สาธารณรัฐประชาชนจีน

Flag of the Peoples Republic of China National Emblem of the Peoples Republic of China
ธง ตราสัญลักษณ์

 

Peoples Republic of China orthographic projection
ที่มา:  http://www.wikipedia.org/
 
china4
ที่มา: lonelyplanet.com
 
china5
ที่มา www.mapsofworld.com

 

ชื่อทางการ

สาธารณรัฐประชาชนจีน (People's Republic of China) หรือ ประเทศจีน (China)

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย ตั้งอยู่ระหว่างเกาหลีเหนือกับเวียตนาม ติดกับทะเลจีนใต้ อ่าวเกาหลี ทะเลเหลือง และทะเลจีนตะวันออก ระหว่างละติจูดที่ 35 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 105 00 องศาตะวันออก

พื้นที่

9.5 ล้านตารางกิโลเมตร (พื้นดินประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นน้ำประมาณ 270,550 ตารางกิโลเมตร)

อาณาเขต

มีเส้น พรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร ติดต่อกับประเทศต่างๆ โดยรอบ 15 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ (1,416 กิโลเมตร) รัสเซียด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ( 3,605 กิโลเมตร) รัสเซียด้านตะวันตกเฉียงเหนือ (40กิโลเมตร) มองโกเลีย (4,677 กิโลเมตร) คาซัคสถาน (1,533กิโลเมตร) คีร์กิชสถาน (858 กิโลเมตร) ทาจิกิสถาน ( 414 กิโลเมตร) อัฟกานิสถาน (76 กิโลเมตร) ปากีสถาน (523 กิโลเมตร) อินเดีย (3,380กิโลเมตร) เนปาล ( 1,236 กิโลเมตร) ภูฐาน ( 470 กิโลเมตร) พม่า (2,185กิโลเมตร) ลาว ( 423 กิโลเมตร) และเวียดนาม (1,281 กิโลเมตร) ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

สภาพภูมิประเทศ

ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก

สภาพภูมิอากาศ

ในแต่ละพื้นที่มีภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ทางภาคใต้จะมีภูมิอากาซแบบเขตร้อน ทางภาคเหนือจะมีอากาศแบบถึ่งขั้วโลก

ทรัพยากรธรรมชาติ

ถ่านหิน สินแร่เหล็ก ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ปรอท ดีบุก ทังสเตน แร่พลวง แมงกานีส แร่ Molybdenum แร่ Vanadium แร่แม็กเนไทท์ อะลูมิเนียม ตะกั่ว สังกะสี ยูเรเนียม แหล่งพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก (จากเขื่อนสามผาที่กำลังก่อสร้างอยู่)

ภัยธรรมชาติ

พายุไต้ฝุ่น (ประมาณ 5 ครั้งต่อปี เกิดตลอดทั้งปีในบริเวณชายฝั่งทางใต้และตะวันออก) น้ำท่วมอย่างรุนแรง สึนามิ แผ่นดินไหว ภัยแล้ง แผ่นดินยุบตัว

จำนวนประชากร

1,379,302,771 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

เชื้อชาติ

มีชนชาติต่างๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาว "ฮั่น" ร้อยละ 91.6 ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อย ที่สำคัญได้แก่ ชนเผ่าจ้วง 1.3% หุย อุยกูร์ หยี ทิเบต แม้ว แมนจู มองโกล ไตหรือไท เกาซน และเชื้อชาติอื่นๆ ประมาณ 7.1%

สัญชาติ

จีน (Chinese)

ศาสนา

ศาสนาพุทธ 18.2%, ศาสนาคริสต์ ประมาณ 5.1% อิสลาม ประมาณ 1.8% นับถือศาสนาในท้องถิ่น 21.9% ฮินดู 0.1% ยิว 0.1% อื่นๆ 0.7% ไม่ยึดติดกับศาสนาใด 52.2% (สัมมะโนประชากร พ.ศ. 2553)

ภาษา

ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า) เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยน

 

รูปแบบการปกครอง

สังคมนิยมแบบจีน (Communist State)

เมืองหลวง

กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า "เป่ยจิง" - 北京- Beijing)

การแบ่งการปกครอง

  • 2 เขตการปกครองพิเศษ ภายใต้นโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" (One Country Two Systems) ได้แก่ Hong Kong และ Macau
  • 4 เขตเทศบาลปกครองตนเองภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐบาลกลางโดยตรง ได้แก่ Beijing, Chongqing, Shanghai, Tianjin
  • 5 เขตการปกครองอิสระที่ชาวจีนฮั่น (Chinese Han) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมีเสียงข้างมากในรัฐบาลและรัฐสภาท้องถิ่น ได้แก่ Guangxi, Nei Mongol, Ningxia, Xinjiang Uygur, Xizang (Tibet)
  • 23 มณฑล (จีนถือว่า ไต้หวันเป็นมณฑลที่ 23) ได้แก่ Anhui, Fujian, Gansu, Guangdong, Guizhou, Hainan, Hebei, Heilongjiang, Henan, Hubei, Hunan, Jiangsu, Jiangxi, Jilin, Liaoning, Qinghai, Shaanxi, Shandong, Shanxi, Sichuan, Yunnan, Zhejiang, Taiwan

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

china-provinces-map-855
ที่มา: http://www.nationsonline.org/oneworld/china_administrative_map.htm

 

วันชาติ

1 ตุลาคม (สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีชัยชนะในสงครามกลางเมืองเหนือพรรคก๊กหมินตั๋ง

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (State Council) ได้รับการแต่งตั้งจากสภาประชาชนจีน (National People's Congress) ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งจากสภาประชาชนจีน วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยสามารถดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 ได้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นกลางเดือนมีนาคม 2013 ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ขณะที่สภาประชาชนจีนเป็นผู้ให้การรับรอง

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบสภาเดียว (Unicameral National People's Congress หรือ Quanguo Renmin Daibiao Dahui) ได้แก่ สภาประชาชนจีน สมาชิกจำนวน 2,987 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งของสภาประชาชนประจำเขตเทศบาล เขตปกครองตนเอง มณฑล และ กองทัพปลดแอกประชาชนของจีน (People's Liberation Army หรือ PLA) วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2012 หรือ ต้นปี 2013

ฝ่ายตุลาการ

ศาลประชาชนสูงสุด (Supreme People's Court) ผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งจากสภาประชาชนจีน ศาลประชาชนท้องถิ่น ประกอบด้วย Higher Courts, Intermediate Courts และ Basic Courts ศาลพิเศษอื่นๆ เช่น ศาลทหาร (Primarily Military Courts), Maritime Courts, ศาลการรถไฟและการขนส่ง (Railway Transportation Courts) และศาลป่าไม้ (Forestry Courts)

ระบบกฏหมาย

ใช้ระบบกฎหมายแพ่ง ที่ได้มากหลักการของโซเวียตและระบบประมวลกฎหมาย (Continental Civil Code Legal System) สภานิติบัญญัติสงวนสิทธ์การตีความพระราชบัญญัติ ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

พรรคการเมือง

Chinese Communist Party (CCP) นำโดย นาย หู จิ่น เทา ยังมีพรรคเล็กๆ อีก 8 พรรคอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรค CCP

การเมืองการปกครอง

ในระบอบการปกครองของจีนพรรค คอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้านให้รัฐบาลไปปฏิบัติ (รัฐบาลจึงไม่ใช่องค์กรกำหนดนโยบาย) โดยจีนมีนโยบายภายในที่สำคัญ ดังนี้

1. เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทาง เศรษฐกิจ และกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว และทำให้จีนสร้างความกินดีอยู่ดี "เสี่ยวคาง" แก่คนจีนในระดับเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออกกับภาค ตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง จึงได้กำหนดให้พัฒนาภาคตะวันตกไปในเวลาเดียวกันด้วย

2. จีนเน้นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมินแล้วว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นายเจียง เจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน จึงได้เสนอหลักการ 3 ตัวแทนขึ้นมาและบรรจุลงไปในธรรมนูญของพรรค หลักการ 3 ตัวแทน จะสามารถลดแรงกดดันของกลุ่มนายทุนใหม่และนักวิชาการเรื่องปฏิรูปการเมืองได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคและการ บริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จีนได้เริ่มปล่อยให้การปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ) มีการเลือกตั้งโดยอิสระแล้วตั้งแต่ปี 2538

หลักการสามตัวแทนได้กำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนใน 3 ด้าน คือ

(1) ด้านการผลิต โดยดูแลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

(2) ด้านวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของจีน และนำวัฒนธรรมอื่นที่ดี
มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ

(3) เปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น กล่าวคือ ได้เปิดให้กลุ่มนายทุนและนักธุรกิจ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พรรคกำหนดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากตัวแทนเชิงปฏิวัติ หรือตัวแทนของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนเชิงบริหาร หรือตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น

พรรคคอมมิวนิสต์จีน

สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีสมาชิกประมาณ 68 ล้านคน (สถิติปี 2547) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรคกำหนดโดยยึด หลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้ง สิ้น 16 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งนายหู จิ่นเทา ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คนปัจจุบัน (วาระ 5 ปี)

การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภาย ใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 8-14พฤศจิกายน 2545 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ซึ่งมีการถ่ายโอนอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 3 ซึ่งมีนายเจียง เจ๋อหมิน เป็นแกนนำ ไปยังรุ่นที่ 4 ซึ่งมีนายหู จิ่นเทา เป็นแกนนำ

ที่ประชุมได้แต่งตั้งนายหู จิ่นเทา เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน พร้อมทั้งแต่งตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Members of Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee of CPC) อีก 8 คน ถือได้ว่าบุคคลทั้ง 9 คนนี้ เป็นผู้ที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน

ระหว่างวันที่ 5-18 มีนาคม 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติสมัยที่ 10 ขึ้น ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการสรุปผลการบริหารประเทศในช่วง 5 ปี พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ โดยได้แต่งตั้งให้ นายหู จิ่นเทา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นประธานาธิบดี (สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน) และนายเวิน เจียเป่า เป็นนายกรัฐมนตรี (สืบแทนนายจู หรงจี) ในขณะที่ นายเจียง เจ๋อหมิน ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไปอีกสมัย

ต่อ มา ในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 4 ของสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ระหว่างวันที่ 16-19 กันยายน 2547 ได้อนุมัติให้นายหู จิ่นเทา ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหาร (สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน) โดยจะมีผลเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาประชาชนในเดือนมีนาคม 2548

ผู้นำจีน


สมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 9 คน (โดยมี 4 คนที่เป็นสมาชิกใหม่) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่
(1) นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao)
(2) นายอู๋ ปางกั๋ว (Wu Bangguo)
(3) นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao)
(4) นายเจี่ย ชิ่งหลิน (Jia Qinglin)
(5) นายหลี่ ฉางชุน (Li Changchun)
(6) นายสี จิ้นผิง (Xi Jinping)
(7) นายหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang)
(8) นายเฮ่อ กั๋วเฉียง (He Guoqiang)
(9) นายโจว หย่งคัง (Zhou Yongkang)

(1 - 5 เป็นสมาชิกชุดเดิม 6-9 เป็นสมาชิกใหม่)

ทั้งนี้ ในช่วงปลายปี 2550 พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะจัดการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ซึ่งคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำระดับสูงบางคน และจะมีการคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งด้วย

สถานการณ์การเมืองภายในประเทศจีนช่วงปี 2551-2552

การเมืองภายในจีนมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง โดยพรรคฯ ยังคงอำนาจเบ็ดเสร็จและมุ่งมั่นสร้างชาติให้ทันสมัย เน้นการกวาดล้างการฉ้อราษฏร์บังหลวงในระดับต่าง ๆ และการสร้างผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อรองรับการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิ วัฒน์ โดยได้ลงโทษผู้นำระดับสูงที่คอรรับชั่นอย่างเด็ดขาด

สำหรับสถานการณ์ช่องฝั่งช่องแคบก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการไปมาหาสู่กันด้านการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  19 มกราคม 2560

 Update 19 กันยายน 2560

  • Pres. XI Jinping
  • Vice Pres. LI Yuanchao
  • Premier, State Council LI Keqiang
  • Executive Vice Premier, State Council ZHANG Gaoli
  • Vice Premier, State Council LIU Yandong
  • Vice Premier, State Council WANG Yang
  • Vice Premier, State Council MA Kai
  • State Councilor, State Council YANG Jing
  • State Councilor, State Council CHANG Wanquan
  • State Councilor, State Council YANG Jiechi
  • State Councilor, State Council GUO Shengkun
  • State Councilor, State Council WANG Yong
  • Sec. Gen., State Council YANG Jing
  • Chmn., Central Military Commission XI Jinping
  • Chmn., National Development & Reform Commission XU Shaoshi
  • Min. in Charge of the State Population & Family Planning Commission LI Bin
  • Min. in Charge of the State Ethnic Affairs Commission BATER
  • Min. of Agriculture HAN Changfu
  • Min. of Civil Affairs HUANG Shuxian
  • Min. of Commerce GAO Hucheng
  • Min. of Culture LUO Shugang
  • Min. of Education CHEN Baosheng
  • Min. of Environmental Protection CHEN Jining
  • Min. of Finance XIAO Jie
  • Min. of Foreign Affairs WANG Yi
  • Min. of Housing & Urban-Rural Development CHEN Zhenggao
  • Min. of Human Resources & Social Security YIN Weimin
  • Min. of Industry & Information Technology MIAO Wei
  • Min. of Justice WU Aiying
  • Min. of Land & Resources JIANG Daming
  • Min. of National Defense CHANG Wanquan, Gen.
  • Min. of Public Security GUO Shengkun
  • Min. of Science & Technology WAN Gang
  • Min. of State Security CHEN Wenqing
  • Min. of Supervision  
  • Min. of Transportation LI Xiaopeng
  • Min. of Water Resources CHEN Lei
  • Auditor Gen., National Audit Office LIU Jiayi
  • Governor, People's Bank of China ZHOU Xiaochuan
  • Ambassador to the US CUI Tiankai
  • Permanent Representative to the UN, New York LIU Jieyi

 

ที่มา https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/CH.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

21.29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายหัว (GDP per Capita)

15,400 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตของ GDP

6.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคเกษตร 8.6%
• ภาคอุตสาหกรรม 39.8%
• ภาคการบริการ 51.6% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราการว่างงาน

4% ในเขตเมือง ในเขตชนบทอัตราการว่างงานค่อนข้างสูง (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

16.1% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ข้าวสาลี มันฝรั่ง ข้าวโพด ถั่วลิสง ชา ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ แอ๊ปเปิ้ล ฝ้าย เนื้อสุกร ปลา

อุตสาหกรรม

การทำเหมืองแร่และสินแร่ เหล็ก ตะกรันเหล็ก อะลูมิเนียมและโลหะชนิดอื่นๆ ถ่านหิน สร้างเครื่องจักร อาวุธยุทโธปกรณ์ สิ่งทอและเครื่องประดับ ปิโตรเลียม ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภค รองเท้า ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า การแปรรูปอาหาร อุปกรณ์เกี่ยวกับการขนส่ง รถยนต์ รถราง หัวรถจักร เรือ เครื่องบิน อุปกรณ์การโทรคมนาคม ดาวเทียม

อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรม

6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

196.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณพ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

2.098 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ เหล็กกล้า โทรศัพท์มือถือ

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

US 18%, Hong Kong 14.6%, Japan 6%, South Korea 4.5% (พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

1.587 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

เครื่องมือเครื่องจักร น้ำมันและแร่เชื้อเพลิง พลาสติก Data Processing Equipment ชีวเคมีภัณฑ์ (Organic Chemical) เหล็ก ทองแดง

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

South Korea 10.9%, US 9%, Japan 8.9%, Germany 5.5%, Australia 4.1% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

สกุลเงินเรียกว่า "เหรินหมินปี้" โดยมีหน่วยเรียกเป็น "หยวน" สัญลักษณ์สกุลเงินคือ CNY

การค้าระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภค ภายในประเทศ โดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย

บทบาททางเศรษฐกิจของจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอิทธิพลและความสำคัญที่มีต่อภูมิภาค มูลค่า GDP ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับร้อยละ 9-10 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจจีนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จีนดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยนอกจากจะปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้แข่งขันในโลก ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมีนัยทางการเมืองที่ต้องการแสดงความตั้งใจจริงของรัฐบาลจีนในการชะลอและ ป้องกันภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป และต้องการปรับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ซึ่งพยายามกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวน เพื่อลดการเสียดุลการค้าและปัญหาการว่างงาน อย่างไรก็ดี จีนตั้งเป้าอัตราเติบโต GDP ปี 2552 ไว้ที่ร้อยละ 8 ทั้งนี้ ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรปส่งผลให้มีการสั่งซื้อสินค้าจาก จีนลดลง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของจีนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับแต่ปลายปี 2551

เพื่อรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามเป้าหมาย รัฐบาลจีนได้จัดสรรงบประมาณ 4 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 20 ล้านล้านบาท) เป็นระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมุ่งที่การบริโภคภายในและการลงทุนเป็นหลัก รวมถึงออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเพิ่มสภาพคล่องและจัดสรรแหล่งเงินกู้ในภาคธุรกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนในภาค ส่วนที่รัฐต้องการสนับสนุน

รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้ใช้สกุลเงินหยวนในการทำธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดนกับ กลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อลดความความเสี่ยงในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศจากการพึ่งพิงแต่เงิน สกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีจีนได้เห็นชอบ เมื่อปลายปี 2551 กำหนดให้มณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกวางสีฯ ดำเนินโครงการนำร่องใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียน และให้มณฑลแถบ Pearl River Delta และ Yangtze River Delta ใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับฮ่องกงและมาเก๊า

นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้


(1) ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
(2) ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน โดนดำเนินนโยบายการเงินยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
(3) เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
(4) เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแก่วิสาหกิจจีน ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
(5) ปรับเปลี่ยนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับหลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
(6) พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนา และมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออก และตะวันตก
(7) พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
(8) จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน (China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าวเริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545

ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลง ทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุนใหม่ ๆ และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น 

ผู้ลงทุนที่สำคัญ

ฮ่องกง ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

 

 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
 
การค้า
เนื่องจากผลผลกระทบจากวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยตั้งแต่ปลายปี 2551 ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2552 ขยายตัวลดลงร้อยละ 8.53 โดยมีมูลค่ารวม USD 33,152.83 ล้าน แบ่งเป็นไทยส่งออกไปจีน USD 16,123.88 ล้าน และไทยนำเข้าจากจีน USD 17,028.95 ล้าน ไทยขาดดุลการค้าจีน USD 905.07 ล้าน
 
จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยรองจากญี่ปุ่น และไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 ของจีน (ปี 2555) การค้าไทย-จีน มีมูลค่า    63,856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.5 โดยไทยขาดดุลการค้า 10,057 ดอลลาร์สหรัฐ
 
สินค้าที่ไทยส่งออกไปจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น
 
สินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และผ้าผืน เป็นต้น
 
การลงทุน
ปี 2552 จีนได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทุนในไทยรวมทั้งหมด 25 โครงการ ในกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า กิจการผลิตเคมีภัณฑ์พื้นฐาน และการเกษตร รวมมูลค่า 43,189 ล้านบาท และมีโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 15 โครงการ รวมมูลค่า 7,009 ล้านบาท ทั้งนี้ นับได้ว่าจีนเป็นผู้ลงทุนอันดับ 4 ในไทย รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ตามลำดับ
 
ในปี 2555 จีนเป็นนักลงทุนลำดับ 9 ของไทย (ลดลงจากลำดับที่ 2 ในปี 2554) โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 44 โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ 430 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าเงินลงทุนลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 55
 
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีนมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๓ และการเปิดใช้เส้นทาง R3A  เส้นทาง R8  และเส้นทาง R12  โดยในปี ๒๕๕๕ จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ ๑ และเป็นคู่ค้าอันดับ ๒ ของไทย (ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ ๑ ของไทย) ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๑๔ ของจีน โดยฝ่ายไทยเสนอเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าใน ๕ ปีข้างหน้าร้อยละ ๒๐ ต่อปี การลงทุนร้อยละ ๑๕ ต่อปี นักท่องเที่ยวร้อยละ ๒๐ ต่อปี โดยให้ใช้กลไกคณะกรรมการร่วมด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย - จีน (Joint Committee on Trade, Investment andEconomic Cooperation)เป็นเวทีหารือเพื่อขยายผลความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหา/อุปสรรคระหว่างสองฝ่าย ล่าสุดรัฐบาลจีนได้มอบหมายให้นายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐ (เทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี) เป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายจีนและจะจัดการประชุมกับฝ่ายไทยในโอกาสแรก
 
ในวันที่ ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๖ จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยเศรษฐกิจ การค้า และการลงุทนไทย – จีน (JC เศรษฐกิจไทย – จีน) ครั้งที่ ๓ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือตามแผนพัฒนาระยะ ๕ ปีไทย – จีน ภายใต้ความตกลงการขยายความร่วมมือทวิภาคีเศรษฐกิจและการค้าในเชิงกว้างและเชิงลึกระหว่างไทยกับจีน
 
การท่องเที่ยว
ในปี 2552 ปริมาณนักท่องเที่ยวระหว่างกันรวม 1,213,688 คน โดยเป็นนักท่องเที่ยวไทยไปจีน จำนวน 436,300 คน โดยมีจำนวนลดลง 7,475 คน เมื่อเทียบกับปี 2551 (443,775) และนักท่องเที่ยวจีนมาไทย 777,388 คน โดยมีจำนวนลดลง 49,272 คน เมื่อเทียบกับปี 2551 (826,660 คน)
 
นักท่องเที่ยวจากจีนมาไทยเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2555 นักท่องเที่ยวจีนมาไทยรวม 2,789,345 คน เพิ่มจากปีก่ินหน้าีร้อยละ 62.05 (ตลอดปี 2554 มีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยจำนวน 1,760,564 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 56.88) สำหรับนักท่องเที่ยวไทยไปจีนในปี 2555 มีจำนวน 303,796 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 จากปี 2554

 

ที่มา จับตาเอเชียตะวันออก

 

        ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 และ ปี 2553 จะครบรอบ คสพ. 35 ปี ความสัมพันธ์ฯ มีพัฒนาการราบรื่นมาโดยตลอด มีความใกล้ชิดทุกระดับและไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอาจมีปัจจัยเกื้อกูลจากการที่ประเทศทั้งสองไม่มีปัญหาความขัดแย้งที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ และปัญหาเรื่องพรมแดน อีกทั้งยังมีความผูกพันในด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติมาเป็นเวลาช้านาน นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริม ความสัมพันธ์ และความร่วมมือบนพื้นฐานของความเสมอภาค การเคารพและไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และอยู่ภายใต้หลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง สันติภาพ และเสถียรภาพของภูมิภาค
 
ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
 
ทั้งสองฝ่ายได้พัฒนาไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในปี 2544 และต่อมาความสัมพันธ์ได้พัฒนาบนพื้นฐานของแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ไทย-จีน (Joint Action Plan on Thailand-China Strategic Cooperation) ลงนามเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือ 5 ปี (2550 - 2554) ความร่วมมือ 15 สาขา ประกอบด้วย (1) การเมือง (2) การทหาร (3) ความมั่นคง (4) การค้าและการลงทุน (5) เกษตรกรรม (6) อุตสาหกรรม (7) คมนาคม (8) พลังงาน (9) การท่องเที่ยว (10) วัฒนธรรม (11) การศึกษาและการอบรม (12) สาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ (13) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (14) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (15) ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและพหุภาคี 
 
ในระดับรัฐบาล มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 ในขณะที่ นายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนได้เดินทางมาไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน+1 อาเซียน+3 ครั้งที่ 12 และการประชุมที่เกี่ยวข้องซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนตุลาคม 2552 นอกจากนี้ ไทยยังดำเนินนโยบายกระชับความสัมพันธ์กับจีนในรายมณฑล และผู้นำมณฑลต่าง ๆ ของจีนก็มี ความสนใจและให้ความสำคัญกับประเทศไทย โดยมีการเยือนกันอย่างสม่ำเสมอ อาทิ นายวาง หยาง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลกวางตุ้ง (ตำแหน่งเทียบเท่าระดับรองนายกรัฐมนตรี) เป็น 1 ใน 25 ผู้นำระดับสูงของจีน (คณะกรรมการโปลิตบุโร) เยือนไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ในฐานะแขกของรัฐบาล นายกัว เซิงคุน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตปกครองตนเองกวางสีฯ เยือนไทยระหว่างวันที่ 13 - 17 มกราคม 2553
 
ความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศ
 
การเยือนที่สำคัญฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาโดยตลอดทุกระดับ โดยเฉพาะระดับพระราชวงศ์ 
 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนจีนทุกปี ทรงได้รับพระสมัญญานามว่า "ทูตสันถวไมตรี" เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 และในปี 2552 ทรงได้รับรางวัล "Chinese Connection- Top Ten International Friends of China" ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จเยือนจีนเพื่อทรงแสดงงานดนตรีสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ที่กรุงปักกิ่ง นครกวางโจว และนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 12 - 25 ธันวาคม 2552
 

ที่มา ทวีปเอเชีย : สาธารณรัฐประชาชนจีน - Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand : กระทรวงการต่างประเทศ

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                                  
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94 -8.41 -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43 -5.79 -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 11,699.41 20,659.09                        
ไทย - จีน                                  
มูลค่าการค้า 64,959.90 63,582.75 64,807.32 64,807.32 65,828.96 1.52 -2.12 1.93 1.93 1.58 13.56 13.97 15.54 15.54 16.06
การส่งออก 27,232.73 25,084.40 23,742.08 23,742.08 23,809.55 1.35 -7.89 -5.35 -5.35 0.28 11.92 11.03 11.08 11.08 11.06
การนำเข้า 37,727.17 38,498.34 41,065.24 41,065.24 42,019.42 1.63 2.04 6.67 6.67 2.32 15.07 16.90 20.26 20.26 21.59
ดุลการค้า -10,494.44 -13,413.94 -17,323.16 -17,323.16 -18,209.87                        

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เม็ดพลาสติก 2,871.0 3,041.0 2,716.6 2,716.6 2,445.6 10.98 5.92 -10.67 -10.67 -9.98
2 ยางพารา 3,768.4 2,752.9 2,498.5 2,498.5 2,092.7 4.30 -26.95 -9.24 -9.24 -16.24
3 ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 2,008.3 2,330.8 2,271.4 2,271.4 1,789.9 34.21 16.06 -2.55 -2.55 -21.20
4 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2,631.1 2,099.6 1,807.1 1,807.1 1,627.2 -41.55 -20.20 -13.93 -13.93 -9.96
5 เคมีภัณฑ์ 3,198.2 2,625.7 1,627.2 1,627.2 1,414.2 9.66 -17.90 -38.03 -38.03 -13.09
6 ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 1,104.6 1,099.7 1,030.7 1,030.7 1,368.5 15.99 -0.44 -6.28 -6.28 32.78
7 แผงวงจรไฟฟ้า 457.7 531.3 1,122.0 1,122.0 1,040.7 17.49 16.09 111.18 111.18 -7.25
8 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 182.5 201.9 324.3 324.3 755.9 3.12 10.66 60.61 60.61 133.07
9 น้ำมันสำเร็จรูป 1,896.2 1,324.3 915.4 915.4 629.0 58.76 -30.16 -30.88 -30.88 -31.28
10 ผลิตภัณฑ์ยาง 2,318.4 1,781.1 1,003.9 1,003.9 624.1 9.36 -23.17 -43.63 -43.63 -37.84
รวม 10 รายการ 20,436.3 17,788.5 15,317.2 15,317.2 13,787.8 2.45 -12.96 -13.89 -13.89 -9.98
อื่นๆ 6,796.4 7,295.3 8,415.2 8,415.2 10,011.8 -1.82 7.34 15.35 15.35 18.97
รวมทั้งสิ้น 27,232.7 25,083.8 23,732.5 23,732.5 23,799.6 1.35 -7.89 -5.39 -5.39 0.28

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
   
1 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4,976.4 5,136.5 6,251.8 6,251.8 6,325.1 3.85 3.22 21.71 21.71 1.17 13.19 13.34 15.22 15.22 15.05
2 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3,981.4 4,054.8 4,396.1 4,396.1 4,348.7 0.18 1.84 8.42 8.42 -1.08 10.55 10.53 10.71 10.71 10.35
3 เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 4,029.8 4,137.6 4,005.1 4,005.1 3,925.4 -0.30 2.68 -3.20 -3.20 -1.99 10.68 10.75 9.75 9.75 9.34
4 เคมีภัณฑ์ 2,436.5 2,729.0 2,693.4 2,693.4 2,891.0 4.89 12.00 -1.31 -1.31 7.34 6.46 7.09 6.56 6.56 6.88
5 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 2,059.8 2,306.8 2,248.9 2,248.9 2,749.0 -6.77 11.99 -2.51 -2.51 22.24 5.46 5.99 5.48 5.48 6.54
6 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 1,421.0 1,312.4 2,463.1 2,463.1 2,674.7 15.90 -7.64 87.68 87.68 8.59 3.77 3.41 6.00 6.00 6.37
7 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3,573.8 3,108.3 2,802.5 2,802.5 2,489.2 -16.68 -13.03 -9.84 -9.84 -11.18 9.47 8.07 6.82 6.82 5.92
8 ผลิตภัณฑ์โลหะ 1,161.7 1,338.3 1,335.5 1,335.5 1,232.7 7.40 15.20 -0.21 -0.21 -7.69 3.08 3.48 3.25 3.25 2.93
9 ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก 804.4 922.3 1,053.6 1,053.6 1,121.0 7.20 14.67 14.23 14.23 6.39 2.13 2.40 2.57 2.57 2.67
10 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 908.9 985.6 1,081.5 1,081.5 1,093.0 -4.43 8.44 9.72 9.72 1.07 2.41 2.56 2.63 2.63 2.60
รวม 10 รายการ 25,353.8 26,031.7 28,331.3 28,331.3 28,849.8 -1.11 2.67 8.83 8.83 1.83 67.20 67.62 68.99 68.99 68.66
อื่นๆ 12,373.4 12,466.7 12,734.0 12,734.0 13,169.6 7.76 0.75 2.14 2.14 3.42 32.80 32.38 31.01 31.01 31.34
รวมทั้งสิ้น 37,727.2 38,498.3 41,065.2 41,065.2 42,019.4 1.63 2.04 6.67 6.67 2.32 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย   

 ฯพณฯ หนิง ฟู่ขุย


ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
57 Rachadapisake Road,
Dindaeng, Bangkok 10400

Tel: 0-2245-0088

Fax: 0-2246-8247

 

  1. กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org

 

 

JoomSpirit