02 -3.02 -0.67
7 เครื่องดื่ม 239.6 304.7 367.7 367.7 391.0 73.69 27.21 20.66 20.66 6.34
8 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 255.7 328.9 307.4 307.4 345.6 -2.07 28.63 -6.53 -6.53 12.43
9 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 309.1 233.8 256.6 256.6 304.9 45.62 -24.36 9.74 9.74 18.82
10 กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 225.0 253.0 241.6 241.6 274.0 24.80 12.43 -4.53 -4.53 13.42
รวม 10 รายการ 3,430.9 4,162.5 4,960.0 4,960.0 5,118.1 11.72 21.32 19.16 19.16 3.19
อื่นๆ 3,751.3 3,719.9 3,946.3 3,946.3 4,309.1 9.94 -0.84 6.09 6.09 9.19
รวมทั้งสิ้น 7,182.2 7,882.4 8,906.3 8,906.3 9,427.2 10.78 9.75 12.99 12.99 5.85

 

 ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 1,005.7 1,211.6 1,176.0 1,176.0 1,327.4 46.66 20.47 -2.94 -2.94 12.88
2 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 229.3 259.2 290.7 290.7 302.2 -1.66 13.04 12.14 12.14 3.97
3 น้ำมันดิบ 76.9 237.8 240.8 240.8 261.5 -62.69 209.11 1.25 1.25 8.58
4 สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่ง 107.8 141.6 178.1 178.1 192.0 7.82 31.32 25.76 25.76 7.81
5 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 84.1 109.2 125.4 125.4 151.6 7.58 29.91 14.81 14.81 20.86
6 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 100.0 109.4 116.1 116.1 140.8 10.70 9.35 6.16 6.16 21.28
7 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 236.4 259.4 225.4 225.4 136.2 26.75 9.74 -13.10 -13.10 -39.58
8 กาแฟ ชา เครื่องเทศ 42.4 106.9 96.5 96.5 133.5 -46.84 152.34 -9.76 -9.76 38.31
9 เคมีภัณฑ์ 94.8 91.8 96.4 96.4 114.2 -31.80 -3.11 5.05 5.05 18.44
10 ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ 63.0 69.8 92.6 92.6 102.8 24.91 10.76 32.61 32.61 11.05
รวม 10 รายการ 2,040.5 2,596.9 2,638.1 2,638.1 2,862.2 10.34 27.27 1.59 1.59 8.50
อื่นๆ 1,237.9 1,340.9 1,412.3 1,412.3 1,552.3 8.87 8.31 5.33 5.33 9.91
รวมทั้งสิ้น 3,278.4 3,937.7 4,050.4 4,050.4 4,414.5 9.78 20.11 2.86 2.86 8.99

 

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย
H.E. Mr. Nguyen Duy Hung

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต

83/1 Wireless Road, Lumpini,

Pathumwan, Bangkok 10330

Tel: 0-2251-5836-8, 0-2251-7202, 0-2251-3552

Fax: 0-2251-7201

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย

Royal Thai Embassy, Hanoi

63-65 Hoang Dieu Street Hanoi

Tel: (84-4) 3823-5092 to 94

Fax: (84-4) 3823 -5088

Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.,th, This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it., This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Website: http://www.thaibizvietnam.com

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์

Royal Thai Consulate-General, Ho Chi Minh

77 Tran Quoc Thao Street, District 3, Ho Chi Minh City

Tel: (848) 3932-7637-8

Fax: (848) 3932-6002

Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Website: www.thaiconsulatehochiminh.com

 

  1. กองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออกกระทรวงต่างประเทศ
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
  3. World Factbook, www.cia.gov
  4. World Leaders, www.cia.gov
  5. http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam
  6. www.mapsofworld.com

 

 

JoomSpirit