ราชอาณาจักรไทย

thai1 thai2
ธง ตราสัญลักษณ์

 

large locator
ที่มา:  CIA - The World Factbook
 
thai6
ที่มา: kids.britannica.com
 
thai5
ที่มา : futhailand.com

 

ประเทศ

ชื่อเต็ม: ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

ชื่อเดิม: สยาม (Siam)

ภูมิหลัง

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากนับเริ่มแต่การล่มสลายของราชอาณาจักรขอม-จักรวรรดินครวัต นครธม เมื่อต้นๆ คริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยมีความสืบเนื่องและคาบเกี่ยวระหว่างอาณาจักรโบราณหลายแห่ง เช่น อาณาจักรทวารวดี ศรีวิชัย ละโว้ เขมร ฯลฯ โดยเริ่มมีความชัดเจนในอาณาจักรสุโขทัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 1781 อาณาจักรล้านนาทางภาคเหนือ กระทั่งเสื่อมอำนาจลงในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 แล้วความรุ่งเรืองได้ปรากฏขึ้นในอาณาจักรทางใต้ ณ กรุงศรีอยุธยา โดยยังมีอาณาเขตที่ไม่แน่ชัด ครั้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสินจึงได้ย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี

ภายหลังสิ้นสุดอำนาจและมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 อาณาจักรสยามเริ่มมีความเป็นปึกแผ่น มีการผนวกดินแดนบางส่วนของอาณาจักรล้านช้าง ครั้นในรัชกาลที่ 5 ได้ผนวกดินแดนของเมืองเชียงใหม่ หรืออาณาจักรล้านนาส่วนล่าง (ส่วนบนอยู่บริเวณเชียงตุง) เป็นการรวบรวมดินแดนครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย

ชื่อประเทศไทย

คำว่า ไทย มีความหมายในภาษาไทยว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายคือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก เดิมประเทศไทยใช้ชื่อ สยาม (Siam) แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2482 ตามประกาศรัฐนิยม ฉบับที่ 1 ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ใช้ชื่อ ประเทศ ประชาชน และสัญชาติว่า "ไทย" โดยในช่วงต่อมาได้เปลี่ยนกลับเป็นสยามเมื่อปี พ.ศ. 2488 ในช่วงเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ในที่สุดได้เปลี่ยนกลับมาชื่อไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2491 ซึ่งเป็นช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยต่อมา ช่วงแรกเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาไทยเท่านั้น ชื่อภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษคงยังเป็น "Siam" อยู่จนกระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 จึงได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "Thailand" อย่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ

ที่ตั้ง

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, มีพื้นที่ติดทะเลอันดามันและอ่าวไทย, อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า

พิกัดทางภูมิศาสตร์

15º 00' เหนือ, 100º 00' ตะวันออก

พื้นที่

ทั้งหมด: 513,000 ตร.กม. ผืนดิน: 510,890 ตร.กม. ผืนน้ำ: 2,230 ตร.กม.

อาณาเขต

โดยรวม: 4,863 กม. อาณาเขตติดต่อกับประเทศ: พม่า 1,800 กม., กัมพูชา 803 กม., ลาว 1,754 กม., มาเลเซีย 506 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

ที่ราบตอนกลาง, ที่ราบสูงโคราชทางตะวันออก, และมีภูเขากระจายอยู่ทั่วไป

สภาพภูมิอากาศ

ร้อนชื้น (Tropical); ฝนตก อากาศอบอุ่น มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน (ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม - เดือนกันยายน); อากาศแห้ง มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน (ในช่วงพฤศจิกายน - กลางเดือนมีนาคม) ตอนใต้มีอากาศร้อนชื้นตลอดเวลา

ทรัพยากรธรรมชาติ

ดีบุก, ยางพารา, ก๊าซธรรมชาติ, ทังสเตน, แทนธาลัม, ไม้, ตะกั่ว, ปลา, ยิปซัม, ลิกไนต์, ฟลูออไรต์, ที่ดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก

ภัยธรรมชาติ

ดินทรุดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นผลจากการลดลงของระดับน้ำใต้ดิน ความแห้งแล้ง น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก

จำนวนประชากร

68,200,824 คน (กรกฎาคม 2559)

โครงสร้างอายุ

0-14 ปี: 17.18% (ชาย 6,000,434/หญิง 5,714,464)

15-64 ปี: 14.47% (ชาย 5,030,930/หญิง 4,839,931)

25-54 ปี: 46.5% (ชาย 15,678,250/หญิง 16,038,155)

55-64 ปี: 11.64% (ชาย 3,728,028/หญิง 4,208,624)

65 ขึ้นไป: 10.21% (ชาย 3,047,938/หญิง 3,914,070) (พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.32% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเกิด

11.1 คน/ ประชากร 1,000 คน (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการตาย

7.9 คน/ ประชากร 1,000 คน (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2559)

อัตราการอพยพย้ายถิ่นฐานสุทธิ

0 คน/ ประชากร 1,000 คน (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2559)

สัดส่วนประชากรชาย/หญิง ประชากรโดยรวม

ชาย 0.89 : หญิง 1 (ค่าประมาณ พ.ศ.2557)

อัตราการเสียชีวิตทารก

9.86 คน/ ทารก 1,000 คน (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

อายุโดยเฉลี่ย

อายุประชากรโดยเฉลี่ย: 74.18 ปี อายุประชากรชาย: 71 ปี อายุประชากรหญิง: 77.54 ปี (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2557)

อัตราการตั้งครรภ์

ให้กำเนิดทารก 1.5 คน/ประชากรหญิง 1 คน (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2557)

อัตราการติดเชื้อ HIV/AIDS

1.12% (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2558)

จำนวนประชากรที่ติดเชื้อ HIV/AIDS

438,100 ราย (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2558)

จำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิต HIV/AIDS

14,200 ราย (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2558)

สัญชาติ

คำนาม: Thai (เอกพจน์และพหูพจน์) คำคุณศัพท์: Thai

เชื้อชาติ

ไทย 95.9%, พม่า 2%, อื่นๆ 1.3% ที่ไม่ระบุ 0.9% (พ.ศ. 2553)

ศาสนา

พุทธ 93.6%, มุสลิม 4.9%, คริสต์ 1.2%, ไม่มีศาสนา 0.1%, อื่นๆ 0.2% (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2553)

ภาษา

ภาษไทย ภาษาอังกฤษ (เป็นภาษาที่สองของบุคคลระดับสูง) ภาษาของชนกลุ่มน้อยและภาษาท้องถิ่น

การรู้หนังสือสัดส่วนคิดจากประชากรทั้งหมด

พลเมืองอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 92.6% อ่านออกเขียนได้

 

ระบอบการปกครอง

ปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (พระนามเดิม พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช)

  • พระราชสมภพ วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470
  • เสวยราชสมบัติ วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489
  • สมเด็จพระอัครมเหสีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
  • พระราชบุตร พระราชธิดา

1. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

2. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร

3. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

4. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

การเมืองการปกครอง

เดิมประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปัจจุบันประเทศไทยปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยแบ่งอำนาจเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ โดยฝ่ายบริหารจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลซึ่งมากจากการแต่งตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจากการแต่งตั้ง และฝ่ายตุลาการ คือ ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองซึ่งมาจากการปฏิรูปทางเมืองจึงเกิดศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ

เมืองหลวง

กรุงเทพมหานคร (Bangkok)

เขตการปกครอง

ประเทศไทยแบ่งเขตการบริหารออกเป็น การบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่จังหวัด 77 จังหวัด ดังนี้ อำนาจเจริญ, อ่างทอง, บุรีรัมย์, บึงกาฬ, ฉะเชิงเทรา, ชัยนาท, จันทบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย, ชลบุรี, ชุมพร, กาฬสินธ์, ขอนแก่น, กระบี่, กรุงเทพฯ, ลำปาง, ลำพูน, เลย, ลพบุรี, แม่ฮ่องสอน, มหาสารคาม, มุกดาหาร, นครนายก, นครปฐม, นครราชสีมา, นครสวรรค์, นครศรีธรรมราช, น่าน ,นราธิวาส, หนองบัวลำพู, หนองคาย, นนทบุรี, ปทุมธานี, ปัตตานี, พังงา, พัทลุง, พะเยา, เพชรบูรณ์ ,เพชรบุรี, พิจิตร, พิษณุโลก, พระนครศรีอยุธยา, แพร่, ภูเก็ต, ปราจีนบุรี ,ประจวบคีรีขันธ์, ระนอง, ราชบุรี, ระยอง, ร้อยเอ็ด, สระแก้ว, สกลนคร, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, สระบุรี, สตูล, สิงห์บุรี, ศรีสะเกษ, สงขลา, สุโขทัย, สุพรรณบุรี, สุราษฎร์ธานี ,สุรินทร์ ,ตาก, ตรัง, ตราด, อุบลราชธานี,อุดรธานี, อุทัยธานี, อุตรดิตถ์ ,ยะลา ,ยโสธร

นอกจากนี้ ยังมีการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา

องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วน'สุขาภิบาล' นั้นถูกยกฐานะไปเป็นเทศบาลทั้งหมดในปี พ.ศ. 2542

ประกาศรัฐธรรมนูญ

นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบันได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วดังนี้

1.รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) มีส่วนสำคัญในการร่าง ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกและเป็นฉบับชั่วคราว

ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 และถูกยกเลิกการใช้เนื่องจากมีการประกาศใช้ฉบับถาวรขึ้นแทน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 รวมเวลาบังคับใช้ 5 เดือน 13 วัน

2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475

ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 รวมเวลาบังคับใช้ 13 ปี 5 เดือนในระหว่างบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง

  • ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2482 เปลี่ยน ชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ตามที่รัฐบาลของ พลตรีหลวงพิบูล สงคราม เสนอ
  • ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2483 แก้ไขเพิ่มเติมบทเฉพาะกาลยืดเวลาการดำรงอยู่ของสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ที่มา จากการแต่งตั้งออกไปอีก 10 ปี จากเดิมจะต้องหมดไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2485 ตามข้อเสนอของขุนบุรัสการกิตติคดี (เหมือน บุรัสการ) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี
  • ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2585 ขยายอายุการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกไปครั้งละ 2 ปี ตามข้อ เสนอของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

3.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2489 และถูกยกเลิกโดยการรัฐประหารที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหวัณ นายทหารกอง หนุน รวมเวลาใช้บังคับ 1 ปี 5 เดือน 28 วัน

4.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 หรือฉบับ "ใต้ตุ่ม"

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490 และยกเลิกการใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492 เนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่ รวมเวลาบังคับใช้ 1 ปี 4 เดือน 14 วันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม" หรือ "ตุ่มแดง" เนื่องจาก พ.อ.กาจ กาจสงคราม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกร่างนำไปซ่อนเอาไว้ใต้ตุ่มก่อนการประกาศใช้ในระหว่างบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขเพิ่มเติม 3 ครั้ง

  • ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2490 เพื่อแก้ไขคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยกำหนดให้ผู้สมัครจะต้องมีอายุ ไม่ต่ำกว่า 35 ปี และให้พระบรมวงศานุวงศ์สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
  • ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2491 แก้ไขกำหนดเวลาในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรและวิธีการร่างรัฐธรรม นูญ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญและร่างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วัเลือกตั้งสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น
  • ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2491 แก้ไขให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีเอกสิทธิ์คุ้มกัน เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

5.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492 และยกเลิกเนื่องจากถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 โดยคณะของ พลเอกผิน ชุณหวัณ รวมเวลาบังคับใช้ 2 ปี 8 เดือน 6 วัน

6.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2495 และยกเลิกเนื่องจากถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 โดยคณะของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก รวมเวลาบังคับใช้ 6 ปี 7 เดือน 12 วัน

7.รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2502 และยกเลิกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511 เนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ รวมเวลาบังคับใช้ 9 ปี 4 เดือน 20 วัน

8.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511

ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511 และยกเลิกเนื่องจากถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 โดยคณะของจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมเวลาบังคับใช้ 3 ปี 4 เดือน 27 วัน ทั้งที่เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ใช้ระยะเวลาร่างยาวนานที่สุดถึง 9 ปี 4 เดือน 20 วัน

9.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 และยกเลิกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 เนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ รวมระยะเวลาบังคับใช้ 1 ปี 9 เดือน 22 วัน

10.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 และยกเลิกเนื่องจากถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยคณะปฏิรูปการปก ครองแผ่นดิน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารเรือ รวมระยะเวลาบังคับใช้ 2 ปี

11.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2519 และถูกยกเลิกเนื่องจากถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 20ตุลาคม 2520 โดยคณะของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง รวมระยะเวลาการบังคับใช้ 1 ปี

12.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 และยกเลิกเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 เนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ รวมระยะเวลาบังคับใช้ 1ปี 13 วัน

13.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 แก้ไขเพิ่มเติม 2528

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 และถูกยกเลิกเนื่องจากการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยสภารักษาความ สงบแห่งชาตินำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมระยะเวลาบังคับใช้ 13 ปี 2 เดือน 1 วัน

14.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 และยกเลิกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 เนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ รวมระยะเวลาบังคับใช้ 8 เดือน 9 วัน

15.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534

ในระหว่างบังคับใช้มีการแก้ไขเพิ่มเติม 3 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 มี 3 ฉบับ

1. ว่าด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา

2. ว่าด้วยสมัยประชุม สามัญประจำปีครั้งที่สอง ของรัฐสภา

3. ว่าด้วยอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา

ครั้งที่ 2 มี 1 ฉบับ ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร

ครั้งที่ 3 มี 1 ฉบับ ว่าด้วยการให้ยกเลิกความในหมวด 3 ถึงหมวด11 มาตรา 24 ถึง มาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
ครั้งที่ 4 มี 1 ฉบับ ว่าด้วยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 211
16.รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540 หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญร่างเสร็จสิ้น ได้รับการ สนับสนุนอย่างกว้างขวางจนเป็นที่เรียกขานกันว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" รวมระยะเวลาการใช้ 8 ปี 11 เดือน 9 วัน ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้กระทำการยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

17. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549

ประกาศโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2549

18. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นกฎหมายสูงสุด ว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองราชอาณาจักรไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับที่ 18 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กลุ่มนายทหารที่ทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และได้ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 แทน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการแปรญัตติ (การเสนอความคิดเห็นและขอแก้ไขเพิ่มเติม) จากนั้นจึงแจกจ่ายเผยแพร่ไปยังประชาชนทั่วประเทศ เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549

ร่างรัฐธรรมนูญได้รับการสนับสนุนและต่อต้านจากหลายฝ่าย ในเรื่องของขั้นตอนการร่างและเนื้อหา ประเด็นการวิจารณ์หลักอยู่ที่การขาดความมีส่วนร่วมจากประชาชนในการร่าง การที่ คมช. ผูกขาดการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ให้สมาชิกวุฒิสภาเกือบครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง การลดความมั่นคงของฝ่ายบริหารและระบบพรรคการเมือง การลดขนาดของสภาผู้แทนราษฎร การเพิ่มอำนาจของฝ่ายทหารและฝ่ายข้าราชการ และการนิรโทษกรรมผู้ที่ก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ

ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ มีสิทธินำรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับใดก็ได้ มาดัดแปลงแก้ไข และประกาศใช้

หลังจากที่การออกเสียงประชามติผ่านพ้นไป โดยมีผู้เห็นชอบ 57.81% จากผู้ไปใช้สิทธิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จากนั้นจึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ระบบกฎหมาย

อิงระบบกฎหมายแพ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ

ผู้นำรัฐบาล: นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (เริ่มดำรงตำแหน่ง 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554)

ฝ่ายบริหาร: คณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) หมายเหตุ: มีคณะมนตรีที่ปรึกษา (Privy Council) ด้วยเช่นกัน การเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าพรรคที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้มักจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายนิติบัญญัติ: bicameral National Assembly หรือรัฐสภา ประกอบด้วยวุฒิสภา (200 ที่นั่ง สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งมีวาระการทำงาน 4 ปี) และสภาผู้แทนราษฎร (500 ที่นั่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งมีวาระการทำงาน 4 ปี

ฝ่ายตุลาการ: ศาลฎีกา (ผู้พิพากษาแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย

ที่มา คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ประเทศไทย) พ.ศ. 2550 - วิกิพีเดีย

การมีส่วนร่วมในองค์กรนานาชาติ

APEC, APT, ARF, AsDB, ASEAN, BIMSTEC, BIS, CP, EAS, FAO, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICCt (Signatory), ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITU, ITUC, MIGA, NAM, OAS (observer), OIC, (observer), ONUB, OPCW, OSCE (partner), PCA, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNIKOM, UNITAR, UNIMIGH, UNTAET, UNU, UNMIS, UNWTO, UPU, WCL, WCO, WFTU, WHO, WIPO, WMO, WTO

ธงชาติ

แถบยาวตามแนวนอน 5 เส้น ได้แก่ สีแดง (บนสุด), สีขาว, สีน้ำเงิน (ความกว้างเป็น 2 เท่า), สีขาว, และสีแดง สีแดง หมายถึง ชาติ สีขาว หมายถึง ศาสนา สีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์

 

Update เดือน มกราคม 2559

ประมุขและคณะรัฐบาล

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่  20 ธันวาคม  2559

กองทัพได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ก่อนที่จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการภายหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2557

 

  • King

    WACHIRALONGKON

    Bodinthrathepphayawarangkun

  • Interim Prime Min. PRAYUT Chan-ocha, Gen.
  • Dep. Prime Min. PRAWIT Wongsuwan, Gen.
  • Dep. Prime Min. SOMKHIT Chatusiphithak
  • Dep. Prime Min. PRACHIN Chantong, Air Chief Mar.
  • Dep. Prime Min. NARONG Phiphatthanasai, Adm.
  • Dep. Prime Min. THANASAK Patimaprakon, Gen.
  • Dep. Prime Min. WISSANU Kruea-ngam
  • Min. to the Prime Min.'s Office OMSIN Chiwaphruek
  • Min. to the Prime Min.'s Office SUWIT Mesinsi
  • Min. of Agriculture & Cooperatives CHATCHAI Sarikan, Gen.
  • Min. of Commerce APHIRADI Tantraphon
  • Min. of Culture WIRA Rotphotchanarat
  • Min. of Defense PRAWIT Wongsuwan, Gen.
  • Min. of Digital Economy & Society PHICHET Durongkhawarot
  • Min. of Education THIRAKIAT Charoensetthasin
  • Min. of Energy ANANTAPHON Kanchanarat
  • Min. of Finance APHISAK Tantiworawong
  • Min. of Foreign Affairs DON Pramudwinai
  • Min. of Industry UTTAMA Sawanayana
  • Min. of Interior ANUPHONG Paochinda, Gen.
  • Min. of Justice SUWAPHAN Tanywatthana
  • Min. of Labor SIRICHAI Ditthakun, Gen.
  • Min. of Natural Resources & Environment SURASAK Kanchanarat, Gen.
  • Min. of Public Health PIYASAKON Sakonsataydon
  • Min. of Science & Technology ANCHAKA Sibunrueang
  • Min. of Social Development & Human Security ADUN Sangsingkaew
  • Min. of Tourism & Sports KOPKAN Watthanawarangkun
  • Min. of Transport AKHOM Toemphitthayaphisit
  • Governor, Bank of Thailand PRASAN Trairatworakun
  • Ambassador to the US PHISAN Manawaphat
  • Permanent Representative to the UN, New York WIRACHAI Plasai

 

ที่มา https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/TH.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)(purchasing power parity)

1.161 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2559)

GDP (official exchange rate)

390.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2559)

GDP - real growth rate

3.2% (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2559)

GDP - ต่อหัว

16,800 เหรียญสหรัฐ (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2559)

GDP - แบ่งตามเซกเตอร์

เกษตรกรรม 8.9%, อุตสาหกรรม 35.9%, บริการ 55.3% (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2559)

สัดส่วนประชากรใต้เส้นความยากจน

13.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2554)

สัดส่วนของรายได้ประชากรแยกตามส่วนแบ่ง

ผู้มีรายได้ 10% ต่ำสุด: 2.8 %

ผู้มีรายได้ 10% สูงสุด: 31.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2552)

อัตราเงินเฟ้อ (consumer prices)

0.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

แรงงาน

38.45 ล้านคน (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

แรงงาน - แบ่งตามอาชีพ

เกษตรกรรม 32.2% ภาคอุตสาหกรรมกรรม 16.7% ภาคบริการ 51.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

อัตราการว่างงาน

0.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

งบประมาณ

76.69 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2557)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

10.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2557)

อัตราการเติบโตผลผลิตอุตสาหกรรม

2.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

เกษตรกรรม - ผลผลิต

ข้าว, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ข้าวโพด, อ้อย, มะพร้าว, ถั่วเหลือง

มูลค่าการส่งออก

190 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออก

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, รถยนต์ส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องจักรและอุปกรณ์, สิ่งทอ, รองเท้า, ผลิตภัณฑ์ประมง, ข้าว, ยางพารา

ส่งออก - คู่ค้า

China 11.9%, US 10.1%, Japan 9.7%, Hong Kong 5.8%, Malaysia 5.7%, Singapore 4.9%, Indonesia 4.8%, Australia 4.5% (ค่าประมาณปี พ.ศ. 2556)

มูลค่าการนำเข้า

171.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้า

สินค้าทุน, สินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบ, สินค้าอุปโภคบริโภค, เชื้อเพลิง

นำเข้า - คู่ค้า

Japan 16.4%, China 15%, UAE 6.9%, US 5.9%, Malaysia 5.3% (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2556)

หนี้สิน - นอกประเทศ

150.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ค่าประมาณเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2557)

หน่วยเงินตรา

บาท (baht)

รหัสเงินตรา

THB

อัตราแลกเปลี่ยน

บาท ต่อหนึ่งเหรียญดอลลาร์สหรัฐ - 33.75 (พ.ศ. 2558)

ปีงบประมาณ:

1 ตุลาคม - 30 กันยายน

 

โทรศัพท์บ้าน

5.69 ล้านเครื่อง (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2557)

โทรศัพท์เคลื่อนที่

97.1 ล้านเครื่อง (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2557)

ระบบโทรศัพท์ในประเทศ

บริการโทรศัพท์ไร้สายขยายตัวอย่างรวดเร็วและกำลังจะแทนที่โทรศัพท์บ้าน ผู้ให้บริการโทรศัพท์บ้านมีทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน

ระบบโทรศัพท์ต่างประเทศ

รหัสประเทศคือ 66 สถานีรับสัญญาณดาวเทียม - 2 Intelsat (มหาสมุทรอินเดีย 1 และ มหาสมุทรแปซิฟิก 1) กำลังวางเคเบิลใต้ทะเลของ APCN

สถานีวิทยุกระจายเสียง

AM 238

FM 351

shortwave 6  (ปี พ.ศ. 2550)

สถานีแพร่ภาพโทรทัศน์

111 สถานี (ปี พ.ศ. 2549)

รหัสอินเตอร์เน็ตประเทศ

.th

จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

19.5 ล้านคน (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2557)

 

คมนาคมทางบก

รวมทั้งหมด: 180,053 กิโลเมตร (รวมทางด่วน 450 กิโลเมตร) (ปี พ.ศ. 2549)

ทางรถไฟ

4,070.8 กิโลเมตร (ปี พ.ศ. 2557)

เส้นทางคมนาคมทางน้ำ

4,000 กิโลเมตร

เมืองท่าและท่าเรือ

กรุงเทพฯ แหลมฉบัง ปัตตานี ภูเก็ต สัตหีบ ศรีราชา สงขลา

พาณิชย์นาวี

รวมทั้งหมด 363 ลำ (แต่ละลำมี GRT หรือน้ำหนักลงทะเบียน 1,000 ตันหรือมากกว่า) รวมทั้งหมด 2,808,509 GRT/4,317,320 DWT (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2553)

จำนวนท่าอากาศยาน

101 ท่าอากาศยาน (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2556)

 

หน่วยทหาร

Royal Thai Army (RTA), Royal Thai Navy (RTN, includes Royal Thai Marine Corps), Royal Thai Air Force (RTAF) ( ปี พ.ศ. 2556)

กำลังทางทหาร

อายุครบเกณฑ์ทหาร: 18 ปี

(เมื่ออายุย่างเข้า 18 ปี ต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกิน เมื่ออายุครบ 21 ปีต้องเข้ารับการเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเป็นทหารตามภูมิลำเนาที่ตนสังกัดอยู่)

ทั้งหมด: ชายอายุ 16-49 ปี: 17,689,921 คน (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2553)

ที่พร้อมรับราชการทหาร: ชายอายุ 16-49 ปี: 13,308,372 คน (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2553)

จำนวนคนที่อายุครบเกณฑ์ทหารต่อปี: ชาย: 533,424 คน (ค่าประมาณ พ.ศ. 2553)

ค่าใช้จ่ายทางการทหาร - สัดส่วนต่อ GDP

1.5% (ค่าประมาณ ปี พ.ศ. 2556)

 

ภูมิหลัง

การดำเนินการเรื่องการต่อสู้การก่อการร้ายในกรอบสหประชาชาติ
 
                1.  ภายหลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายที่สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ได้รับรองข้อมติ ที่ 56/1 และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้รับรองข้อมติที่ 1368 (2001) ในวันที่ 12 กันยายน 2544 เพื่อประณามการก่อการร้ายในสหรัฐฯ โดยถือว่าการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ  พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันนำตัวผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ให้การพักพิงมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
 
                2.  UNSC ได้รับรองข้อมติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการก่อการร้าย ดังนี้
   2.1  ข้อมติ UNSC ที่ 1373 (ค.ศ. 2001) รับรองเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย ซึ่งประกอบด้วยมาตรการด้านการเงิน การเมือง การตรวจคนเข้าเมือง การแลกเปลี่ยน ข่าวกรอง และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายและพิธีสารที่เกี่ยวข้องของสหประชาชาติ 13 ฉบับ (ไทยได้เข้าเป็นภาคีฯ แล้ว 9 ฉบับ[1] และกำลังดำเนินการเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ อีก 4 ฉบับ[2] ที่เหลือ) โดยได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการการต่อต้านการก่อการร้าย (UN Counter Terrorism Committee – CTC) และสำนักผู้บริหารด้านการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งสหประชาชาติ (Counter Terrorism Executive Directorate – CTED) เป็นกลไกรองรับการดำเนินการตามข้อมติ
   2.2  ข้อมติ UNSC ที่ 1540 (ค.ศ. 2004)  รับรองเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2547 ว่าด้วยการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction:  WMD) กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้ WMD เครื่องส่ง และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องตกไปอยู่ในมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย และเป็นความพยายามของสหประชาชาติ ที่จะปิดช่องโหว่ของความตกลงระหว่างประเทศด้านการลดและแพร่ขยาย WMD ที่มีอยู่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการเมืองระหว่างประเทศปัจจุบันที่มี non-state actors เป็นตัวแปรสำคัญ
   2.3  ข้อมติ UNSC ที่ 1267 (ค.ศ. 1999) รับรองเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 กำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดรายชื่อบุคคลและคณะบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย (Al-Qaeda และ Taliban) ซึ่งประเทศสมาชิกสหประชาชาติต้องดำเนินการห้ามมิให้อากาศยานที่มีบุคคลและคณะบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของหรือเช่า ทำการขึ้น ลง หรือจอดในดินแดน และต้องดำเนินการอายัดเงินทุนและทรัพย์สินและมิให้จัดหาเงินทุนให้ รวมทั้งต้องดำเนินการปิดล้อมทางอาวุธแก่บุคคล และคณะบุคคลเหล่านี้   โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการตามข้อมติ UNSC ที่ 1267 (ค.ศ.1999) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2542 โดยมีมาตรา 135/4 ของประมวลกฎหมายอาญารองรับพันธกรณีตามข้อมติดังกล่าว 
 
                3.  การดำเนินการอื่นๆ ด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในกรอบสหประชาชาติ ได้แก่
   3.1  Counter-Terrorism Implementation Task Force (CTITF) จัดตั้งโดยเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 ประกอบด้วยหน่วยงานและทบวงการชำนัญพิเศษในระบบ UN เพื่อเป็นหน่วยงานประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆในสหประชาชาติ โดย 1) ประสานและแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างกันเพื่อสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกัน 2) จัดตั้งกลุ่มงานเฉพาะกิจในด้านต่างๆ อย่างไรก็ดี CTITF ยังขาดแคลนงบประมาณที่เพียงพอและไม่ได้รับอาณัติที่ชัดเจนจากประเทศสมาชิก
   3.2  ยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลกของสหประชาชาติ (UN Global Counter-Terrorism Strategy) เป็นความริเริ่มของเลขาธิการสหประชาชาติ เสนอเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2549  มีสาระสำคัญคือ  (1)  การยับยั้งไม่ให้กลุ่มต่างๆ เปลี่ยนไปใช้วิธีการก่อการร้ายหรือสนับสนุนการก่อการร้ายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่ม  (2) การไม่ยอมให้ผู้ก่อการร้ายมีช่องทางดำเนินการก่อการร้าย  (3) การป้องปรามไม่ให้รัฐสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย   (4) การพัฒนาสมรรถนะของรัฐในการป้องกันการก่อการร้าย  (5) การปกป้องสิทธิมนุษยชนในบริบทของการก่อการร้ายและการต่อต้านการก่อการร้าย   ต่อมา     ที่ประชุม UNGA’60 ได้รับรองยุทธศาสตร์ดังกล่าวโดยฉันทามติในข้อมติที่ 60/288 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2549 และเป็นครั้งแรกที่สมาชิกสหประชาชาติสามารถตกลงเกี่ยวกับแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านการต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกัน   
         ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 62 (UNGA’62)  ได้จัดการประชุมทบทวนการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ฯ ทุก 2 ปี ครั้งที่ 1 (First Biennial Review) เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2551 เพื่อทบทวนการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ฯ และให้ประเทศสมาชิกได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนประสบการณ์  แนวปฏิบัติที่ดี (good practices) ตลอดจนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และกำหนดจะประชุมทบทวนอีกครั้งในปี 2553
    3.3 การจัดทำร่างอนุสัญญาต่อต้านการก่อการร้ายฉบับสมบูรณ์(Draft Comprehensive Convention on International Terrorism : CCIT)  กำหนดหน้าที่ให้รัฐปราบปรามและหยุดยั้งการก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และกำหนดฐานความผิดของการกระทำที่ถือว่าเป็นการก่อการร้ายที่กว้างกว่าอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายฉบับอื่นๆ ที่มีอยู่  ซึ่งมีลักษณะเป็นฐานความผิดเฉพาะ เช่น การจี้เครื่องบิน การจับตัวประกัน การวางระเบิด ฯลฯ โดยร่างอนุสัญญาฯ ใช้คำว่า “any means” ซึ่งรวมถึงการกระทำการก่อการร้ายไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ  ทั้งนี้ ได้มีการพิจารณาร่างอนุสัญญาดังกล่าวหลายครั้งแล้ว เพื่อพิจารณาประเด็นที่คั่งค้างใน CCIT และจัดทำร่าง CCIT ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ทั้งนี้ ร่าง CCIT มีสาระที่ละเอียดอ่อนและอาจจะกระทบกับการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงของหลายประเทศ  การเจรจาจึงเป็นกระบวนการทางการเมืองมากกว่าทักษะทางกฎหมาย
 
                4.  ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
   4.1  Global Initiative to Combat Nuclear Terrorism เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ ริเริ่มโดยสหรัฐฯ และรัสเซีย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549  เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการดำเนินมาตรการป้องกันภัยจากการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ โดยเฉพาะการป้องกันการจัดให้ได้มา การครอบครอง การขนส่งวัสดุนิวเคลียร์และกัมมันตภาพรังสี การพัฒนาวัสดุดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการก่อการร้าย   รวมทั้งการป้องกันการจู่โจมสถานที่นิวเคลียร์ ทั้งนี้ Global Initiative มิได้เป็นความตกลงระหว่างประเทศ แต่เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่กำหนดพันธกรณี โดยความร่วมมือนั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของประเทศที่เข้าร่วม และไม่มีการบังคับให้ต้องแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพื่อรองรับความร่วมมือในกรอบนี้ ปัจจุบัน มีประเทศที่เข้าร่วม Global Initiative แล้วจำนวน 75 ประเทศ  ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม
    4.2 นอกจากนี้ ในกรอบความตกลงระหว่างประเทศด้านอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) ได้แก่ สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT),อนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ (BWC) และอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (CWC) ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและควบคุมมิให้อาวุธดังกล่าว และวัสดุที่เกี่ยวข้องตกอยู่ในมือผู้ก่อการร้าย      
 
 ................................................................................................................................................
 
[1] 1.  อนุสัญญาว่าด้วยความผิดและการกระทำอื่น ๆ บางประการซึ่งกระทำบนอากาศยาน (Convention on Offences and Certain Other Acts Committed on Board Aircraft)
 
 
2. อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการยึดอากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (Convention for the Suppression of Unlawful Seizure of Aircraft)
 
3. อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของพลเรือน (Convention for the Suppression of Unlawful Acts against the Safety of Civil Aviation)
 
4. พิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำอันรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย (Protocol for the Suppression of Unlawful Acts of Violence at Airport Serving International Civil Aviation, Supplementary to the Convention for the Suppression of Unlawful Acts against the Safety of Civil Aviation)
 
5. อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่ลัทธิการก่อการร้าย (Convention for the Suppression of Financing of Terrorism)
 
6. อนุสัญญาว่าด้วยการผสมสารในวัตถุระเบิดพลาสติกเพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจจับ (Convention on the Marking of Plastic Explosives for the Purposes of Detection)                        
 
7. อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมที่กระทำต่อบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองระหว่างประเทศรวมทั้งตัวแทนทางทูต (Convention on the Prevention and Punishment of Crimes Against Internationally Protected Persons, including Diplomatic Agents)
 
8. อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการวางระเบิดเพื่อการก่อการร้าย (Convention for the Suppression of Terrorist Bombings)
 
9. อนุสัญญาต่อต้านการจับบุคคลเป็นตัวประกัน (Convention against the Taking of Hostages)
 
[2]  10. อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันทางกายภาพต่อวัตถุนิวเคลียร์ (Convention of the Physical Protection of Nuclear Material)
 
11. อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยในการเดินเรือ (Convention for the Suppression of Unlawful Acts against the Safety of Maritime Navigation)
 
12. พิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อแท่นขุดเจาะซึ่งตั้งอยู่ในเขตไหล่ทวีป (Protocol for the Suppression of Unlawful
Acts against the Safety of Fixed Platforms Located on the Continental Shelf)
 
13. อนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ (International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism)
 

...............................................................................................

 

ประเด็นนานาชาติ-การลดอาวุธในกรอบสหประชาชาติ

สหประชาชาติพิจารณาเรื่องการลดอาวุธในคณะกรรมการด้านลดอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือคณะกรรมการ 1 นอกจากนั้น ยังมีเวทีพหุภาคีหารือเรื่องการลดอาวุธอีก 2 เวทีคือ Conference on Disarmament (CD) ที่นครเจนีวา และ UN Disarmament Commission (UNDC) ที่นครนิวยอร์ก

ประเด็นการลดอาวุธในกรอบสหประชาชาติ แบ่งออกเป็น

(1) อาวุธที่มีกำลังทำลายล้างสูง ได้แก่อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพ

(2) อาวุธตามแบบ เช่น ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา และระบบเครื่องส่งอาวุธ คือ ขีปนาวุธ

 

สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty : NPT)

ข้อมูลเบื้องต้น

- สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NPT มีสาระสำคัญ ห้ามรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ (ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส และจีน) ส่ง หรือช่วยให้ประเทศอื่น ๆ ผลิต หรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และห้ามรัฐที่ไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์รับ แสวงหา หรือขอความช่วยเหลือในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และให้รัฐที่ไม่ได้ครอบครอบอาวุธนิวเคลียร์ยอมรับข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยว่าจะไม่นำพลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติไปดัดแปลงใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์

- NPT มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2513 (ค.ศ. 1970) โดยมีประเทศภาคี 184 ประเทศ (รวมทั้งประเทศที่ครอบครองนิวเคลียร์ 5 ประเทศ) ต่อมาเมื่อปี 2538 (ค.ศ. 1995) สนธิสัญญาฯ ได้รับการต่ออายุแบบถาวร (indefinite extension) โดยจะมีการประชุมทบทวนสนธิสัญญาฯ ทุก 5 ปี

- ประเทศที่ยังไม่ได้ลงนาม NPT มี 4 ประเทศ คือ อินเดีย ปากีสถาน คิวบา และอิสราเอล

- การประชุมทบทวน NPT ครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 6 มีขึ้น ณ นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 24 เมษายน-19 พฤษภาคม 2543 ซึ่งมีความคืบหน้าที่สำคัญ คือ เป็นครั้งแรกที่ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์รับที่จะดำเนินการให้บรรลุผลเรื่องการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิงอย่างแน่ชัด (unequivocal) และได้มีการกำหนดขั้นตอนอย่างเป็นรูปธรรม 13 ขั้นตอนในการลดและขจัดอาวุธนิวเคลียร์ (ดูรายละเอียดในผลการประชุมทบทวน NPT ครั้งที่ 6 ข้างล่าง)

- NPT มักถูกประเทศกำลังพัฒนาโจมตีว่าเลือกปฏิบัติและไม่เท่าเทียม เพราะมีการแบ่งความรับผิดชอบที่แตกต่างกันระหว่างประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (NWS) และประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (NNWS) นอกจากนี้ ในปัจจุบันประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ได้สละสิทธิที่จะผลิต ครอบครอง หรือใช้อาวุธนิวเคลียร์ตามพันธกรณีของสนธิสัญญาฯ แล้ว ในขณะที่ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้ง 5 ประเทศยังมิได้เริ่มดำเนินการเจรจาเพื่อลดและขจัดอาวุธนิวเคลียร์ที่ตนครอบครองอยู่ตามมาตรา 6 ของสนธิสัญญาฯ อย่างจริงจัง

สนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty : CTBT)

ข้อมูลเบื้องต้น

- สนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ หรือ CTBT มีสาระสำคัญห้ามรัฐภาคีทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง โดยครอบคลุมทั้งบนดิน ใต้ดิน ใต้น้ำ และอวกาศ

- ปัจจุบันมีประเทศต่าง ๆ 165 ประเทศ ลงนามใน CTBT รวมทั้งประเทศนิวเคลียร์เคลียร์ 5 ประเทศคือ อังกฤษ สหรัฐฯ รัสเซีย ฝรั่งเศส และจีน โดยขณะนี้ มีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว 92 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศที่มีศักยภาพนิวเคลียร์ 31 ประเทศ ทั้งนี้ สนธิสัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อประเทศที่มีศักยภาพทางนิวเคลียร์รวม 44 ประเทศที่ปรากฏรายชื่อในภาคผนวก 2 ต่อท้ายสนธิสัญญาฯ (ซึ่งรวมทั้งประเทศนิวเคลียร์ทั้ง 5 ประเทศ) ได้ลงนามและให้สัตยาบัน CTBT แล้ว

- ในจำนวนประเทศที่มีศักยภาพทางนิวเคลียร์ 44 ประเทศนี้ มี 41 ประเทศที่ได้ลงนามใน CTBT แล้ว คงเหลืออีก 3 ประเทศคือ อินเดีย ปากีสถาน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ที่ยังไม่ลงนามใน CTBT และในจำนวน 41 ประเทศนี้ มีเพียง 31 ประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว ทั้งนี้ สหรัฐฯ และจีนเพียงแต่ลงนามแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน จึงทำให้ประชาคมโลกห่วงกังวลว่า CTBT จะยังไม่มีผลบังคับใช้ไปอีกนาน

- เลขาธิการสหประชาชาติในฐานะผู้เก็บรักษาสนธิสัญญาฯ ได้จัดประชุมเพื่อเร่งรัดการมีผลบังคับใช้ของสนธิสัญญาฯ ที่นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2544 อย่างไรก็ดี ประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการมีผลบังคับใช้ของสนธิสัญญาฯ คือ สหรัฐฯ อินเดียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญและไม่ประสงค์จะร่วมมือหรือมีส่วนร่วมใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนอิสราเอล ซึ่งเข้าร่วมประชุมฯ กล่าวเพียงว่าการลงนามในสนธิสัญญาฯ ได้สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนสนธิสัญญาฯ ของอิสราเอลแล้ว ดังนั้น จึงอาจจะมีความพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขข้อ 14 ของสนธิสัญญาฯ ซึ่งเกี่ยวกับเงื่อนไขการมีผลใช้บังคับของสนธิสัญญาฯ ในอนาคตเพื่อให้ CTBT มีผลบังคับใช้

- ประเทศกำลังพัฒนามักจะวิจารณ์ CTBT ว่ามีจุดอ่อนคือ เมื่อพิจารณาถึงความก้าวหน้าทางข้อมูลและเทคโนโลยีทางนิวเคลียร์ของประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ในปัจจุบันแล้ว ประเทศดังกล่าวก็ยังสามารถทดลองและพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตนต่อไปได้ในห้องทดลอง ในลักษณะของการจำลองสภาพการณ์เหมือนจริงทางคอมพิวเตอร์ (computer simulations) อย่างไรก็ตาม CTBT ยังคงได้รับความสำคัญในแง่ของการแสดงเจตจำนงทางการเมือง และในฐานะเป็นขั้นตอนสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การลดและกำจัดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ในอนาคต

- นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา หลายประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ อิหร่าน ได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินและขีปนาวุธซึ่งสามารถนำไปติดหัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งประชาคมโลกได้แสดงความห่วงกังวลและเรียกร้องให้ทั้งประเทศที่ยังไม่ได้ลงนาม CTBT และ NPT เร่งลงนามและให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาทั้งสองฉบับโดยเร็วและไม่มีเงื่อนไข

ท่าทีไทย

- ไทยไม่เห็นด้วยกับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ และเห็นว่าการทดลองดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาคมโลกและความมีเสถียรภาพในภูมิภาค รวมทั้งเป็นการสูญเสียทรัพยากรทางเศรษฐกิจของประชาคมโลก

- ไทยมิได้เป็น 1 ใน 44 ประเทศที่มีศักยภาพทางนิวเคลียร์ ไทยได้ลงนามใน CTBT เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้สัตยาบัน CTBT โดยคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ได้มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพันธกรณีของสนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ :พปส. เป็นหน่วยงานหลักระดับชาติ) และคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจอีก 2 คณะ คือ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตรวจว่าด้วยการตรวจการแปลสนธิสัญญาฯ และคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจว่าด้วยด้านกฎหมาย เพื่อพิจารณาตรวจการแปลสนธิสัญญาฯ เป็นภาษาไทย และออกกฎหมายภายในอนุวัติการให้เป็นไปตามพันธกรณีของสนธิสัญญาฯ ทั้งนี้ ไทยได้ให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาฯ ในปี 2546

อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention : CWC)

ข้อมูลเบื้องต้น

- อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี หรือ CWC มีสาระสำคัญห้ามรัฐภาคีพัฒนา ผลิต สะสม แสวงหาให้ได้มา หรือโอนย้ายอาวุธเคมี และต้องทำลายอาวุธเคมีในครอบครองด้วย

- CWC มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2540 โดยมีประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบันแล้ว 145 ประเทศ (ประเทศอาเซียนที่ยังไม่ให้สัตยาบันคือ ไทย พม่า และกัมพูชา) และได้มีการสถาปนาองค์การห้ามอาวุธเคมี (Organization for the Prohibition of Chemical Weapons : OPCW) ขึ้น ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยรัฐสมาชิกขององค์การฯ ได้แก่ รัฐภาคีอนุสัญญาฯ ที่ได้ให้สัตยาบันแล้ว

- สหรัฐฯ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย อิหร่าน และปากีสถาน ให้สัตยาบัน CWC แล้ว อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในการทำลายอาวุธเคมี และต้องขยายระยะเวลาการทำลายอาวุธเคมีที่มีอยู่ออกไป อนึ่ง หลายประเทศในตะวันออกกลางยังไม่ลงนามใน CWC อาทิ อิรัก อียิปต์ เลบานอน ซีเรีย และลิเบีย ส่วนอิสราเอลลงนามแล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน

- CWC กำหนดไว้ว่า ภายหลัง CWC มีผลบังคับใช้แล้ว 5 ปี กล่าวคือ หลังจากวันที่ 29 เมษายน 2545 ประเทศที่ยังไม่เป็นภาคี CWC เช่น ไทย จะไม่สามารถค้าขายสารเคมีตามที่กำหนดไว้ในภาคผนวกรายการที่ 2 และ 3 กับประเทศที่เป็นภาคี CWC แล้วได้ ซึ่งสารเคมีดังกล่าวเป็นสารเคมีที่ใช้กันทั่วไปในทางอุตสาหกรรมโดยลักษณะใช้ได้สองทาง คือสามารถใช้

ในทางสันติในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สีย้อมผ้า และหมึกพิมพ์ ฯลฯ ก็ได้ หรือจะนำไปดัดแปลงใช้ผลิตอาวุธเคมีก็ได้

ท่าทีไทย

- ไทยลงนามใน CWC เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2536 (ค.ศ.1993) ต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2543 อนุมัติการให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี CWC และ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2543 รัฐสภา (Joint Sitting of the National Assembly) ได้มีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี CWC ของไทยแล้ว โดยขณะนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานหลักระดับชาติกำลังอยู่ในขั้นตอนเสนอร่างพระราชบัญญัติอนุวัติการอนุสัญญาฯ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี และร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เพื่อนำเสนอรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎรขออนุมัติความเห็นชอบ ก่อนจะประกาศใช้พระราชบัญญัติทั้งสองในราชกิจจานุเบกษาต่อไป และรัฐบาลไทยจึงจะดำเนินการจัดทำสัตยาบันสารมอบให้เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเข้าเป็นภาคี CWC โดยสมบูรณ์

- แม้ว่าไทยจะยังมิได้ให้สัตยาบัน CWC แต่ไทยพร้อมจะปฏิบัติตามพันธกรณีเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบและควบคุมตามอนุสัญญาฯ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตรวจสอบควบคุมการนำเข้า ส่งออก และเคลื่อนย้ายสารเคมีตามภาคผนวกของ CWC แล้ว

อนุสัญญาห้ามอาวุธชีวะ (Biological Weapons Convention : BWC)

ข้อมูลเบื้องต้น

- อนุสัญญาห้ามอาวุธชีวะ หรือ BWC มีสาระสำคัญห้ามรัฐภาคีพัฒนา ผลิต สะสมอาวุธชีวะ และต้องทำลายอาวุธชีวะในครอบครองด้วย โดยอนุสัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2518 (ค.ศ. 1975) และไม่ได้ระบุระยะเวลาสิ้นสุด

- BWC ขาดประสิทธิภาพที่แท้จริงในการบังคับใช้เนื่องจากไม่มีระบบตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันภายใต้การตรวจสอบควบคุมระหว่างประเทศที่เป็นกลางและไม่เลือกประติบัติ เพื่อควบคุมและป้องกันมิให้ละเมิดอนุสัญญาฯ ในการลักลอบพัฒนา ผลิต สะสม และเคลื่อนย้ายอาวุธชีวะ ดังนั้น จึงมีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Ad Hoc Group: AHG) ของรัฐภาคี BWC ขึ้นเมื่อปี 2538 (ค.ศ. 1995) เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการพิสูจน์ยืนยัน (verification mechanism) การปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อนุสัญญาฯ ในลักษณะเป็นพิธีสาร (Protocol) แนบท้ายอนุสัญญา BWC AHG ของ BWC ได้จัดประชุมอย่างต่อเนื่อง (รวม 24 ครั้งแล้ว) เพื่อจัดทำร่างพิธีสาร แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากความเห็นและท่าทีของประเทศต่างๆ ยังไม่อาจตกลงกันได้โดยเฉพาะในเรื่องของการเยี่ยมเยือน (visits) และการตรวจสอบ (inspections)

- ล่าสุดได้มีการประชุม AHG สมัยที่ 24 ขึ้นระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2544 ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาร่างพิธีสารฯ ที่ประธาน AGH เสนอ แต่รัฐภาคีต่างๆ ยังไม่สามารถตกลงเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับสาระในร่างพิธีสารได้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งมีท่าทีที่ชัดเจนในการที่จะไม่เข้าร่วมการเจรจาอีกต่อไป เนื่องจากเห็นว่า ประเด็นในเรื่องการตรวจสอบนั้นกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ที่อาศัยเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งกระทำอย่างบริสุทธิ์ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงขอถอนตัวจากการเจรจาเพื่อจัดทำร่างพิธีสารฯ ซึ่งส่งผลกระทบให้การดำเนินการของ AHG ต้องชะงักลง

- นอกจากนี้ ได้มีความพยายามในการหาที่ตั้งองค์กรห้ามอาวุธชีวะและชีวพิษ โดยประเทศสวิตเซอแลนด์และเนเธอแลนด์เสนอให้จัดตั้งองค์กรดังกล่าวที่กรุงเฮก เนเธอแลนด์ เนื่องจาก เนเธอแลนด์สนับสนุนผู้สมัครของไทยเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ WTO ด้วยดี อนึ่ง อาเซียนยังไม่มีท่าที่ร่วมกันเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรฯ

ท่าทีไทย

- ไทยเข้าเป็นภาคี BWC ลำดับที่ 38 โดยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2518 (ค.ศ.1975) และได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม AHG ณ นครเจนีวาเพื่อพิจารณาร่วมร่างพิธีสารมาตรการพิสูจน์ยืนยันแนบท้าย BWC มาโดยตลอด ซึ่งถือว่า เป็นการเข้าร่วมอยู่ในระบอบไม่แพร่ขยายและลดอาวุธชีวะและชีวพิษที่เป็นสากล ขณะนี้ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมอยู่ในคณะทำงานด้วย อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดตั้งศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นหน่วยประสานงานหลักอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน โดยศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพได้เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ

- ไทยสนับสนุนความพยายามของประธาน AHG และความร่วมมือของรัฐภาคีต่างๆ ในการผลักดันให้มีการเร่งรัดจัดทำร่างพิธีสารให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ถึงแม้ว่าการประชุม AHG สมัยที่ 24 จะประสบความล้มเหลวในการเจรจา แต่ไทยยังหวังว่าระบอบพหุภาคีน่าจะเป็นกลไกที่สำคัญในการดำเนินการด้านลดอาวุธและควบคุมอาวุธ นอกจากรี้ ไทยยังยึดมั่นว่า ร่างพิธีสารฯ จะต้องเอื้อประโยชน์ให้แก่รัฐภาคีทุกประเทศอย่างเท่าเทียม และจะเป็นมาตรการที่จะใช้ในการตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันการดำเนินการของรัฐภาคีซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฯ

อนุสัญญาฯ กับความเป็นไปได้ในการนำอาวุธชีวภาพมาใช้ในการก่อการร้ายสากล

- ตามที่ได้มีรายงานข่าวภายหลังการเกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544ว่า ผู้ก่อการร้ายอาจนำอาวุธชีวภาพมาใช้ในการปฏิบัติการนั้น ในขณะนี้ ยังไม่มีประเทศ/องค์กรใด พิจารณามาตรการ/แนวทางในการป้องกัน/แก้ไขการดำเนินการดังกล่าวอย่างจริงจัง

- อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธชีวภาพถือเป็นเพียงกลไกเดียวในการควบคุมการพัฒนา ใช้ โอน ผลิตและสะสม และทำลายอาวุธชีวภาพ แต่เนื่องจาก ยังไม่มีมาตรการพิสูจน์ยืนยัน จึงทำให้อนุสัญญาฯ ไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้

อาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา

- ไทยสนับสนุนการจัดการประชุมสหประชาชาติฯ ในปี 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาอาวุธขนาดเล็กเนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ เช่น การลักลอบค้ายาเสพติด เป็นต้น ไทยสนับสนุนร่างข้อมติสมัชชาที่เกี่ยวข้องตลอดมา อย่างไรก็ดี ในแง่ของภาพรวมของการลดอาวุธนั้น ไทยเห็นว่า ประชาคมโลกควรจะให้ความสำคัญต่อการลดอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธทำลายล้างสูงด้วย มิใช่เน้นแต่อาวุธตามแบบ อนึ่ง ไทยเห็นว่า ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้จะต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ปัญหา และได้รับการควบคุมอย่างทัดเทียมกัน ทั้งนี้ ฝ่ายทหารของไทยมีแนวคิดว่า การแก้ไขปัญหาอาวุธขนาดเล็กฯ ควรจะมุ่งเน้นการทำเครื่องหมายบนอาวุธ (marking) ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพื่อให้สามารถหาร่องรอย (tracing) ของอาวุธที่นำมาใช้อย่างผิดกฎหมายได้

- โดยที่เป็นการประชุมเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ไทยเห็นว่า ขอบเขตของการประชุมสหประชาชาติ ควรจะเน้นที่การลักลอบหรือการดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของอาวุธขนาดเล็กและการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ/ควบคุม non-state actors โดยเฉพาะผู้ค้าอาวุธระหว่างประเทศ และหากจะมีการพิจารณามาตรการควบคุมกิจกรรมที่ถูกกฎหมาย มาตรการนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับหรือมีส่วนส่งเสริมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างแท้จริง เช่น การทำเครื่องหมายบนอาวุธ เป็นต้น นอกจากนั้น การแก้ไขปัญหาการแก้ปัญหาอาวุธขนาดเล็กต้องคำนึงถึงหลักการการเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐ การไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น และข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติเกี่ยวกับสิทธิในการป้องกันตนเอง นอกจากนั้น แต่ละภูมิภาคยังมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งน่าจะมีวิธีแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันไป วิธีการแก้ปัญหาในภูมิภาคหนึ่งอาจจะไม่เหมาะกับอีกภูมิภาคหนึ่ง ทั้งนี้ ไทยปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการคว่ำบาตรทางอาวุธอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และไม่มีนโยบายสนับสนุนองค์กรที่มิใช่รัฐที่มีกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลอื่น

ไทยมีกฎหมายควบคุมเรื่องอาวุธขนาดเล็กอย่างเข้มงวด ได้แก่

  • พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
  • พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม พ.ศ. 2495
  • พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530
  • พระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม พ.ศ. 2535
  • คำสั่งคณะปฏิรูปฉบับที่ 3

 

อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

(อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดหรืออนุสัญญาออตตาวา)

1. ความเป็นมาของอนุสัญญาฯ

หลังยุคสงครามเย็น กระแสโลกเกี่ยวกับความมั่นคงได้เปลี่ยนแปลงไป การสะสมอาวุธเพื่อเป็นพลังสำคัญของชาติได้ปรับมาเป็นการร่วมกันลดกำลังอาวุธ โดยเริ่มจากอาวุธที่คิดว่าจะเริ่มหมดสมัย (obsolete) หรือเริ่มเกินความจำเป็นแล้ว รวมถึงทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรง เข่นฆ่าชีวิตโดยไม่เลือกเพศ วัย หรืออาชีพ ทั้งนี้ ความพยายามแรกเริ่มได้เริ่มจากการดำเนินการของคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross: ICRC) และองค์กรเอกชนต่างๆ ต่อมา รัฐบาลหลายประเทศได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่องดังกล่าว และพยายามเข้ามาแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งก่อให้เกิดปัญหามนุษยธรรมที่รุนแรง

ในปี 2536 ฝรั่งเศสได้ร้องขอให้เลขาธิการสหประชาชาติในฐานะที่เป็นผู้ดูแล Convention on Certain Conventional Weapons (CCW) จัดประชุมเพื่อทบทวนอนุสัญญาดังกล่าวโดยมุ่งเน้นที่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสมาชิกสาหภาพยุโรปได้ร้องขอให้สมัชชาสหประชาชาติพิจารณาระเบียบวาระเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเสนอร่างข้อมติที่เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ตกลงให้มี moratorium ไม่ส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ต่อมา สหประชาชาติได้จัดตั้ง Voluntary Trust Fund สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

ในปี 2539 รัฐภาคี CCW ได้แก้ไขพิธีสารฉบับสอง (Protocol II) เกี่ยวกับทุ่นระเบิด แต่ก็ยังเป็นการประนีประนอมระหว่างความจำเป็นทางด้านความมั่นคงทางทหารและการแก้ไขปัญหามนุษยธรรมอันเกิดจากทุ่นระเบิด และไม่ใช่เป็นการห้ามทุ่นระเบิดในทุกรูปแบบ ทำให้รัฐบาลหลายประเทศ และ International Campaign to Ban Landmines (ICBL) องค์กรเอกชนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเห็นว่า พิธีสารฉบับสองที่แก้ไขแล้วของ CCW ไม่เพียงพอ และควรมีการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเต็มรูปแบบ (comprehensive Ban)

ในเดือนตุลาคม 2539 รัฐบาลแคนาดาได้จัด Strategy Conference ขึ้นที่กรุงออตตาวา มีผู้เข้าร่วมจากประมาณ 50 ประเทศ กลุ่มนี้ ได้รับรองแถลงการณ์ว่า ตระหนักถึงความสำคัญของการยุติการวางทุ่นระเบิด เพิ่มทรัพยากรสำหรับ โครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด และการให้ความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาทุ่นระเบิด ตลอดจนตกลงให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศในการห้าม ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยเร็วที่สุด โดยออสเตรียได้ยกร่างอนุสัญญาในเรื่องดังกล่าวเป็นร่างแรก และแคนาดาได้ประกาศว่าจะเป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนาม ในอนุสัญญาที่กรุงออตตาวาในเดือนธันวาคม 2540 ได้มีการเจรจาเพื่อร่างอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตลอดปี 2540 ดังที่รู้จักกันทั่วไปว่า Ottawa Process ที่กรุงเวียนนา (กุมภาพันธ์ 2540) กรุงบรัสเซลส์ (มิถุนายน 2540) และกรุงออสโล (กันยายน 2540) โดยมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือชื่อเต็มว่า อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้เปิดให้มีการลงนามที่กรุงออตตาวา ระหว่างวันที่ 2-4 ธันวาคม 2540 ซึ่ง 121 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว

ลักษณะเด่นที่สำคัญของกระบวนการออตตาวาหรือ Ottawa Process คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและองค์กรเอกชน ตลอดจนความรวดเร็วในการเจรจาจนถึงช่วงที่สามารถเปิดให้ประเทศต่างๆ ลงนามได้ (15 เดือน) และความรวดเร็วที่อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ (เพียง 14 เดือนภายหลังการเปิดให้มีการลงนาม) นอกจากนั้น อนุสัญญาฯ ยังมีผลบังคับใช้ตลอดไปอีกด้วย

2. สาระของอนุสัญญาออตตาวา

อนุสัญญาออตตาวาประกอบด้วย 22 ข้อ ทั้งนี้ พันธกรณีหลักที่รัฐภาคีต้องปฏิบัติปรากฏในข้อ 1-9 ของอนุสัญญาฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ข้อ 1 รัฐภาคีจะไม่ใช้ พัฒนา ผลิต ครอบครอง สะสม หรือโอน ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และจะไม่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้รัฐใดดำเนินการดังกล่าว

ข้อ 2 เป็นคำจำกัดความของคำต่างๆ ภายใต้อนุสัญญาฯ

ข้อ 3 ยกเว้นให้รัฐภาคีสามารถเก็บทุ่นระเบิดไว้ได้ในจำนวนที่สมเหตุสมผล เพื่อการฝึกในการค้นหา เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิด

ข้อ 4 รัฐภาคีต้องทำลายทุ่นระเบิดในคลังให้หมดสิ้นภายในเวลา 4 ปี ภายหลังจากอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ต่อ รัฐภาคีนั้นๆ

ข้อ 5 รัฐภาคีต้องทำลายทุ่นระเบิดในดินแดนของรัฐภาคีภายในเวลา 10 ปี นับจากอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ต่อ รัฐภาคีนั้นๆ

ข้อ 6 รัฐภาคีมีสิทธิแสวงหาความช่วยเหลือจากรัฐภาคีอื่นๆ ในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา

ข้อ 7 รัฐภาคีจะต้องรายงานต่อเลขาธิการสหประชาชาติถึงการดำเนินการในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ

ข้อ 8 กล่าวถึงการอำนวยความสะดวก และการให้ความกระจ่างต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ

ข้อ 9 รัฐภาคีจะต้องดำเนินมาตรการตามกฎหมาย ด้านบริหารและอื่นๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามกิจกรรมที่ต้องห้ามภายใต้อนุสัญญาฯ

3. สถานะล่าสุดของอนุสัญญาฯ

อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันแรกของเดือนที่ 6 ภายหลังจากที่ประเทศต่างๆ มอบ

สัตยาบันสารครบ 40 ประเทศ (บูร์กินาฟาโซได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ เป็นประเทศที่ 40 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541) ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 17(1) ของอนุสัญญาฯ

ในส่วนของไทย โดยที่ไทยให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 อนุสัญญาฯ จึงมีผลบังคับใช้ต่อไทยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 17(2) ของอนุสัญญาฯ ซึ่งมีกำหนดว่า สำหรับรัฐที่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ ภายหลังจากที่มีรัฐที่ 40 ให้สัตยาบันแล้ว อนุสัญญาฯจะมีผลบังคับใช้ต่อรัฐนั้น ในวันแรกของเดือนที่ 6 ภายหลังจากรัฐนั้นได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ

จากข้อมูลล่าสุดของ ICBL ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2545 มีประเทศลงนามในอนุสัญญาฯ แล้ว 143 ประเทศ และให้สัตยาบันแล้ว 124 ประเทศ ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากพอที่จะสามารถกล่าวได้ว่าอนุสัญญาฯ มีลักษณะเป็นสากลในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี ประเทศใหญ่ๆ และเป็นประเทศผู้ผลิตและใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เช่น สหรัฐฯ และจีน ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ

สำหรับประเทศอาเซียน ประเทศที่ลงนามและให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ แล้ว ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ ส่วนบรูไน และอินโดนีเซีย ลงนามแล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน ในขณะที่สิงคโปร์ เวียดนาม พม่า และลาว ยังไม่ได้ลงนาม

การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กรอบอนุสัญญาออตตาวา ประกอบด้วยการประชุมประจำปีหรือการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา และการประชุมระหว่างสมัยประชุม (intersessional meeting) หรือการประชุมคณะกรรมการประจำด้านต่างๆ ( Standing Committee) ปีละ 2 ครั้ง

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 1 มีขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 พฤษภาคม 2542 ที่กรุงมาปูโต โมซัมบิก ซึ่ง รัฐภาคีได้รับรองแถลงการณ์มาปูโตและแบบฟอร์มสำรับรายงานตามข้อ 7 ของอนุสัญญาฯ

การประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 2 มีขึ้นที่นครเจนีวา ระหว่างวันที่ 11-15 กันยายน 2543

การประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 3 มีขึ้นที่กรุงมานากัว ประเทศนิการากัว ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2544 (ไทยเคยได้รับการทาบทามจากแคนาดาให้เป็นเจ้าภาพโดยแคนาดาจะจัดสรรงบประมาณให้ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ)

4. ไทยกับอนุสัญญาออตตาวา

ความสนใจของไทยต่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเริ่มจริงจังเมื่อปัญหากัมพูชายุติใหม่ๆ และไทยได้ช่วย

กัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและภายในกัมพูชา โดยส่งทหารช่าง 1 กองพัน ช่วยดำเนินการภายใต้ UN Transitional Authority in Cambodia (UNTAC) โดยในขณะนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของผู้อพยพชาวกัมพูชา ซึ่งศักยภาพและความเชี่ยวชาญของไทยในด้านนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ในสายตาต่างประเทศ

แม้ว่าในช่วงต้นๆ ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการออตตาวา แต่ก็ได้ติดตามพัฒนาการของกระบวนการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยเห็นว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นอาวุธที่มีอันตรายต่อมนุษยชาติ สมควรที่ทุกประเทศจะร่วมมือกัน ในการกำจัดให้หมดไปโดยเร็วที่สุด

สำหรับขั้นตอนการพิจารณาเข้าร่วมอนุสัญญาฯ ของไทยนั้น ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาอนุสัญญาฯ และกระทรวงการต่างประเทศได้หารือและได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงกลาโหมและกองทัพบกซึ่งได้พิจารณาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีความเห็นว่า การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในภารกิจป้องกันชายแดนและรักษาความมั่นคงภายในมิใช่วิธีการหลัก และกองทัพบกสามารถใช้วิธีการอื่นชดเชยได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติภารกิจ นอกจากนั้น การเข้าร่วมอนุสัญญาฯ จะส่งผลดีต่อไทยและภูมิภาคในระยะยาว

ภายหลังการได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปลงนามในอนุสัญญาฯ ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา โดยไทยได้ลงนามเป็นลำดับที่ 33 และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในโอกาสดังกล่าว ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ได้กล่าวถ้อยแถลงว่า จะเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาให้หมดสิ้นภายในระยะเวลา 3 ปี ตามที่ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร ผู้บัญชาการกองทัพบกในขณะนั้น ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านั้น

ในพิธีลงนามดังกล่าว มีนาย Lloyd Axworthy รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแคนาดาเป็นประธาน และนาย Jean Cretien นายกรัฐมนตรีแคนาดา นาย Kofi Annan เลขาธิการสหประชาชาติ นาย Cornelio Sommaruga ประธานคณะกรรมการกาชาดสากล และนางสาว Jody Williams จาก ICBL ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2540 เข้าร่วมพิธีด้วย ทั้งนี้ มีประเทศต่างๆ ร่วมลงนามจำนวน 121 ประเทศ

ต่อมา เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติการให้สัตยาบันของไทยต่ออนุสัญญาดังกล่าว และคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ส่งมอบสัตยาบันสารของไทยแก่สหประชาชาติในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 นับเป็นประเทศที่ 53 ของโลกซึ่งส่งผลให้อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไทยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไป

เมื่ออนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ต่อไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตประกาศใช้อนุสัญญาดังกล่าวในประเทศไทย และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งสำเนาประกาศใช้อนุสัญญาฯ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 116 ตอนที่ 53 ง ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 เพื่อเป็นการรองรับการดำเนินการของไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ภายหลังจากที่ไทยลงนามในอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 แล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 151/2541 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินงานเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ประกอบด้วยหน่วยงานทางทหารและพลเรือนที่เกี่ยวข้อง รายงานโดยตรงต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

คณะกรรมการเพื่อดำเนินงานเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้มีมติให้กองบัญชาการทหารสูงสุดจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเแห่งชาติ (ศทช.) หรือ Thailand Mine Action Center (TMAC) เพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติการหลักในเรื่องทุ่นระเบิดของไทย ทั้งนี้ ศทช. ได้เปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2542

ต่อมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งที่ 15/2543 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ยกเลิกคำสั่งเดิมข้างต้น และ แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ชื่อคณะกรรมการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทั้งนี้ เพื่อแสดงว่าการดำเนินการของไทยเกี่ยวกับปฏิบัติการทุ่นระเบิด อยู่ภายใต้การนำของพลเรือนมิใช่ทหารและอยู่ในกรอบการดำเนินการเพื่อมนุษยธรรมอย่างแท้จริง เนื่องจากประเทศผู้ให้บางประเทศมีข้อขัดข้องในการให้ความช่วยเหลือกับฝ่ายทหารของไทย

แม้ว่าไทยจะมีพื้นที่ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 790 ตารางกิโลเมตร แต่ปัญหาทุ่นระเบิดของไทยในขณะนั้น ไม่เป็นที่ประจักษ์ในสายตาประชาคมโลกมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น กัมพูชา อังโกลา บอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา และอัฟกานิสถาน และการแก้ปัญหาทุ่นระเบิดของไทยที่มีบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหา ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ได้นำคณะทูตต่างประเทศเดินทางไปบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้เชิงเขา พระวิหารเพื่อให้รับทราบถึงปัญหาทุ่นระเบิดของไทยและเพื่อประกาศความร่วมมือไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับปฏิบัติการทุ่นระเบิด โดยได้มีการลงนามในแถลงข่าวรวมเกี่ยวกับความร่วมมือไทย-กัมพูชาในเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้

5. พันธกรณีของไทยภายใต้อนุสัญญาออตตาวา

เมื่ออนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ต่อไทยในวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 แล้ว ไทยก็มีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญาฯ ดังนี้

5.1 ไม่ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

5.2 ไม่พัฒนา ผลิต หรือได้มาด้วยวิธีอื่น สะสม จัดเก็บหรือโอนไปสู่ผู้ใดทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมซึ่งทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ยกเว้นการโอนทุ่นระเบิดเพื่อทำลาย

5.3 ไม่ช่วยเหลือ สนับสนุนหรือชักจูงผู้ใดให้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ต้องห้ามแก่รัฐภาคีภายใต้อนุสัญญานี้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

5.4 ทำลายหรือดำเนินการให้แน่ใจว่ามีการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดภายใน 4 ปี หลังจากที่อนุสัญญาฯมีผลบังคับใช้ต่อไทย (30 เมษายน 2546) ยกเว้นการจัดเก็บหรือโอน ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้จำนวนหนึ่งเพื่อการพัฒนา การฝึกอบรมในการตรวจค้นทุ่นระเบิด การกวาดล้างทุ่นระเบิด หรือวิธีการทำลายทุ่นระเบิด โดยจำนวนทุ่นระเบิดดังกล่าว จะต้องไม่เกินจำนวนต่ำที่สุดที่จำเป็นอย่างที่สุดเพื่อวัตถุประสงค์ข้างต้น ซึ่ง ศทช. มีแผนการทำลายทุ่นระเบิดในคลังให้แล้วเสร็จตามกำหนดอยู่แล้ว

5.5 ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ทุ่นระเบิด (การเก็บกู้ทุ่นระเบิด) ภายใน 10 ปี หลังจากที่อนุสัญญามี ผลบังคับใช้ต่อไทย (30 เมษายน 2552) ทั้งนี้ หากไม่สามารถที่จะทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ทุ่นระเบิดได้ทันตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว อาจร้องขอต่อที่ประชุมรัฐภาคีหรือที่ประชุมทบทวนเพื่อขยายกำหนดเวลาในการดำเนินการดังกล่าวให้เสร็จสิ้น ออกไปได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี โดยคำร้องขอแต่ละครั้งจะประกอบด้วย ระยะเวลาที่เสนอ ขอขยาย คำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลของการขยายเวลาที่จะเสนอ อุปสรรคที่ขัดขวางการทำลาย ทุ่นระเบิด ผลกระทบด้านมนุษยธรรม สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของการขยายเวลา ทั้งนี้ ที่ประชุมรัฐภาคีหรือที่ประชุมทบทวนจะประเมินคำร้องขอ และวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงข้างมากของรัฐภาคีที่มาประชุมและลงคะแนนเสียง

5.6 แสดงตำแหน่งพื้นที่ซึ่งทราบหรือสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และต้องแสดงเขตบริเวณ เฝ้าตรวจพื้นที่ทุ่นระเบิด และแยกพลเรือนออกไปจากพื้นที่ทุ่นระเบิดโดยใช้การล้อมรั้ว

5.7 รายงานผลการดำเนินการด้านทุ่นระเบิดต่อเลขาธิการสหประชาชาติเป็นประจำทุกปี โดยมีกำหนดต้องส่งรายงานดังกล่าวภายในวันที่ 30 เมษายน

6. การดำเนินการด้านทุ่นระเบิดของไทยที่ผ่านมา

6.1 ในการแก้ปัญหาทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการรอบด้าน กล่าวคือ การเก็บกู้ทำลายทุ่นระเบิด การให้ความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาทุ่นระเบิด การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด และการ ฟื้นฟูพื้นที่ทุ่นระเบิดให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ ในการดำเนินการดังกล่าว ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาพื้นที่ ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร โดย ศทช. ได้มีโครงการนำร่องในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจังหวัดสระแก้ว ในขณะเดียวกัน ศทช. ก็ได้จัดให้มีการฝึกอบรมด้านการเก็บกู้ ทุ่นระเบิดและการแจ้งเตือนภัยให้ความรู้ด้วย ที่ผ่านมา ไทยได้ดำเนินการด้านทุ่นระเบิดในด้านต่างๆ ดังนี้

6.1.1 การเก็บกู้ทุ่นระเบิด

จากผลการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดขั้นที่ 1 ของไทย (Thailand Level one Landmine Impact Survey) ซึ่งดำเนินการโดย Norwegian People ‘ s Aid ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด 2,557 ตารางกิโลเมตร 531 หมู่บ้าน ใน พื้นที่ 27 จังหวัด โดยมีผู้ได้รับผลกระทบถึง 504,303 คน และในแต่ละปีมีผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดเฉลี่ยปีละ 170 คน ศทช. ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิด (Humanitarian Mine Action Unit -HMAU) ขึ้น 3 หน่วยเพื่อดำเนินการด้านทุ่นระเบิดในด้านต่างๆ ประกอบด้วยการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การแจ้งเตือนภัยให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด ดังนี้

- HMAU 1 เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2543 ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

- HMAU 2 เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2543 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

- HMAU 3 ได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี 2544 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ขณะนี้ดำเนินการเฉพาะด้านการแจ้งเตือนภัยให้ความรู้และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด จนถึงปัจจุบัน (เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปีนับจากศทช. เริ่มปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปีหลังอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ต่อไทย) ศทช. ได้ทำลายทุ่นระเบิดในจังหวัดสระแก้ว จันทบุรีและตราดไปแล้วเป็นจำนวนประมาณ 2 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ร้อยละ 0.078 ของพื้นที่ที่ต้องทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมด ซึ่งเป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าไทยไม่สามารถดำเนินการได้ทันในกรอบระยะเวลา 10 ปี ศทช. ประสบปัญหาด้านงบประมาณ บุคลากรและวัสดุ/อุปกรณ์ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ผ่านมา ศทช .ได้รับเงินงบประมาณปีละประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน ส่งผลต่อการดำเนินการด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย นอกจากนี้ วัสดุ/อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีราคาแพง ไม่สามารถจัดซื้อเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานได้ ในปัจจุบัน ประเทศ ผู้บริจาคต่างๆ ได้สนับสนุนวัสดุ/อุปกรณ์ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้สนับสนุนวัสดุ/อุปกรณ์ให้แก่ HMAU 1 และ 2 จนสามารถปฏิบัติงานได้ ขณะนี้ HMAU 3 ยังขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น

หากพิจารณาพันธกรณีของไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้หมดสิ้นภายในเดือนเมษายน 2552 หรือหากจะพิจารณาเลื่อนเวลาซึ่งสามารถกระทำได้จนถึงปี 2562 จะเห็นว่า ไทยยังประสบปัญหาที่สำคัญยิ่งในการดำเนินการดังกล่าว และหากไทยไม่สามารถดำเนินการตามพันธกรณีดังกล่าวได้อาจส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของไทยในการดำเนินการด้านทุ่นระเบิด

6.1.2 การทำลายทุ่นระเบิดในคลัง

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 ซึ่งอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ต่อไทย ศทช. ได้จัดให้มีการทำลายทุ่นระเบิดในคลังจำนวน 1,000 ทุ่น ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ บริเวณเขาพุคา จังหวัดลพบุรี และได้ดำเนินการต่อจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 ไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดไปรวม 10,000 ทุ่น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวได้รับความชื่นชมจากประชาคมโลก โดยประเทศต่างๆ องค์กร Handicap International และผู้อำนวยการกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ได้มีหนังสือถึงฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แสดงความชื่นชมประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมา ศทช. ได้จัดทำแผนงานที่จะทำลายทุ่นระเบิดในคลัง จำนวน 6 ครั้ง/ปี เป็นเวลา 3 ปี โดยใช้งบประมาณปีละ 1.2 ล้านบาท หรือ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งสิ้น 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการเยือนไทยระหว่างวันที่ 6-7 มกราคม 2543 ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศของนาย Knut Vollebaek รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ นอร์เวย์ตกลงที่จะให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการทำลายทุ่นระเบิดในคลังของไทย เป็นเวลา 3 ปี ปีละ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมา ฝ่ายนอร์เวย์ได้แจ้งว่า อาจมีปัญหาในการให้ความช่วยเหลือแก่ไทยในเรื่องนี้ เนื่องจากข้อจำกัดภายในประเทศนอร์เวย์ แต่ก็จะพยายามช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ และขอให้ไทยแสวงหาประเทศผู้ให้อื่นๆ สำหรับโครงการนี้ด้วย อย่างไร ก็ตาม นอร์เวย์ยืนยันให้ความช่วยเหลือแก่ไทยจำนวน 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ขอให้ไทยพิจารณาเปลี่ยนคำขอใช้งบประมาณดังกล่าวจากการทำลายทุ่นระเบิดในคลังเป็นด้านอื่น ล่าสุด จากการหารือเป็นการภายในระหว่าง ศทช. กับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 ศทช. ได้ขอให้นอร์เวย์พิจารณาให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์สำหรับ นปท. 2 มูลค่ารวม 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากนอร์เวย์จะให้ความช่วยเหลือได้เพียง 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ขอให้นอร์เวย์ในฐานะประธาน Mine Action Support Group (MASG) ประสานประเทศผู้ให้อื่นๆ เพื่อให้การสนับสนุนส่วนที่เหลือด้วย

6.1.3 การจัดทำรายงานตามข้อ 7 ของอนุสัญญาฯ

ไทยได้นำส่งรายงานตามข้อ 7 ของอนุสัญญาฯ ฉบับแรก (เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2542) ฉบับที่ 2, 3 และ 4 ภายในวันที่ 30 เมษายนของทุกปี ( 2543-2545) ให้แก่เลขาธิการสหประชาชาติด้วย

6.2 ไทยยังให้การสนับสนุนความเป็นสากลของอนุสัญญาออตตาวา โดยได้ดำเนินการต่างๆ ดังนี้

6.2.1 ไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนได้แสดงบทบาทนำในเรื่องการสนับสนุนความพยายามในการทำให้อนุสัญญาออตตาวามีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นมาโดยตลอด โดยไทยได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน ที่กรุงฮานอย ระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2544 และได้แจ้งความสำคัญของอนุสัญญาฯ ในการช่วยแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในภูมิภาค ความพร้อมของไทยในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ และหารือเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของการเข้าเป็นภาคี โดยได้จัดทำ concept paper เรื่องดังกล่าวเวียนให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณา

6.2.2 ไทยได้เข้าร่วมอยู่ใน Universalization Contact Group ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการที่มี แคนาดาเป็นผู้สนับสนุนหลัก จัดตั้งขึ้นเพื่อผลักดันการส่งเสริมความเป็นสากลของอนุสัญญาฯ และจะมีการพบปะหารือในระหว่างการประชุมคณะกรรมการประจำฯ และการประชุมรัฐภาคีฯ ดังนั้น ความพยายามในการดำเนินการต่างๆ ของไทยสะท้อนให้เห็นนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนความเป็นสากลของอนุสัญญาฯ

6.2.3 ไทยได้เข้าร่วม Joint Demarche เสนอโดยญี่ปุ่นและออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนความเป็นสากลของอนุสัญญาออตตาวา และได้ร่วมยื่น Joint Demarche ให้แก่ประเทศต่างๆ ที่ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาออตตาวา รวม 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ ศรีลังกา อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว พม่า เนปาล ปากีสถาน ภูฐาน และอัฟกานิสถาน สาระสำคัญของ Joint Demarche นั้น เรียกร้องให้ประเทศเป้าหมายทั้ง 11 ประเทศให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ โดยเร็วที่สุด เพื่อร่วมกับประชาคมโลกหยุดยั้งการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นอาวุธที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม และแสดงความสนใจที่จะรับทราบข้อขัดข้อง/ปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ยังไม่สามารถเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ พร้อมทั้งเสนอให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ประเทศดังกล่าวสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ได้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศเหล่านั้นตัดสินใจเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ได้เร็วขึ้น เช่น ความช่วยเหลือในการทำลายทุ่นระเบิดในคลังที่มีอยู่ รวมทั้งสนับสนุนให้ประเทศที่ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญาฯ ส่งผู้แทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมคณะกรรมการประจำด้านต่างๆ ภายใต้กรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะได้ทำความเข้าใจต่ออนุสัญญาฯ และหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศรัฐภาคีต่างๆ

6.2.4 ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2545 โดยได้เชิญผู้แทนประเทศอาเซียนทั้งหมดเข้าร่วม ประเทศผู้บริจาค องค์การระหว่างประเทศและองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทนำในการดำเนินการด้านทุ่นระเบิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยิบยกประเด็นปัญหาทุ่นระเบิดขึ้นหารือ พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางในการสร้างความร่วมมือด้านทุ่นระเบิดระหว่างกัน และจะมีการพิจารณาอนุสัญญาออตตาวาเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ผลการสัมมนาฯ จะนำเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนครั้งถัดไป (ประมาณ ก.ค. 2545)

6.3 ไทยเสนอรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 5 ในปี 2546 โดยในระหว่าง การประชุมคณะกรรมการประจำ (Standing Committee - SC) ด้านต่าง ๆ ภายใต้กรอบอนุสัญญาออตตาวา ระหว่างวันที่ 28 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2545 ณ นครเจนีวา คณะผู้แทนไทยได้ประกาศท่าทีที่ชัดเจนว่าประเทศไทยเสนอรับเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมดังกล่าวโดยเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฯ ณ นครเจนีวาได้ประกาศเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมในพิธีเปิดการประชุมในวันที่ 28 มกราคม 2545 และขอรับการสนับสนุนจากรัฐภาคีต่างๆ ทั้งนี้ ผู้อำนวยการกองการเมืองได้กล่าวย้ำข้อเสนอของไทยในเรื่องดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งในระหว่างการประชุม SC on General Status and Its Operations ในวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 เพื่อให้นำเสนอข้อเสนอของไทยให้รัฐภาคีฯ พิจารณาในระหว่างการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 4 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 กันยายน 2545 ณ นครเจนีวา ตามขั้นตอนที่ถูกต้องต่อไป

7. ความช่วยเหลือ/ความร่วมมือกับต่างประเทศ

7.1 ความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐฯ

7.1.1 เมื่อนาง Madeleine Albright รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2542 ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิดแก่ไทยมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในห้วงเวลา 2 ปี (2542-2543) โดยมีรายละเอียด (ตามที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย) ดังนี้

- 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ของ ศทช. ณ ทุ่งสีกัน และการปรับปรุงศูนย์ฝึกที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดลพบุรี

- 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการฝึกอบรมการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยเป็นในรูปผู้เชี่ยวชาญ ครูฝึกและอุปกรณ์การฝึก

- 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการฝึกสุนัขที่ใช้ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

- 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรูปของรถบรรทุกจำนวน 150 คัน

7.1.2 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2543 ในโอกาสที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้เปิดทำการ

อย่างเป็นทางการ นาย Richard E. Hecklinger เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยได้น้อม-เกล้าฯ ถวายรถบรรทุกจำนวน 150 คัน แด่สมเด็จพระพี่นางเธอ กัลยานิวัฒนากรมหลวงสางขลานครินทร์ซึ่งทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของ ศทช.

7.1.3 คณะผู้เชี่ยวชาญด้านทุ่นระเบิดของสหรัฐฯ จากกต. และ กห. ได้เดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ 2543 เพื่อประเมินผลของความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ที่ผ่านๆ มา และรับทราบความต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากฝ่ายไทย โดยได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ฝึกสุนัขเพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ อ.ปากช่องด้วย และเห็นว่า ศูนย์ฝึกสุนัขฯ มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นศูนย์ระดับโลกได้ ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือในการฝึกอบรมครูฝึกสุนัขที่ศูนย์ดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้น ยังได้ให้การสนับสนุนอุปกรณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติการทุ่นระเบิดของ นปท. 1 ที่จังหวัดสระแก้วด้วย

7.2 การจัดทำ Level -1 Survey (ได้รับการสนับสนุนจากนอร์เวย์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ)

ภูมิหลัง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 คณะกรรมการเพื่อดำเนินงานเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้มีมติเห็นชอบต่อเอกสารโครงการจัดทำ Level -1 Survey ซึ่งร่างร่วมกันโดย Survey Action Center (SAC) และ ศทช. โดยมอบให้กระทรวงการต่างประเทศนำส่งไปยัง UN Mine Action Service(UNMAS) เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการผ่านคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก และในขณะเดียวกัน ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้มอบเอกสารโครงการดังกล่าวให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ พิจารณาให้การสนับสนุนด้วย ในฐานะที่นอร์เวย์เป็นประธานกลุ่ม Mine Action Support Group ทั้งนี้ Norwegian People's Aid (NPA) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนนอร์เวย์ด้านปฏิบัติการ

ทุ่นระเบิดได้รับมอบหมายจาก SAC ให้เข้ามาดำเนินการในไทย และได้เริ่มดำเนินตามโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2543 (NPA ได้ดำเนินการเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในลาวและกัมพูชาด้วย) ทั้งนี้ การสำรวจได้จัดทำขึ้นระหว่างเดือนกันยายน 2543- เมษายน 2544

โครงการสำรวจได้เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2544 โดยไทยเป็นประเทศที่ 2 รองจากเยเมนที่ดำเนินการสำรวจเสร็จสิ้น การสำรวจครอบคลุมพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ไทย-กัมพูชา ไทย-ลาว และไทย-มาเลเซีย รวม 2,727 ชุมชนใน 47 จังหวัด ผลการสำรวจปรากฏว่ามีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดรวม 2,556.7 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 531 ชุมชน 185 ตำบล 84 อำเภอ 27 จังหวัด ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ 504,303 คน สำหรับในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา (มี.ค. 2543- เม.ย. 2544) มีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดจำนวน 3,469 คน โดยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวม 346 คน

7.3 โครงการของ UN Development Programme (UNDP)

ภูมิหลัง เมื่อเดือนมีนาคม 2542 นาย Ian Mansfield ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดของ UNDP

นิวยอร์ก ได้มาเยือนไทย และได้จัดทำรายงานประเมินความช่วยเหลือที่ UNDP สามารถให้แก่ไทยได้ในรูปแบบของ capacity building ของ ศทช. ซึ่งต่อมา UNDP กรุงเทพฯ ได้เสนอร่างเอกสารโครงการให้ฝ่านไทยพิจารณา โดยโครงการดังกล่าวจะมีมูลค่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่ระบุแหล่งเงินทุนและมีแนวโน้มที่ UNDP กรุงเทพฯ จะให้เงินที่จัดสรรให้กับ country programme ของไทยซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมวิเทศสหการ

ในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านความร่วมมือกับต่างประเทศฯ ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2542 ที่ประชุมเห็นพ้องว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรใช้งบประมาณที่ได้จัดสรรให้ประเทศไทยผ่านกรมวิเทศสหการแล้ว แต่ควรใช้แหล่งงบประมาณอื่น ต่อมา UNDP กรุงเทพฯ ได้เสนอร่างเอกสารโครงการดังกล่าวใหม่ โดยใช้งบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่นจำนวน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดย UNDP กรุงเทพฯ ได้แจ้งว่า ได้เวียนร่างเอกสารโครงการให้ประเทศผู้ให้พิจารณา และญี่ปุ่นมีความสนใจจะให้ความช่วยเหลือ แก่ไทย โดยบริจาคให้ UN Voluntary Trust Fund for Mine Action ที่นิวยอร์กแล้ว ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในปี 2543 จึงได้มีมติให้ ศทช. ประสานกับ UNDP เพื่อปรับแผนใหม่ให้เน้นเรื่อง victim assistance, mine awareness และการวิจัยและพัฒนาในต้นปี 2544 UNDP ได้เสนอให้ฝ่ายไทยพิจารณาร่างโครงการ "Facilitating the National Mine Action Programme in Thailand" ซึ่งได้มีการปรับสาระโครงการให้เกิดประโยชน์แก่ไทยในการดำเนินการด้านทุ่นระเบิดมากยิ่งขึ้น และต่อมาทุกฝ่ายได้เห็นพ้องตามร่างฯ ที่ได้เสนอมาและให้มีการดำเนินโครงการ โดยผู้แทนไทยและ UNDP ได้ร่วมลงนามเอกสารโครงการฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2544 ขณะนี้โครงการกำลังดำเนินอยู่และจะจบสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2545

 

8. ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency—IAEA)

 

         8.1 ภูมิหลัง IAEA

 

      IAEA ได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) เป็นทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติเพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการตรวจพิสูจน์นิวเคลียร์ (nuclear verification)  ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (nuclear safety) และส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ ปัจจุบัน IAEA มีสมาชิกทั้งสิ้น 150 ประเทศ ประเทศสมาชิกล่าสุด คือ กัมพูชา และรวันดา (กัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 แต่ขอถอนตัวเมื่อ 26 มี.ค. ค.ศ. 2003) ซึ่งได้รับการรับรองการเป็นสมาชิก IAEA ในการประชุมใหญ่ สมัยสามัญ ครั้งที่ 53 เมื่อเดือน ก.ย. 2552 ทั้งนี้ ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกก่อตั้ง IAEA

      กลไกสูงสุดในการกำหนดนโยบายการดำเนินงานของ IAEA ทั้งด้านการเมืองและเทคนิค คือ  การประชุมใหญ่ สมัยสามัญ (General Conference-GC) ซึ่งประเทศสมาชิกจะเข้าร่วมการประชุมปีละครั้ง ทั้งนี้ IAEA จะมีคณะกรรมการผู้ว่าการ (Board of Governors-BoG) ซึ่งเป็นผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ สมัยสามัญ จำนวน 35 ประเทศ เป็นกลไกให้ข้อเสนอต่าง ๆ แก่ที่ประชุมใหญ่   สมัยสามัญ  ทั้งนี้ ล่าสุด การประชุมใหญ่ สมัยสามัญ ของ IAEA ครั้งที่ 53 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 กันยายน 2553 ณ กรุงเวียนนา ประเทสออสเตรีย โดยมี ออท.ผทถ. ณ กรุงเวียนนา เป็นหัวหน้าคณะ

      สำนักเลขานุการ (Secretariat) ของทบวงการฯ มีหน้าที่นำนโยบายและมติของ BoG / GC ไปปฏิบัติร่วมกับประเทศสมาชิก โดยมีโครงสร้างประกอบด้วย 6 ฝ่าย คือ

• ฝ่ายบริหารจัดการทั่วไป (Department of Management)

 

• ฝ่ายพิทักษ์การแพร่ขยายวัสดุนิวเคลียร์ (Department of Safeguards)

 

• ฝ่ายพลังงานนิวเคลียร์ (Department of Nuclear Energy)

 

• ฝ่ายความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัย ของการใช้พลังงานนิวเคลียร์(Department of Nuclear Safety and Security)

 

• ฝ่ายการประยุกต์วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ (Department of Nuclear Sciences and Applications)

 

• ฝ่ายความร่วมมือทางวิชาการ (Department of Technical Cooperation)

 

      BoG จะประชุมร่วมกันปีละ 5 ครั้ง (เดือน มี.ค. มิ.ย. ก.ย. 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังการประชุม GC และ ธ.ค.) เพื่อร่วมกันกำหนดแผนงานและนโยบายทางด้านการบริหารองค์กร เทคนิค ความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่าง IAEA กับประเทศสมาชิก รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามพันธกรณีของสนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty  -NPT) ของประเทศสมาชิก รวมทั้งการดำเนินงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการในด้านต่าง ๆ ระหว่าง IAEA กับประเทศสมาชิก และหน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ

      ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA คนปัจจุบัน คือ นาย Yukiya Amano ชาวญี่ปุ่น ได้รับการแต่งตั้งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2552 (ค.ศ. 2009) โดยถือเป็นผู้อำนวยการใหญ่ IAEA คนที่ 5 นับตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์กรขึ้นมา (ไทยมีท่าทีสนับสนุน ออท. Amano ดำรงตำแหน่ง ผอ.ใหญ่ของ IAEA สืบต่อจากนาย Mohamed ElBaradei มาตั้งแต่ต้น)

          8.2 บทบาทของไทยในกรอบ IAEA
 

 

      ในฐานะสมาชิก IAEA ประเทศไทยมีพันธกรณีในการปฏิบัติตามข้อมติต่างๆ ของ IAEA และปฏิบัติตามสนธิสัญญา อนุสัญญา รวมทั้ง ระเบียบและมาตรการต่าง ๆ ที่ออกโดย IAEA ซึ่งในปัจจุบันมีดังนี้

- ความตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยวัสดุนิวเคลียร์ (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the International Atomic Energy Agency for the Application of Safeguards in Connection with the Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons) ไทยลงนามและให้สัตยาบันแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ 2517 (ค.ศ 1974) 

 

- พิธีสารเพิ่มเติม (Additional Protocol — AP) ของความตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยวัสดุนิวเคลียร์พิเศษ (Safeguards Agreement) ไทยลงนามประเทศไทยลงนามในพิธีสารเพิ่มเติมโดยผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

 

- อนุสัญญาว่าด้วยการแจ้งเหตุทางนิวเคลียร์โดยเร็ว (Convention on Early Notification of a Nuclear Accident) ไทยลงนามเมื่อ 25 กันยายน 2530 และให้สัตยาบันเมื่อ 21 มีนาคม 2532 (สนธิสัญญาฯ มีผลใช้บังคับ 21 เมษายน 2532)

 

- อนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์หรือเหตุฉุกเฉินทางรังสี (Convention on Assistance in the Case of Nuclear or Radiological Emergency) ไทยลงนามเมื่อ 25 กันยายน 2530 และให้สัตยาบันเมื่อ 21 มีนาคม 2532 (สนธิสัญญาฯ มีผลใช้บังคับ 21 เมษายน 2532)

 

  นอกจากนี้ ไทยกำลังดำเนินการเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาการป้องกันวัสดุนิวเคลียร์ (Convention on Physical Protection of Nuclear Materials) และอนุสัญญาความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ (Convention on Nuclear Safety)

 

      คผถ. ณ กรุงเวียนนา เป็นหน่วยประสานงานของไทยกับ IAEA โดยมี สนง. ปรมาณูเพื่อสันติเป็น national focal point กับ IAEA และหน่วยงานต่างๆ ของไทย และไทยส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมใหญ่สมัยสามัญของ IAEA ทุกปี โดยระยะหลังไทยเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือกับ IAEA เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและสร้างความเข้าใจนโยบายก่อตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทย และความร่วมมือในกรอบอาเซียนด้านพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งความร่วมมือทางเทคนิคและวิชาการกับ IAEA ในการใช้ประโยชน์พลังงานนิวเคบียร์ทางสันติ เช่น การแพทย์ สาธารณสุข การเกษตร 

      ไทยเคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ (Board of Governors-BoG) ในนามกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก (SEAP) วาระ 2 ปี ระหว่าง ก.ย. 2549 – ก.ย. 2551

ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการเข้าเป็นสมาชิก BoG ของ IAEA ที่สำคัญ คือ

 

  -  โดยที่ IAEA ซึ่งมีบทบาทหลักในการตรวจพิสูจน์นิวเคลียร์ จะต้องเสนอรายงานการตรวจพิสูจน์โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ ให้ BoG พิจารณาในช่วงการประชุม BoG แต่ละครั้ง ดังนั้น ในฐานะสมาชิก BoG ไทยได้ประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการตรวจสอบการพัฒนานิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ ว่ามีวัตถุประสงค์ในทางสันติหรือไม่ และไทยสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายของไทยต่อปัญหาการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านหรือเกาหลีเหนือทั้งในกรอบของ IAEA และเวทีการเมืองอื่นๆ ได้

 

  - ไทยแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ร่วมกับสมาชิก BoG ที่เหลืออีก 34 ประเทศ ในการเรียกร้องให้ประเทศที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนานิวเคลียร์ อาทิ อิหร่าน เกาหลีเหนือ ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ อาทิ สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of  Nuclear Weapons-NPT) และมาตรการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency (IAEA) Safeguards Agreement) สนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty-CTBT)

 

  -  สร้างโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือกับ IAEA ด้านการสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้และความร่วมมือ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ อาทิ การใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า การรักษาทางการแพทย์ การถนอมและรักษาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของไทยเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ในทางสันติและเพื่อพัฒนาประเทศเท่านั้น ขณะเดียวกันก็จะเป็นการแสดงบทบาทสร้างสรรค์ในการสนับสนุนภารกิจการดำเนินงาน ด้านเทคนิคของ IAEA อีกทางหนึ่ง
 
 

ข้อสรุป

อนุสัญญาออตตาวานับเป็นอนุสัญญาแรกในกรอบลดอาวุธที่ห้ามอาวุธตามแบบอย่างเต็มรูปแบบและกำหนดให้มีการทำลายอาวุธดังกล่าวด้วย ตลอดจนเป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจอย่างแข่งขัน ระหว่างรัฐบาลและองค์กรเอกชน ซึ่งนาย Kofi Annan เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "เมื่อรัฐบาลร่วมมือกับภาคเอกชนอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น" และ ได้กล่าวถึงอนุสัญญาออตตาวาว่า "เป็น landmark ของประวัติศาสตร์การลดอาวุธโลก" โดยที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่นอกจากจะทำให้พี่น้องประชาชนบาดเจ็บล้มตายแล้ว ทุ่นระเบิดยังเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีอนุสัญญาออตตาวา ฝ่ายทหารของไทยก็ได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเท่าที่จะกระทำได้มาโดยตลอด การเข้าร่วมอนุสัญญาออตตาวาของไทย นอกจากจะทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของไทยมีระบบการดำเนินการที่ชัดเจนและอยู่ในความร่วมมือกับต่างประเทศแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ไทยแสวงหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการนี้ได้

การที่อนุสัญญาฯ มีผู้ลงนามและให้สัตยาบันเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับน่าจะเป็นบทพิสูจน์ที่ดีประการหนึ่งและเป็นการส่งสัญญาณว่า ประเทศต่างๆ ตระหนักถึงภัยอันร้ายแรงของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและความสำคัญของอนุสัญญาฯ

ในส่วนของไทย หลังจากที่ได้เข้าเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาฯ และได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและ ศทช. ขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติหลักของไทยในเรื่องนี้ ศทช. ได้พยายามดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาโดยตลอดแม้จะมีงบประมาณที่จำกัดก็ตามซึ่งควรได้รับการชมเชยในที่นี้

ไทยมีความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะดำเนินการแก้ปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั้งในด้านการเก็บกู้ทำลาย การแจ้งเตือนภัยให้ความรู้เรื่องทุ่นระเบิด การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการฟื้นฟูพื้นที่ทุ่นระเบิดให้เป็นประโยชน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นการดำเนินการในทิศทางที่ถูกต้อง เนื่องจากสอดคล้องกับกระแสของโลกและเป็นประโยชน์ต่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนไทยในระยะยาว ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะดำเนินการอย่างเต็มที่เท่าที่ความสามารถและทรัพยากรจะเอื้ออำนวย อย่างไรก็ดี ในภาวะเศรษฐกิจของไทยปัจจุบันนี้ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งต่อความสำเร็จของปฏิบัติการทุ่นระเบิดไทย

 

ข้อมูลทั่วไป

รายงานสถานการณ์โรคเอดส์ทั่วโลกของ UNAIDS/WHO (ธันวาคม 2546) ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ทั่วโลกประมาณ 34-46 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในปี 2546 ประมาณ 4.2-5.8 ล้านคน มีผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เสียชีวิตในปี 2546 ประมาณ 2.5-3.5 ล้านคน และในภูมิภาคที่มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์มากที่สุด เรียงตามลำดับ ดังนี้

- Sub-Sahara Africa 25-28.2 ล้านคน

- South and South-East Asia 4.6-8.2 ล้านคน

- Latin America 1.3-1.9 ล้านคน

- East Asia and the Pacific และ Eastern Europe and Central Asia 1.2-1.8 ล้านคน

ปัญหาโรคเอดส์ได้รับความสำคัญในฐานะเป็นภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ โดยได้รับการพิจารณาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของมนุษยชาติ และประชาคมระหว่างประเทศยอมรับว่า ปัญหาโรคเอดส์มิใช่เป็นเพียงปัญหาโรคภัยไข้เจ็บหรือสุขภาพ แต่เป็นปัญหาของการพัฒนาและเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอื่นๆ เช่น การขจัดความยากจน การส่งเสริมความเท่าเทียมกันของสตรี สิทธิมนุษยชน ฯลฯ

สำหรับประเทศไทย ประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ประมาณ 1 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กประมาณ 47,600 คน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ประมาณ 501,700 คน และผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ที่ยังมีชีวิตอยู่และต้องการการดูแลรักษา 572,500 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อโรคเอดส์รายใหม่ประมาณ 19,470 คน

นโยบายของไทย

รัฐบาลไทยมีนโยบายให้ความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ในฐานะวาระแห่งชาติ โดยมีแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์แห่งชาติ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2545-2549 เป็นกรอบการดำเนินงานซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) โดยมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์อย่างเป็นองค์รวม โดยมีคนเป็นศูนย์กลาง และมุ่งพัฒนาคน ครอบครัว ชุมชนเป็นแกนหลัก สร้างขีดความสามารถของรากฐานในสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มุ่งเน้นให้เกิดการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์เป็นภารกิจของทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน และกลุ่มผู้ติดเชื้อ นอกจากนั้น ยังมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้รวมยาต้านไวรัสเอดส์ไว้ในระบบประกันสุขภาพ (โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค) ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศที่มีนโยบายเช่นนี้

การดำเนินการของไทย

(1)ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ซึ่งเป็น ยุทธศาสตร์หนึ่งของแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีกับสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศ และประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ในกลุ่มประชากรโยกย้ายถิ่นฐาน

ประเทศไทยมีความร่วมมืออันดีกับสหประชาชาติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ โดยผ่าน UNAIDS โดยสหประชาชาติยอมรับว่าประเทศไทยเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านต่างๆ อาทิ ด้านการป้องกัน การติดเชื้อเอดส์ การลดอัตราการติดเชื้อจากมารดาสู่บุตร การดูแลรักษา ผู้ป่วย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม ประเทศไทยได้ร่วมรับรอง Declaration of Commitment on HIV/AIDS ซึ่งเป็นผลของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยพิเศษที่ 26 ว่าด้วยเรื่องโรคเอดส์ เมื่อปี 2544 ซึ่งเป็นผลให้มีการจัดตั้งกองทุน Global Fund to fight AIDS, Tuberculosis and Malaria เป็นแหล่งทรัพยากรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน (ประมาณ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยได้ร่วมบริจาค ปีละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นระยะเวลา 5 ปี (ปีงบประมาณ 2546-2550)

(2) ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Intersessional Meeting of the Human Security Network on Human Security and HIV/AIDS เมื่อวันที่ 21-22 มกราคม 2545 ที่กรุงเทพฯ เพื่อวางพื้นฐานให้ประชาคมโลกยอมรับปัญหาโรคเอดส์ในฐานะภัยต่อความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกัน และสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามของโรคเอดส์ต่อประชากรในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีผลกระทบต่อประชากรไทยโดยตรง

(3) ต่อมา ไทยได้ผลักดันประเด็นโรคเอดส์จนได้รับการยอมรับให้เป็นประเด็นหนึ่งของกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงมนุษย์ (Human Security) ในการประชุมระดับรัฐมนตรีของเครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ที่เมืองกราซ ออสเตรีย ระหว่าง 8-10 พฤษภาคม 2546 และปรากฏอยู่ใน Human Security Medium-Term Workplan (2003-2005)

(4) โดยตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับโรคเอดส์ ไทยรับเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยโรคเอดส์ ครั้งที่ 15 (The XV International AIDS Conference) ระหว่างวันที่ 11-16 กรกฎาคม 2547 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ในหัวข้อ Access for All การประชุมดังกล่าวซึ่งร่วมจัดโดยองค์กรเอกชน International AIDS Society และ UNAIDS ในครั้งนี้ ได้ริเริ่มให้ผู้นำของทุกภาคในสังคมเข้ามีส่วนร่วม นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยโรคเอดส์ ครั้งที่ 2 (The Second Asia-Pacific Ministerial Meeting on HIV/AIDS) ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2547 ที่กระทรวงการต่างประเทศ และยังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยโรคเอดส์ ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 ที่ทำเนียบรัฐบาลอีกด้วย

(5) ในระดับภูมิภาค ประเทศสมาชิกอาเซียนตระหนักถึงภัยอันเกิดจากการแพร่ระบาด อย่างรวดเร็วของโรคเอดส์ในเอเชีย และผลกระทบที่จะมีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อาทิ การสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งในส่วนของรัฐและของครอบครัวของผู้ติดเชื้อเอดส์ พฤติกรรมของสังคมที่จะได้รับผลกระทบในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ ทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียน (4th ASEAN Summit) ครั้งที่ 4 ที่สิงคโปร์ ในปี 2535 หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพิจารณา และมีมติให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการกำหนดแนวนโยบายและการปฏิบัติการในการต่อต้านโรคเอดส์ที่สอดคล้องกัน ซึ่งผลจากการประชุมนี้ ประเทศสมาชิกจึงได้เห็นพ้องกันให้มีการจัดตั้งคณะทำงานอาเซียนด้านโรคเอดส์ (ASEAN Task Force on AIDS: ATFOA) ขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการดำเนินการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในภูมิภาคอาเซียน และต่อมาในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 ได้กำหนดระเบียบวาระโดยเฉพาะสำหรับหารือเรื่องโรคเอดส์ (ASEAN Summit Session on HIV/AIDS) ที่ประชุมรับรองปฏิญญาของการประชุมสุดยอดอาเซียนว่าด้วยโรคเอดส์ (7th ASEAN Summit Declaration on HIV/AIDS) ปี ค.ศ. 2002-2005

(6) สำหรับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ประเทศไทยได้ริเริ่มที่จะส่งเสริมความ ร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ในภูมิภาคแอฟริกาในกรอบของ New Partnership for Africa's Development (NEPAD) และได้จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือด้านโรคเอดส์แก่ประเทศในภูมิภาคแอฟริกา โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการบำบัดและป้องกันโรคเอดส์ โดยอาจดำเนินการในลักษณะสามฝ่าย ทั้งกับองค์การระหว่างประเทศ เช่น UNDP หรือกับประเทศที่สาม เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา ฯลฯ

 

ประเด็นนานาชาติ-พันธกรณี

ปัจจุบันไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญๆ ได้แก่

1.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศ

ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก อนุสัญญาว่าด้วยการ

ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และล่าสุดคือ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ นอกจากนี้ ส่วนราชการไทยที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบในหลักการแล้วที่จะสนับสนุนให้ไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเรื่องเด็กในความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธ และพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเรื่องการค้าเด็ก โสเภณีเด็ก และสื่อลามกเด็ก

ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป และไทยกำลังพิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้าน การทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีต่อไปด้วย การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์อย่างชัดเจนของประเทศไทยที่จะร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน

2. เมื่อปี 2543 ไทยได้รับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Commission on Human Rights: CHR) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คณะกรรมาธิการดังกล่าวถือเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติซึ่งระหว่างที่ดำรงตำแหน่งสมาชิก ไทยได้มีบทบาทอย่างแข็งขันในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของไทย ผลักดันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยให้ความสำคัญ ถ่ายทอดประสบการณ์การดำเนินงานภายในของไทยอันเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนรวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านสิทธิมนุษยชน และแม้ว่าสมาชิกภาพของไทยได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 แล้ว แต่ไทยก็ยังคงความมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทแข็งขันอย่างต่อเนื่องในเวทีดังกล่าวในฐานะผู้สังเกตการณ์

3. นอกเหนือจากภายใต้กรอบสหประชาชาติแล้ว ประเทศไทยยังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการหารือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และเครือข่าย

ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network-HSN) ปัจจุบัน ไทยยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานผู้แทนข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกด้วย

 

ข้อมูลทั่วไป

เครือข่ายความมั่นคงมนุษย์ (ริเริ่มโดยแคนาดาและนอร์เวย์ในปี 2542) เป็นการรวมกลุ่มของประเทศในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีแนวคิดคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ในประเทศของตนและในเวทีโลก ปัจจุบัน HSN ประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ ชิลี กรีซ ไอร์แลนด์ จอร์แดน แคนาดา มาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ สโลวีเนีย และไทย และมีประเทศผู้สังเกตการณ์ 1 ประเทศ คือ แอฟริกาใต้

HSN มีวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์โลกมนุษย์ซึ่งประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความมั่นคง (security) และมีศักดิ์ศรี (dignity) หรือการบรรลุสภาวะที่มนุษย์ "ปราศจากความหวาดกลัว" (Freedom from Fear) เช่น ผลกระทบจากการสู้รบ ความขัดแย้ง หรือภัยจากอาวุธที่อันตราย เช่น ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการแพร่ขยายของอาวุธขาดเล็ก และ "ปลอดจากความขาดแคลน" (Freedom from Want) เช่น ความยากจน และภัยจากโรคระบาดที่ร้ายแรง เช่น โรคเอดส์ และรวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนศึกษา การเคารพกฎหมายมนุษยธรรม และเด็กในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของ HSN เพื่อส่งเสริมการหารือเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ และร่วมกันจัดทำกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ที่ HSN ให้ความสำคัญตามวิสัยทัศน์ข้างต้น

HSN มีการประชุมระดับรัฐมนตรีเป็นประจำทุกปี ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักของ HSN ตั้งแต่ปี 2542 ครั้งที่ 1 ที่เมืองเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ (ปี 2542) ครั้งที่ 2 ที่เมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ปี 2543) ครั้งที่ 3 ที่เมืองเพตรา ประเทศจอร์แดน (ปี 2544) ครั้งที่ 4ที่กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี (ปี 2545) ครั้งที่ 5 ที่เมืองกร๊าซ ประเทศออสเตรีย (ปี 2546) ครั้งที่ 6 ที่กรุงบามาโก ประเทศมาลี (2547) ครั้งที่ 7 ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา (2548) ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ไทยได้รับเป็นประธาน HSN ระหว่างพฤษภาคม 2548 - พฤษภาคม 2549 และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ ครั้งที่ 8 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม 2549

ท่าทีของไทยในกรอบ HSN

ไทยเข้าเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้ง HSN เนื่องจากไทยเห็นว่าประเด็นความมั่นคงของมนุษย์สอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทยในหลายๆ ด้าน อาทิ การเป็นประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางที่มีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การมีระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย และการมีรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2540) ที่ให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยสามารถใช้เวที HSN ในการสะท้อนท่าทีในเรื่องดังกล่าวได้อย่างสร้างสรรค์

ไทยเห็นว่าการพิจารณาเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ควรมีความสมดุลระหว่างประเด็น Freedom from Fear กับ Freedom from Want โดย (1) เนื่องจากไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังเน้นความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาประเทศด้านการขจัดความยากจน และพัฒนาความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซึ่งรวมถึง ความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคเอดส์ และปัญหายาเสพติด ดังนั้นไทยจึงได้แสดงท่าทีหนักแน่นเสมอมาให้ HSN ให้ความสำคัญกับประเด็นการปลอดจากความขาดแคลน (Freedom from Want)ในเรื่องที่กล่าวมา เห็นได้จากการผลักดันของไทยในประเด็นเรื่องโรคเอดส์ การขจัดความยากจน และการพัฒนาโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ในการประชุมระดับรัฐมนตรี HSN ครั้งที่ 5 และ 6 ที่ผ่านมา (2) ไทยให้ความสำคัญกับประเด็นการปราศจากความหวาดกลัวด้วย (Freedom from Fear) เช่น เรื่องการกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งไทยเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตาวา) และได้เป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 6 เมื่อเดือนกันยายน 2546 ที่กรุงเทพฯ ด้วย

กิจกรรมของไทยในกรอบ HSN

ในเรื่องโรคเอดส์นั้น ไทยสนับสนุนความร่วมมือในกรอบ HSN ในการส่งเสริมความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาโรคเอดส์ และการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัย และที่ประชุม HSN ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของไทยให้ HSN ออกแถลงการณ์ร่วม (HSN Joint Statement) ในเรื่อง HIV/AIDS ในระหว่างการประชุม Bangkok Summit 2004: Leadership on HIV/AIDS ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 เพื่อส่งเสริมบทบาทของ HSN ในการประชุมที่มีประเด็นเชื่อโยงกับความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งเน้นความสำคัญและผลกระทบของปัญหา HIV/AIDS ต่อความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับและบรรจุอยู่ในบทสรุปของประธานด้วย ต่อมา ไทยได้ยกร่างถ้อยแถลงร่วมของ HSN ในเรื่อง HIV/AIDS ดังกล่าว ซึ่งประเทศสมาชิก HSN ให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการจัดทำ HSN Joint Statement ในครั้งนี้มาก โดยถ้อยแถลงที่จัดทำ มีสาระ proactive แสดงถึง political commitment ของประเทศสมาชิกต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ เน้นทัศนะของ HSN ถึงความเชื่อมโยงของปัญหาดังกล่าวกับความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งนำเสนอข้อเสนอแนะของ HSN ต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีเอเชียแปซิฟิกว่าด้วย HIV/AIDS ครั้งที่ 2 และที่ประชุมนานาชาติฯ ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 11 และ 11-16 กรกฎาคม 2547 ตามลำดับ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพด้วย

ในเรื่องปัญหาความยากจน ไทยได้แจ้งให้ที่ประชุม HSN ทราบเรื่องการจดทะบียนคนจนทั่วประเทศ ซึ่งไทยมีนโยบายและแผนดำเนินการต่างๆ ที่จะขจัดความยากจนภายในประเทศให้หมดสิ้นภายใน 6 ปี การส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เช่น ความร่วมมือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในลุ่มแม่น้ำอิระวดี-แม่น้ำเจ้าพระยา-แม่น้ำโขง (Ayewady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) การพัฒนาดัชนีชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Index) เพื่อวัดระดับการพัฒนาในด้านต่างๆ ของประชาชน และการแก้ไขปัญหาหารลักลอบค้ามนุษย์

ในเรื่องการขจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในฐานะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 5 (President of the Fifth Meeting of State Parties to the Mine Ban Convention) ไทยได้แจ้งบทบาทในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การระดมเงินทุนเพื่อขจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและการผลักดัน การขยายภาคีอนุสัญญาฯ ให้มีจำนวนมากที่สุด เพื่อผลของการกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

 

ปัญหาที่ไทยเผชิญ

การค้ามนุษย์เป็นหนึ่งใน 8 สาขาของอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศอย่างมาก โดยมีลักษณะการทำงานเป็นเครือข่ายที่กว้างขวาง ใช้อิทธิพล และเงินจำนวนมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่เป็นทั้งต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง ของการค้ามนุษย์ ทำให้ปัญหามีความซับซ้อน ยากต่อการแก้ไข

การดำเนินการของรัฐบาล

รัฐบาลไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์โดยเร่งด่วน จึงได้แนวทางหลัก 4 ประการ เพื่อการแก้ไขปัญหา คือ

ยืนยันความมุ่งมั่นทางการเมือง

โดยที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์เทียบเท่าปัญหายาเสพติด จึงได้ ยืนยันความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้ดำเนินนโยบาย ดังนี้

(1) ตั้งคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิงภายใต้คณะ

กรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ

(2) เห็นชอบตามร่างนโยบายและแผนระดับชาติ เรื่องการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาเด็กและหญิง ระยะยาว 6 ปี (พ.ศ.2545 - 2550)

(3) จัดให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจระดับชาติ คือ บันทึกความเข้าใจเรื่องแนวทางการปฏิบัติร่วมกันระหว่างภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีการค้าเด็กและหญิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546

(4) จัดทำบันทึกความเข้าใจระดับภูมิภาค จำนวน 1 ฉบับ คือ บันทึกความเข้าใจ เรื่อง แนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีเด็กและหญิง ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง ลำพูน ตาก)

(5) ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.... ให้สอดคล้องกับพิธีสารเพื่อป้องกันและปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะหญิงและเด็ก ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างฯ ของคณะกรรมการพิธีสารเพื่อป้องกันปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ ก่อนที่จะเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชน แห่งชาติ (กยช.) จากนั้นจึงนำเข้าคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาตามลำดับ คาดว่า จะสามารถประกาศใช้ได้ภายใน 2 ปี

(6) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเรื่องการค้ามนุษย์ ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการค้ามนุษย์กับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งระดมสมอง เพื่อนำข้อมูลไปจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติในการประชุมครั้งที่ 2 ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป

พันธกรณีและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาการค้ามนุษย์เป็นอย่างมาก และรัฐบาลเห็นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยเป็นรูปธรรม จึงได้ดำเนินนโยบาย ดังนี้

(1) ได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (UN Convention on Transnational Organized Crime) พิธีสารเพื่อป้องกันและปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก (Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, Especially Women and Children) และพิธีสารเพื่อต่อต้านการ ลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นโดยทางบก ทะเล และอากาศ (Protocol against the Smuggling of Migrants by Land, Sea and Air)

(2) เข้าร่วมกระบวนการบาหลี (Bali Process) เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบขนคนเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ

(3) จัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการขจัดการค้าเด็กและหญิง และช่วยเหลือเหยื่อของการค้ามนุษย์ (เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546) และได้ยกร่างบันทึก ความเข้าใจในลักษณะเดียวกัน ให้แก่ลาวและเวียดนามเพื่อพิจารณาแล้ว

(4) จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างชาติระหว่างไทย-ลาว เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2546 และระหว่างไทย-พม่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2546

(5) ไทยในฐานะเป็นประเทศต้นทางได้ร่วมมือกับประเทศปลายทาง อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ในการดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่าง การจัดทำโครงการในกรอบความร่วมมือกับ IOM และประเทศปลายทาง ในการให้ความช่วยเหลือ ส่งกลับเหยื่อการค้ามนุษย์คืนประเทศ โดยให้มีการช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพจิตใจ พัฒนาศักยภาพในการดำรงชีวิต อีกทั้งให้มีการรณรงค์ให้ข้อมูลข่าวสารก่อนออกเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพื่อลดอัตราผู้ตกเป็นเหยื่อกระบวนการค้ามนุษย์

(6) ไทยได้ร่วมอยู่ใน core group ของกรอบความร่วมมือเอเชีย-ยุโรป (ASEM) ในการ จัดทำ ASEM Plan of Action on Trafficking in Human

(7) ไทยได้มีบทบาทในเวทีหารือของ APC (Inter-Government Asia-Pacific Informal Consultations on Refugees, Displaced Persons and Migrants) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก UNHCR, IOM และรัฐบาลออสเตรเลีย

(8)ร่วมดำเนินการภายใต้กรอบรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime-AMMTC) มีแผนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Work Programme to Implement the ASEAN Plan of Action to Combat Transnational Crime)

 

1. ข้อมูลทั่วไป

ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาไร้พรมแดน มีต้นเหตุที่ซับซ้อนทั้งความยากจน การด้อยพัฒนา และในบางประเทศเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การแก้ไขปัญหาจึงต้องใช้แนวทางที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านอุปสงค์ อุปทาน การบำบัดฟื้นฟู การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาทางเลือกที่ครอบคลุมการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นเพื่อเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของชุมชนจากการพึ่งพารายได้จากการปลูกพืชเสพติด และการผลิตยาเสพติด และเพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหายาเสพติดในระดับรากหญ้า

2. นโยบายของไทย

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในฐานะวาระแห่งชาติ โดยได้ประกาศสงครามเอาชนะยาเสพติด และดำเนินแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนา การศึกษา การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและครอบครัว การปรับปรุงกฏหมาย และการบังคับใช้กฏหมายการบำบัดรักษาและฟื้นฟู โดยดำเนินการภายในประเทศควบคู่กับการดำเนินการระหว่างประเทศ

3. การดำเนินการของไทย

การแก้ไขปัญหายาเสพติดจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยจึงส่งเสริมความ ร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในลักษณะความเป็นหุ้นส่วน (partnership) ในกรอบต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาค เช่น จีน สหรัฐอเมิกา ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และระดับพหุภาคี ได้แก่

3.1 ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและจีนในกรอบความร่วมมือ 4 ฝ่าย (ไทย พม่า ลาว และจีน) มีจุดเริ่มต้นจากการหารือระหว่าง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร) กับนายจู หรง จี นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2544 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะต้องมีความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดในกรอบพหุภาคี 4 ฝ่าย และต่อมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้นำข้อเสนอนี้ไปหารือกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า ในโอกาสที่เดินทางไปเยือนทั้งสองประเทศ ระหว่างวันที่ 13-14 และวันที่ 19-20 มิถุนายน 2544 ตามลำดับ ต่อมาได้มีการจัดประชุมผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสขึ้นที่กรุงย่างกุ้งเมื่อวันที่ 10-11 สิงหาคม 2544 และระดับรัฐมนตรีที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2544 ตามลำดับ ซึ่งได้นำไปสู่การกำหนดแนวทางและกิจกรรมความร่วมมือ 3 ด้านหลัก คือ

(1) ด้านการปราบปรามยาเสพติด เน้นความร่วมมือในการตั้งจุดตรวจและการลาดตระเวนตามแนวพรมแดน และความร่วมมือในการควบคุมเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้น นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือทางอาญาและโครงการตรวจวิเคราะห์คุณลักษณะของยาเสพติด

(2) ด้านการควบคุมเพื่อลดอุปทานยาเสพติด ประกอบด้วยการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาโดยทางเลือกอื่น การสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นโดยใช้ดาวเทียม

(3) ด้านการป้องกันเพื่อลดอุปสงค์ยาเสพติด มีการจัดอบรมเรื่องการป้องกันและบำบัดรักษา

3.2 กรอบความร่วมมือ 5 ฝ่ายด้านยาเสพติด (ไทย พม่า ลาว จีน และอินเดีย) ซึ่งเน้นความร่วมมือในการสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดประเภท Amphetamine-type Stimulant (ATS) และการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรีที่เชียงรายระหว่างวันที่ 22-25 กรกฎาคม 2546 ได้รับรองปฏิญญาเชียงราย (Chiang Rai Declaration) เป็นกรอบความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติดบริเวณพรมแดน และความร่วมมือในการแก้ปัญหาการปลูกพืชเสพติดโดยการพัฒนาทางเลือก (alternative Development) ซึ่งทั้ง 5 ประเทศได้ตกลงที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันในลักษณะหุ้นส่วน โดยเฉพาะการหาลู่ทางการเปิดตลาดให้แก่สินค้าและผลิตผลจากโครงการพัฒนาทางเลือก ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและวิชาการ ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Official Meeting - SOM) เป็นประจำทุกปี เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถปรับตัวรับสถานการณ์ด้านยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ และยังได้หารือที่จะเพิ่มการควบคุมยาเสพติดชนิดใหม่ เช่น เคตามีน ที่ใช้แทนโคแคนซึ่งกำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ด้วย

3.3 ความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย เพื่อความร่วมมือในการควบคุม ยาเสพติดในอนุภูมิภาค (ไทย ลาว พม่า จีน กัมพูชา เวียดนาม และ United Nations Office on Drugs and Crime - UNODC) โดยเน้นการเป็นหุ้นส่วนร่วมกันในการส่งเสริมให้มีความเป็น เจ้าของโครงการแก้ไขยาเสพติดร่วมกัน ตลอดจนสนับสนุนเอกสารแนวความคิดโครงการบูรณาการป้องกันการใช้ยาเสพติดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขจัดความยากจน

3.4 ความร่วมมือในกรอบอาเซียน ซึ่งมีกลไกที่สำคัญ ดังนี้

- การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านยาเสพติดประจำปี (ASEAN Senior Officials on Drugs Matters - ASOD) ซึ่งเป็นเวทีการหารือเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในด้านนโยบายแก้ไขปัญหาปัญหายาเสพติดที่สำคัญ เมื่อปี 2541 รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนได้ลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสร้างอาเซียนให้เป็นเขตปลอดยาเสพติด (Joint Declaration for a Drug - Free ASEAN) ซึ่งต่อมาในปี 2543 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นพ้องที่จะเลื่อนปีเป้าหมายของการให้อาเซียนเป็นเขตปลอดยาเสพติดให้เร็วขึ้นอีก 5 ปี จากปี 2563 (ค.ศ. 2020) เป็นปี 2558 (ค.ศ. 2015)

- กรอบความร่วมมืออาเซียนและกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาค 7 ฝ่าย ซึ่งได้กลายเป็นกรอบความร่วมมืออาเซียนและจีน โดยมีแผนปฏิบัติการ ACCORD Plan of Action (ASEAN and China Cooperative Operations in Response to Dangerous Drugs) ซึ่งมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม และมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนรองรับ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศ ผู้บริจาคที่เข้าร่วมประชุม International Congress: In Pursuit of a Drug-Free ASEAN 2015: Sharing the Vision, Leading Change ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2543

3.5 ไทยเป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการด้านยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ (Commission on Narcotic Drugs - CND) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2516 (ค.ศ. 1973) จนถึงปัจจุบัน และมีบทบาทอย่างแข็งขันทั้งในการประชุม CND และการประชุมคณะกรรมการสาม (คณะกรรมการสังคม มนุษยธรรม และวัฒนธรรม) ของสหประชาชาติ

3.6 การพัฒนาทางเลือกและโครงการดอยตุง 2

3.6.1 พื้นที่ในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่สำคัญ เช่น เฮโรอีนและยาบ้า และเป็นปัญหาแก่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ไทยได้ดำเนินโครงการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการส่งเสริมอาชีพและสร้างทางเลือกใหม่ในการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่จนประสบความสำเร็จในการกำจัดพืชเสพติดในเขตประเทศไทยได้ทั้งหมด และโครงการตามพระราชดำริได้ถูกนำไปเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศอื่นๆ

3.6.2 ขณะที่ประเทศไทยได้นำประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่โครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นต้นแบบการพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) เพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกพืชเสพติดและผลิตยาเสพติดได้ผลอย่างยั่งยืน เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่พม่าที่บ้านย่องข่าและบ้านโอ่ง ซึ่งอยู่ในเขตปกครองพิเศษที่ 4 ของรัฐฉาน ในเขตของกองกำลังว้า โดยได้นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรูปแบบของโครงการพัฒนาดอยตุงที่ดำเนินการโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

- เพื่อยุติการปลูกฝิ่นในพม่า

- เพื่อให้ประชาชนมีรายได้สามารถเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องหันกลับไปปลูกพืชเสพติด

- เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยของแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่งผลกระทบในด้านลบหลายประการ เช่น การเป็นพาหะโรค และการก่ออาชญากรรม

- เพื่อให้เป็นแบบอย่างในการนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดต่อไป

3.6.3 รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือแล้ว 20 ล้านบาท และจะอนุมัติอีก 30 ล้านบาทเพื่อขยายการดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เช่น ปางซาง ตันยาง เชียงตุง โครงการเช่นนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชนเพื่อให้หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่สามารถเลี้ยงชีพได้

3.6.4 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ดำเนินโครงการนำร่องซึ่งเรียกว่า "โครงการดอยตุง 2" โดยเน้นเรื่องต่างๆ ดังนี้

- การสร้างระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น คือ ถังเก็บน้ำ การจัดทำระบบชลประทานและระบบน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยให้ชาวว้าเป็นผู้ลงมือในการสร้างระบบ ดังกล่าวเพื่อสร้างสำนึกในการเป็นเจ้าของ

- การสาธารณสุขและโรงพยาบาล มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการสร้างโรงพยาบาลขนาด 16 เตียง และห้องทำฟัน โดยมีบ้านพักแพทย์และพยาบาล และได้จัดหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่ออกไปให้บริการรวม 25 ครั้ง ให้บริการรักษาทั่วไป ฉีดวัคซีน รักษาฟัน และรักษามาเลเรีย โดยมีผู้เข้ารับการรักษาครั้งละประมาณหนึ่งหมื่นคน

- การส่งเสริมการเกษตรเพื่อการเลี้ยงชีพและการสร้างรายได้ โดยการส่งเสริมให้ปลูกพืชระยะสั้น เช่น ผักและถั่วต่างๆ ระยะกลาง เช่น ไผ่ตง และไม้ผลที่รับประทานได้ และระยะยาว เช่น ถั่วแมคคาเดเมีย รวมทั้งการเพิ่มผลผลิตข้าว การจัดตั้งธนาคารข้าว ธนาคารสุกรและไก่

- การสำรวจสำมะโนประชากร การเก็บสถิติและการจัดทำทะเบียนประวัติ เพื่อวางระบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

- การสร้างโรงเรียนสำหรับนักเรียน 500 คน (ปัจจุบันมีประมาณ 120 คน)

- ขณะนี้ การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และระบบสาธารณูปโภค เช่น คลองส่งน้ำบางส่วนและถังเก็บน้ำได้เสร็จสิ้นลงแล้ว อนึ่ง รัฐบาลญี่ปุ่นได้มอบเงินผ่านมูลนิธิฯ จำนวน 3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการด้วย และรัฐบาลออสเตรเลียได้แสดงความสนใจในโครงการนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องหาตลาดเพื่อรองรับผลิตผลจากโครงการพัฒนาดังกล่าว ซึ่งหากประชาคมระหว่างประเทศให้การสนับสนุนเรื่องการรับซื้อผลิตผลจากโครงการก็จะยิ่งทำโครงการประสบผลสำเร็จและการแก้ไขปัญหายาเสพติดมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น

 

แนวความคิดหลัก

คือ การช่วยให้ประเทศไทยสามารถเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยสอดคล้องกับความเป็นจริงของยุคหลังสงครามเย็น

วัตถุประสงค์

ได้แก่ การกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศเป้าหมาย และการแสวงหาตลาดการค้าและลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมกับส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทย

ประเทศเป้าหมาย

ได้แก่ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

รัฐบาลไทยเห็นว่าจะเป็นผลประโยชน์ที่สำคัญต่อประเทศไทยในการนำนโยบายมองตะวันตกไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับรัฐเป้าหมาย รัฐบาลไทยจึงดำเนินการหลายวิธีเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายนี้ ได้แก่ การจัดส่งคณะบุคคลระดับสูงของภาครัฐบาลไปเยือนรัฐเป้าหมายเพื่อแสวงหาโอกาสสำหรับไทยและรัฐเป้าหมายในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีระหว่างกัน และการจัดตั้งกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเพื่อเป็นอีกมาตรการหนึ่งสำหรับประเทศไทยที่จะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเป้าหมายได้

 

1. บทบาทของสหประชาชาติ

1.1 สหประชาชาติเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับจาก 191 ประเทศสมาชิกให้มีบทบาทหน้าที่ในการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติตามที่ระบุในกฎบัตรสหประชาชาติ 2 ประการคือ การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี (บทที่ 6 : มาตรา 33-38) และการดำเนินการ เพื่อระงับภัยคุกคามสันติภาพ การละเมิดสันติภาพหรือการใช้กำลังรุกราน (บทที่ 7 : มาตรา 39-51 ) ซึ่งถือเป็นมาตรการการใช้กำลังเพื่อบีบบังคับให้เกิดสันติภาพ (peace - enforcement)

1.2 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นกลไกของสหประชาชาติที่มีอำนาจในการอนุมัติมาตรการที่เหมาะสมเพื่อระงับ/ยุติความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้น แม้ว่าประเทศสมาชิกสหประชาชาติจะสามารถ หยิบยกปัญหาความขัดแย้งขึ้นสู่การพิจารณาของสมัชชาสหประชาชาติได้ แต่อำนาจของสมัชชาฯ จำกัด อยู่เพียงการให้คำแนะนำ ไม่มีอำนาจเหมือนคณะมนตรีความมั่นคงฯ

1.3 ปฏิบัติการรักษาสันติภาพเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการของสหประชาชาติที่จะธำรงรักษา สันติภาพและ ความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่เนื่องจากเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นมาภายหลังการก่อตั้งสหประชาชาติ จึงไม่มีระบุไว้ในกฎบัตรฯ ดังนั้น ความหมายและขอบข่ายอำนาจหน้าที่จึงเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของรูปแบบความขัดแย้งเป็นรายกรณี

1.4 ในช่วงก่อนการสิ้นสุดของสงครามเย็น บทบาท/ภาระหน้าที่ของปฏิบัติการรักษาสันติภาพจำกัดเพียง เฉพาะทางด้านทหารในการตรวจสอบ/ตรวจตรา/และรายงานการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว การจัดตั้งและกำหนดอาณัติขอบเขตจึงเป็นปฏิบัติการตามบทที่ 6 ของกฎบัตรฯ (peaceful settlement) โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การได้รับความยินยอม (consent) จากประเทศที่เกี่ยวข้อง การไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (impartiality) และการไม่ใช้กำลัง ยกเว้นกรณีป้องกันตัว (non-use of force)

1.5 ตั้งแต่ยุคหลังสงครามเย็นรูปแบบของความขัดแย้งได้เปลี่ยนไป สาเหตุของความขัดแย้งมิได้จำกัดเฉพาะประเทศต่อประเทศ แต่บ่อยครั้งที่เกิดจากปัญหาภายในประเทศ อาทิ ความขัดแย้งด้าน เชื้อชาติ/ศาสนา การละเมิดสิทธิมนุษยชน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งความขัดแย้งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง อาทิ ปัญหาผู้อพยพ

1.6 ผลสำเร็จของสงครามอ่าวเมื่อปี 2534 ทำให้สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกผลักดันแนวความคิดเกี่ยวกับ new world order ที่มีการจัดกำลังในลักษณะ collective security system ภายใต้สหประชาชาติ (มีสหรัฐฯ และพันธมิตรกลุ่มประเทศตะวันตกเป็นแกนนำ) เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลสันติภาพของโลก ทั้งนี้ ได้มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงบทบาทของปฏิบัติการรักษาสันติภาพให้เน้นไปที่บทบาท peace-enforcement ภายใต้บทที่ 7 ของกฎบัตรฯ มากขึ้น และสหประชาชาติเองก็พยายามผลักดันแนวความคิดดังกล่าวโดยในปี 2535 นายบรูโทรส บรูโทรส กาลี เลขาธิการฯ ในขณะนั้นได้จัดทำรายงาน Agenda for Peace เสนอให้มีการจัดตั้งกองกำลังของสหประชาชาติ (UN Army) เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาสันติภาพและความมั่นคง แต่ปรากฏว่าแนวความคิดดังกล่าวถูกคัดค้านรุนแรงจากประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้กำลังใน กรอบของสหประชาชาติขึ้นกับคณะมนตรีความมั่นคงฯ ซึ่งถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจเป็นหลัก มิได้สะท้อนความเห็นและผลประโยชน์ของสมาชิกส่วนใหญ่

1.7 ประสบการณ์ความล้มเหลวของปฏิบัติการรักษาสันติภาพในรวันดา โซมาเลีย และบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ซึ่งเป็นปฏิบัติการลักษณะ peace-enforcement ภายใต้บทที่ 7 ของกฎบัตรฯ เป็นตัวอย่างชัดเจนให้เห็น ข้อจำกัดของปฏิบัติการรักษาสันติภาพที่มาจากสาเหตุสำคัญ คือ 1. สหประชาชาติต้องพึ่งการสนับสนุน จากประเทศสมาชิก 100% ทำให้การจัดกำลังแต่ละครั้งต้องใช้เวลารวบรวมกำลังพล และอาจจะได้ไม่ครบตามที่วางแผนไว้ 2. องค์ประกอบด้านบุคลากร ยุทโธปกรณ์ และการบังคับบัญชาไม่เอื้ออำนวยให้จัดหน่วยรบที่มีประสิทธิภาพได้ 3. การปฏิบัติการลักษณะ peace-enforcement มีระดับความเสี่ยงในการปฏิบัติงานสูง แต่การสูญเสียเพียงเล็กน้อยที่เกิดกับกองกำลังอาจทำให้กระแสสังคมภายในประเทศ ผู้สนับสนุนกดดันให้รัฐบาลต้องถอนการสนับสนุน ซึ่งอาจทำให้ปฏิบัติการรักษาสันติภาพนั้นๆ ต้องล้มเลิกไปในที่สุด

1.8 จุดแข็งของปฏิบัติการรักษาสันติภาพ คือ ความเป็นสากล (universality) และการได้รับความยอมรับจากทุกฝ่าย (political acceptance) ซึ่งสืบเนื่องจากการที่ปฏิบัติการรักษาสันติภาพยึดหลักการเกี่ยวกับการยอมรับของประเทศที่เกี่ยวข้อง การไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และการไม่ใช้กำลัง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าบทบาทที่เหมาะสมของปฏิบัติการรักษาสันติภาพคือ การเป็นกำลังป้องปราม (deterrent force) มากกว่ากองกำลังสู้รบ เนื่องจากฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกันต่างตระหนักดีว่าการโจมตีทำร้ายกองกำลังสหประชาชาติ จะทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากประชาคมโลก

2. บทบาทของไทยในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ

2.1 ไทยสนับสนุนให้มีการเพิ่มความร่วมมือและการปรึกษาอย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศผู้สนับสนุนกำลังพลกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสำนักเลขาธิการสหประชาชาติ โดยร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เรียกร้องให้สหประชาชาติใส่ใจในการแก้ไขปัญหาเรื่องความล่าช้าในการเบิกจ่าย ระดับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ และการปรึกษาอย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศผู้ส่งทหารเข้าร่วมกับคณะมนตรีความมั่นคงฯ

2.2 ไทยเห็นว่า การดำเนินมาตรการป้องกันยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และสนับสนุนความพยายามของสหประชาชาติ ในการสร้างวัฒนธรรมการป้องกัน (culture of prevention) ให้เกิดขึ้นในบรรดาประเทศสมาชิกดีกว่าการรอให้ปัญหาเกิดแล้วจึงหาวิธีแก้ไข และยังเห็นว่า ปฏิบัติการรักษาสันติภาพเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการสำคัญในการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงของสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม การใช้ปฏิบัติการรักษาสันติภาพต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้วยว่าสามารถใช้กับสถานการณ์ใดได้บ้าง การจัดส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดความสูญเปล่าของงบประมาณ ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดของลักษณะของปฏิบัติการรักษาสันติภาพและทรัพยากรของสหประชาชาติ ไทยจึงเห็นว่า ในการพิจารณาจัดตั้งปฏิบัติการรักษาสันติภาพ สหประชาชาติควรมี entry & exit strategy ที่ชัดเจน

3. ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพในหลายภูมิภาคทั่วโลก ดังนี้

3.1 United Nations Iraq-Kuwait Observation Mission (UNIKOM)-ส่งเจ้าหน้าที่ทหารปีละ 7 คน

เข้าร่วมในบริเวณชายแดนอิรัก-คูเวต (ปี 2534- 2546)

3.2 United Nations Advance Mission in Cambodia (UNAMIC)-ส่งกองพันทหารช่างเฉพาะกิจ

ของไทย จำนวน 705 นาย (ปี 2535)

3.3 United Nations Guards Contingent in Iraq (UNGCI) - ส่งทหารเข้าร่วมรักษาความปลอดภัย

รวม 2 ผลัด ผลัดละ 50 นาย (ปี 2535)

3.4 United Nations Mission in Bosnia and Herzegovina (UNMIBH) - ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วม

ปีละ 5 คน (ปี 2540-2545)

3.5 United Nations Transition Assistance Group (UNTAG) - ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพลเรือนเข้าร่วม

การตรวจสอบและสังเกตการณ์การเลือกตั้งในนามิเบีย (ปี 2533)

3.6 United Nations Transitional Authority in Cambodia (UNTAC) -ส่งเจ้าหน้าที่พลเรือนเข้าร่วม

การตรวจสอบและสังเกตการณ์การเลือกตั้งในกัมพูชา (ปี 2536)

3.7 United Nations Observer Mission in South Africa (UNOMSA) - ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพลเรือน

เข้าร่วมการตรวจสอบและสังเกตการณ์การเลือกตั้งในแอฟริกาใต้ (ปี 2537)

3.8 United Nations Fijian Electoral Mission (UNFEOM) - ส่งเจ้าหน้าที่พลเรือนเข้าร่วมการ

ตรวจสอบและสังเกตการณ์การเลือกตั้งในฟิจิ (ปี 2544)

3.9 ปฏิบัติการรักษาสันติภาพในติมอร์เลสเต

- UN Mission in East Timor (UNAMET) : ปี 2542

- International Force in East Timor (INTERFET) : ปี 2542

- UN Transitional Administration in East Timor (UNTAET) : ปี 2543-2545

- UN Mission of Support in East Timor (UNMISET) : ปี 2545-2547

4. ไทยถอนหน่วยแพทย์ชุดสุดท้ายที่ปฏิบัติงานอยู่ในภารกิจรักษาสันติภาพในติมอร์เลสเตออกจากกรุงดิลี

        เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2547 การปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลไทยที่ผ่านมาได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าไทยเน้นการให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ อาทิ การรักษาพยาบาล การฝึกอบรมอาชีพ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำหรับติมอร์เลสเต (ติมอร์ตะวันออก) ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ปี 2542 โดยส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ทางทหารและตำรวจ ตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่ 1246 (1999) ต่อมาเมื่อสหประชาชาติได้รับรองข้อมติ ที่ 1264 (1999) อนุมัติการจัดตั้งกองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก (International Force in East Timor : INTERFET) ไทยได้ส่งกองกำลังเข้าไปเพื่อรักษาสันติภาพและฟื้นฟูบูรณะติมอร์เลสเต ตั้งแต่ปี 2542 โดยพลตรีทรงกิตติ จักกาบาตร์ได้รับการคัดเลือก ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลัง INTERFET ระหว่างเดือนตุลาคม 2542-เดือนมีนาคม 2543 และต่อมาเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้รับรองข้อมติ ที่ 1272 (2000), 1410 (2002) และ 1480 (2003) ให้จัดตั้ง UN Transitional Administration in East Timor (UNTAET) จัดตั้งและขยายอาณัติ UN Mission of Support in East Timor (UNMISET) พลโทบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ก็ได้รับคัดเลือกเป็น ผู้บัญชาการกองกำลังของ UNTAET (สิงหาคม 2543-สิงหาคม 2544) และพลโทวินัย ภัททิยกุลเป็น ผู้บัญชาการกองกำลังของ UNTAET/UNMISET (สิงหาคม 2544-สิงหาคม 2545)

5. ปัจจุบัน ไทยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติจำนวน 2 แห่งในภูมิภาคแอฟริกา คือ ในเซียร์ราลีโอน (United Nations Mission in Sierra Leone : UNAMSIL) โดยเป็นเจ้าหน้าที่นายทหารสังเกตการณ์ จำนวน 3 คน มีกำหนดจะสิ้นสุดอาณัติในเดือนตุลาคม 2548 และในสาธารณรัฐบุรุนดี (UN Operations in Burundi : ONUB) โดยเป็นเจ้าหน้าที่ทหารสังเกตการณ์จำนวน 3 นาย นอกจากการเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ไทยยังมีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสหประชาชาติ ให้ปฏิบัติงานในฝ่ายปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติประจำสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ไทยส่งกองร้อยทหารช่าง จำนวน 177 นาย เข้าร่วมใน ONUB โดยได้เริ่มเดินทางเข้าพื้นที่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 และมีอาณัติอย่างน้อย 1 ปี

6. เกี่ยวกับระบบกองกำลังเตรียมความพร้อมของสหประชาชาติ (UN Stand-by Arrangement System : UNSAS) เมื่อปี 2543 ไทยได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติแจ้งความจำนงที่จะเข้าร่วมระบบกำลังสำรองเตรียมความพร้อมของสหประชาชาติ เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อม ในส่วนของไทย เพื่อที่จะสามารถระดมสรรพกำลังที่ต้องการเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการรักษาสันติภาพเมื่อได้รับการร้องขอได้อย่างรวดเร็วทันการณ์ อย่างไรก็ตาม ระบบ UNSAS ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากกำลังจากประเทศต่างๆ ที่ได้ขึ้นบัญชีไว้ไม่ตรงกับความต้องการของสหประชาชาติ ดังนั้น ในปี 2546 สหประชาชาติจึงได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับระบบกำลังสำรองขึ้นใหม่ โดยปรับเปลี่ยนระบบ UNSAS เป็นระบบ Rapid Deployment Level (RDL) ซึ่งระบบดังกล่าวจะทำให้ระบบเตรียมความพร้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะนี้ กองบัญชาการทหารสูงสุดและกระทรวงกลาโหมกำลังศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้เกี่ยวกับการเข้าร่วม RDL

บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ

ในการเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพแต่ละครั้ง กระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานติดต่อประสานงานกับสหประชาชาติ และผู้ดูแลภาพรวมของความร่วมมือระหว่างไทยกับสหประชาชาติในกรอบต่างๆ โดยในทางปฏิบัติ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้พิจารณานโยบายหลักการว่า ปฏิบัติการรักษาสันติภาพครั้งใดที่ไทยควรเข้ามีส่วนร่วม โดยพิจารณาผลกระทบด้านความ มั่นคง การเสริมสร้างศักดิ์ศรีและบทบาทของประเทศในปฏิบัติการระหว่างประเทศ และการพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญของหน่วยงานไทยในบทบาทเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยปฏิบัติของไทย โดยเฉพาะฝ่ายทหารและตำรวจเพื่อทราบระดับความพร้อมของไทย และที่ผ่านมาการประสานงานต่างๆ เป็นไปด้วยดี เนื่องจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างมีนโยบายที่สอดคล้องกันในการให้ความร่วมมือกับกิจกรรมที่สำคัญของสหประชาชาติ นอกเหนือจากบทบาทในด้านการกำหนดนโยบายในภาพกว้างแล้ว กระทรวงการต่างประเทศยังทำหน้าที่หน่วยงานกระจายข่าวสารข้อมูล และการวิเคราะห์พัฒนาการของปฏิบัติการรักษาสันติภาพให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ

คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กเป็นหน่วยงานหลักของไทยที่เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง ทั้งในที่ประชุมสมัชชาฯ คณะกรรมการ 4 และในคณะกรรมการพิเศษว่าด้วยการรักษาสันติภาพ (Special Committee on Peacekeeping Operations หรือที่รู้จักกันในนามกลุ่ม C-34) ทั้งนี้ ได้มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับประเทศกำลังพัฒนาภายใต้กลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) เพื่อผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรม การปรับอัตราค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต/บาดเจ็บให้เป็นมาตรฐานเดียว การเร่งรัดกระบวนการเบิกจ่ายเงินค่าใช้จ่าย การเรียกร้องให้มีการกระจายตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในฝ่ายปฏิบัติการรักษาสันติภาพให้ทั่วถึงตามภูมิภาค และการเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ให้การสนับสนุนปฏิบัติการรักษาสันติภาพได้มีโอกาสร่วมหารือกับคณะมนตรีความมั่นคงฯ เกี่ยวกับการกำหนดขอบข่ายอาณัติ รวมทั้งการประเมินสถานการณ์ได้มากขึ้น

กระบวนการในการตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพ

เมื่อปี 2538 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านการเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ซึ่งมีอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศเป็นประธานและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ ประกอบด้วยกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สภาความ มั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นกลไกระดับปฏิบัติที่ทำหน้าที่เสนอแนวนโยบายเบื้องต้นเกี่ยวกับการเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ

หลักการพื้นฐานที่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเข้าร่วม คือ ผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับระดับความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าปฏิบัติการรักษาสันติภาพแต่ละครั้งมีความหลากหลายในรูปแบบและมีพัฒนาการที่รวดเร็ว จึงต้องมีการตัดสินใจที่ฉับไวและทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้น การประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงจึงมีความสำคัญมาก

ในการเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพแต่ละครั้ง หลังจากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในหลักการ โดยในรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบและขนาดของกองกำลังที่เข้าร่วมให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยให้มีการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

 

1. อะไรคือการเลือกตั้งในองค์การระหว่างประเทศ

สหประชาชาติมีองค์กรและคณะกรรมการต่าง ๆ เป็นกลไกการดำเนินงานในแต่ละด้าน ซึ่งองค์กรและคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ที่หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยผ่านการเลือกตั้งตามระยะเวลาที่กำหนด สมาชิกเหล่านี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ สมาชิกที่เป็นประเทศและสมาชิกที่เป็นบุคคล ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยและคนไทยได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรและคณะกรรมการเหล่านั้น

2. กระบวนการของการเลือกตั้งในองค์การระหว่างประเทศ

องค์กรและคณะกรรมการต่าง ๆ ของสหประชาชาติจะมีจำนวนสมาชิกและระยะเวลาการดำรงตำแหน่งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละองค์กรหรือคณะกรรมการ โดยสหประชาชาติจะพยายามสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ให้ได้มากที่สุดเพื่อลดการผูกขาด การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นการลงคะแนนลับ (secret ballot) ซึ่งประเทศที่จะได้รับเลือกตั้งจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนถึงจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของแต่ละองค์กรหรือคณะกรรมการ เช่น คะแนนเสียงสองในสามหรือเกินกึ่งหนึ่งของประเทศที่ลงคะแนนเสียง เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่ว่าประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่จะมีคะแนนเสียง 1 คะแนนเสียงเท่ากัน

3. กระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทอย่างไร

กระทรวงการต่างประเทศโดยกรมองค์การระหว่างประเทศร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องรณรงค์หาเสียงกับประเทศต่าง ๆ ผ่านคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กและเจนีวา สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศต่าง ๆ และสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในประเทศไทย รวมทั้งยกเรื่องการขอเสียงสนับสนุนในโอกาสที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศต่าง ๆ เดินทางมาเยือนประเทศไทยหรือในการหารือทวิภาคีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยที่เดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ

4. องค์กรและคณะกรรมการสำคัญ ๆ ที่ไทยเป็นสมาชิกอยู่ในปัจจุบัน

4.1 Commission for Social Development (CsocD) ถึงปี ค.ศ. 2002

4.2 Commission on Human Rights (CHR) ถึงปี ค.ศ. 2003

4.3 Commission on Crime Prevention and Criminal Justice (CCPCJ) ถึงปี ค.ศ. 2003

4.4 Commission on Narcotics Drugs (CND) ถึงปี ค.ศ. 2003

4.5 Commission on Sustainable Development (CSD) ถึงปี ค.ศ. 2003

4.6 Governing Council of the UN Environment Programme (UNEP) ถึงปี ค.ศ. 2003

4.7 International Civil Service Commission (ICSC) ถึงปี ค.ศ. 2004 (นายอัษฎา ชัยนาม)

4.8 UN Commission on International Trade Law (UNCITRAL) ถึงปี ค.ศ. 2004

4.9 Committee on the Rights of the Child (CRC) ถึงปี ค.ศ. 2005 (ดร. สายสุรี จุติกุล)

 

การต่อต้านการก่อการร้ายของไทย

ไทยประณามการก่อการร้ายทุกรูปแบบและพร้อมที่จะร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปราบปรามการก่อการร้ายในกรอบของสหประชาชาติ นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นในพันธกรณีที่จะปฏิบัติตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการต่อต้านการก่อการร้าย เช่น ข้อมติที่ 1269 (1999) , 1368 (2001) , 1373 (2001) , 1377 (2001) และข้อมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 56/1 เป็นต้น

การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย

ไทยอยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การขยายฐานความผิดใน พรบ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา พ.ศ. 2535 ให้รวมถึงความร่วมมือระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ การพิจารณาจัดทำร่าง พรบ.การก่อการร้ายเป็นการเฉพาะ (สำนักงานกฤษฎีกากำลังดำเนินการอยู่) รวมทั้งการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายอื่น ๆ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา พรบ.อนุมัติพระราชกำหนดควบคุมการติดต่อกับต่างประเทศ พ.ศ. 2483 พรบ.ควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พ.ศ.2484 และ พรบ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่ 1373 (2001) ซึ่งเน้นการปราบปรามการให้การสนับสนุนทางการเงินต่อกลุ่มก่อการร้าย ได้แก่ การควบคุมการตรวจคนเข้าเมือง การอายัดทรัพย์สินและห้ามการรวบรวมเงินทุนเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความร่วมมือด้านอาญา เป็นต้น

- ปัจจุบันไทยได้ลงนามในอนุสัญญาและพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายแล้ว 5 ฉบับ (จากที่มีอยู่ทั้งหมด 12 ฉบับ) โดยฉบับล่าสุด รมว.กต. ได้ลงนามใน International Convention for the Suppression of the Financing of Terrorism ที่สหประชาชาติ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ พร้อม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายทุกฉบับแล้ว

- ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างใกล้ชิด โดยจะเห็นได้จากในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime - AMMTC) ครั้งที่ 3 ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนตุลาคม 2544 ได้เน้นความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และอาเซียนมีกำหนดจะจัด AMMTC ครั้งพิเศษ ซึ่งเน้นเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายที่มาเลเซียในเดือนเมษายน 2545

นอกจากนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไน ระหว่างวันที่ 5-6 พ.ย. 2544 ผู้นำอาเซียนได้ออกปฏิญญาการดำเนินการร่วมกันในการต่อต้านการก่อการร้าย ค.ศ. 2001 (2001 ASEAN Declaration on Joint Action to Counter Terrorism) ซึ่งได้กำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในการต่อต้านการก่อการร้าย เช่น การเสริมสร้างสมรรถนะของกลไกการต่อต้านการก่อการร้ายภายในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร/ข่าวกรอง ความร่วมมือกับประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ เป็นต้น

 

 

JoomSpirit