สาธารณรัฐเลบานอน

Flag of Lebanon 172px-Coat of Arms of Lebanon
ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms)

 

คำขวัญ
Kūllūnā li-l-waṭan, li-l-'ula wa-l-'allam (ภาษาอาหรับ)
"เราทุกคน เพื่อชาติ เพื่อธง และเพื่อความรุ่งเรืองของเรา"

lebanon2
ที่มา:  mapsofworld.com
lebanon3
ที่มา:  kids.britannica.com
lebanon4

ชื่ออย่างเป็นทางการ


สาธารณรัฐเลบานอน (The Republic of Lebanon) หรือ เลบานอน (Lebanon)


ที่ตั้ง


ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างอิสราเอลและซีเรีย ละติจูดที่ 33 50 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 35 50 องศาตะวันออก


พื้นที่


10, 400 ตารางกิโลเมตร พื้นดิน 10,230 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 170 ตารางกิโลเมตร


อาณาเขต


ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับ ซีเรีย (375 กม.) ทิศใต้ติดกับอิสราเอล (79 กม.) ทิศตะวันตกติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (225 กม.)


สภาพภูมิประเทศ


ที่ราบแคบๆ บริเวณชายฝั่ง


สภาพภูมิอากาศ


อากาศแบบเมดิเตอเรเนียน ในฤดูหนาวอากาศอากาศเย็นและฝนตก หน้าร้อนอากาศร้อนแห้งแล้ง ภูเขาแถบเลบานอนมีพายุหิมะในฤดูหนาว


ทรัพยากรธรรมชาติ


หินปูน สินแร่ เกลือ ดินแดนเพาะปลูก


ภัยธรรมชาติ


พายุฝุ่น พายุทราย


จำนวนประชากร


6,237,738 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏคมคม พ.ศ. 2559)


อัตราการเติบโตของประชากร


0.85% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


สัญชาติ


เลบานอน (Lebasese)


เชื้อชาติ


อาหรับ 95% อาร์เมเนียน 4% และอื่น ๆ 1%


ศาสนา


อิสลาม 54% (นิกายชีอะต์ ประมาณ 27% และนิกายสุหนี่ ประมาณ 27%) คริสต์ 40.5% (Maronites, Greek Orthodox, Armenian Apostolic, Melkite Greek Catholics และ Chaldean Catholic) Druze 5.6% และอื่น ๆ 1.3%


ภาษา


ภาษาอาหรับและฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ อาร์เมเนีย (ชาวเลบานอนส่วนใหญ่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้)

เลบานอนอยู่ภายใต้การปกครองของ ฝรั่งเศส และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1943 หลังจากนั้น เลบานอนได้พัฒนาประเทศสามารถรักษาความเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเงิน การท่องเที่ยว การเกษตร ศิลปะและวัฒนธรรมของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้นับตั้งแต่อดีต ถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกมุสลิม หรือ "สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง" กรุงเบรุต ซึ่งเป็นเมืองหลวงก็เป็นที่รู้จักในนาม "ปารีสแห่งตะวันออกกลาง" อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี ค.ศ.1975 - 1990 เลบานอนตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมือง เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาหรับและกลุ่มคริสเตียนในเลบานอน ภายหลัง ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติ และร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ ผ่านทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยว เกษตร และการเงินการธนาคาร

เลบานอนอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเป็นเวลากว่า 25 ปี ปัจจุบันเลบานอนปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ ได้รับแต่งตั้งโดยรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งได้ 1 วาระเป็นเวลา 6 ปี และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี รัฐสภาแห่งชาติ (National Assembly) มีสมาชิก 128 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี มีรูปแบบการจัดสรรที่นั่งอย่างทั่วถึงระหว่างกลุ่มศาสนาต่างๆ คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีจำนวน 30 คน

   โดยที่เลบานอนมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศาสนาภายในค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดอ่อนและเปราะบางต่อความมั่นคงภายในประเทศ รัฐธรรมนูญเลบานอนจึงประกาศให้เลบานอนเป็นรัฐอาหรับที่เป็นกลางทางศาสนา และมีระบบการกระจายอำนาจทางการเมืองเรียกว่า “Confessionalism” โดยระบุให้ประธานาธิบดีเป็นชาวคริสต์นิกาย Maronite นายกรัฐมนตรีเป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ และประธานรัฐสภาแห่งชาติเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะต์

รูปแบบการปกครอง

สาธารณรัฐ (Republic)

เมืองหลวง

กรุงเบรุต (Beirut)

การแบ่งเขตการปกครอง

8 เขต แต่ละเขตมีผู้ปกครอง (Governorates) ที่เรียกว่า Mohafazat (เอกพจน์ Mohafazah) ได้แก่ Aakar, Baalbek-Hermel, Beqaa, Beyrouth, Lisban-Nord, Liban-Sud, Mont-Liban, Nabatiye (หมายเหตุ: เขตการปกครองใหม่ 2 เขตการปกครอง ได้แก่ Aakar และ Baalbek-Hermel เป็นเขตการปกครองใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่ได้แยกตัวออกไปอย่างเป็นทางการ)

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

lebanon5
ที่มา: http://www.mapsofworld.com/lebanon/lebanon-political-map.html

 

รัฐธรรมนูญ

27 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 ผ่านการแก้ไขหลายครั้ง ครั้งล่าสุดคือ Charter of Lebanese National Reconciliation (Ta'if Accord) เดือนตุลาคม พ.ศ. 2532

ระบบกฎหมาย

ผสมผสานกันระหว่างกฎหมายออตโตมัน (Ottoman Law) วินัยทางศาสนาคริสต์ (Canon Law) ประมวลกฎหมายโปเลียน (Napoleonic Code) และกฎหมายแพ่ง (Civil Law) ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

วันที่ได้รับเอกราช

22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบสภาเดี่ยว (Unicameral) เรียกว่า รัฐสภาแห่งชาติ (National Assembly หรือ Majlis Alnuwab (ภาษาอาระบิค) หรือ Assemblee Nationale (ภาษาฝรั่งเศส)) มีสมาชิก 128 คน มาจากการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนของนิกายศาสนา มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี (ประธานรัฐสภาแห่งชาติควรเป็นมุสลิมนิกายชีอะต์) การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2556

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี 24 นาย รัฐสภาเลือกตั้งประธานาธิบดี วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี และไม่อาจดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกัน 2 วาระ การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2557 นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีหลังจากที่ได้ปรึกษากับรัฐสภาแล้ว

ฝ่ายตุลาการ

มี 4 ศาล ได้แก่ ศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับพลเรือนและการพาณิชย์ 3 ศาล และศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับคดีอาญาอีก 1 ศาล

โครงสร้างทางการเมือง

รูปแบบการปกครองของเลบานอนเป็นระบบ สาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยที่เลบานอนมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศาสนาภายในค่อนข้างมาก มีชาวมุสลิม ประมาณ ร้อยละ 56 ซึ่งแบ่งเป็นมุสลิมนิกายชีอะต์ ร้อยละ 35 และสุหนี่ ร้อยละ 21 และยังมีชาวคริสต์อีกประมาณร้อยละ 39 (Maronites, Greek Orthodox, Armenian Apostolic, Melkite Greek Catholics และ Chaldean Catholic) Druze ประมาณร้อยละ 5 และอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ และชาว Kurds
เลบานอนมีระบบการกระจายอำนาจ ทางการเมืองเรียกว่า "Confessionalism" โดยมี ประธานาธิบดีจากกลุ่ม Maronite Christian นายกรัฐมนตรีจากมุสลิมนิกายสุหนี่และประธานรัฐสภาแห่งชาติจากมุสลิมนิกายชี อะต์

เหตุการณ์การเมืองที่สำคัญ

การโจมตีกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน โดยอิสราเอล ในปี 2549

หลังจากที่กลุ่ม Hezbollah ในเลบานอนได้จับตัวทหารอิสราเอลไป 2 คน (นาย Ehud Goldwasser และนาย Eldad Regev) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 โดยมีเป้าหมายให้อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษชาวอาหรับที่อิสราเอลจับกุมไปเป็น จำนวนมาก ส่งผลให้อิสราเอลใช้มาตรการทางทหารต่อเลบานอน การปะทะกันระหว่าง 2 ฝ่าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเลบานอนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก และชาวเลบานอนในพื้นที่ถูกโจมตีไร้ที่อยู่อาศัย

ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุการหยุดยิง ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2549 ตามข้อมติ UNSC ที่ 1701 ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2549 โดยข้อมติฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกัน (cessation of hostilities) โดยให้กลุ่ม Hezbollah ยุติการโจมตีอิสราเอลโดยทันทีและให้อิสราเอลยุติการปฏิบัติการทางการทหารโดย ทันทีเช่นกัน และยังให้รัฐบาลเลบานอนและ United Nations Interim Forces in Lebanon (UNIFIL) ร่วมกันส่งกองกำลังเข้าไปในตอนใต้ของเลบานอนในการควบคุมและตรวจสอบการหยุด ยิง โดยระบุให้อิสราเอลถอนกองกำลังไปอยู่หลังเส้นเขตแดน (Blue Line) ระหว่างสองประเทศ และให้มีการเพิ่มจำนวนกองกำลัง UNIFIL ซึ่งปฏิบัติการในเลบานอนเป็น 15,000 นาย ปัจจุบันมีทหารเข้าปฏิบัติหน้าที่ ใน UNIFIL แล้ว 12,978 นาย จาก 30 ประเทศ

การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลเลบานอนและกลุ่มติดอาวุธ Fatah al-Islam ในปี 2550

ในช่วงเดือนก.พ. 2550 สถานการณ์การเมืองภายในของเลบานอนตึงเครียดขึ้น โดยกลุ่มติดอาวุธ Fatah al-Islam ได้ขึ้นมามีบทบาทในการก่อความไม่สงบในเลบานอน โดยกองทัพเลบานอนปะทะกับกลุ่ม Fatah al-Islam ด้านนอกค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในเลบานอน ชื่อ Nahr El-Bared ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้ง ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์เกือบทั้งหมดต้องอพยพออกจากค่ายดังกล่าว นอกจากนั้น มีการระเบิดหลายครั้งในเมืองใหญ่ในเลบานอน ซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดตั้งแต่สงคราม กลางเมืองเลบานอนในปี 1975-90 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ รัฐบาลเลบานอนประกาศว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

การเมืองการปกครอง
 
เลบานอนปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ ได้รับแต่งตั้งโดยรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งได้ 1 วาระเป็นเวลา 6 ปี และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี รัฐสภาแห่งชาติ (National Assembly) มีสมาชิก 128 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี มีรูปแบบการจัดสรรที่นั่งอย่างทั่วถึงระหว่างกลุ่มศาสนาต่างๆ คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีจำนวน 30 คน
 
    เลบานอนแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 เขต (governorates) และ 25 อำเภอ ได้แก่ 1) Beirut Governorate ซึ่งครอบคลุมกรุงเบรุต 2) Nabatiyeh Governorate 3) Beqaa Governorate 4) North Governorate 5) Mount Lebanon Governorate 6) South Governorate โดย Beirut Governorate เป็นจุดศูนย์กลางความเจริญของประเทศ
 
    โดยที่เลบานอนมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศาสนาภายในค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดอ่อนและ เปราะบางต่อความมั่นคงภายในประเทศ รัฐธรรมนูญเลบานอนจึงประกาศให้เลบานอนเป็นรัฐอาหรับที่ เป็นกลางทางศาสนา และมีระบบการกระจายอำนาจทางการเมืองเรียกว่า “Confessionalism” โดยระบุให้ประธานาธิบดีเป็นชาวคริสต์นิกาย Maronite นายกรัฐมนตรีเป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ และประธานรัฐสภาแห่งชาติเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะต์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้แก่ พล.อ.มิเชล สุไลมาน (Michel Suleiman)(ดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551) ส่วนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายซาอัด ฮารีรี (Saad Hariri) (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552)
 
    ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองในเลบานอนเป็นเหตุให้ไม่สามารถมีการประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่มาแทน พล.อ.เอมิล ลาฮูด (Emile Lahoud) ซึ่งได้หมดวาระเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2550 จนกระทั่งกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และสามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกลุ่มการเมืองเลบานอนได้ในเดือนพฤษภาคม 2551 ระหว่างการเจรจา ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยฝ่ายพันธมิตรตะวันตก (กลุ่ม March 14) นำโดยนายฮารีรี หัวหน้าพรรค Future Movement บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีราฟิก ฮารีรี (Rafiq Hariri) ที่ถูกลอบสังหารในปี 2549 และฝ่ายพันธมิตรซีเรีย (กลุ่ม March 8) ตกลงเลือก พล.อ.สุไลมาน อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของเลบานอน
 
    เลบานอนได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 ซึ่งผลปรากฏว่า กลุ่ม March 14 นำโดยนายฮารีรี ได้คะแนนเสียงข้างมาก (68 จาก 128 ที่นั่งในสภาฯ) จึงได้รับเลือกจาก พล.อ. สุไลมาน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยนายฮารีรีตัดสินใจที่จะพยายามจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์อีกครั้ง เนื่องจากไม่ได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดจากการเลือกตั้ง จึงต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มการเมืองตรงข้าม แต่กลับไม่สามารถตกลงโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีกับกลุ่ม March 8 (นำโดยกลุ่ม Hizbullah) ได้ โดยภายหลังความพยายามกว่า 2 เดือน นายฮารีรีตัดสินใจเสนอชื่อคณะรัฐมนตรีให้ พล.อ.สุไลมานพิจารณา (เป็นรัฐมนตรีจากกลุ่ม March 14 ของนายฮารีรี 15 คน จาก กลุ่ม March 8 10 คน และอีก 5 คน พล.อ.สุไลมานจะเป็นผู้คัดเลือก) แต่ยังคงได้รับการต่อต้านจากนายฮัสซัน นาซาราลลาห์ (Hassan Nasrallah) ผู้นำกลุ่ม Hizbullah นายฮารีรีจึงได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออก จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ พล.อ.สุไลมาน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552 แต่ได้รับเลือกให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อพยายามจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552
 
    ความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่ของนายฮารีรีประสบผลสำเร็จเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2552 เมื่อรัฐสภาเลบานอนได้มีมติรับรองรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่นายฮารีรีเสนอ ภายหลังการเจรจาที่มีทั้งซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย อิหร่าน กาตาร์และสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยรัฐบาลชุดนี้มีสูตร 15-10-5 โดยกลุ่ม March 14 ของนายฮารีรีได้ตำแหน่ง 15 ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ขณะที่ 10 ตำแหน่งมาจากกลุ่ม March 8 ซึ่งรวมกลุ่ม Hizbullah ด้วย และที่เหลืออีก 5 ตำแหน่งมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทั้งในโครงสร้างอำนาจและตัวบุคคล รัฐบาลจะยังคงไม่มีเสถียรภาพและประเด็นอนาคตของกองกำลัง Hizbullah ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยกระหว่างกลุ่มการเมืองในเลบานอน
 
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
    ความสัมพันธ์กับซีเรีย ซีเรียและเลบานอนมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจากประวัติศาสตร์อันยาวนานภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ทำให้ซีเรียเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อเลบานอนทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชนชั้นสูงของเลบานอนซึ่งมีอำนาจปกครองประเทศ ซีเรียเคยส่งกำลังทหารเข้ามาในเลบานอนเพื่อช่วยสู้รบในเหตุสงครามกลางเมืองและสงครามกับอิสราเอล จนกระทั่งเมื่อปี 2549 นายราฟิก ฮารีรี อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอนถูกลอบสังหาร และซีเรียถูกมองว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง รัฐบาลเลบานอนจึงขับกองกำลังของซีเรียออกจากประเทศ และระงับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน นับจากนั้น การเมืองภายในเลบานอนจึงได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุนอิทธิพลของซีเรียและฝ่ายที่ต่อต้าน ล่าสุดภายหลังที่ พล.อ.สุไลมาน เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดี ทั้งสองประเทศจึงได้กลับมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันอีกครั้ง 
    ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม Hizbullah และอิสราเอล Hizbullah ได้โจมตีอิสราเอลจากทางภาคใต้ของเลบานอนมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่อิสราเอลได้เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าวเพื่อหยุดยั้งการโจมตีของกลุ่มปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestine Liberation Organisation - PLO) ซึ่งใช้พื้นที่ของเลบานอนเป็นฐานที่ตั้งโจมตีอิสราเอล ระหว่างที่เลบานอนกำลังเผชิญกับสงครามกลางเมืองในช่วงปี 2521 แม้อิสราเอลจะถอนกำลังออกจากดินแดนดังกล่าวแล้วเมื่อปี 2543 กลุ่ม Hizbullah ในเลบานอน ก็ยังคงปฏิบัติการโจมตีและลักพาตัวทหารอิสราเอล โดยมีเป้าหมายให้อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษชาวอาหรับที่ถูกอิสราเอลจับกุมไปเป็นจำนวนมาก โดยในวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 กลุ่ม Hizbullah ได้จับตัวทหารอิสราเอลไป 2 นาย (นาย Ehud Goldwasser และนาย Eldad Regev) อิสราเอลต้องการทำลายศักยภาพการโจมตีอิสราเอลโดย Hizbullah จากทางตอนใต้ของเลบานอน จึงได้โจมตีเลบานอน โดยส่งเครื่องบินถล่มเลบานอน รวมทั้งกรุงเบรุตและปิดกั้นเลบานอนทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ส่งผลให้ชาวเลบานอนเสียชีวิตกว่า 1,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน) และบาดเจ็บหลายพันคน โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเลบานอนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก และชาวเลบานอนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 700,000 – 900,000 คน โดยมีชาวอิสราเอลเสียชีวิตประมาณ 116 คน (ส่วนใหญ่เป็นทหาร) 
    ความสัมพันธ์กับอิหร่าน อิหร่านได้เข้ามามีอิทธิพลในเลบานอนนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolution) ของอิหร่านเมื่อปี 2522 โดยขณะนั้นอิหร่านได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินและอาวุธแก่กลุ่ม Hizbullah โดยอิหร่านมองว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการโจมตีอิสราเอลทางอ้อม ในขณะเดียวกันสามารถแผ่ขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคได้อีกด้วย 
    ความสัมพันธ์กับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ เลบานอนมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินที่ยาวนานกับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ โดยมีชาวเลบานอนอพยพอาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศรัฐอ่าวอาหรับก็นิยมไปท่องเที่ยวในเลบานอนเช่นกัน ความสัมพันธ์พัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นเมื่อนายราฟิก ฮารีรี ซึ่งถือสัญชาติเลบานอนและซาอุดีฯ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของเลบานอนในช่วงปี 2533-43 โดยนายฮารีรีได้เปิดให้การลงทุนจากรัฐริมอ่าวหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ และภายหลังการลอบสังหารนายฮารีรี กลุ่มรัฐอ่าวอาหรับให้การสนับสนุนกลุ่ม March 14 โดยให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยทางการเมืองในหลายโอกาส 
    ความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก ฝรั่งเศสยังคงเป็นพันธมิตรหลักของเลบานอน เนื่องจากประวัติศาสตร์ การเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดของนายราฟิก ฮารีรี กับอดีตประธานาธิบดี ชีรัคของฝรั่งเศส ก็เป็นส่วนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ การลอบสังหารนายฮารีรี จึงทำให้ความสัมพันธ์ของฝรั่งเศสและซีเรียตกต่ำลง แต่ล่าสุดประธานาธิบดีซาร์โกซีได้แสดงท่าทีพร้อมที่จะปรับความสัมพันธ์กับซีเรียอีกครั้ง ในส่วนความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นั้น เลบานอนยังคงมีความแตกแยกในประเทศอยู่ โดยกลุ่ม March 14 มีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากกว่า นับตั้งแต่การลอบสังหารนายฮารีรี ในขณะที่กลุ่ม March 8 และมุสลิมนิกายชีอะต์ต่อต้านสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลในประเด็นความขัดแย้งอาหรับ-อิสราเอล 
 

Update มกราคม 2559

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  29 ธันวาคม  2559

 

  • Pres.  Michel AWN
  • Prime Min. Sa'ad al-HARIRI
  • Dep. Prime Min. Ghassan HASBANI
  • Min. of Agriculture Ghazi ZUAYTIR
  • Min. of Culture Ghattas KHOURY
  • Min. of Defense Yaqub al-SARAF
  • Min. of Displaced People Talal ARSLAN
  • Min. of Economy & Trade Ra'id KHOURY
  • Min. of Education Marwan HAMADEH
  • Min. of Energy & Water Cesar ABI KHALIL
  • Min. of Environment Tariq al-KHATIB
  • Min. of Finance Ali Hasan KHALIL
  • Min. of Foreign Affairs & Emigrants Gibran BASSIL
  • Min. of Industry Husayn al-Hajj HASAN
  • Min. of Information Melhem RIACHI
  • Min. of Interior Nuhad al-MASHNUQ
  • Min. of Justice Salim JREISSATI
  • Min. of Labor Muhammad KABBARA
  • Min. of Public Health Ghassan HASBANI
  • Min. of Social Affairs Pierre BOU ASSI
  • Min. of Telecommunications Jamal al-JARRAH
  • Min. of Tourism Ouadis KEDENIAN
  • Min. of Transport & Public Works Yusif FINIANOS
  • Min. of Youth & Sports Muhammad FNAYSH
  • Min. of State for Administrative Development Anaya IZZ AL-DIN
  • Min. of State for Combatting Corruption Nicola TUENI
  • Min. of State for Human Rights Ayman SHUKAYR
  • Min. of State for Parliamentary Affairs Ali QANSO
  • Min. of State for Planning Affairs Michel PHARAON
  • Min. of State for Presidential Affairs Pierre RAFFOUL
  • Min. of State for Refugee Affairs Mu'in al-MARHABI
  • Min. of State for Women's Affairs Jean OGASSAPIAN
  • Governor, Central Bank of Lebanon Riad SALAMEH
  • Ambassador to the US N/A
  • Permanent Representative to the UN, New York Nawaf SALAM

 

ที่มา https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/LE.html

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)


85.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


GDP รายหัว


18,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


อัตราการเจริญเติบโต GDP


1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


GDP แยกตามภาคการผลิต


• ภาคการเกษตร 5.7%
• ภาคอุตสาหกรรม 25%
• ภาคการบริการ 69.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)


-1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


อัตราการว่างงาน


ไม่ระบุ


ผลผลิตทางการเกษตร


พืชตระกูลส้ม มะนาว องุ่น มะเขือเทศ แอ๊ปเปิล ผัก มันฝรั่ง มะกอก ยาสูบ แกะ แพะ


อุตสาหกรรม


เหมืองแร่ ผลิตภัณฑ์อาหาร ไม้และเฟอร์นิเจอร์ ธนาคาร การท่องเที่ยว เครื่องประดับ


หนี้สาธารณะ


161.5% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)


ดุลบัญชีเดินสะพัด


-10.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)


มูลค่าการส่งออก


3.108 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)


สินค้าส่งออก


อัญมณี อนินทรีย์เคมี สินค้าอุปโภคบริโภค ผักและผลไม้ ยาสูบ สิ่งทอ กระดาษ ผลิตภัณฑ์อาหาร เส้นใย


ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ


United Arab Emerates 10.6%, Saudi Arabia 12.1%, Iraq 7.6%, South Africa 6.6%, Syria 7.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)


มูลค่าการนำเข้า


17.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


สินค้านำเข้า


ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เสื้อผ้า เนื้อสัตว์และสัตว์มีชีวิต เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค กระดาษ สิ่งทอ ยาสูบ เครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้า


ประเทศคู่ค้า (นำเข้า)ที่สำคัญ


China 11.5%, Italy 7.1%, France 6%, United States 5.7%, Germany 6.8%, Russia 4.6%, Greece 4.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)


สกุลเงิน


ปอนด์เลบานอน (Lebanese Pound)


สัญลักษณ์เงิน


LBP

 
เศรษฐกิจ
 
     1. เศรษฐกิจเลบานอนเป็นเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็ก โดยเน้นหนักด้านธุรกิจบริการ แต่เกษตรกรรมยัง คงเป็นแหล่งการจ้างงานหลักของประเทศ แต่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ อุตสาหกรรมป่าไม้ โดยเฉพาะไม้ซีดาร์ ซึ่งเคยเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้ถูกตัดทำลายไปแล้วจำนวนมาก โดยปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญได้แก่ ปูนซีเมนต์ โดยภาคอุตสาหกรรมของเลบานอนมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เพราะอุปสงค์ภายในประเทศมีน้อย แต่ต้องการสินค้านำเข้ามากกว่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศได้แก่ อาหารแปรรูปและอัญมณี โดยธุรกิจอัญมณีมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีในช่วงที่ผ่านมา ส่วนธุรกิจบริการนั้น ในปี 2550มีสัดส่วนสูงถึง 3 ใน 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยเมืองหลวงเบรุตเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญด้านการธนาคาร นอกจากนั้น เลบานอนยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวระดับบนจากรัฐอาหรับริมอ่าว แต่สงครามกลางเมืองและปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม
 
      2. รัฐบาลเลบานอนหลายยุคหลายสมัยต้องประสบปัญหาการใช้จ่ายภาครัฐที่ขาดดุล เนื่องจาก สงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 25 ปี และรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพและขาดความสามารถในการควบคุมการใช้จ่ายก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะที่สะสมอย่างมาก อย่างไรก็ดี ภายหลังสงครามสงบลงเมื่อปี 2533 รัฐบาลเลบานอนได้พยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการขับเคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และการเงินการธนาคาร (การลงทุนจากประเทศรัฐริมอ่าว) เศรษฐกิจเลบานอนก็เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2549 หลักทรัพย์ธนาคารมีมูลค่าสูงถึง 75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่ารวมตลาดทุน (Market capitalization) สูงถึง 10.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ประสบภาวะชะงักงันเนื่องจากสงครามกับอิสราเอลเมื่อปี 2549 และปัญหาวิกฤตการเมืองปี 2550-2551
 
      3. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2550 รัฐบาลของนายฟูอาด ซันยูรา (Fuad Siniora) ได้อนุมัติแผนปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งรวมถึงการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax - VAT) ปฏิรูประบบภาษีและแปรรูประบบ มือถือ แต่ได้รับการประท้วงจาก General Labour Confederation (GLC) สมาพันธ์แรงงาน ซึ่งได้รับการ สนับสนุนของพรรคฝ่ายค้าน อาทิ พรรค Hizbullah พรรค Amal Movement พรรค Free Patriotic Movement และพรรค Syrian Social National Party โดยอ้างว่าแผนปฏิรูปดังกล่าว โดยเฉพาะการแปรรูประบบโทรคมนาคมเป็นองค์กรเอกชน จะส่งผลประทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยได้มีการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศช่วงเดือนมกราคม 2550 เพื่อกดดันให้รัฐบาลของนายซันยูราลาออกและจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นผลให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตจำนวนมาก
 
      4. ภายหลังสงครามระหว่างกลุ่ม Hizbullah และอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 รัฐบาลเลบานอนได้เร่งรุดการฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคภายในประเทศ โดยความร่วมมือและช่วยเหลือของประชาคมโลก โดยฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Paris III (Donors Conference) โดยมีผู้แทนจาก 36 ประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมกว่า 14 องค์กร เพื่อระดมความช่วยเหลือในการบูรณะฟื้นฟูเลบานอน โดยมียอดเงินบริจาคในรูปแบบต่างๆ สูงถึงกว่า 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผู้บริจาครายใหญ่ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (European Bank for Investment) (1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามด้วย ซาอุดีฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้บริจาคสูงสุด (1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
 

เลบานอนมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค มีระบบธนาคารที่มีประสิทธิภาพ มีศักยภาพ ในธุรกิจสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางส่งออกต่อ (re-export) ไปยังประเทศข้างเคียงและยุโรป นอกจากนี้ นักธุรกิจเลบานอนมีเครือข่ายความสัมพันธ์ทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกา จึงมีศักยภาพที่จะเป็นสถานที่สำหรับการ re-export ที่สำคัญ อย่างไรก็ดี มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเลบานอนยังอยู่ในระดับปานกลาง โดยในปี 2552 ไทยกับเลบานอนมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ร้อยละ 18) มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปเลบานอน 143 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าของเลบานอน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า
 
   สินค้าที่ไทยส่งออกไปเลบานอนที่สำคัญ ได้แก่ 1) น้ำตาลทราย 2) อัญมณีและเครื่องประดับ 3) อาหารทะเลกระป๋อง 4) ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ 5) กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 6) หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ 7) ผลิตภัณฑ์ยาง 8) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล 9) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 10) ผักกระป๋องและแปรรูป
 
   สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเลบานอนที่สำคัญ ได้แก่ 1) นาฬิกาและส่วนประกอบ 2) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 3) เครื่องประดับอัญมณี 4) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 6) เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ 7) เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือน 8) ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ 9) แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ 10) วัสดุทำจากยาง

 

1. ด้านการทูตและการเมือง
 
    1.1 ความสัมพันธ์ทั่วไป
 
         ไทยและเลบานอนได้สถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2501 แต่การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกันยังมีอยู่น้อย ไทยไม่มีสำนักงานผู้แทนในประเทศเลบานอน แต่ได้แต่งตั้งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงเบรุต คือ นายอิบราฮิม โจเซฟ ซาเล็ม (Ibrahim Joseph Salem) เมื่อปี 2502 โดยเลบานอนอยู่ในเขตอาณาของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด
 
         เลบานอนกำหนดให้สถานเอกอัครราชทูตเลบานอน ณ กรุงนิวเดลี มีเขตอาณาครอบคลุมไทย เนื่องจากเลบานอนได้ปิดสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำประเทศไทยซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2537 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคม 2550 อุปทูต ณ กรุงริยาด ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตเลบานอน ณ กรุงริยาด ว่า รัฐบาลเลบานอนเห็นชอบในหลักการที่จะเปิดสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนในประเทศไทยอีกครั้งแล้ว แต่กำลังรอช่วงเวลาที่เหมาะสม
 
         ผู้ที่ถือหนังสือเดินทางไทยทุกประเภทจะต้องขอรับการตรวจลงตราเข้าเลบานอน ในขณะที่ผู้ถือหนังสือเดินทางเลบานอนก็ต้องขอรับการตรวจลงตราเข้าไทยเช่นกัน โดยในปี 2551 มีนักท่องเที่ยวเลบานอนมาไทยประมาณ 7,000 คน และปัจจุบันมีคนไทยในเลบานอนประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นช่างทองและพ่อครัว และอาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงเบรุต
 
    1.2 ความสัมพันธ์ในเวทีระหว่างประเทศ
 
         ไทยและเลบานอนมีพันธกรณีระหว่างกันในการแลกเสียงการลงสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) โดยไทยจะลงสมัครแข่งขันสำหรับวาระปี 2560-2561 และเลบานอนวาระปี 2553-2554 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในปี 2552
 
    1.3 การให้ความช่วยเหลือของไทยแก่เลบานอน
 
         ภายหลังการหยุดยิงระหว่างกลุ่ม Hizbullah และอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เลบานอนตามคำร้องขอความช่วยเหลือไปยังประเทศต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีเลบานอน โดยบริจาคเงินจำนวน 5,670,000 บาท (150,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านสภากาชาดไทย เพื่อส่งมอบให้ International Committee of the Red Cross (ICRC) เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนชาวเลบานอน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเลบานอนได้มีหนังสือวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ขอบคุณประเทศไทยที่ได้บริจาคเงินช่วยเหลือดังกล่าว
 
2. การเยือนที่สำคัญ 
    ฝ่ายไทย 
วันที่ 2-4 มีนาคม 2542 หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเลบานอน
วันที่ 20-22 มกราคม 2552 นายจริย์วัฒน์ สันตะบุตร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเลบานอน
    ฝ่ายเลบานอน 
เดือนมิถุนายน 2540 ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเลบานอน เยือนไทย
 
3. ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเลบานอนว่าด้วย บริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่ายและพ้นจากนั้นไป 
วันที่ลงนาม 03 กรกฎาคม 2512
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94 -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43 -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05 -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 20,659.09
ไทย - เลบานอน
มูลค่าการค้า 218.51 212.65 234.95 177.71 10.27 -2.68 10.49 -24.36 0.05 0.05 0.06 0.04
การส่งออก 216.25 210.66 229.41 172.13 10.14 -2.58 8.90 -24.97 0.09 0.09 0.11 0.08
การนำเข้า 2.26 1.99 5.55 5.58 24.07 -12.06 179.33 0.54 0.00 0.00 0.00 0.00
ดุลการค้า 213.99 208.67 223.86 166.56
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 
อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 1.1 0.1 0.7 4.4 126.05 -93.07 749.04 559.15 50.04 3.94 11.99 78.58
2 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 0.6 0.6 0.7 0.8 16.30 -7.14 29.95 9.99 27.37 28.90 13.45 14.71
3 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 0.0 0.0 0.3 0.1 -50.00 -35.00 20,730.77 -53.62 0.09 0.07 4.88 2.25
4 เครื่องประดับอัญมณี 0.3 0.6 0.3 0.1 -44.58 88.20 -53.29 -58.57 15.20 32.53 5.44 2.24
5 ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ 0.0 0.0 0.0 0.0 -58.12 -42.59 49.01 56.00 1.16 0.76 0.41 0.63
6 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 0.0 0.0 0.2 0.0 -8.73 -33.01 689.29 -87.83 1.85 1.41 3.98 0.48
7 สิ่งพิมพ์ 0.0 0.0 0.0 0.0 -39.32 -5.63 114.93 11.81 0.31 0.34 0.26 0.29
8 รถยนต์นั่ง 0.0 - - 0.0 - - - - 0.85 - - 0.16
9 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 0.0 0.0 0.0 0.0 -91.11 500.00 -20.83 363.16 0.02 0.12 0.03 0.16
10 เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา 0.0 0.0 0.0 0.0 -87.50 -75.00 600.00 914.29 0.02 0.01 0.01 0.13
รวม 10 รายการ 2.2 1.4 2.2 5.6 22.76 -38.23 65.98 147.64 96.91 68.07 40.45 99.63
อื่นๆ 0.1 0.6 3.3 0.0 86.86 809.61 420.99 -99.38 3.09 31.93 59.55 0.37
รวมทั้งสิ้น 2.3 2.0 5.5 5.6 24.07 -12.06 179.33 0.54 100.00 100.00 100.00 100.00
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 
อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 38.9 54.6 80.6 40.6 361.79 40.17 47.78 -49.69 18.00 25.91 35.15 23.57
2 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 29.5 27.1 26.7 31.0 7.51 -7.91 -1.65 16.19 13.63 12.88 11.64 18.02
3 ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 10.4 12.5 11.0 10.4 32.64 20.74 -11.93 -5.96 4.79 5.94 4.80 6.02
4 ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ 8.5 8.0 11.0 8.5 15.47 -5.98 37.54 -22.56 3.92 3.78 4.78 4.93
5 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 7.5 9.6 7.5 8.3 -10.48 28.73 -22.43 10.82 3.46 4.57 3.26 4.81
6 หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ 15.6 14.9 13.8 7.7 -16.82 -4.52 -7.50 -43.98 7.20 7.06 6.00 4.48
7 ผลิตภัณฑ์ยาง 8.8 7.8 7.7 7.3 12.10 -11.05 -1.28 -6.19 4.08 3.72 3.37 4.22
8 ข้าว 7.0 8.3 6.9 7.2 5.23 18.73 -17.13 4.21 3.23 3.94 3.00 4.16
9 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 7.7 6.5 7.4 6.8 -21.70 -15.48 13.33 -7.56 3.56 3.09 3.22 3.96
10 ผักกระป๋อง แปรรูป 6.7 6.5 6.4 6.4 76.89 -3.84 -1.16 0.39 3.10 3.06 2.78 3.72
รวม 10 รายการ 140.5 155.8 178.9 134.1 32.30 10.87 14.84 -25.06 64.98 73.96 77.99 77.89
อื่นๆ 75.7 54.9 50.5 38.1 -15.97 -27.55 -7.97 -24.62 35.02 26.04 22.01 22.11
รวมทั้งสิ้น 216.2 210.7 229.4 172.1 10.14 -2.58 8.90 -24.97 100.00 100.00 100.00 100.00
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

ผู้แทนทางการทูต 
 
ฝ่ายไทย 
 
ไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาดเป็นจุดติดต่อ (contact point) 
Royal Thai Embassy at Riyadh, 
Diplomatic Quarter 
Ibnu Banna Road, 
P.O.Box 94359 
RIYADH 11693 
โทรศัพท์ (9661) 488-1174, 448-0300 
โทรสาร (9661) 488-1179 
 
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงเบรุต ได้แก่ นาย Ibrahim Joseph Salem 
Royal Thai Consulate – General 
P.O.Box 4200 
Beirut LEBANON 
Code : 00961 – 1 
Tel. 615870 
Fax. 615869 
 
ฝ่ายเลบานอน 
 
เอกอัครราชทูตเลบานอนประจำไทยมีถิ่นพำนักที่กรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย 
The Embassy of the Republic of Lebanon 
10, Sardar Patel Marg, Chankyapuri 
New Delhi - 110 021 
Tel.: (91-11) 2411-0919, 2411-1415 
Fax: (91-11) 2411-0818 
E-mail: lebemb@ bol.net.in 
 

  1. กองตะวันออกกลาง กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org
  6. www.mapsofworld.com

 

JoomSpirit