สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ

Bangladesh1 Bangladesh2
ธง ตราสัญลักษณ์

 

Bangladesh3
ที่มา:  http://www.wikipedia.org/
 
bangladesh4
ที่มา:  photobyfahad.com

 

ชื่อทางการ

สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ (People's Republic of Bangladesh) หรือ บังกลาเทศ (Bangladesh)

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ติดกับอ่าวเบงกอล ระหว่างพม่ากับอินเดีย ละติจูดที่ 24 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 90 00 องศาตะวันออก

พื้นที่

148,460 ตารางกิโลเมตร (พื้นดิน 130,170 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 18,290 ตารางกิโลเมตร)

อาณาเขต

ทิศเหนือ ตะวันตก และตะวันออกตอนบนติดกับอินเดียมีแนวชายแดนยาวติดต่อกันประมาณ 4,142 กิโลเมตร ทิศตะวันออกตอนล่างติดกับพม่ามีแนวชายแดนยาว 271 กิโลเมตร และทิศใต้ติดกับอ่าวเบงกอล

สภาพภูมิประเทศ

ส่วนใหญ่เป็นที่ราบดินตะกอนที่เกิดจากการพัดพาของแม่น้ำ ทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นทิวเขา

สภาพภูมิอากาศ

อากาศเขตร้อน ช่วงฤดูหนาวอากาศเย็น (เดือนตุลาคม-มีนาคม) ช่วงหน้าร้อนอากาศร้อนชื้น (มีนาคม-มิถุนายน) หน้าฝนอากาศชื้น อบอุ่น และมีมรสุม (มิถุนายน-ตุลาคม)

ทรัพยากรธรรมชาติ

ก๊าซธรรมชาติ พื้นดินตะกอนปากแม่น้ำเหมาะกับการเพาะปลูก ไม้ซุง ถ่านหิน

ภัยธรรมชาติ

ความแห้งแล้ง พายุไซโคลน น้ำท่วมเกิดจากลมมรสุมที่เกิดในฤดูร้อน

จำนวนประชากร

157,826,578 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

ชาวบังกลาเทศ (Bangladeshi (s))

เชื้อชาติ

ชาวบังกลาเทศ 98% อื่นๆ 1.1% (รวมทั้งชนเผ่าที่ไม่ได้เป็นชาวมุสลิมบังกาลี)

ศาสนา

อิสลาม 98.8% ฮินดู 9.6% อื่นๆ 0.9%

ภาษา

ภาษาบังกลา (Bangla) (ภาษาราชการ เรียกว่า Bengali) ภาษาอังกฤษ

 

ดินแดนที่เป็นประเทศบังกลาเทศในปัจจุบันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,000 ปี เดิมเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป (อินเดีย) เคยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมาก่อน ต่อมาพ่อค้าชาวอาหรับได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่จนชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่ นับถือศาสนาอิสลามมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 2300 อังกฤษได้เข้าไปยึดครองชมพูทวีป และดินแดนแห่งนี้ได้ตกเป็นอาณานิคมของ อังกฤษเกือบ 200 ปี ต่อมาในปี 2490 ดินแดนแถบนี้ได้รับเอกราช แต่บังกลาเทศก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน เรียกกันว่าปากีสถานตะวันออก ต่อมาชาวเบงกาลีในปากีสถานตะวันออกไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ในปากีสถานตะวันตก เนื่องจากถูกแสวงหาประโยชน์และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวัน ออก นอกจากนี้ปากีสถานทั้งสองยังมีความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรมและเชื้อชาติอีกด้วย ชาวเบงกาลีจึงจัดตั้งพรรค Awami League (AL) ขึ้นเมื่อปี 2492 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวเบงกาลี โดยมี Sheikh Mujibur Rahman เป็นหัวหน้า

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2514 ปากีสถานตะวันออกได้ประกาศแยกตัวเป็นเอกราช ภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ทำให้ปากีสถานตะวันตกส่งกองกำลังทหารเข้าปราบปราม อินเดียได้ส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือปากีสถานตะวันออก ในที่สุดฝ่ายปากีสถานตะวันตกพ่ายแพ้ในการรบและยินยอมให้เอกราชแก่บังกลาเทศ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2514 มีนาย Sheikh Mujibur Rahman หัวหน้าพรรค AL ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของบังกลาเทศ โดยเป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหารคนแรก (Father of the Nation)

พัฒนาการทางการเมืองของบังกลาเทศภายหลังเอกราช

ประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2518 โดยฝีมือนายทหารกลุ่มหนึ่ง การปกครองในระยะแรกนี้มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง และลอบสังหารประธานาธิบดีจนเสียชีวิตหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองของบังกลาเทศตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายและเป็นการปกครอง โดยผู้นำทางทหารตลอดมากว่า 20 ปี และพลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2525 - 2533) ได้ถูกฝ่ายค้านกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประธานาธิบดีไปให้นายกรัฐมนตรี พลโท Ershad ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2533 และถูกจำคุกในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง

ในปี 2533 บังกลาเทศได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็นครั้งแรก โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี 2535 นาง Khaledia Zia ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2539 ประธานาธิบดีบังกลาเทศได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวัน ที่ 12 มิถุนายน 2539 ภายหลังความวุ่นวายจากการประท้วงของพรรคฝ่ายค้านซึ่งประกอบด้วยพรรค Awami League พรรค Jatiya Party (JP) และพรรค Jamaat-e-Islami (JI) ที่ต้องการให้นาง Khaleda Zia ลาออก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะและนาง Sheikh Hasina หัวหน้าพรรค AL (บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman )ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสมครั้งแรกของบังกลาเทศ ระหว่างพรรค AL และพรรค JP ที่มีพลโท Ershad อดีตประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าพรรค และได้ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน 2540 พรรค JP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลและเข้าเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านกับพรรค BNP

ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ดังนั้น ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina จึงได้หมดวาระลง และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้ประกาศยุบสภาตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี และเมี่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina ได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลรักษาการที่จะต้องมีหน้าที่ จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน และในการนี้ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้ง Justice Latifur Rahman อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ดำรงตำแหน่ง Chief Advisor ของรัฐบาลรักษาการหรือเทียบเท่านายกรัฐมนตรีและนาย Latifur Rahman ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 กรกฎาคม 2544 นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา (Council of Advisors) จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของนาย Latifur Rahman เพื่อปฎิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนตุลาคม 2544 พรรค BNP ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและ นาง Khaleda Zia ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 เเละได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549

 

รูปแบบการปกครอง

ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)

เมืองหลวง

กรุงดักการ์ (Dhaka)

การแบ่งการปกครอง

7 เขต ได้แก่ Barisal, Chittagong, Dhaka, Khulna, Rajshahi, Sylhet และ Rangpur

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

Bangladesh divisions english
ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศบังคลาเทศ

 

วันที่ได้รับเอกราช

16 ธันวาคม 1971 (จากปากีสถานตะวันตก (West Pakistan))

รัฐธรรมนูญ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 1972 มีผลบังคับใช้ 16 ธันวาคม 1972 ถูกระงับใช้เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 1982 กลับมามีผลบังคับใช้อีกครั้งวันที่ 10 พฤศจิกายน 1986 และมีการแก้ไขหลายครั้ง

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรีได้รับการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรีและได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี รัฐสภา (National Parliament) เป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี สามารถดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 ได้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 และการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2557

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบสภาเดี่ยว (Unicameral National Parliament หรือ Jatiya Sangsad) จำนวนสมาชิกทั้งหมด 300 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้ง (Popular vote) ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละรัฐ วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2556

ฝ่ายตุลาการ

บังกลาเทศใช้ระบบศาลแบบอังกฤษ โดยมีทั้งศาลแพ่งและศาลอาญา โดยศาลฎีกา(Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ Appellate Division และ High Court Division และยังมีศาลระดับล่างได้แก่ district courts thana courts และ village courts นอกจากนี้ยังมีศาลพิเศษอื่นๆ เช่น ศาลครอบครัว ศาลแรงงาน เป็นต้น

ระบบกฏหมาย

กฏหมายจารีตประเพณีอังกฤษ (English Common Law) ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

พรรคการเมือง

  • Awami League (AL)
  • Bangladesh Communist Party (BCP)
  • Bangladesh Nationalist Party (BNP)
  • Islami Oikya Jote (OIJ)
  • Jamaat-e-Islami Bangladesh (JIB)
  • Jatiya Party (JP) (Ershad faction)
  • Jatiya Party (Manzur faction)
  • Liberal Democratic Party (LDP)

ภาพรวมการเมืองการปกครอง

บังกลาเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมีพรรคสำคัญ 2 พรรค คือพรรค Bangladesh National Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia และพรรค Awami League (AL) นำโดยนาง Sheikh Hasina ทั้งสองพรรคได้ผลัดกันขึ้นเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านตลอดมา มีความขัดแย้งกันสูง เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาล อีกฝ่ายก็จะพยายามที่จะหาทางทำลายชื่อเสียงเพื่อโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่การนำการประท้วง การโจมตีโดยใช้สื่อต่างๆ นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังนำไปสู่ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายของชาติ โดยเมื่อฝ่ายตรงข้ามได้รับเลือกตั้ง นโยบายหรือโครงการที่อีกฝ่ายทำไว้ก็จะถูกละเลยหรือถูกยกเลิกไป ซึ่งเป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศ และความเชื่อมั่นของนานาชาติ

สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Khaledia Zia ได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานาธิบดีเเต่งตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นหัว หน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการเพื่อจัดการการเลือกตั้ง เเต่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้คัดค้านการเเต่งตั้งดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าอดีตประธานศาลฎีกามีความใกล้ชิดกับพรรครัฐบาล ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ได้ตัดสินใจดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการเองท่ามกลางเสียง คัดค้านของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลรักษาการและคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีความเป็นกลางทาง การเมือง พรรคร่วมฝ่ายค้านได้นำประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลอย่างต่อ เนื่องและประกาศถอนตัวจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของการเมือภายในประเทศและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ของประเทศ ในที่สุดประธานาธิบดีฯ จึงตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (State of Emergency) และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 (ภายใต้แรงกดดันของกองทัพบังกลาเทศที่ต้องการให้ประเทศพ้นจากสภาวะที่การ เมืองมาสู่ทางตัน) พร้อมทั้งประกาศเลื่อนการเลือกตั้งซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 และได้แต่งตั้งให้ ดร.Fakhruddin Ahmed ดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (เทียบเท่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2550

ขณะนี้บังกลาเทศอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลรักษาการโดยได้รับการสนับสนุน จากกองทัพบังกลาเทศ มีภารกิจหลัก คือ 1) จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต (Anti-Corruption Commission) เพื่อตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมืองข้าราชการและนักธุรกิจ รวมทั้งกวาดล้างกลุ่มอันธพาลและผู้สร้างความวุ่นวายในสังคม และจัดระเบียบสังคมและการเมืองในประเทศให้สงบเรียบร้อย (ขณะนี้มีการจับกุมผู้มีอิทธิพลและผู้ก่อความไม่สงบทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองจากพรรค AL และพรรค BNP 2) ปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีความเป็นกลาง เข้มแข็ง โปร่งใส และเป็นอิสระ เพื่อให้สามารถจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และทำให้บังกลาเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว รัฐบาลรักษาการกำหนด จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปลายเดือนธันวาคม 2551 หลังจากจัดทำบัตรประจำตัว (National ID Cards) ให้แก่ชาวบังกลาเทศทุกคนแล้วเสร็จ 3) ปฏิรูประบบราชการให้ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง 4) แยกฝ่ายตุลาการออกจากฝ่ายบริหารเพื่อให้เกิดระบบตรวจสอบและคานอำนาจ และ 5) สร้างความเข้มแข็งให้แก้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หลังจากที่รัฐบาลรักษาการชุดนี้ได้ปกครองประเทศ เหตุการณ์รุนแรงจากการประท้วงของกลุ่มต่างๆ ในบังกลาเทศได้ยุติลง จนกระทั้งวันที่ 21-22 สิงหาคม 2550 ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารและนักศึกษามหาวิทยาลัยธากาเนื่องจาก ทหารได้ทำร้ายร่างกายนักศึกษา 3 คนและพูดจาดูหมิ่นอาจารย์ของมหาวิทยาลัย เหตุการณ์ดังกล่าวได้ขยายวงออกไป โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นมาร่วมประท้วงทหารอีกด้วย ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 150 คน เสียชีวิต 1 คน หลายฝ่ายเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง ต่อมา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ได้ลงนามอภัยโทษให้แก่นักศึกษาที่ศาลตัดสินว่ามีความผิด และศาลได้ยกฟ้องอาจารย์และนักศึกษาที่ถูกจับกุมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์รุนแรงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้รัฐบาลรักษาการยังไม่ ประกาศยกเลิกสภาวะฉุกเฉิน เพื่อที่รัฐบาลจะได้มีอำนาจเพียงพอในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ได้

ล่าสุด ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ซึ่งได้รับการตั้งแต่งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2545 ได้ครบวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 แต่ประธานาธิบดีประกาศว่าจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและ การแต่งตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (เทียบเท่าตำแหน่งรัฐมนตรี) 4 คนได้ยื่นหนังสือลาออก และก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 มีที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการลาออก 1 คน ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า หัวหน้าที่ปรึกษา ดร.Fakhruddin Ahmed ต้องการจะปรับคณะที่ปรึกษาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้านผลงานออก (โดยเฉพาะในเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลักที่เพิ่มขึ้นสูง) เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง

 

รัฐบาลชุดที่แล้วของบังกลาเทศ (อดีตนายกรัฐมนตรี Zia) ได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่มุ่งเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบมุ่งตะวันออก (Look East) โดยกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย พม่า และกลุ่มอาเซียน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของนโยบายต่างประเทศบังกลาเทศ การเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียของนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อ เสริมสร้างนโยบายต่างประเทศที่มุ่งสนับสนุนผลประโยชน์ของบังกลาเทศในประเทศ ใหม่เหล่านี้ และการดำเนินนโยบายแบบมุ่งตะวันออกของบังกลาเทศ นั้น ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการลดอิทธิพลของอินเดียที่มีต่อบังกลาเทศลงด้วย

ปัจจุบันบังกลาเทศเป็นสมาชิก Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC), Organization of the Islamic Conference (OIC), Asia Cooperation Dialogue (ACD), South Asia Association for Regional Cooperation (SAARC), Non-Aligned Movement (NAM) ล่าสุดเข้าร่วมเป็นสมาชิก ASEAN Regional Forum (ARF) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 รวมทั้งได้ลงนามเป็นภาคีในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ หรือ Treaty of Amity and Cooperation (TAC) ในระหว่างการประชุม ARF ที่กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2550

รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันยังคงบทบาทที่แข็งขันในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็น climate change และการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปใน Darfur รวมทั้งพยายามใช้ประโยชน์จากการปฏิรูปการเมืองบังกลาเทศที่ถือว่าเป็นผลงาน ที่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุดของรัฐบาลรักษาการชุดนี้ในการสร้างความน่า เชื่อถือให้กับบังกลาเทศในเวทีระหว่างประเทศ และพยายามที่จะจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตาม roadmap ที่รัฐบาลรักษาการได้วางไว้

บังกลาเทศส่งทหารเข้าร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติมากเป็น อันดับสองของโลก (9,856 คน ข้อมูลเดือนธันวาคม 2550) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลบังกลาเทศ และบังกลาเทศก็ส่งออกแรงงานจำนวนมากไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศสมาชิก OIC) ซึ่งรายได้ที่แรงงานบังกลาเทศส่งกลับนับเป็นร้อยละ 8.7 ของ GDP บังกลาเทศ

 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments


ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2558

 Update 19 กันยายน 2559

  • Pres.
    Abdul HAMID
  • Prime Min.
    Sheikh HASINA
  • Min. of Agriculture
    Matia CHOWDHURY
  • Min. of Civil Aviation & Tourism
    Rashed Khan MENON
  • Min. of Commerce
    Tofail AHMED
  • Min. of Cultural Affairs
    Asaduzzaman NOOR
  • Min. of Defense
    Sheikh HASINA
  • Min. of Disaster Management & Relief
    Mofazzal Hossain Chowdhury MAYA
  • Min. of Education
    Nurul Islam NAHID
  • Min. of Environment & Forest
    Anwar Hossain MONJU
  • Min. of Expatriates' Welfare & Overseas Employment
    Nurul ISLAM
  • Min. of Finance
    Abu Maal Abdul MUHITH
  • Min. of Fisheries & Livestock
    Sayedul HAQUE
  • Min. of Food
    Qamrul ISLAM
  • Min. of Foreign Affairs
    A. H. Mahmood ALI
  • Min. of Health & Family Planning
    Mohammad NASIM
  • Min. of Home Affairs
    Asaduzzaman Khan KAMAL
  • Min. of Housing & Public Works
    Mosharraf HOSSAIN
  • Min. of Industries
    Amir Hossain AMU
  • Min. of Information
    Hasanul Haq INU
  • Min. of Information & Communication Technology
     N/A
  • Min. of Labor & Employment
    Mujibul Haque CHUNNU
  • Min. of Land
    Shamsur Rahman SHARIF
  • Min. of Law
    Anisul HAQUE
  • Min of Liberation War
    AKM Mojammel HAQUE
  • Min. of Local Govt., Rural Development, & Cooperatives
    Khandker Mosharraf HOSSAIN
  • Min. of Planning
    AHM Mostafa KAMAL
  • Min. of Posts & Telecommunications
     N/A
  • Min. of Power, Energy, & Mineral Resources
    Sheikh HASINA
  • Min. of Primary & Mass Education
    Mustafizur Rahman FIZAR
  • Min. of Public Admin.
    Syed Ashraful ISLAM
  • Min. of Railways
    Mujibul HUQ
  • Min. of Religious Affairs
    Motiur RAHMAN
  • Min. of Road Transport & Bridges
    Obaidul QUADER
  • Min. of Rural Development & Cooperatives
    Moshiur Rahman RANGA
  • Min. of Science & Technology
    Yeafesh OSMAN
  • Min. of Shipping
    Shahjahan KHAN
  • Min. of Social Welfare
    Syed Mohsin ALI
  • Min. of Textiles & Jute
    Emajuddin PRAMANIK
  • Min. of Water Resources
    Anisul Islam MAHMUD
  • Governor, Bangladesh Bank
    Atiur RAHMAN
  • Ambassador to the US
    Mohammad ZIAUDDIN
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Masud Bin MOMEN 

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/BG.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

628.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายหัว (GDP per Capita)

3,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตของ GDP

6.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 15.1%
• ภาคอุตสาหกรรม 28.6%
• ภาคการบริการ 56.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

6.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

25.9% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตอุตสาหกรรมภาคการผลิต

8.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ปอกระเจา ชา ข้าวสาลี อ้อย มันฝรั่ง ยาสูบ เมล็ดพืชต่างๆ เครื่องเทศ ผลไม้ เนื้อวัว นม สัตว์ปีก

อุตสาหกรรม

ผ้าฝ้ายสิ่งทอ ปอกระเจา เสื้อผ้า อุตสาหกรรมการทำชา กระดาษหนังสือพิมพ์ ซีเมนต์ ปุ๋ยเคมี น้ำตาล

ดุลบัญชีเดินสะพัด

2.026 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

33.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปอกระเจา ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากปอกระเจา หนังสัตว์ ปลาและอาหารทะเลแช่แข็ง

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

US 13.9%, Germany 12.9%, UK 8.9%, France 5%,  Spain 4.7% (พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

39.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

เครื่องมือเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า สิ่งทอ อาหาร ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ซีเมนต์

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

China 22.4%, India 14.1%, Singapore 5.2% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

Taka สัญลักษณ์ (Currency Code) คือ BDT

สภาพเศรษฐกิจของบังกลาเทศ
 
     - บังกลาเทศเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) แต่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เช่น ป่าไม้ แร่ธาตุ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรทางทะเล มีภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ภาคการเกษตร มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประมาณร้อยละ 21.2 ภาคอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 27.1 และการบริการร้อยละ 51.7 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของบังกลาเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2548-2550) อยู่ในอัตราร้อยละ 6.4 อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอ และจากรายได้ที่แรงงานบังกลาเทศในต่างประเทศส่งกลับประเทศ บังกลาเทศยึดหลักเศรษฐกิจการตลาดและมีนโยบายส่งเสริมการส่งออก อย่างไรก็ตาม โดยที่การส่งออกของบังกลาเทศขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดและมีตลาดส่งออกจำกัดเพียงไม่กี่ประเทศ (ร้อยละ 76 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดเป็นเสื้อผ้าและสิ่งทอซึ่งส่งไปยังตลาดยุโรป) และรัฐบาลบังกลาเทศพยายามให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายของสินค้าและแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกและลดการขาดดุลการค้า บังกลาเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นมูลค่าปีละ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บังกลาเทศจึงพยายามขยายการค้ากับประเทศต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพาอินเดียลง
 
     - การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของบังกลาเทศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.5 ในทศวรรษที่ 1980 และ ร้อยละ 4.8 ในทศวรรษที่ 1990 เป็นประมาณร้อยละ 6 ในช่วงปี ค.ศ. 2001-2007 บังกลาเทศคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นสู่ระดับประเทศ middle income ในปี ค.ศ. 2020 จุดแข็งในโครงสร้างเศรษฐกิจของบังกลาเทศ คือ แรงงานและทรัพยากรธรรมชาติราคาถูก ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย
 
     - บังกลาเทศพยายามปรับเปลี่ยนนโยบายหลายประการเพื่อกระตุ้นและส่งเสริม การลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของต่างชาติ อนุญาตให้ส่งผลกำไรและรายได้ออกไปต่างประเทศได้โดยเสรี สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ รองลงมา คือ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
 
      - การลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากศูนย์ในทศวรรษที่ 1980 เป็น 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2550 สาขาอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ การผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม (คิดเป็นร้อยละ 70 ของการส่งออกทั้งหมด) พลังงาน เหล็ก ปุ๋ย การโรงแรมและการท่องเที่ยว และปิโตรเคมี 
 
      - รัฐบาลบังกลาเทศมีนโยบายมุ่งเน้นเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (economic freedom) โดยใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ (economic diplomacy) สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติในลักษณะ joint venture รวมทั้งเรียกความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดหุ้นของนักลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ กระตุ้นการส่งออกโดยเฉพาะสิ่งทอไป ต่างประเทศ (บังกลาเทศมีสินค้าส่งออกไม่หลากหลาย ร้อยละ 76 เป็นสินค้าสิ่งทอและปอ) ส่งเสริมให้แรงงานไปทำงานในต่า่งประเทศ 
 
      - ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุด รองลงมา คือ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร อุตสาหกรรมที่นักลงทุน ตปท ให้ความสนใจ อาทิ การสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติ (โดยเฉพาะในอ่าวเบงกอล) ระบบสาธารณูปโภค ธุรกิจการก่อสร้าง ประมง (แต่ปัจจุบันรัฐบาลบังกลาเทศยังไม่มีนโยบายที่จะอนุญาตให้ต่างชาติเข้าไปจับปลาในน่านน้ำบังกลาเทศ) การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม อาทิ เสื้อผ้า เครื่องหนัง อุตสาหกรรมเบา ด้านบริการต่าง ๆ และการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคขั้นพื้นฐาน 
 
      - อุปสรรคหลักที่ขัดขวางการลงทุนในบังกลาเทศ ได้แก่ ภัยธรรมชาติ อาทิ พายุไซโคลนและอุทกภัย การขาดแคลนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การฉ้อราษฎร์บังหลวง การโอนรายได้กลับประเทศ และการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะการเดินขบวนประท้วงของพรรคฝ่ายค้านที่มีอยู่เป็นประจำ 
 
สภาพสังคมของบังกลาเทศ 
 
     - ทางด้านสังคม บังกลาเทศมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลายประการ เช่น อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น การเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขของประชาชน ความเท่าเทียมทางเพศในระดับโรงเรียนประถมและมัธยม (ส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือเพิ่มมากขึ้น) การสร้างความแข็งแกร่งของสิทธิสตรี โดยเฉพาะส่งเสริมให้สตรีที่ยากจนได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ไร้หลักประกัน (micro-finance) และการลดอัตราการเสียชีวิตของมารดา (maternal mortality) ทั้งนี้ บังกลาเทศคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายของ United Nations Millennium Development Goals ได้ในปี พ.ศ. 2558
 
     - ประเด็นท้าทายการพัฒนาของบังกลาเทศ ได้แก่ 
  1. การบริหารจัดการและธรรมาภิบาล (good governance) เพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่น
  2. คุณภาพของระบบการศึกษา
  3. เงินเฟ้อ
  4. การขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ
  5. ความล้าหลังของโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
  6. ความยากจน 
  7. ความเปราะบางต่อผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน ราคาอาหารโลก และภัยธรรมชาติ
 

 

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 
- ปริมาณการค้าไทย – บังกลาเทศยังอยู่ในระดับต่ำ แต่บังกลาเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการค้า การลงทุน สินค้าและบริการจากไทย (บังกลาเทศมีผู้มีฐานะดีราวร้อยละ 10 จากจำนวนประชากร 166.7 ล้านคน ในปี 2554 (2011) มีชาวบังกลาเทศเดินทางมา ปทท จำนวน 69,097 คน ปัจจุบัน สินค้าไทยประเภทเครื่องอุปโภคบริโภคได้รับความนิยมในบังกลาเทศเนื่องจากมีคุณภาพดีราคาเหมาะสม 
 
- ปัจจุบัน สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยได้รับความนิยมในบังกลาเทศ เพราะถือเป็นสินค้ามีคุณภาพ ปัจจุบันนักธุรกิจไทยและบังกลาเทศได้ให้ความสนใจที่จะทำธุรกิจร่วมกันมากขึ้น เพราะบังกลาเทศมีค่าแรงต่ำและได้รับสิทธิพิเศษทางการค้ายกเว้นภาษีหรือโควตาจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ  ดังนั้น  นักลงทุนไทยจึงสามารถใช้บังกลาเทศเป็นฐานผลิตส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ได้ ไทยต้องการขยายการค้าในด้าน สิ่งทอ ยา การเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร เครื่องหนัง การก่อสร้าง และพลาสติก  รวมทั้งลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน และขยายตลาดนักท่องเที่ยว  
 
- บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลโครงการ Dhaka Elevated Expressway PPP Project ณ กรุงธากา (ลงนาม คตล เมื่อ 19 ม.ค. 2554/2011) เพื่อก่อสร้างทางพิเศษยกระดับขนาด 4 ช่องทางจราจร ซึ่งถือเป็นโครงการก่อสร้างใหญ่ที่สุดของรัฐบาลบังกลาเทศชุดปัจจุบัน วงเงินประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถือเป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาคเอกชนไทยกับรัฐบาลบังกลาเทศ ความสัมพันธ์ทางสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม 
 
- นับตั้งแต่ปี 2547 (2004) สอท ณ กรุงธากา ได้จัดเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมอาหาร วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทยในบังกลาเทศ ซึ่งได้ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศด้วย และไทยมีเป้าหมายในการเชิญชวนนักท่องเที่ยวบังกลาเทศที่มีรายได้สูงมารักษาตัวและท่องเที่ยวในไทย สถานพยาบาลซึ่งได้รับการยอมรับจากชาวบังกลาเทศ อาทิ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพและโรงพยาบาลพญาไท เป็นต้น 
 
- ปัจจุบันนักเรียน/นักศึกษาบังกลาเทศมีความสนใจเดินทางมาศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติในไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี 
 
 

การลงทุน

ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยไปประกอบธุรกิจในบังกลาเทศประมาณ 13 บริษัท เช่น บริษัทซีพีผลิตอาหารสัตว์ บริษัท Thai Classical Leathers ผลิตเครื่องหนัง และบริษัทผลิตน้ำดื่มบังกลาเทศ-ไทยน้ำแร่ จำกัด เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโอกาสและศักยภาพที่จะร่วมธุรกิจลงทุนระหว่างกันอีกมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร น้ำตาล เครื่องหนัง โดยนักลงทุนไทยสามารถเข้าไปลงทุนทั้งในรูปแบบไทยถือหุ้นทั้งหมด หรือ การร่วมทุนทางธุรกิจ (Joint Venture) ซึ่งบังกลาเทศเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในฐานะประเทศพัฒนาน้อย ที่สุด (LDCs) จากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ แต่ยังมีกำลังการผลิตไม่ถึงโควตาที่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว และนักลงทุนไทยยังสามารถใช้บังกลาเทศเป็นฐานผลิตส่งออกไปยังประเทศเพื่อน บ้านที่เป็นตลาดใหญ่ เช่น อินเดีย อีกด้วย ในส่วนของภาคธุรกิจมีความร่วมมือกันระหว่าง "สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย" กับ "Federation of Bangladesh Chambers of Commerce and Industry"จัดตั้งสภาธุรกิจร่วม ไทย -บังกลาเทศ (ลงนามเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545) เพื่อเป็นผู้ประสานงานระหว่างนักธุรกิจของสองประเทศ ทั้งนี้ สาขาที่บังกลาเทศสนใจที่จะร่วมลงทุนกับไทยใน ได้แก่ การออกแบบและรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โรงพยาบาล อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมเครื่องหนัง และอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ เป็นต้น

การประมง

ไทยและบังกลาเทศลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการประมงเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2521 ฝ่ายไทยได้เสนอให้มีการเจรจาเรื่องการทำประมงร่วมกันในลักษณะ joint venture ระหว่างบริษัทเอกชนไทยและบังกลาเทศในอ่าวเบงกอล ในช่วงแรกบังกลาเทศได้อนุญาตให้เอกชนทำสัญญากับบริษัทไทยกว่า 20 บริษัท แต่ต่อมา บังกลาเทศเห็นว่าข้อตกลงที่มีกับฝ่ายไทยทำให้ฝ่ายบังกลาเทศเสียเปรียบ จึงเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ให้ลงทุนในลักษณะ joint venture โดยต้องมีผู้ร่วมทุนฝ่ายบังกลาเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต่างชาติไม่เกินร้อยละ 49 และให้ค่อยๆ เพิ่มทุนแบบก้าวหน้าจนเหลือสัดส่วนการถือหุ้นชาวบังกลาเทศต่อชาวต่างชาติ ร้อยละ 75 ต่อร้อยละ 25 ทำให้บริษัทของไทยเลิกกิจการไปเกือบทั้งหมด ปัจจุบันคงเหลือบริษัท ฮาร์ดฟอร์ด จำกัด เพียงบริษัทเดียวที่ยังดำเนินกิจการอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยได้ร่วมทุนกับบริษัท Sea Resources ของบังกลาเทศ ปัจจุบันบังกลาเทศไม่มีนโยบายให้เรือประมงต่างชาติเข้าไปจับปลาในน่านน้ำบัง กลาเทศแต่อย่างใด แต่ไทยได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือในด้านวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการประมงในบังกลาเทศ เช่น การเพาะเลี้ยงปลา/สัตว์น้ำจืด และการร่วมมือกับประเทศสมาชิก BIMSTEC ส่งเรือไปสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวเบงกอล เป็นต้น

ปัญหาอุปสรรคในการทำการค้าและการลงทุนในบังกลาเทศ

บังกลาเทศยังคงพึ่งระบบการจัดเก็บภาษี/ศุลกากรในการดำเนินนโยบายการค้าต่าง ประเทศ ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ โดยมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าเกือบทุกประเภท และมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีโดยตรงร่วมด้วย ทั้งนี้ ปัญหาอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคในการทำการค้าและการลงทุนในบังกลาเทศ คือ

  • ปัญหาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองในประเทศ
  • ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  • การนัดหยุดงานหรือการประท้วงซึ่งมีขึ้นเป็นประจำทำให้เกิดการชะงักงันของการดำเนินธุรกิจ
  • ปัญหาความล่าช้าในระบบราชการ
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังไม่ได้มาตรฐาน
  • ปัญหาการจัดระบบการคมนาคมขนส่งซึ่งรวมถึงความแออัดของท่าเรือจิตตะกอง

 

ภาพรวมความสัมพันธ์ 
- ไทยกับบังกลาเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2515 (1972) และ มีความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดกัน ไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่บังกลาเทศตลอดมา 
 
- ไทยประสงค์จะให้บังกลาเทศเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในโลกมุสลิมและเป็นพันธมิตรที่ดีต่อไทยในเวทีระหว่างประเทศโดยเฉพาะใน OIC UN ACD และ ARF นอกจากนี้ บังกลาเทศยังให้การสนับสนุนไทยเป็นอย่างดีในการดำเนินกิจกรรมของ BIMSTEC ซึ่งทั้งไทยและบังกลาเทศต่างเป็นผู้ก่อตั้ง BIMSTEC เมื่อปี 2540 (1997) อนึ่ง บังกลาเทศยังมีบทบาทสำคัญในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries – LDC) อีกด้วย 
 
- เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2554 นาง Sheikh Hasina นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ได้มอบเงินช่วยเหลือ 
ผู้ประสบสาธารณภัยในเหตุการณ์อุกภัยครั้งใหญ่ของไทย ผ่านออท. ณ กรุงธากา ในนามรัฐบาลบังกลาเทศจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจในฐานะมิตรประเทศที่ใกล้ชิดของไทย ซึ่งเงินดังกล่าวดำเนินรัฐบาลบังกลาเทสได้โอนเข้าบัญชีกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สํานักนายกรัฐมนตรีแล้ว 
 
- บังกลาเทศเป็นประเทศที่สนับสนุนไทยด้วยดีในเวที OIC และไทยยังได้รับความร่วมมือจากบังกลาเทศเป็นอย่างดีในการแก้ไขปัญหาโรฮิงญา 
 

ความสัมพันธ์ทางสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม

นับตั้งแต่ปี 2547 (2004) สอท ณ กรุงธากา ได้จัดเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมอาหาร วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทยในบังกลาเทศ ซึ่งได้ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศด้วย และไทยมีเป้าหมายในการเชิญชวนนักท่องเที่ยวบังกลาเทศที่มีรายได้สูงมารักษาตัวและท่องเที่ยวในไทย สถานพยาบาลซึ่งได้รับการยอมรับจากชาวบังกลาเทศ อาทิ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพและโรงพยาบาลพญาไท เป็นต้น

ปัจจุบันนักเรียน/นักศึกษาบังกลาเทศมีความสนใจเดินทางมาศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติในไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี

โครงการพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 
 - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนบังกลาเทศเมื่อ 11 – 14 ธ.ค. 2554 (2011) และ 15 – 19 ก.พ. 2553 (2010) เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการพระราชดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเยาวชนในสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ โดยโครงการฯ มีเป้าหมายสำคัญในการปรับปรุงระบบสุขาภิบาลและส่งเสริมโภชนาการในเด็กนักเรียน ปัจจุบันโครงการฯ ระยะแรกได้เริ่มดำเนินการแล้วในโรงเรียนประถมศึกษาตัวอย่าง 2 แห่งซึ่งตั้งอยู่เขตกรุงธากาและ Gazipur 
 
- โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 
สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างไทย-บังกลาเทศ เพื่อการถ่ายทอดและให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยกระทรวงเกษตรบังกลาเทศได้อนุมัติจัดสรรพื้นที่ในศูนย์พัฒนาพืชสวนของบริษัทพัฒนาเกษตรกรรมบังกลาเทศ ณ เขตคาชิมปูระ (Kashimpur) เมืองกาจิปูระ (Gazipur) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ/ดูแลของกระทรวงเกษตรบังกลาเทศให้เป็นพื้นที่จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งแรก 
 
ความร่วมมือทางวิชาการ 
- สพร ได้ให้ความร่วมมือทางวิชาการในสาขาเพื่อการพัฒนาแก่บังกลาเทศมาตั้งแต่ปี 2536 (1993) โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปของการให้ทุนฝึกอบรมภายใต้กรอบ ครม. ต่าง ๆ อาทิ หลักสูตรการฝึกอบรมนานาชาติประจำปี ความร่วมมือภายใต้โครงการฝึกอบรมประเทศที่สาม และความร่วมมือแบบไตรภาคี โดยในปี 2010 สพ.ร ได้อนุมัติทุนให้แก่บังกลาเทศจำนวน 28 ทุน 
 
- สอท. ณ กรุงธากา ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาประเทศแบบอย่างยั่งยืน อาทิ การนำคณะผู้แทนระดับสูงของบังกลาเทศเดินทางมาศึกษาดูงานตามโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ ปทท. 
 
- โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับบังกลาเทศ (Human Resources Development Project) ให้ทุนศึกษา/ฝึกอบรม/ดูงานในไทย จำนวน 150 ทุน ระยะ 3 ปี 2554 - 2556 (2011 – 2013) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและทรัพยากรมนุษย์โดยเน้นสาขาการสาธารณสุข การท่องเที่ยวและเกษตรกรรม อยู่ในการพิจารณาของ Economic Relations Division (ERD) กระทรวงการคลัง บังกลาเทศ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว 
ความร่วมมือ BIMSTEC 
 
- ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BIMSTEC ครั้งที่ 13 เมื่อ 22 ม.ค. 2554 (2011) มีมติให้ตั้ง สนง เลขาธิการถาวร BIMSTEC ที่บังกลาเทศ ซึ่งฝ่ายไทยให้การสนับสนุนบังกลาเทศมาโดยตลอด โดยฝ่ายไทยหวังว่าเมื่อมีการจัดตั้ง สนง เลขาธิการถาวร BIMSTEC แล้วจะทำให้การประสานงาน เร่งรัดและติดตามการดำเนินงานในสาขา ครม ต่างๆ ของ BIMSTEC มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น 
 
- บังกลาเทศมีบทบาทสำคัญในฐานะประเทศสมาชิกก่อตั้ง BIMSTEC และประเทศนำในสาขาการค้าและการลงทุน ซึ่งประเด็นสำคัญของสาขานี้คือ BIMTEC FTA ซึ่งหากทำสำเร็จก็จะช่วยขยายการค้าในภูมิภาคได้มาก (ประชากรกว่า 1,300 ล้านคน) โรฮิงญา 
 
- บังกลาเทศมีชาวโรฮิงญาที่ลงทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยและอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่เมือง Cox’s Bazaar รวมประมาณ 29,000 คน และที่อาศัยอยู่นอกค่ายฯ ปะปนกับชาวบังกลาเทศ อีกกว่า 200,000 คน ซึ่งรัฐบาลบังกลาเทศต้องการส่งชาวโรฮิงญากลับพม่าทั้งหมด เพราะไม่พร้อมที่จะ integrate บุคคลเหล่านี้โดยได้พยายามหารือเรื่องนี้กับฝ่ายพม่า รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น กระบวนการบาหลี 
 
- ผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวโรฮิงญาในไทย ส่วนมากเป็น economic migrants ที่มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศมาเลเซีย โดยอาจมีขบวนการลักลอบขนคนข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจมีชาวบังกลาเทศ และชาวพม่ามุสลิมปะปนมาด้วย ที่ผ่านมา ไทยประสบปัญหาในการส่งตัวผู้ลักลอบเข้าเมืองโรฮิงญากลับประเทศต้นทางอย่างเป็นทางการ เนื่องจากทั้งพม่าและบังกลาเทศต่างก็ไม่ยอมรับว่าเป็นบุคคลสัญชาติตน   ไทยมองว่าผู้ลักลอบเข้าเมืองทางทะเลเป็นประเด็นระดับภูมิภาค จึงต้องการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาในประเทศต้นทาง เช่น บังกลาเทศ และพม่า 
 
-  นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงทั้งของประเทศต้นทางคือ พม่า และบังกลาเทศ องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ UNHCR เกี่ยวกับสถานการณ์ 
ผู้ลักลอบเข้าเมืองทางทะเล และผู้แทนไทยได้ใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระบวนการบาหลี เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองทางทะเลกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงชาวโรฮิงญา 
 
การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ 
- 1 – 3 มิ.ย. 2552 (2009)  นายกษิต ภิรมย์ รมว กต เยือนบังกลาเทศ 
 
- 22 – 23 ก.ค. 2552 (2009)  Dr Dipu Moni รมว กต  เยือนไทย 
 
- 15 – 19 ก.พ. 2553 (2010) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนบังกลาเทศ ร่วมกับคณะ ม จอห์นส์ ฮ๊อปกินส์ (Health Advisory Board of the John Hopkins University) เพื่อทรงเยี่ยมชมโครงการ Health and Nutrition Research Project (JiVitA Project) ภายใต้กระทรวง Health and Family Welfare ของบังกลาเทศ ซึ่ง นรม บังกลาเทศได้เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสนี้ด้วย 
 
- 15 พ.ค. 2553 (2010) นาง Sheikh Hasina นรม บังกลาเทศเดินทางผ่านไทย 
 
- ธ.ค. 2553 (2010) รมว กต พบหารือกับ รมว กต บังกลาเทศ ในระหว่างการประชุม AMED ครั้งที่ 3 ณ กรุงเทพฯ 
 
- 29 เม.ย. – 1 พ.ค. 2554 (2011) ปธ ผู้แทนการค้าไทย ในฐานะผู้แทน นรม เดินทางเยือนบังกลาเทศ เพื่อเข้าร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการทางด่วนยกระดับ ณ กรุงธากา 
 
- 11 – 14  ธ.ค. 2554 (2011)  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนบังกลาเทศ เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการพระราชดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเยาวชนในสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ และโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ 
 
ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เพื่อการส่งเสริมการลงทุนด้วยทุนทรัพย์และคุ้มครองการลงทุน 
วันที่ลงนาม 09 กรกฎาคม 2545
- สนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
วันที่ลงนาม 09 กรกฎาคม 2541
- คำแถลงการณ์ก่อตั้งกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIST-EC ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540
วันที่ลงนาม 06 มิถุนายน 2540
- อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศเพื่อการเว้น การเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ 
วันที่ลงนาม 20 เมษายน 2540
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศเพื่อการส่งเสริมการลงทุนด้วยทุนทรัพย์และคุ้มครองการลงทุน 
วันที่ลงนาม 30 มีนาคม 2531
- ข้อตกลงปฏิบัติการว่าด้วยโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับบังกลาเทศ
วันที่ลงนาม 30 มีนาคม 2531
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เพื่อการส่งเสริมการลงทุนด้วยทุนทรัพย์และคุ้มครองการลงทุน 
วันที่ลงนาม 30 มีนาคม 2531
- ข้อตกลงทางทะเลระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ
วันที่ลงนาม 30 มีนาคม 2531
 
ข้อมูลด้านกงสุล
 
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธารา
 
ที่อยู่  Royal Thai Embassy 
 18 & 20, Madani Avenue Baridhara,  
          Dhaka-1212
โทรศัพท์เคลื่อนที่ (+88) 01-681-792-262
โทรศัพท์ (88-02) 881-2795-6, 881-3260-1
โทรสาร (88-02) 885-4280-1  
เว็บไซต์ http://www.thaidac.com/ 
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ 

กันยายน 2558

 

 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557   2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                          
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94   -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43   -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05   -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 20,659.09                  
ไทย - บังกลาเทศ                          
มูลค่าการค้า 909.28 906.89 902.79 995.08 6.80 -0.26   -0.45 10.22 0.19 0.20 0.22 0.24
การส่งออก 845.86 863.37 858.61 939.15 10.65 2.07   -0.55 9.38 0.37 0.38 0.40 0.44
การนำเข้า 63.43 43.52 44.18 55.93 -27.00 -31.39   1.53 26.60 0.03 0.02 0.02 0.03
ดุลการค้า 782.43 819.86 814.43 883.21                  
 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร 

 

 
อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เม็ดพลาสติก 133.1 120.5 132.1 132.1 124.4 22.16 -9.48 9.64 9.64 -5.80
2 เคมีภัณฑ์ 88.0 100.8 103.4 103.4 119.7 94.24 14.49 2.61 2.61 15.77
3 ปูนซิเมนต์ 49.8 60.8 51.2 51.2 113.1 -54.12 22.08 -15.77 -15.77 120.73
4 ผ้าผืน 114.9 112.0 114.8 114.8 101.2 7.15 -2.52 2.46 2.46 -11.77
5 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 44.1 30.6 34.7 34.7 46.3 169.92 -30.68 13.61 13.61 33.44
6 เส้นใยประดิษฐ์ 56.6 43.1 29.2 29.2 37.8 28.48 -23.88 -32.27 -32.27 29.77
7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 26.3 39.3 26.1 26.1 35.1 10.23 49.55 -33.48 -33.48 34.15
8 ด้ายและด้ายเส้นใยประดิษฐ์ 51.9 46.2 58.2 58.2 35.0 57.43 -10.97 25.97 25.97 -39.93
9 ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 20.3 21.9 23.1 23.1 26.2 41.90 7.96 5.22 5.22 13.58
10 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 14.8 17.4 21.3 21.3 22.7 -4.73 17.96 22.67 22.67 6.34
รวม 10 รายการ 599.7 592.6 594.2 594.2 661.6 15.99 -1.20 0.27 0.27 11.35
อื่นๆ 246.1 270.8 264.5 264.5 278.1 -0.51 10.04 -2.35 -2.35 5.14
รวมทั้งสิ้น 845.9 863.4 858.6 858.6 939.7 10.65 2.07 -0.55 -0.55 9.44
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เสื้อผ้าสำเร็จรูป 20.0 23.7 27.2 27.2 35.3 58.65 18.40 14.55 14.55 30.17
2 ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ - - - - 6.1 - - - - -
3 ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ 1.4 1.9 2.0 2.0 3.2 -25.23 31.14 7.89 7.89 58.66
4 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 0.9 1.5 1.6 1.6 2.3 265.59 66.78 10.95 10.95 41.67
5 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 0.9 1.6 1.7 1.7 1.6 905.55 88.42 2.97 2.97 -2.56
6 เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค 0.6 1.7 1.8 1.8 1.3 -34.38 162.35 8.70 8.70 -27.50
7 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 0.8 0.8 0.8 0.8 1.0 89.05 -5.29 3.50 3.50 31.81
8 ด้ายและเส้นใย 30.1 2.1 1.1 1.1 0.9 -27.07 -93.17 -44.27 -44.27 -18.18
9 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 0.1 0.9 1.0 1.0 0.8 -76.50 1,303.70 7.92 7.92 -18.00
10 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 0.5 1.1 0.8 0.8 0.7 -21.55 110.06 -25.61 -25.61 -7.69
รวม 10 รายการ 55.3 35.1 38.0 38.0 53.4 -5.39 -36.48 8.15 8.15 40.59
อื่นๆ 8.2 8.4 6.2 6.2 2.5 -71.35 3.09 -26.10 -26.10 -59.25
รวมทั้งสิ้น 63.4 43.5 44.2 44.2 55.9 -27.00 -31.39 1.53 1.53 26.55

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

เอกอัครราชทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทย
H.E. Mr. Mustafa Kamal

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต

727 Sukhumvit Soi 55 (Thonglor),
Khlong Tan Nuea,Watthana,
Bangkok 10110

Tel: 0-2185-1340-41

Fax: 0-2185-1361

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

  1. กองเอเชียใต้ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org
  6. www.mapsofworld.com

 

 

JoomSpirit