สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

Flag of Laos Emblem of Laos
ธง ตราสัญลักษณ์

 

คำขวัญ
ສັນຕິພາບ ເອກະລາດ ປະຊາທິປະໄຕ ເອກະພາບ ວັດຖະນາຖາວອນ

สันติภาพ เอกราช ประชาธิปไตย เอกภาพ วัฒนาถาวร

 

Laos3
ที่มา:  http://en.wikipedia.org/wiki/Laos
 
laos4-1
ที่มา: lonelyplanet.com

 

ชื่ออย่างเป็นทางกา

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People's Democratic Republic) หรือ ลาว (Laos)

ที่ตั้ง

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทางทิศตะวันตกของเวียดนาม ระหว่างละติจูดที่ 18 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 105 00 องศาตะวันออก

พื้นที่

236,800 ตารางกิโลเมตร (ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย) พื้นดิน 230,800 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 6,000 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ความยาวพรมแดนทั้งหมด 5,083 กิโลเมตร โดยมีพรมแดนติดกับพม่า (235 กิโลเมตร) กัมพูชา ( 541 กิโลเมตร) จีน (423 กิโลเมตร) ไทย (1,754 กิโลเมตร) เวียดนาม (2,130 กิโลเมตร)

สภาพภูมิประเทศ

ภูเขาขรุขระ พื้นที่บางส่วนเป็นที่ราบและที่ราบสูง

สภาพภูมิอากาศ

มรสุมเขตร้อน ฤดูฝนในเดือน พฤษภาคม-พฤศจิกายน ฤดูแล้งเดือนธันวาคม-เมษายน

ทรัพยากรธรรมชาติ

ไม้ ดีบุก ยิบซั่ม ตะกั่ว หินเกลือ เหล็ก ถ่านหินลิกไนต์ สังกะสี ทองคำ อัญมณี หินอ่อน น้ำมัน และแหล่งน้ำผลิตไฟฟ้า

ภัยธรรมชาติ

น้ำท่วม ภัยแล้ง

จำนวนประชากร

7,019,073 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตของประชากร

1.53% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สัญชาติ

ลาว (Laos (s) หรือ Laotian (s))

เชื้อชาติ

ลาว 55% ขมุ 11% ม้ง 8% อื่นๆ 26%

ศาสนา

ศาสนาพุทธ 67% ศาสนาคริสต์ 1.5% และ อื่นๆหรือไม่ระบุ 31.5% (สำมะโนประชากร พ.ศ. 2548)

ภาษา

ภาษาลาวเป็นภาษาราชการ ภาษาอื่นๆ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ และภาษาพื้นบ้านอื่นๆ

 

รูปแบบการปกครอง

สังคมนิยม (Communist State)

เมืองหลวง

นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane)

การแบ่งเขตการปกครอง

แบ่งเป็น 16 แขวง และ 1 เขตปกครองพิเศษ (นครหลวงเวียงจันทน์) ได้แก่ แขวงอัดตะปือ แขวงบ่อแก้ว แขวงบอลิคำไซ แขวงจำปาสัก แขวงหัวพัน แขวงคำม่วน แขวงหลวงน้ำทา แขวงหลวงพระบาง แขวงอุดมไซ แขวงพงสาลี แขวงสาละวัน แขวงสะหวันนะเขต นครหลวงเวียงจันทน์ * (เขตการปกครองพิเศษ) แขวงเวียงจันทน์ แขวงไซยะบูลี เขตพิเศษไซสมบูน แขวงเซกอง แขวงเชียงขวาง

แขวงที่สำคัญได้แก่ เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต หลวงพระบาง จำปาสัก คำม่วน

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

Laos provinces

 

ลาวแบ่งเป็น 16 แขวง ในหนึ่งแขวงจะมีหลาย เมือง ซึ่งจะมีหนึ่งเมืองเป็นเมืองหลวงเรียกว่า เมืองเอก และ 1 เขตปกครองพิเศษเรียกว่า นครหลวง ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ชื่อ ชื่ออังกฤษ ชื่อลาว เมืองเอก พื้นที่ (km²) ประชากร
(ปี 2547)
1. แขวงอัดตะปือ Attapu ແຂວງອັດຕະປື เมืองสามักคีไซ 10,320 114,300
2. แขวงบ่อแก้ว Bokeo ແຂວງບໍ່ແກ້ວ เมืองห้วยทราย 6,196 149,700
3. แขวงบอลิคำไซ Bolikhamxai ແຂວງບໍລິຄໍາໄຊ เมืองปากซัน 14,863 214,900
4. แขวงจำปาสัก Champasak ແຂວງຈໍາປາສັກ เมืองปากเซ 15,415 575,600
5. แขวงหัวพัน Houaphan ແຂວງຫົວພັນ เมืองซำเหนือ 16,500 322,200
6. แขวงคำม่วน Kammouan ແຂວງຄໍາມ່ວນ เมืองท่าแขก 16,315 358,800
7. แขวงหลวงน้ำทา Louang Namtha ແຂວງຫຼວງນ້ຳທາ เมืองหลวงน้ำทา 9,325 150,100
8. แขวงหลวงพระบาง Louang Phabang ແຂວງຫຼວງພະບາງ เมืองหลวงพระบาง 16,875 408,800
9. แขวงอุดมไซ Oudomxai ແຂວງອຸດົມໄຊ เมืองไซ 15,370 275,300
10. แขวงพงสาลี Phongsali ແຂວງຜົ້ງສາລີ เมืองพงสาลี 16,270 199,900
11. แขวงสาละวัน Salavan ແຂວງສາລະວັນ เมืองสาละวัน 10,691 336,600
12. แขวงสะหวันนะเขด Savannakhet ແຂວງສະຫວັນນະເຂດ เมืองไกสอน พมวิหาน 21,774 721,500
13. นครหลวงเวียงจันทน์ Vientian Capital ນະຄອນຫຼວງວຽງຈັນ นครหลวงเวียงจันทน์ 3,920 692,900
(ประกอบด้วยเมืองจันทะบูลี, เมืองสีสัดตะนาก,
เมืองไซเสดถา เมืองสีโคดตะบอง
เมืองหาดซายฟอง และ ตอนใต้ของเมืองไซทานี)
14. แขวงเวียงจันทน์ Vientian ແຂວງວຽງຈັນ เมืองโพนโฮง 15,927 373,700
15. แขวงไซยะบูลี Xaignabouli ແຂວງໄຊຍະບູລີ เมืองไซยะบูลี 16,389 382,200
16. แขวงเซกอง Xekong ແຂວງເຊກອງ เมืองละมาม 7,665 83,600
17. แขวงเซียงขวาง Xiangkouang ແຂວງຊຽງຂວາງ เมืองโพนสะหวัน 15,880 262,200

 

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 ได้มีการยุบเขตพิเศษไซสมบูน (Xaisomboun, ເຂດພິເສດໄຊສົມບູນ; หมายเลข 16 ในแผนที่) อย่างเป็นทางการ ตามดำรัสนายกรัฐมนตรี (คำสั่งนายกรัฐมนตรี) เลขที่ 10/ນຍ. ลงวันที่ 13 มกราคม 2549 โดยเมืองท่าโทมถูกรวมกับแขวงเชียงขวาง และเมืองไซสมบูนถูกรวมกับแขวงเวียงจันทน์
ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/Laos

วันที่ได้รับเอกราช

19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 (จากฝรั่งเศส)

รัฐธรรมนูญ

ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวัน ที่ 14 สิงหาคม 2534 (เดิมกฎหมายอยู่ในรูปของคำสั่งฝ่ายบริหาร คือ ระเบียบคำสั่งของพรรคและสภารัฐมนตรี)

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ผู้ดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรีต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐบาล โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบรัฐสภาเดี่ยว (Unicameral National Assembly) จำนวนสมาชิก 115 ที่นี่ง มาจากการเลือกตั้ง (Popular vote) จากรายชื่อผู้สมัครที่ได้รับเลือกจากพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (the Lao People's Revolutionary Party to serve five-year terms) การเลือกตั้งครั้งต่อไปมีขึ้นในปี พ.ศ. 2554

ฝ่ายตุลาการ

ศาลฎีกาของประชาชน (People's Supreme Court) รัฐสภาเป็นผู้เลือกตั้งประธานศาลฎีกาจากคำแนะนำของ National Assembly Standing Committee รองประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งจาก National Assembly Standing Committee

ระบบกฎหมาย

ใช้กฎหมายที่มีพื้นฐานมาจากประเพณีโบราณขนบธรรมเนียมฝรั่งเศส และแนวทางปฏิบัติแบบสังคมนิยม ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

สถาบันการเมืองที่สำคัญ

1) พรรคประชาชนปฏิวัติลาว 2) สภารัฐมนตรี (พรรคฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี) 3) สภาแห่งชาติ (ประชาชนเลือกสมาชิกสภาแห่งชาติ จากผู้ที่พรรคฯ เสนอ)

นโยบายรัฐบาล สปป.ลาว

1. พรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดผูกขาดการปกครองประเทศ ตามระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ พรรคฯ ได้กำหนดนโยบายและเป้าหมายการพัฒนาประเทศในการประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดถือปฏิบัติ ดังนี้

  • ปี 2563 ต้องพ้นจากสถานะการเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ต้องมีความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจต้องขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประชาชนต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากปัจจุบัน 3 เท่าตัว
  • ปี 2549-2553 เป็นช่วงของการเสริมสร้างพื้นฐานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศที่กำหนด ไว้สำหรับปี 2563 เศรษฐกิจต้องมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี ยุติการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย แก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไป เตรียมพัฒนาบุคลากรรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม ประชากรมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี

2. ลาวดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มุ่งสร้างเสริมความสัมพันธ์แบบรอบด้านกับทุก ประเทศบนพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยไม่แบ่งแยกลัทธิอุดมการณ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนและความช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมายตาม ที่พรรคฯ กำหนดไว้ ทั้งนี้ ลาวให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นลำดับแรก ได้แก่ เวียดนาม จีน พม่า กัมพูชาและไทย รองลงมาเป็นประเทศร่วมอุดมการณ์ ได้แก่ รัสเซีย เกาหลีเหนือ และคิวบา อย่างไรก็ดี แม้ว่าลาวจะพยายามดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ให้สมดุลเพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก แต่ด้วยข้อจำกัดของลาวที่ไม่มีทางออกทะเล และระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ด้อยอยู่ ประกอบกับความใกล้ชิดด้านอุดมการณ์และประวัติศาสตร์ การต่อสู้เพื่อเอกราช ทำให้ลาวมีความสัมพันธ์พิเศษกับเวียดนามและจีน อันเป็นผลให้ประเทศทั้งสองสามารถรักษาและขยายอิทธิพลในลาวได้ต่อไป

สถานการณ์สำคัญ

1. ด้านการเมืองและความมั่นคง

  • สถานการณ์ภายในประเทศโดยรวมมีความสงบเรียบร้อย แม้ว่ายังคงมีรายงานการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลตามแขวงต่าง ๆ แต่ทางการลาวสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยได้จัดวางกองกำลังลาดตระเวนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเข้มงวดทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 ยุบเขตการปกครองพิเศษไชสมบูน ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาด้านความมั่นคง โดยโอนพื้นที่การปกครองไปขึ้นกับแขวงเชียงขวางและแขวงเวียงจันทน์ เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นแล้ว
  • เมื่อวันที่ 18-21 มีนาคม 2539 ที่ประชุมสมัชชาพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครั้งที่ 8 มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกพลโท จูมมะลี ไชยะสอน รองประธานประเทศ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะบริหารศูนย์กลางพรรค (Central Committee) และสมาชิกคณะกรมการเมือง (Politburo) ลำดับที่ 1 แทนพลเอกคำไต สีพันดอน อดีตประธานประเทศที่สละตำแหน่งในพรรคทุกตำแหน่ง และได้แต่งตั้งคณะบริหารพรรค ได้แก่ คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรค จำนวน 55 คน คณะกรมการเมือง จำนวน 11 คน คณะเลขาธิการศูนย์กลางพรรค จำนวน 7 คน และคณะกรรมการตรวจตราพรรคฯ ระดับศูนย์กลางพรรคฯ จำนวน 3 คน รวมทั้งได้กำหนดแผนพัฒนาประเทศระยะสั้นปี 2553 และระยะยาวปี 2563 เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ
  • เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2549 สปป.ลาวได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ ชุดที่ 6 โดยพรรคประชาชนปฏิวัติลาวได้คัดเลือกส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง จำนวน 175 คนเพื่อเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ จำนวน 115 ที่นั่งใน 17 เขตเลือกตั้ง (16 แขวงและนครหลวงเวียงจันทน์) ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่ามีประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละร้อย สมาชิกสภาแห่งชาติที่ได้รับเลือกจำนวน 115 คน เป็นสมาชิกพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จำนวน 113 ที่นั่ง และผู้สมัครอิสระจำนวน 2 ที่นั่ง แบ่งเป็นชนเผ่าลาวลุ่ม 92 คน ลาวเทิง 17 คน และลาวสูง 6 คน
  • การประชุมสภาแห่งชาติ ชุดที่ 6 ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 17 มิถุนายน 2549 โดยในการประชุมวันแรก ที่ประชุมได้รับรองผู้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศ รองประธานประเทศ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมทั้งได้มีการปรับ/จัดตั้งกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ปรับกระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรมไปรวมกับกระทรวงการค้า เป็น "กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า" และจัดตั้ง "กระทรวงพลังงาน และบ่อแร่" ขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการพัฒนา เศรษฐกิจ และนำศักยภาพด้านพลังงาน (พลังงานน้ำและแร่ธาตุ) มาใช้ในการพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2. ด้านเศรษฐกิจ

  • ภาวะเศรษฐกิจของ สปป.ลาวมีพัฒนาการที่ดีตามลำดับ โดยในช่วง 20 ปีนับตั้งแต่ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีการ ตลาดเมื่อปี 2529 สปป.ลาวมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2529 เป็น 491 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี โดยอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าเป็นสาขาหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
  • ในปี 2548 สปป.ลาวมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 7.2 เพิ่มจากร้อยละ 6.6 ในปี 2547 ภาคเกษตรกรรม มีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 190,000 เฮกตาร์ (1,187,500 ไร่) และผลิตข้าวได้ 2.6 ล้านตัน ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล สปป.ลาวได้อนุมัติสัมปทานโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเหมืองแร่ (ทองคำ ทองแดง ดีบุก ถ่านหิน สังกะสี ยิปซั่ม) โครงการผลิตซีเมนต์และเหล็กในหลายพื้นที่เพื่อเพิ่มการส่งออก ด้านการคมนาคมขนส่ง การก่อสร้างถนนเชื่อมโยงลาวกับประเทศในอนุภูมิภาคมีความคืบหน้าอย่างมาก ถนนที่สร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ ถนนหมายเลข 9 (ไทย-ลาว-เวียดนาม) และถนนหมายเลข 18 B (ลาว-เวียดนามตอนใต้) ในขณะที่ถนนหมายเลข 3 (ไทย-ลาว-จีน) ถนนหมายเลข 8 และหมายเลข 12 (ไทย-ลาว-เวียดนาม) จะแล้วเสร็จในปี 2550
  • อย่างไรก็ดี ลาวยังคงประสบปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ที่สำคัญได้แก่ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดดุลการค้าที่สูง การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย และการฉ้อราษฎร์บังหลวง

3. ด้านสังคม

  • ปัญหายาเสพติดเป็นประเด็นที่รัฐบาล สปป.ลาวให้ความสำคัญในลำดับต้นและ ประสบความสำเร็จในการขจัดพื้นที่การปลูกฝิ่นในลาวให้หมดสิ้นไปภายในปี 2548 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้รวมทั้งได้จัดทำแผนขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้นเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาชนบท ป้องกันไม่ให้ประชาชนหวนกลับไปปลูกฝิ่นอีก สำหรับปัญหาอื่น ๆ ได้แก่ ปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหา ความไม่รู้หนังสือของประชาชน ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์และปัญหาการเก็บกู้กับระเบิดที่ตกค้าง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่การเกษตรและเป็นสาเหตุสำคัญประการ หนึ่งของการเสียชีวิตของประชากรลาว

 

Update มกราคม 2559

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments 

ข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน  2559

 

  • Pres.
    BOUNNYANG Vorachit
  • Vice Pres.
    PHANKHAM Viphavan
  • Prime Min.
    THONGLOUN Sisoulit
  • Dep. Prime Min.
    BOUNTHONG Chitmani
  • Dep. Prime Min.
    SONXAI Siphandon
  • Dep. Prime Min.
    SOMDI Douangdi
  • Min. of Agriculture & Forestry
    LIEN Thikeo
  • Min. of Education & Sports
    SENGDUAN Lachanthaboun
  • Min. of Energy & Mining
    KHAMMANI Inthilat
  • Min. of Finance
    SOMDI Douangdi
  • Min. of Foreign Affairs
    SALEUMXAI Kormmasit
  • Min. of Home Affairs
    KHAMMAN Sounvileut
  • Min. of Industry & Commerce
    KHEMMANI Pholsena
  • Min. of Information, Culture, & Tourism
    BOSENGKHAM Vongdara
  • Min. of Justice
    XAISI Santivo
  • Min. of Labor & Social Welfare
    KHAMPHENG Xaisompheng
  • Min. of National Defense
    CHANSAMON Chan-gnalat, Lt.Gen.
  • Min. of Natural Resources & Environment
    SOMMAT Phonsena
  • Min. of Planning & Investment
    SOUPHAN Keomixai
  • Min. of Post, Telecommunications, & Communication
    THANSAMAI Kommasit
  • Min. of Public Health
    BOUNKONG Sihavong
  • Min. of Public Security
    SOMKEO Silavong
  • Min. of Public Works & Transport
    BOUNCHANH Sinthavong
  • Min. of Science & Technology
    BOVIENGKHAM Vongdara
  • Min. to the Prime Minister's Office & Head, Prime Minister's Office
    PHET Phomphiphak
  • Min. to the Prime Minister's Office 
    ALOUNKEO Kittikhoun
  • Min. to the Prime Minister's Office
    BOUNKEUT Sangsomsak
  • Min. to the Prime Minister's Office
    CHALEUN Yiapaoheu
  • Min. to the Prime Minister's Office
    SOUVANPHENG Boupphanouvong
  • Min. & Head of Cabinet, President's Office
    KHAMMEUNG Phongthadi
  • Chmn., National Narcotics Control Board
    SOUBAN Sitthilat
  • Chmn., State Inspection Ctte., & Head, Anticorruption Agency
    BOUNTHONG Chitmani
  • Governor, Bank of Laos
    SAMPAO Phaisit
  • Ambassador to the US
    MAI Xaignavong
  • Permanent Representative to the UN, New York
    KHIAN Phansoulivong

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/LA.html

 

ระบบเศรษฐกิจ

เริ่มปฏิรูปจากระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีการตลาด ตามนโยบาย "จินตนาการใหม่" เมื่อปี 2529

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

40.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายหัว

5,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

7.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 21.3%
• ภาคอุตสาหกรรม 32.5%
• ภาคการบริการ 39.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

0.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

หัวมันฝรั่งหวาน ผัก ข้าวโพด กาแฟ อ้อย ยาสูบ ฝ้าย ชา ถั่วลิสง ข้าว กระบือ สุกร ปศุสัตว์ สัตว์ปีก

อุตสาหกรรม

ทองแดง ดีบุก ทองคำ เหมืองแร่ยิปซัม พลังงานไฟฟ้า แปรรูปผลผลิตเกษตร การก่อสร้าง เสื้อผ้าสำเร็จรูป การท่องเที่ยว ซีเมนต์

อัตราการเติบโตการผลิตภาคอุตสาหกรรม

8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-2.471 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

3.075 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออก

เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม้ซุง ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ สินแร่ เศษโลหะ ถ่านหิน หนังดิบ และหนังฟอก ข้าวโพด ใบยาสูบ กาแฟ

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ

Thailand 30.4%, China 27%, Vietnam 17.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

3.936 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้า

รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน อาหาร ผ้าผืน สารเคมี และเครื่องอุปโภคบริโภค

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า)ที่สำคัญ

Thailand 60.9%, China 18.6%, Vietnam 7.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

กีบ (Kip)

สัญลักษณ์เงิน

LAK

การลงทุน

รัฐบาลลาวได้ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการ ลงทุนมากยิ่งขึ้น อาทิ มาตรการด้านภาษี อนุญาตให้นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงจำปาสัก และแขวงหลวงพระบาง มีอำนาจอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน ๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแขวงอื่น ๆ สามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าลงทุนไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศในลาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2546 มีมูลค่า 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2547 มีมูลค่า 533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี พ.ศ. 2548 มีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย จีน

 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้า
การค้าไทย-ลาวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี 2552 มีมูลค่ารวม 71,989.4 ล้านบาท ลดลงจากปี 2551 (78963.9 ล้านบาท) ร้อยละ 8.8 ทั้งนี้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ตาม ไทยยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 40,101.3 ล้านบาท (ปี 2551 ได้เปรียบดุลการค้า 37,820.6 ล้านบาท) สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภค บริโภค ยานพาหนะและอุปกรณ์ สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้านำเข้าจาก สปป.ลาว ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้และไม้แปรรูป เชื้อเพลิง สินแร่โลหะ
 
ปี 2555 ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของลาว ขณะที่ลาวเป็นคู่ค้าอันดับที่ 26 ของไทย มีมูลค่ารวม 150,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.21 โดยไทยเป็ยฝ่ายได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น 72,771 ล้านบาท หรือร้อยละ 48.38 การค้าไทย-ลาว ระหว่างเดือนมกราคม - เมษายน 2556  45,541 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.09 
 
สินค้าส่งออกไปลาวที่สำคัญคือ น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ เครื่องจักร เหล็ก เคมีภัณฑ์ ผ้าผืน ยานพาหนะ เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม ปูนซิเมนต์
 
สินค้านำเข้าจากลาวที่สำคัญคือ สินแร่โลหะ เชื้อเพลิง ไม้แปรรูป พืช ผักและผลไม้ ถ่านหิน ปุ๋ย ลวดและสายเคเบิล เครื่องจักรไฟฟ้า สิ่งพิมพ์
 
การลงทุน
ในช่วงปี 2543 - 2552 (เดือนกันยายน) ไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมใน สปป.ลาว มากที่สุด มีโครงการลงทุนรวมจำนวน 237 โครงการ มูลค่า 2,645 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สาขาการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ขนส่งและโทรคมนาคม ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธนาคาร อุตสาหกรรมไม้แปรรูป เครื่องนุ่งห่มและหัตถกรรม นักลงทุนต่างชาติอันดับรองลงมา ได้แก่ จีน (324 โครงการ 2,241 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เวียดนาม (207 โครงการ 2,011 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และฝรั่งเศส (67 โครงการ 453 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
 
เมื่อพิจารณาจากม,ค่าการลงทุนสะสมในช่วงปี 2531 - 2555 ไทยเป็นนักลงทุนอันดับ 3 ในลาว  มีการลงทุนจำนวน 663 โครงการ มูลค่ารวม 5,733 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสาขาสำคัญ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ขนส่งและโทรคมนาคม ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธนาคาร อุตสาหกรรมไม้แปรรูป เครื่องนุ่งห่มและหัตถกรรม ทั้งนี้ สาเหตุหนึ่งที่การลงทุนของไทยตกลงหลังจากครองอันอับ 1 มาเป็นเวลานาน อาจเป็นเพราะการลงทุนสาขาพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาขาการลงทุนหลักของไทยใน สปป. ลาว ที่มีมูลค่าสูงเริ ่มชะลอตัว กอปรกับระยะหลังเวียดนามและจีนได้ลงทุนในโครงการมูลค่าสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสัมปทานและเหมืองแร่ขนาดใหญ่
 
อย่างไรก็ดี รัฐบาลและผู้นำลาวได้แสดงความประสงค์ในหลายโอกาสให้ไทยมีบทบาทด้านการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อกลับไปเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งตามเดิม ทั้งนี้ ไทยมันโยบายเน้นการลงทุนที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากว่าปริมาณ
 
การท่องเที่ยว
รัฐบาล สปป.ลาว ชุดปัจจุบันให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นสาขาที่สร้างรายได้ที่สำคัญให้แก่ สปป.ลาว (148 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2548 ซึ่งเพิ่มเป็น 173, 275 และ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2549, 2551 และ 2552 ตามลำดับ) ทั้งนี้ ในปี 2551 ไทยเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งที่เดินทางไป สปป.ลาว (จำนวน 891,448 คน จากนักท่องเที่ยวทั้งหมดประมาณ 1.7 ล้านคน) อันดับรองลงมา ได้แก่ เวียดนาม จีน และฝรั่งเศส ทั้งนี้ สปป.ลาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมมากเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอินโดจีน และเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียนรองจากมาเลเซีย โดยมีปัจจัยเกื้อหนุน ได้แก่ การยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547) รวมทั้งการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างกันให้มีความสะดวกมากขึ้น
 
ปี 2555 มีคนไทยเดินทางไปลาว 1,937,612 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 มีคนลาวเดินทางมาไทย 951,090 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.63 ระหว่างเดือนมกราคม - เมษายน 2556 มีคนลาวเดินทางมาไทย 254,644 คน ลดลงร้อยละ 16.13
 
ด้านอื่นๆ
ด้านไฟฟ้าและพลังงาน
 
รัฐบาลไทย-ลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว 2 ฉบับ เมื่อเดือนมิถุนายน 2536 และเดือนมิถุนายน 2539 สรุปว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาวเพื่อจำหน่ายให้แก่ไทยจำนวน 3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2549 ต่อมาเนื่องจาก สปป.ลาว มีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการพลังงานไฟฟ้าอีกหลายโครงการและไทย มีความต้องการพลังงานเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลไทยจึงได้ตกลงขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพิ่มเป็น 7,000 เมกะวัตต์ภายในหรือหลังปี 2558 ปัจจุบัน มีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว 2 โครงการ รวม 346 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการเทิน-หินบูน (เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541) และโครงการห้วยเฮาะ (เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542) มีกำลังผลิต ณ จุดส่งมอบ 220 เมกะวัตต์ และ 126 เมกะวัตต์ ตามลำดับ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ น้ำเทิน 2 น้ำงึม 2 และเทินหินบูน (ส่วนขยาย) รวมกำลังการผลิต 1,755 เมกะวัตต์ รวมทั้งมีโครงการที่มีศักยภาพอีกจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารับซื้อไฟฟ้า รวมกำลังการผลิตประมาณ 5,000 เมกะวัตต์
 
ด้านการพัฒนาเครือข่ายคมนาคม
 
เป็นความร่วมมือที่สำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทย-ลาว สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวกยิ่งขึ้น และนำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน และเป็นการสนับสนุนให้ สปป.ลาวปรับเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลเป็นจุดเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล สปป.ลาวด้วย ปัจจุบัน โครงการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมที่ไทยให้ความช่วยเหลือแก่ สปป.ลาว รวมมูลค่าประมาณ 6,681 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการก่อสร้างถนน โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขง โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟ โครงการปรับปรุงสนามบินในแขวงสำคัญต่าง ๆ รวมมูลค่าโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้วประมาณ 2,517 ล้านบาท ที่สำคัญได้แก่ โครงการปรับปรุงสนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ โครงการก่อสร้างเส้นทางถนนเชื่อมโยงไทย-ลาว-จีน (R3) และโครงการก่อสร้างทางรถไฟระหว่างไทย-ลาว (หนองคาย-ท่านาแล้ง) มีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการรวมมูลค่าประมาณ 4,142 ล้านบาท ที่สำคัญได้แก่ โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) และแห่งที่ 4 (เชียงราย-บ่อแก้ว) โครงการปรับปรุงสนามบินปากเซ (ระยะที่ 1) และโครงการพัฒนาถนนระหว่างห้วยโก๋น (จังหวัดน่าน)-ปากแบ่ง (แขวงไชยะบุลี)
 

ไทยและลาว มีความร่วมมือในกรอบพหุภาคีที่สำคัญ ได้แก่

  • อาเซียน ลาวเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ได้เป็นประธาน คณะกรรมการประจำอาเซียนเมื่อกรกฎาคม 2547 ไทยได้ให้ความร่วมมือแก่ลาวเพื่อให้สามารถมีส่วนร่วม ในอาเซียนได้อย่างทัดเทียมกับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า ทั้งในกรอบความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (IAI) การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (AISP) รวมทั้งให้ความร่วมมือแก่ลาวเตรียมความพร้อมในโอกาสที่ลาวเป็นเจ้าภาพจัดการ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 โดยได้จัดการดูงานให้เจ้าหน้าที่ลาว ให้การสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์สำหรับจัดตั้งศูนย์ข่าว มูลค่าประมาณ 11.80 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อปรับปรุงสนามบินวัดไตมูลค่าประมาณ 320 ล้านบาท
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy - ACMECS) ลาวมีส่วนร่วมในกรอบ ACMECS อย่างแข็งขันโดยได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับ ACMECS Plan of Action และทบทวนโครงการความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2549 ที่กรุงเทพมหานคร และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACMECS ระดับรัฐมนตรีที่เมืองดอนโขง แขวงจำปาสัก ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2549 นอกจากนั้น โครงการความร่วมมือไทย-ลาวในกรอบ ACMECS มีความคืบหน้ามากกว่าประเทศอื่น อาทิ โครงการ Contract Farming เป็นต้น
  • ความร่วมมือในกรอบสามเหลี่ยมมรกต ลาวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีความร่วมมือในกรอบสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2546 ที่แขวงจำปาสัก ที่ประชุมได้เห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวซึ่งมีสาระ สำคัญมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อช่วยกระตุ้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และได้กำหนดพื้นที่ความร่วมมือเพื่อผลักดันให้กรอบความร่วมมือมีความเด่นชัด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา และภาคใต้ของลาว ทั้งนี้ ไทยได้จัดสรรงบประมาณ 2 ล้านบาท ในโครงการปรับปรุงศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวสามเหลี่ยมมรกตที่แขวง จำปาสักด้วย

ที่มา จับตาเอเชียตะวันออก

 

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย

19 ธันวาคม 2493

ยุทธศาสตร์ของไทยต่อลาว

สนับสนุนและส่งเสริมลาวในทุกทางเพื่อให้มีความก้าวหน้า เข้มแข็ง รุ่งเรืองและเป็นมิตรประเทศที่ดีของไทย

กลไกความร่วมมือไทย-ลาว

ความสัมพันธ์ไทย-ลาวในปัจจุบันดำเนินไปอย่างราบรื่นใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายได้ใช้กลไกและเวทีความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีผลักดันความร่วมมือและแก้ไขปัญหา เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี ที่สำคัญได้แก่

  1. คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว เป็นกลไกกำกับดูแลการดำเนินความสัมพันธ์ไทย-ลาวในภาพรวม ตั้งขึ้นเมื่อพฤษภาคม 2534 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ ทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม สองฝ่ายได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมขึ้นทุกปี โดยมีผู้แทนจากทุกหน่วยงานหลักของไทยและลาวเข้าร่วม การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 23-25 มกราคม 2549 ที่จังหวัดตราด
  2. คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว ตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2534 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศเป็นประธานร่วม เป็นกลไกกำหนดแนวทางและมาตรการเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือรักษาความสงบ เรียบร้อยและเสถียรภาพตามชายแดน การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2549 ที่กรุงเทพ มหานคร
  3. คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-ลาว ตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2539 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและลาวเป็นประธานร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมตลอดแนวชายแดน การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 7-8 มีนาคม 2550 ที่หลวงพระบาง
  4. คณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-ลาว เป็นผลสืบเนื่องจากการเยือนลาวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อเดือนมกราคม 2540 และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนกันยายน 2540 การประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า ครั้งที่ 1 มีขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2541 กรุงเทพมหานคร มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการท่องเที่ยวลาวเป็นประธานร่วม ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นการประชุมแผนความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจการค้าไทย-ลาว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทย-ลาวเป็นประธานร่วม ได้จัดประชุมครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-28 ธันวาคม 2549 ณ นครหลวงเวียงจันทน์
  5. คณะกรรมการส่งเสริมการค้าและการลงทุนไทย-ลาว (เปลี่ยนชื่อมาจากคณะกรรมการไกล่เกลี่ยแก้ไขข้อพิพาทด้านธุรกิจและการลงทุน ไทย-ลาว) จัดตั้งโดยมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนกันยายน 2540 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย เป็นประธานร่วม เพื่อเป็นกลไกอำนวยความสะดวกการไกล่เกลี่ยแก้ไขข้อพิพาทด้านธุรกิจและการลง ทุนและส่งเสริมการดำเนินธุรกิจระหว่างไทย-ลาว การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 ที่เกาะช้าง จังหวัดตราด
  6. การประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าแขวงชายแดนไทย-ลาว จัดตั้งโดย มติที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว ครั้งที่ 6 เมื่อกันยายน 2539 ณ จังหวัดสงขลา การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม 2549 ที่แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว นอกจากนี้ ยังมีการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยในระดับจังหวัดกับ แขวงเพื่อเป็นกลไก ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาตามบริเวณชายแดนในระดับท้องถิ่นมิให้ลุกลามเป็นปัญหา ระดับชาติ
  7. การประชุมทวิภาคีว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานฝ่ายไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานประเทศเป็นประธานฝ่ายลาว การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 6-7 กันยายน 2549 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  8. สมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ จัดตั้งโดยกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2537 เพื่อเป็นกลไกเสริมในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ลาวในระดับประชาชนต่อ ประชาชน ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยฝ่ายลาวได้จัดตั้งสมาคมลาว-ไทยเพื่อมิตรภาพ ภายใต้ศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เป็นสมาคมร่วมดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ กับสมาคมไทย-ลาวฯ ทั้งสองสมาคมมีการประชุมร่วมกันทุกปี การประชุม ร่วมระหว่างสองสมาคมครั้งล่าสุด คือ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 ที่กรุงเทพมหานคร

 

ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป
ความสัมพันธ์ไทย - ลาวในปัจจุบันดำเนินไปอย่างราบรื่นใกล้ชิดบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีปัจจัยเกื้อกูล ได้แก่ ความใกล้ชิดทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม โดยเฉพาะพระราชวงศ์ไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเสริมสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมในหมู่ประชาชนไทย-ลาว เป็นผลให้ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้กลไกความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นทั้งในกรอบทวิภาคี และพหุภาคี ผลักดันความร่วมมือให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาและหาทางออกร่วมกันได้อย่างสันติ 
 
กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ (Joint Commission on Cooperation : JC) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วม เป็นกลไกกำกับดูแลความร่วมมือระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ในภาพรวมในทุกมิติ (2) กลไกทวิภาคีด้านการเมืองและความมั่นคง ได้แก่ คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานร่วม การประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าแขวงชายแดนไทย-ลาว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยเป็นประธานร่วม (3) กรอบอื่นๆ เฉพาะเรื่อง อาทิ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วม และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมทุกสาขาหลักของความร่วมมือ ที่สำคัญ ได้แก่ การประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การประชุมว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ การประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา ฯลฯ (4) Track II ได้แก่ สมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ และสมาคมลาว-ไทย เพื่อมิตรภาพ เป็นเครื่องมือเสริมการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทย-ลาว โดยเฉพาะในระดับประชาชนสู่ประชาชน นอกจากนั้น สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนของไทยและ สปป.ลาว มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด 
 
ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย-ลาวมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเครือข่ายคมนาคมเชื่อมโยงไทย-ลาว การแก้ไขปัญหาชาวม้งลาวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยใช้กลไกคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว (GBC) การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน และการขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเพิ่มจาก 5,000 เมกะวัตต์เป็น 7,000 เมกะวัตต์ ภายในหรือหลังปี 2558 รวมทั้งความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งไทยยังคงเป็นประเทศคู่ค้าและผู้ลงทุนที่มีมูลค่าลงทุนสะสมเป็นอันดับ 1 ใน สปป.ลาว 
 
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ไทย-ลาว ได้แก่ ความหวาดระแวงไทยของลาวในเรื่อง "คนบ่ดี" และการนำเสนอของสื่อไทยในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าไทยดูถูกเหยียดหยามลาว หรือเป็นประเด็นการเมืองภายในของไทยที่อาจส่งผลต่อการเมืองภายในของ สปป. ลาว
 

ด้านการเมืองและความมั่นคง

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
รัฐบาลไทยและ สปป.ลาว มีความร่วมมือใกล้ชิดทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ และการสนับสนุนกันในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ
 
กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและลาวมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2554 เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง การเยือนลาวอย่างเป๋นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างวันที่ 21 - 22 มีนาคม 2555 การเยือนไทยอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) on East Asia ครั้งที่ 21 ที่ประเทศไทยของนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว เมื่อ 31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน 2555 การเยือยไทยของนายคำพัน สิดทิดำพา ประธานศาลประชาชนสูงสุดของ สปป. ลาว ระหว่างวันที่ 11 - 15 มิถุนายน 2555 การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ (Joint Commission : JC) ไทย-ลาว ครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 1-3 เมษายน 2556 ณ จังหวัดประจงบคีรีขันธ์ และการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) ไทย-ลาว ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ณ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ไทยและลาวยังมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในกรอบพหุพาคี และสนับสนุนกันในเวทีระดับประเทศต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ


ความร่วมมือด้านการทหาร กองทัพไทย-ลาวมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น สามารถแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความมั่นคงทำให้พื้นที่บริเวณชายแดนไทย-ลาว ส่วนใหญ่ มีความสงบเรียบร้อยดี พัฒนาการที่สำคัญ ได้แก่ การลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-ลาว ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นกรอบในการปฏิบัติงานให้ชายแดนไทย-ลาวเป็นชายแดนแห่งมิตรภาพ สันติภาพ และความมั่นคง โดยขณะนี้กองทัพไทย-ลาวอยู่ระหว่างจัดทำแผนงานประกอบ ความตกลงเพื่อนำสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม


การแก้ไขปัญหาบุคคลผู้ไม่หวังดีต่อความสัมพันธ์ไทย-ลาว หรือ "คนบ่ดี" ทางการไทยได้ยืนยันกับลาวในทุกโอกาสว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ยินยอมให้กลุ่มหรือบุคคลใด ใช้ดินแดนไทยเป็นฐานหรือทางผ่านเข้าไปก่อความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้านและ ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรี เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางดำเนินการและจัดทำบัญชีรายชื่อ บุคคลผู้ต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร (blacklist) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบและอนุญาตให้บุคคลต่างด้าวเข้าเมือง สำหรับกรณีชาวม้ง ในที่พักสงฆ์ถ้ำกระบอกทางการสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2546 ยินดีรับชาวม้งดังกล่าว ซึ่งมีจำนวน 15,639 คน ไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ และได้ดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2547- พฤษภาคม 2548 และกรณีชาวม้งลาวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในการเยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการ ของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2549 สองฝ่ายเห็นชอบให้คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย-ลาวเป็นกลไกแก้ไขปัญหาซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย ได้ร่วมมือและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด


การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-ลาว เขตแดนไทย-ลาวมีระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 1,810 กิโลเมตร แบ่งเป็นเขตแดนทางบก 702 กิโลเมตร และเขตแดนทางน้ำ 1,108 กิโลเมตร ไทยและลาวได้ลงนามความตกลงเกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวร่วม กัน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายรู้ที่ ตั้งของเส้นเขตแดนอย่างแน่ชัดและได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-ลาว ขึ้นเป็นกลไกกำกับดูแลการดำเนินงานดังกล่าว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและลาวเป็นประธานร่วม นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540 ที่สองฝ่ายได้เริ่มสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในภูมิประเทศจริงจนถึงเดือน มิถุนายน 2549 สามารถจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมกันได้ 190 หลัก ระยะทางประมาณ 676 กิโลเมตร ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-ลาว ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 7-8 มีนาคม 2550 ได้เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายเร่งรัดดำเนินการสำรวจและ จัดทำหลักเขตแดนให้แล้วเสร็จตลอดแนว โดยทางบกให้สำเร็จภายในปี 2551 และทางน้ำภายในปี 2553


ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไทยและลาวได้ลงนาม ในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และ สารตั้งต้น เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 หน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติดไทย-ลาวมีความร่วมมือทั้งด้านวิชาการ แลกเปลี่ยนข้อมูล และความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยได้จัดการประชุม ว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติดเป็นประจำทุกปี การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 6-7 กันยายน 2549 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ความคืบหน้าของความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่
- เจ้าหน้าที่สองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพ ติด อย่างต่อเนื่อง และขยายไปสู่การปฏิบัติการร่วมในการจับกุมนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ
- ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้งสำนักงานประสานงานปราบปรามยาเสพติดชายแดน (Border Liaison Office- BLO) เพิ่มเติมอีก 4 จุด (อ.บึงกาฬ จังหวัดหนองคาย - เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ / อ.เมือง จ.มุกดาหาร- เมืองไกสอน แขวงสะหวันนะเขต / อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี - เมืองชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก / อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี - เมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต) จากเดิมที่มีอยู่ 4 แห่ง (อ.เชียงของ จ.เชียงราย - เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว / ด่านสะพานมิตรภาพหนองคาย-เวียงจันทน์ / อ.เมือง จ.นครพนม-เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน และด่านช่องเม็ก-วังเต่า) รวมทั้งลาดตระเวนร่วมตามลำแม่น้ำโขงในบริเวณดังกล่าว
- โครงการก่อสร้างศูนย์บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่แขวง จำปาสัก ที่ฝ่ายไทยให้ความช่วยเหลือมูลค่า 24.75 ล้านบาทได้ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบให้ฝ่ายลาวเมื่อเดือนธันวาคม 2548 และฝ่ายไทยได้มอบวัสดุ/อุปกรณ์ในโครงการความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและ กันในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด มูลค่าประมาณ 2 ล้านบาทให้ฝ่ายลาวเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2548


ความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกด้านการสัญจรของประชาชน ไทยและลาวมีพรมแดนติดต่อกันรวม 11 จังหวัด / 9 แขวง สองฝ่ายได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือ เดินทางธรรมดาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม2547 และได้ร่วมกันเปิด/ยกระดับจุดผ่านแดนที่เห็นเหมาะสมร่วมกัน ในปี 2549 ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบ ในหลักการให้ขยายเวลาทำการด่านช่องเม็ก-วังเต่า จากเดิมเวลา 06.00-18.00 น. เป็น 06.00-20.00 น. รวมทั้งได้เปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มอีก 1 จุด ที่สะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549

ความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่ง

กระทรวงคมนาคมไทยและลาวได้ประชุมหารือเพื่อแก้ไขความไม่สะดวกในการสัญจรของ ประชาชนและยานพาหนะ และได้ร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
- การอำนวยความสะดวกในการสัญจรของยานพาหนะ ทั้งสองฝ่ายได้ออกเอกสารประจำรถลักษณะเดียวกับหนังสือเดินทางเพื่อขอรับการ ตรวจเข้าเมืองที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2547 ทำให้ประชาชนไทยและลาวสามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลเดินทางผ่าน เข้า-ออก ดินแดนของแต่ละฝ่ายได้โดยสะดวกซึ่งแต่เดิมนั้นหากจะนำรถยนต์เข้าลาวต้องจอด รถไว้ที่ฝั่งไทยแล้ว ดำเนินการเพื่อขออนุญาตนำรถเข้าจากหน่วยงานกลางที่เวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 2 วัน
- การขนส่งสินค้าผ่านแดน รัฐบาลไทยและลาวได้เห็นชอบให้เปิดเสรีผู้ประกอบการขนส่งทางถนนผ่านแดนไทย -ลาวจากเดิมที่จำกัดเพียง 5 ราย ให้ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด มาขออนุญาตเป็นผู้ประกอบการขนส่งสินค้าไทย-ลาวได้ไม่จำกัดจำนวน มีผลปฏิบัติเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 ณ เดือนตุลาคม 2549 มีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตจำนวน 248 ราย จำนวนรถที่ได้รับอนุญาต 7,111 คัน ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งลดลงร้อยละ 20-30
- การขนส่งผู้โดยสาร สองฝ่ายได้เปิดเดินรถโดยสารประจำทางในเส้นทาง
(1) อุดรธานี-เวียงจันทน์ (2) หนองคาย-เวียงจันทน์ เมื่อเดือนเมษายน 2547 (3) อุบลราชธานี-ปากเซ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 และ (4) มุกดาหาร-สะหวันนะเขต เมื่อเดือนมกราคม 2550 รวมทั้งจะขยาย/เปิด เดินรถในเส้นทางอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในระยะต่อไป

ความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคาร

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือร่วมมือกับธนาคารแห่ง สปป.ลาว ทั้งในด้านคำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนและบริหารนโยบายการเงินและการคลัง การฝึกอบรมพนักงาน การศึกษาภาวะการค้าชายแดนร่วมกัน นอกจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารแห่ง สปป.ลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวก และการสร้างความเชื่อมั่นในการชำระเงินระหว่างสองประเทศ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2546 และ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่ สปป.ลาวเพื่อลงทุนในโครงการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 โดยไทยจะให้ความช่วยเหลือ ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาวเพื่อลงทุนในโครงการน้ำงึม 2 โดยให้กู้วงเงินกู้ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท หรือสกุลเงินอื่นที่มีมูลค่าเทียบเท่า และให้รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวออกพันธบัตรสกุลเงินบาท ในประเทศไทยมูลค่าไม่เกิน 1,500 ล้านบาท โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Eximbank) เป็นผู้ค้ำประกันพันธบัตรดังกล่าวซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกให้รัฐบาล สปป.ลาวในการระดมทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในอนาคต

ความร่วมมือด้านไฟฟ้าและพลังงานอื่น ๆ

ลาวให้ความสำคัญต่อโครงการพลังงานเนื่องจากเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญให้ แก่ประเทศ ไทยและลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วย การพัฒนาไฟฟ้าในลาว 2 ฉบับเมื่อเดือนมิถุนายน 2536 และเมื่อเดือนมิถุนายน 2539 สรุปว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือพัฒนาไฟฟ้าในลาวเพื่อจำหน่ายให้ไทยจำนวน 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2549 ปัจจุบัน มีโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ที่ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วและโครงการที่มีศักยภาพ จำนวน 11 โครงการ รวมกำลังผลิต ณ จุดส่งมอบประมาณ 6,181 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว 2 โครงการ รวม 313 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการน้ำเทิน-หินบูน (เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541) และโครงการห้วยเฮาะ (เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542) มีกำลังผลิต ณ จุดส่งมอบ 187 เมกะวัตต์ และ 126 เมกะวัตต์ ตามลำดับ และเนื่องจากการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวจำนวน 3,000 เมกะวัตต์ตามบันทึกความเข้าใจฯ สิ้นสุดภายในปี 2549 กอปรกับไทยมีความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น ฝ่ายไทยจึงได้ตกลงขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2558 โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว ในระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549

ความร่วมมือด้านการพัฒนาเครือข่ายคมนาคม

ไทยให้ความสำคัญกับความ ร่วมมือเพื่อพัฒนาเครือข่ายคมนาคมเชื่อมโยงไทย-ลาว ซึ่งนอกจากจะทำให้ประชาชนไทย-ลาวสามารถเดินทาง ไปมาหาสู่กันได้สะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือให้ลาวเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล เป็นจุดเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลลาวด้วย ปัจจุบัน โครงการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมที่ไทยให้ความช่วยเหลือแก่ลาวมีความคืบหน้าตาม ลำดับ โครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ได้แก่ สะพานข้ามแม่น้ำเหืองระหว่างจังหวัดเลยกับแขวงไชยะบุรี การพัฒนาสนามบินวัดไตที่นครหลวงเวียงจันทน์ การก่อสร้างทางลาดขึ้น-ลง (ramp) บริเวณท่าเทียบเรือแขวงคำม่วน และโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมท่าเทียบเรือแขวงคำม่วน-ถนนหมายเลข 13 และสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างจังหวัดมุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต นอกจากนั้น ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก ที่สำคัญคือ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างจังหวัดนครพนม-แขวงคำม่วน และโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างจังหวัดอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย - เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว

ความร่วมมือด้านแรงงาน

ไทยและลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วย ความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ทั้งสองฝ่ายได้หารือทั้งในระดับนโยบายและ ระดับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดแนวทางร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแรง งานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง กำหนดขั้นตอนการจ้างแรงงาน และให้การคุ้มครองแรงงานสัญชาติของแต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสม ปัจจุบัน ความร่วมมือมีความคืบหน้าตามลำดับ ดังนี้
- การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวในไทย ทางการลาวได้จัดส่งคณะเจ้าหน้าที่มาพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวในไทยตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2548 ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2549 สรุปได้ว่า มีแรงงานสัญชาติลาวมาขอรับการพิสูจน์สัญชาติจำนวน 43,788 คน จากที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในปี 2548 จำนวน 90,073 คน ได้รับการรับรอง 43,657 คน และจะร่วมมือดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวรอบใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนสถานะ แรงงานส่วนที่เหลือ ระหว่างวันที่ 23 เมษายน - วันที่ 31 สิงหาคม 2550
- การนำแรงงานลาวกลุ่มใหม่มาทำงานในไทยโดยถูกกฎหมาย ไทยมีความต้องการแรงงานจากลาวจำนวนมากเพื่อรองรับการขยายตัวทางอุตสาหกรรม และการเกษตร ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 กรมการจัดหางานได้ส่งข้อมูลแจ้งความต้องการจ้างแรงงานของนายจ้างให้ฝ่ายลาว รับสมัคร และคัดเลือกคนงาน จำนวน 52,106 คน และได้มีการส่งแรงงานลาวมาทำงานในไทยแล้วประมาณ 3,500 คน

ความร่วมมือด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์

ไทยและลาวได้ลงนามในบันทึก ความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็กไทย -ลาว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 ทั้งสองฝ่ายได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมและผู้ประสานงานกลาง รวมทั้งจัดทำร่างแผนปฏิบัติการตามบันทึกความเข้าใจ นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 2 ล้านบาท แก่สหพันธ์แม่หญิงลาวเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการฝึกอาชีพแม่บ้านให้แก่ สตรีลาวที่ประสงค์จะมาทำงาน ในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกลวงหญิงลาวมาทำงานในไทยและปัญหาการค้ามนุษย์

ความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ไทยได้เริ่มดำเนิน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับลาวตั้งแต่ปี 2516 เน้นด้านการพัฒนาบุคลากรในลักษณะการให้ ทุนการศึกษา ทุนฝึกอบรม/ดูงาน และโครงการพัฒนาใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ การเกษตร การศึกษา และสาธารณสุข ความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศทั้งสองเป็นไปตามแผนงานโครงการความร่วม มือ ทางวิชาการรายปีซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนด ขึ้นโดยคำนึงถึงความต้องการ ขีดความสามารถและความพร้อมของแต่ละฝ่าย ตั้งแต่ปี 2540 - 2549 ไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ แก่ลาวเป็นมูลค่าประมาณ 659.89 ล้านบาท ล่าสุด ฝ่ายลาวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมมือทางวิชาการ ไทย-ลาว ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 22-27 ตุลาคม 2549 ที่เมืองหลวงพระบาง เพื่อกำหนดแผนงานความร่วมมือ สำหรับปี 2549/2550 ซึ่งไทยตกลงให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโท จำนวน 25 ทุน และ ทุนฝึกอบรม/ดูงานในสาขาต่าง ๆ จำนวน 100 ทุน

โครงการสันถวไมตรี

กระทรวงการต่างประเทศได้จัดสรรงบประมาณภายใต้โครงการสันถวไมตรีเพื่อช่วย เหลือลาวพัฒนาด้านการศึกษาโดยได้ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนประถมแขวงสะ หวันนะเขต (1 ล้านบาท) แขวงบ่อแก้ว (2.3 ล้านบาท) แขวงอุดมไชย (2 ล้านบาท) แขวงจำปาสัก 1.5 ล้านบาท และได้สร้างหอนอนโรงเรียนเด็กกำพร้าแขวงไชยะบุรี (2.4 ล้านบาท) รวมทั้งได้ให้ความช่วยเหลือสร้างสุขศาลาที่เมืองดอนโขง แขวงจำปาสัก (3.2 ล้านบาท)

ความตกลงไทย-ลาวที่สำคัญ

  1. ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (22 สิงหาคม 2533)
  2. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว (9 พฤษภาคม 2534)
  3. ความตกลงว่าด้วยการค้า (ฉบับแก้ไขใหม่) (20 มิถุนายน 2534)
  4. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-ลาว (17 สิงหาคม 2534)
  5. สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือไทย-ลาว (กุมภาพันธ์ 2535)
  6. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต (8 ตุลาคม 2537)
  7. ความตกลงเกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวร่วมกัน (8 กันยายน 2539)
  8. ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (20 มิถุนายน 2540)
  9. ความตกลงว่าด้วยการเดินทางข้ามแดนไทย-ลาว ฉบับลงนาม 20 มิถุนายน 2540 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 19 กันยายน 2540 เป็นความตกลงฉบับใหม่ที่ใช้แทนความตกลงเรื่องข้อบังคับร่วมกัน ว่าด้วยการจราจรชายแดนระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส (16 สิงหาคม 2486)
  10. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการ(5 มีนาคม 2542)
  11. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนน (5 มีนาคม 2542) ซึ่งใช้แทนความตกลงว่าด้วยการขนส่งสินค้าผ่านแดนไทย-ลาว ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2521 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงกำหนดรายละเอียดการขนส่งทางถนนเมื่อ 17 สิงหาคม 2544
  12. สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (5 มีนาคม 2542)
  13. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารตั้งต้น (17 สิงหาคม 2544)
  14. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน (18 ตุลาคม 2545)
  15. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน (16 ตุลาคม 2546)
  16. สนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (20 มีนาคม 2547)
  17. ความตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย-ลาว (20 มีนาคม 2547)
  18. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา (20 มีนาคม 2547)
  19. ความตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินกีบและเงินบาท (17 สิงหาคม 2547)
  20. ความตกลงว่าด้วยการสนับสนุนสภาพคล่องเงินบาท (17 สิงหาคม 2547)
  21. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาไทย-ลาว (28 ตุลาคม 2547)
  22. 22 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็กไทย-ลาว (13 กรกฎาคม 2548)
  23. ความตกลงว่าด้วยสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) (18 ธันวาคม 2549)
  24. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าในลาว (18 ธันวาคม 2549)
  25. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสนับสนุนทางการเงินแก่ สปป.ลาวเพื่อลงทุนในโครงการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (18 ธันวาคม 2549)

 

การแลกเปลี่ยนการเยือน

การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
  • วันที่ 8-9 เมษายน 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เยือน สปป. ลาว (ภายหลังจากที่ทรงเป็นประธานร่วมกับนายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศ สปป. ลาว ในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่จังหวัดหนองคาย) โดยได้เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว อันเป็นโครงการในพระราชดำริ ร่วมกับประธานประเทศ สปป. ลาว ที่เมืองนาทรายทอง แขวงเวียงจันทน์ รวมทั้งทอดพระเนตรโครงการส่งเสริมกิจกรรมโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า หลัก 67 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • เดือนมิถุนายน 2535 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการตามคำกราบบังคมทูลเชิญ ของนายไกสอน พมวิหาน ประธานประเทศ สปป.ลาว
  • เดือนพฤศจิกายน 2535 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงร่วมพิธีศพนายไกสอน พมวิหาน ประธานประเทศ สปป.ลาว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • เดือนมีนาคม 2533 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือน สปป.ลาว เป็นครั้งแรก ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลลาว
  • เดือนตุลาคม 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือน สปป. ลาว เพื่อทรงถวายผ้าพระกฐินพระราชทานและทรงติดตามผลการดำเนินโครงการส่งเสริมกิจกรรมโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า หลัก 67 แขวงเวียงจันทน์ ตามพระราชดำริ
  • วันที่ 8-11 เมษายน 2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เยือนแขวงเซกอง และแขวงอัตตะปือ และเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซอนและระบบส่งน้ำของโครงการ
  • วันที่ 21-24 มกราคม 2540 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแขวงอุดมไซและแขวงหลวงน้ำทา
  • วันที่ 19-20 มีนาคม 2541 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือน สปป. ลาว เพื่อทรงติดตามความคืบหน้าของโครงการตามพระราชดำริ
  • วันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2542 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแขวงพงสาลี
  • วันที่ 23-25 พฤษภาคม 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือน สปป. ลาวเพื่อทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร (หลัก 22) และโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า หลัก 67 ที่แขวงเวียงจันทน์ และเสด็จฯ เยือนแขวงเชียงขวาง
  • วันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2545 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแขวงหัวพัน (โรงเรียนมัธยมสมบูนพันซำ โรงพยาบาลแขวงหัวพัน วัดโพไซซะนาราม และอนุสรณ์สถานถ้ำผู้นำ)
  • วันที่ 17-18 มีนาคม 2547 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อทรงติดตามความคืบหน้าของโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร (หลัก 22) และโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า หลัก 67 แขวงเวียงจันทน์
  • วันที่ 14-16 มีนาคม 2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครหลวงเวียงจันทน์ แขวงสะหวันนะเขต และแขวงจำปาสัก
  • วันที่ 20 ธันวาคม 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแขวงสะหวันนะเขต ในโอกาสทรงเป็นประธานร่วม ในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต)
  • วันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแขวงจำปาสัก เพื่อทรงนำคณะกรรมการ รางวัลนานาชาติมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลติดตามโครงการแปลงสาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน ที่มหาวิทยาลัยจำปาสัก
  • วันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อทรงติดตาม ความคืบหน้าของโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร (หลัก 22) และโรงเรียนวัฒนธรรม เด็กกำพร้า หลัก 67 และเสด็จฯ เยือนแขวงคำม่วน เพื่อทอดพระเนตรโครงการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ "น้ำเทิน 2"
  • วันที่ 5-6 มีนาคม 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือน สปป.ลาวเพื่อทรงติดตามความคืบหน้าและฉลองครบรอบ 15 ปีของการดำเนินโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก 22) และในโอกาสดังกล่าวทรงเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดเดินรถไฟไทย-ลาวขบวนปฐมฤกษ์ (หนองคาย - ท่านาแล้ง) และพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 (นครพนม - คำม่วน)
  • วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือน สปป. ลาว เพื่อ ทรงเปิดโครงการแปลงสาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน มหาวิทยาลัยจำปาสัก แขวงจำปาสัก
  • เดือนพฤศจิกายน 2537 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือน สปป.ลาว
  • เดือนมกราคม 2539 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือน สปป.ลาว
  • วันที่ 28-29 ตุลาคม 2541สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือน สปป.ลาว เพื่อทรงถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ที่วัดแสนสุขาราม เมืองหลวงพระบาง
 
รัฐบาล
 
นายกรัฐมนตรี
 
  • เดือนมิถุนายน 2536 นายชวน หลีกภัย เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 26 - 28 พฤษภาคม 2543 นายชวน หลีกภัย เยือนสปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 19-20 มิถุนายน 2539 นายบรรหาร ศิลปอาชา เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 20-21 มิถุนายน 2540 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 13 - 14 มิถุนายน 2544 พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 20 มีนาคม 2547 พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เยือน สปป.ลาว (แขวงจำปาสัก) เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - ลาวอย่างไม่เป็นทางการ และเป็นประธานร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร -สะหวันนะเขต) เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2547 ที่จังหวัดมุกดาหารและแขวงสะหวันนะเขต
 
  • วันที่ 29 - 30 พฤศจิกายน 2547 พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เยือน สปป.ลาว (นครหลวงเวียงจันทน์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10
 
  • วันที่ 27 พฤศจิกายน 2548 พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เยือน สปป.ลาว (แขวงคำม่วน)
  • เพื่อเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำเทิน 2”
 
  • วันที่ 14 ตุลาคม 2548 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 20 ธันวาคม 2549 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้าร่วมพิธีเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร - สะหวันนะเขต)
 
  • วันที่ 29  กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2551 นายสมัคร สุนทรเวช เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 30 - 31 มีนาคม 2551 นายสมัคร สุนทรเวช เยือน สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ ๓ และการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย - ลาว ครั้งที่ 16
 
  • วันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 นายสมชาย วงศสวัสดิ์ เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 23 มกราคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 9 ธันวาคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่วมพิธีเปิดโครงการเอนกประสงค์น้ำเทิน 2 ที่แขวงคำม่วน และเยือนนครหลวงเวียงจันทน์
 
  • วันที่ 16 กันยายน 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ 
 
  • วันที่ 16 กันยายน 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเยือน สปป.ลาว อยา่งเป็นทางการ
 
  • วันที่ 12 - 13 มีนาคม 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่วมประชุม ACMECS ที่ สปป. ลาว
 
  • วันที่ 5 - 6 พฤศจิกายน 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมประชุม ASEM ครั้งที่ 9 
 
รัฐมนตรี
 
  • วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สุรพงษ์ฯ ฟบหารือกับ ดร.ทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว
 
  • วันที่ 8 - 9 สิงหาคม 2556 นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาลาวเพื่อประชุมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป.ลาว
 
  • วันที่ 26 - 28 กุมภาพันธ์ 2557 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยือน สปป.ลาว เพื่อเจรจาหารือความร่วมมือและติดตามผลการดำเนินงานภายใต้กรอบ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา
 
  • วันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2557 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเยือนลาว
 
  • วันที่ 15 - 16 มิถุนายน 2557 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เยือน สปป.ลาว เพื่อชี้แจงและความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองประเทศไทย
 
การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายลาว
รัฐบาล
  • วันที่ 6-11 มกราคม 2535 นายไกสอน พมวิหาน ประธานประเทศลาว และภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
 
  • วันที่ 14-19 กุมภาพันธ์ 2538 นายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศลาว และภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
 
  • วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม 2552 นายจูมมาลี ไซยะสอน ประธานประเทศลาว และภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
 
 
รัฐบาล
 
นายกรัฐมนตรี
 
  • วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 พลเอกคำไต สีพันดอน เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 4 - 6 มีนาคม 2542 นายสีสะหวาด แก้วบุนพัน เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่  28 - 30 เมษายน 2546 นายบุนยัง วอละจิด เยือนไทยอย่างเป็นทางการ และร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ที่กรุงเทพมหานคร
 
  • วันที่ 20 มกราคม 2547 นายบุนยัง วอละจิด เยือนไทย (จังหวัดอุบลราชธานี) เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - ลาว อย่างไม่เป็นทางการ
 
  • วันที่ 21 มีนาคม 2547 นายบุนยัง วอละจิด เป็นประธานร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร - สะหวันนะเขต) ที่จังหวัดมุกดาหารและแขวงสะหวันนะเขต
 
  • วันที่ 1 - 3 พฤศจิกายน 2548 นายบุนยัง วอละจิด เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง ที่กรุงเทพมหานคร
 
  • วันที่ 17 - 18 ธันวาคม 2549 นายบัวสอน บุบผาวัน เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
 
  • วันที่ 4 -5 เมษายน 2553 นายบัวสอน บุบผาวันเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ
  • ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดเพชรบุรี
 
  • วันที่ 31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน 2555 นายทองสิง ทำมะวง เยือนไทยอย่างเป็นทางการและเพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) on East Asia ครั้งที่ 21
 

ที่มา ความสัมพันธ์ไทย-ลาว Thai and Laos relationship



 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94 -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43 -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05 -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 20,659.09
ไทย - ลาว
มูลค่าการค้า 5,118.50 5,443.11 5,708.14 5,871.22 6.04 6.34 4.87 2.86 1.07 1.20 1.37 1.43
การส่งออก 3,758.45 4,032.55 4,236.71 3,994.17 4.74 7.29 5.06 -5.72 1.64 1.77 1.98 1.85
การนำเข้า 1,360.05 1,410.56 1,471.43 1,877.05 9.83 3.71 4.32 27.57 0.54 0.62 0.73 0.96
ดุลการค้า 2,398.41 2,621.99 2,765.28 2,117.12

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 เชื้อเพลิงอื่น ๆ 589.6 571.6 577.3 1,006.1 18.62 -3.04 0.99 74.30 43.35 40.52 39.23 53.60
2 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 566.4 518.4 364.1 267.0 9.71 -8.47 -29.77 -26.66 41.65 36.75 24.75 14.23
3 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 8.7 144.2 279.0 245.6 33.53 1,555.73 93.45 -11.97 0.64 10.22 18.96 13.08
4 เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 0.0 0.1 10.1 87.3 -88.21 261.31 8,196.95 766.63 - 0.01 0.68 4.65
5 ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ 38.5 39.9 64.3 87.1 5.57 3.56 61.13 35.54 2.83 2.83 4.37 4.64
6 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 32.0 26.0 49.2 40.3 -6.49 -18.96 89.38 -18.09 2.36 1.84 3.34 2.15
7 ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ 53.9 45.0 42.3 19.3 -11.46 -16.53 -6.05 -54.43 3.96 3.19 2.87 1.03
8 ลวดและสายเคเบิล 12.8 9.7 11.6 17.8 10.81 -24.48 19.31 54.17 0.94 0.69 0.79 0.95
9 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 0.7 1.4 2.5 16.5 44.65 115.13 73.98 556.90 0.05 0.10 0.17 0.88
10 ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 12.1 11.3 11.1 13.1 66.54 -7.17 -1.71 18.11 0.89 0.80 0.75 0.70
รวม 10 รายการ 1,314.8 1,367.7 1,411.3 1,800.2 12.28 4.02 3.19 27.55 96.68 96.96 95.92 95.90
อื่นๆ 45.2 42.9 60.1 76.9 -32.73 -5.09 40.02 27.98 3.32 3.04 4.08 4.10
รวมทั้งสิ้น 1,360.0 1,410.6 1,471.4 1,877.0 9.83 3.71 4.32 27.57 100.00 100.00 100.00 100.00

 

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 น้ำมันสำเร็จรูป 894.7 929.2 732.2 571.1 6.95 3.85 -21.20 -22.01 23.81 23.04 17.28 14.30
2 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 475.6 481.3 482.3 452.6 16.45 1.21 0.20 -6.15 12.65 11.94 11.38 11.33
3 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 289.9 363.6 353.7 347.7 26.31 25.43 -2.73 -1.69 7.71 9.02 8.35 8.71
4 สินค้าปศุสัตว์อื่น ๆ 76.3 85.8 114.1 158.0 70.29 12.34 33.11 38.38 2.03 2.13 2.69 3.95
5 เคมีภัณฑ์ 116.4 146.8 170.3 143.3 2.93 26.14 15.99 -15.80 3.10 3.64 4.02 3.59
6 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 218.9 146.7 158.8 130.8 -6.27 -32.99 8.23 -17.60 5.83 3.64 3.75 3.28
7 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 84.5 94.8 107.0 125.2 25.28 12.13 12.88 17.02 2.25 2.35 2.52 3.13
8 ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 96.7 115.3 84.7 112.0 31.81 19.26 -26.59 32.24 2.57 2.86 2.00 2.80
9 ผลิตภัณฑ์พลาสติก 62.1 81.1 84.7 88.0 23.68 30.59 4.45 3.89 1.65 2.01 2.00 2.20
10 เครื่องดื่ม 63.6 64.9 69.8 81.1 -28.17 1.98 7.55 16.26 1.69 1.61 1.65 2.03
รวม 10 รายการ 2,378.9 2,509.5 2,357.6 2,209.9 10.87 5.49 -6.06 -6.26 63.29 62.23 55.65 55.33
อื่นๆ 1,379.6 1,523.0 1,879.1 1,784.3 -4.38 10.39 23.38 -5.05 36.71 37.77 44.35 44.67
รวมทั้งสิ้น 3,758.5 4,032.6 4,236.7 3,994.2 4.74 7.29 5.06 -5.72 100.00 100.00 100.00 100.00

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย
H.E. Mr. Ouan Phommachac

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต

520,502/1-3 Soi Sahakarnpramoon
Pracha-Uthit Road,
Wangthonglang,
Bangkok 10310

Tel: 0-2539-6679, 0-2539-6667-8

Fax: 0-2539-3827, 0-2539-6678

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Website: http://www.bkklaoembassy.com

 

  1. กองเอเชียตะวันออก 4 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org
  6. www.mapsofworld.com

 

 

JoomSpirit