สหภาพเมียนมา

Flag of Myanmar State seal of Myanmar
ธง ตราสัญลักษณ์

 

LocationMyanmar
ที่มา:  http://www.wikipedia.org
 
myanmar3
ที่มา:  lonelyplanet.com
 
myanmar4

 

ชื่ออย่างเป็นทางการ


สหภาพพม่า หรือ Union of Myanmar


ที่ตั้ง


ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล ระหว่างประเทศบังกลาเทศและประเทศไทย ระหว่างละติจูดที่ 22 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 98 00 องศาตะวันออก


พื้นที่


676,578 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1.3 เท่าของไทย) พื้นดิน 653,508 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 23,070 ตารางกิโลเมตร


อาณาเขต


พรมแดนทั้งหมดยาว 5,876 กิโลเมตร ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดกับจีน (2,185 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับลาว (235 กิโลเมตร) และไทย (2,401 กิโลเมตร) ทิศตะวันตกติดกับอินเดีย (1,463 กิโลเมตร) และบังกลาเทศ (193 กิโลเมตร) ทิศใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล และมความยาวชายฝั่งทั้งสิ้น 1,930 กิโลเมตร


สภาพภูมิประเทศ


ที่ราบต่ำตอนกลาง ล้อมรอบด้วยหุบเขาชันและขรุขระ (ในลักษณะวงแหวน)


สภาพภูมิอากาศ


อากาศแบบลมมรสุมเขตร้อน ฤดูร้อนมีเมฆมาก มีฝน และอากาศชื้น (อากาศแบบมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน) ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาวมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีเมฆน้อย มีปริมาณฝนไม่มาก ความชื้นต่ำ และอุณหภูมิเย็นสบาย


ทรัพยากรธรรมชาติ


ปิโตรเลียม ไม่ซุง ดีบุก สังกะสี ทองแดง ทังสเตน ตะกั่ว ถ่านหิน หินอ่อน หินปูน อัญมณี ก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ


ภัยธรรมชาติ


แผ่นดินไหวและพายุไซโคลน ทำให้เกิดน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน-กันยายน) และจะเผชิญภัยจากความแห้งแล้งเป็นครั้งคราว


จำนวนประชากร


56,890,418 (ค่าประมาณ เดือนกรกฏคม พ.ศ. 2559)


อัตราการเติบโตของประชากร


1.% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


สัญชาติ


พม่า (Burmese)


เชื้อชาติ


มีเผ่าพันธุ์ประมาณ 135 เผ่าพันธุ์ ประกอบด้วย เชื้อชาติหลัก ๆ 8 กลุ่ม คือพม่า (68%) ไทยใหญ่ (8%) กะเหรี่ยง (7%) ยะไข่ (4%) จีน (3%) มอญ (2%) อินเดีย (2%) และอื่นๆ (5%)


ศาสนา


ศาสนาพุทธ (89%) ศาสนาคริสต์ (4%) ศาสนาอิสลาม (4%) ความเชื่อแบบวิญญาณนิยม (1%) อื่นๆ (2%)


ภาษา


ภาษาพม่า และชนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่มมีภาษาเป็นของตนเอง

 

รูปแบบการปกครอง

เผด็จการทางทหาร (Military Junta) ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council - SPDC) โดยมีประธาน SPDC เป็นประมุขประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เมืองหลวง

กรุงย่างกุ้ง (Rangoon หรือ Yangon)

การแบ่งเขตการปกครอง

แบ่งการปกครองเป็น 7 รัฐ (state) สำหรับเขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย และ 7 เขต (division) สำหรับเขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายพม่า

  • การปกครอง 7 รัฐ(State)ได้แก่ Chin, Kachin, Kayah, Kayin, Mon, Rakhine, Shan
  • การปกครอง 7 เขต ได้แก่ Ayeyarwady, Bago, Magway, Mandalay, Sagaing, Tanintharyi, Yangon

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

270px-Burma en

 

ประเทศพม่าแบ่งเป็น 7 เขต (divisions) และ 7 รัฐ (states) ได้แก่

เขต 
ชื่อ เมืองเอก พื้นที่ (km²) ประชากร
1. เขตตะนาวศรี (Tanintharyi) ทวาย 43,328 1327400
2. เขตพะโค (Bago) พะโค 39,404 5014000
3. เขตมัณฑะเลย์ (Mandalay) มัณฑะเลย์ 37,023 6442000
4. เขตมาเกว (Magway) มาเกว 44,819 4464000
5. เขตย่างกุ้ง (Yangon) ย่างกุ้ง 10,170 5,420,000 (2542)
6. เขตสะกาย (Sagaing) สะกาย 93,527 5,300,000 (2539)
7. เขตอิรวดี (Ayeyarwady)
พะสิม 35,138 6663000
รัฐ 
ชื่อ เมืองเอก พื้นที่ (km²) ประชากร
1. รัฐกะฉิ่น (Kachin) มิตจีนา 89,041 1200000
2. รัฐกะยา (Kayah) หลอยก่อ 11,670 259000
3. รัฐกะเหรี่ยง (Kayin) ปะอาน 30,383 1431377
4. รัฐฉาน หรือรัฐไทใหญ่ (Shan) ตองยี 155,800 4,702,000 (2542)
5. รัฐชิน (Chin) ฮะคา 36,018 538,000 (2548)
6. รัฐมอญ (Mon) มะละแหม่ง 12,155 2466000
7. รัฐยะไข่ (Rakhine) ซิตตเว 36,780 2698000

 

ลำดับของเมืองเรียงตามจำนวนประชากร

เมืองในพม่า
อันดับ เมือง สถิติ ที่ตั้ง  
ปี พ.ศ. 2526 ปี พ.ศ. 2549  
1 ย่างกุ้ง 2.513.023 4.572.948 ย่างกุ้ง  
2 มัณฑะเลย์ 532.949 1.237.028 มัณฑะเลย์  
3 มะละแหม่ง 219.961 451.011 มอญ  
4 พะโค 150.528 248.899 พะโค  
5 พะสิม 144.096 241.624 อิรวดี  
6 โมนยวา 106.843 185.783 สะกาย  
7 เมกติลา 96.492 181.744 มัณฑะเลย์  
8 ซิตตเว 107.621 181.172 ยะไข่  
9 มะริด 88.6 177.961 ตะนาวศรี  
10 ตองยี 108.231 162.396 ฉาน  
11 มินยัน 77.06 145.15 มัณฑะเลย์  
12 ทวาย 69.882 140.475 ตะนาวศรี  

 

ที่มา: ประเทศพม่า - วิกิพีเดีย

วันที่ได้รับเอกราช

4 มกราคม พ.ศ. 2491 จากสหราชอาณาจักร

รัฐธรรมนูญ

30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ฝ่ายบริหาร

ประมุขของรัฐปัจจุบันคือ ประธานสภาสันติภาพและพัฒนาแห่งรัฐ (Chairman of the State Peace and Development Council (SPDC) พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย (Sr. Gen. Than Shwe) นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล สภาสันติภาพและพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) ทำงานในฐานะคณะรัฐมนตรี ไม่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (State Law and Order restoration Council- SLORC ) เข้ายึดอำนาจและดำรงตนอยู่ในตำแหน่งสูงสุดทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2551 ระบบสภาคู่ (Unicameral People's Assembly หรือ Pyithu Hluttaw) ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2010 ประกอบด้วย สภาสูง (Upper House) ที่มีสมาชิกไม่เกิน 224 ที่นั่ง และสภาผู้แทนราษฎร (Lower House) สมาชิกไม่เกิน 440 ที่นั่ง ตามแผนการของรัฐบาลทหาร จะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2010

ระบบกฎหมาย

ใช้กฎหมายจารีตประเพณีอังกฤษ (English Common Law) ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

สถานการณ์ที่สำคัญ

กระบวนการปรองดองแห่งชาติ

อนาคตของกระบวนการปรองดองแห่งชาติและ Roadmap ของรัฐบาลพม่ายังไม่ชัดเจน หลายฝ่ายยังสงสัยในเหตุผลของรัฐบาลพม่าที่จัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติแบบ "ปิด ๆ เปิด ๆ" และควบคุมกระบวนการพิจารณาของสมัชชาแห่งชาติอย่างเข้มงวด ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ การปฏิเสธที่จะให้ความกระจ่างว่าขณะนี้กระบวนการ Roadmap มาถึงขั้นตอนใดและจะใช้เวลาอีกนานเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยดังกล่าว นอกจากนั้น รัฐบาลพม่าได้ปิดช่องทางในการติดต่อพูดจากับโลกภายนอกในเรื่องกระบวนการทาง การเมืองภายในของตน รัฐบาลพม่าต้องการให้ไทยหยุดการดำเนินการในเรื่องการหารือกับประชาคมระหว่าง ประเทศในกรอบ "Bangkok Process" ที่ไทยริเริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 2546 และให้สหประชาชาติ ยุติความเคลื่อนไหวในการส่งเสริมกระบวนการปรองดองภายในพม่า

ในการประชุม 3 รอบที่ผ่านมา สมัชชาแห่งชาติได้เห็นชอบหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 50-70 ของงานที่จะต้องดำเนินการทั้งหมด

ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบาทของกองทัพ นั้น ประเด็นสำคัญคือกำหนดให้มีผู้แทนของกองทัพ ร้อยละ 20 ในสภาสูง และร้อยละ 25 ในสภาผู้แทนราษฎร สงวนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ 3 กระทรวงไว้ให้ผู้แทนของกองทัพ (ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกิจการชายแดน) ประธานาธิบดีจะต้องเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานกองทัพ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีอำนาจในการประกาศภาวะฉุกเฉิน

ในส่วนที่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีรัฐ (state) และเขตปกครองตนเอง (autonomous region) แต่ละรัฐ และเขตปกครองตนเองจะมีมุขมนตรี (Chief Minister) เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีสภาท้องถิ่นซึ่งมีผู้แทนของกองทัพอยู่ร้อยละ 25 รัฐบาล รัฐและเขตปกครองตนเองมีอำนาจในการบริหารกิจการท้องถิ่น และที่สำคัญคือให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยวางอาวุธ

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายเชื่อกันว่ากระบวนการพิจารณาของสมัชชาแห่งชาติจะได้ข้อยุติแล้ว เสร็จเมื่อใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำรัฐบาลเป็นอย่างมากและการหาข้อ ยุติในปัญหาการปกครองพื้นที่ชนกลุ่มน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องหลักที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ ฝ่ายชนกลุ่มน้อยไม่พอใจท่าทีของฝ่ายรัฐบาล ในเรื่องนี้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่ได้พยายามทำความเข้าใจเพื่อหาข้อยุติกับชนกลุ่ม น้อยในเรื่องนี้

ในการเข้าเยี่ยมคารวะพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐที่กรุงย่างกุ้งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 ผู้นำพม่ากล่าวยืนยันกับนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่ารัฐบาลพม่าจะดำเนินตาม Roadmap ตามแนวทางที่เหมาะสมสำหรับพม่าเอง โดยจะดำเนินการ 3 ประการในการวางรากฐานของประชาธิปไตยของพม่า ได้แก่ (1) การสร้างสันติภาพและความมั่นคง (2) การพัฒนาเศรษฐกิจ (3) การศึกษา พร้อมกับย้ำว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องกระบวนการ (process) ซึ่งต้องค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา

อนึ่ง หลังจากที่ถูกกดดันจากประเทศตะวันตกมาตลอด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าได้ประกาศในการประชุมรัฐมนตรีอา เซียน ครั้งที่ 38 ที่เวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 ว่าพม่าขอถอนตัวจากการเป็นประธานอาเซียนในปี 2549 โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลพม่าต้องการมุ่งดำเนินการในเรื่องกระบวนการปรองดอง แห่งชาติ ซึ่งอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าพม่าสามารถกลับมาเป็นประธานอาเซียนเมื่อ ใดก็ได้เมื่อมีความคืบหน้าของกระบวนการประชาธิปไตยในพม่า

สถานะของพรรค NLD

หลังจากถูกรัฐบาลพม่ากดดันอย่างต่อ เนื่อง พรรค NLD อ่อนแอลงอย่างมาก รัฐบาลพม่ายังคงกักบริเวณนางออง ซาน ซู จี (ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2546) นายติน อู และสมาชิกพรรคอีกหลายคน รวมทั้งยังคงปิดสำนักงานสาขาของพรรค ดำเนินการกดดันและจับกุมสมาชิกพรรคที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นระยะ ๆ จนบรรดาสมาชิกพรรค NLD จำนวนไม่น้อยต้องลาออกหรือยุติกิจกรรมทางการเมืองของตน ขณะเดียวกันพรรคฯ ก็ขาดช่องทางที่จะติดต่อกับประชาชนหรือดำเนินกิจกรรมกับประชาชน

ในปัจจุบัน รัฐบาลพม่ายังไม่เปิดการติดต่อกับนางออง ซาน ซู จี ตามที่หลายฝ่ายรวมทั้งสหประชาชาติเรียกร้อง และคาดว่าจะยังไม่มีการพบปะเจรจากันและนางออง ซาน ซู จี คงจะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจนกว่าการประชุมสมัชชาแห่งชาติคืบหน้าไปได้ อย่างราบรื่น หรือภายหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญได้รับการรับรองแล้ว

 

การเมือง

รัฐบาลพม่าซึ่งมีแกนนำมาจากนายทหารที่เข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2531 ยังคงมีการปกครองที่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองอย่างเข้มงวด และยังไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับแม้คณะนายทหารยืนยันตลอดมาว่าจะอยู่ในอำนาจเป็น การชั่วคราวเพื่อวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน แต่ก็อยู่ในอำนาจมาแล้วถึง 17 ปีเต็ม ในปัจจุบันแกนนำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy - NLD) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ปี 2533 ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ โดยเฉพาะ นางออง ซาน ซู จี เลขาธิการพรรคฯ และยังมีนักโทษการเมืองถูกคุมขังอยู่อีกประมาณ 1,300 - 1,400 คน ขณะที่มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวพม่าในต่างประเทศอีกนับหมื่นคน

หลังจากประชาคมระหว่างประเทศได้กดดัน และใช้มาตรการลงโทษ (sanction) พม่าอย่างหนัก และหลายฝ่ายรวมทั้งประเทศไทยได้พยายามโน้มน้าวรัฐบาลพม่าอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลพม่าได้ดำเนินการเพื่อลดแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศอยู่บ้าง โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2546 รัฐบาลพม่าได้ประกาศ "Roadmap towards Democracy" ของพม่าซึ่งกำหนดขั้นตอนการดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตยของพม่า 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การฟื้นฟูการประชุมสมัชชาแห่งชาติ (National Convention) เพื่อวางหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (2) การดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนที่จำเป็นเพื่อการมีประชาธิปไตยที่มีวินัยอย่าง แท้จริง (genuine disciplined democracy) (3) การยกร่างรัฐธรรมนูญ (4) การจัดลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ (5) การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา (6) การจัดประชุมรัฐสภา (7) การจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเพื่อให้เป็นไปตาม Roadmap ดังกล่าวรัฐบาลพม่าได้จัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 และได้มีการประชุมไปแล้วสามวาระ (วาระแรก ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม - 9 กรกฎาคม 2547 และวาระที่สอง ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2548 และวาระที่ 3 ระหหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2548 - 31 มกราคม 2549) ขณะนี้อยู่ระหว่างการพักการประชุม โดยรัฐบาลพม่าประกาศว่าจะจัดการประชุมอีกครั้งในราวเดือนปลายปี 2549

อย่างไรก็ดี การดำเนินการตาม Roadmap ของพม่าก็มิได้เป็นไปโดยราบรื่น โดยเฉพาะการที่รัฐบาลพม่าจัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติขึ้นโดยไม่มีผู้แทนพรรค NLD เข้าร่วม การที่นางออง ซาน ซู จี ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และที่สำคัญคือ การปลดพลเอก ขิ่น ยุ้น ซึ่งเป็นจักรกลสำคัญในกระบวนการ Roadmap ออกจากตำแหน่งในรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวรัฐบาลพม่ามีท่าทีแข็งกร้าวต่อชนกลุ่มน้อย พรรค NLD และประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น ทำให้หลายฝ่ายไม่มั่นใจเกี่ยวกับอนาคตของ Roadmap

เศรษฐกิจ

รัฐบาลพม่าประกาศนโยบายตั้งแต่เข้ายึดอำนาจการปกครองใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจพม่าจากระบบวางแผนส่วนกลาง (centrally-planned economy) เป็นระบบตลาดเปิดประเทศรองรับและส่งเสริมการลงทุนจากภายนอก ส่งเสริมการส่งออก การท่องเที่ยว และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับภูมิภาค แต่ในทางปฏิบัติ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของพม่าไม่คืบหน้า รัฐบาลพม่าไม่ได้ดำเนินการในทิศทางดังกล่าวอย่างเต็มที่ รัฐบาลยังคงคุมและแทรกแซงภาคการผลิตต่าง ๆ อย่างเข้มงวด มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านการค้าการลงทุนบ่อยครั้ง อาทิ เมื่อปี 2546 รัฐบาลพม่าได้ประกาศให้ทำการค้าข้าวโดยเสรี แต่ในปี 2547 ได้ประกาศห้ามส่งออกข้าวเป็นเวลา 6 เดือน

ปัจจุบัน แม้ว่ารัฐบาลพม่ายังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ที่สำคัญเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาค แต่พยายามเร่งการพัฒนาภาคการเกษตร การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การนำทรัพยากรมาใช้ (โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและพลังน้ำ) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านเกษตรกรรม รัฐบาลพม่าให้ความสำคัญต่อการผลิตและส่งออกผลผลิตถั่ว ข้าว ยางพารา ฯลฯ โดยสภาการค้า (Trade Council) ภายใต้การกำกับการของรองพลเอกอาวุโส หม่อง เอ ได้ปรับระบบการส่งออกถั่วขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและจูงใจให้ เกษตรกร ขยายการเพาะปลูก และรัฐบาลพม่าพยายามส่งเสริมโครงการปลูกข้าวเพื่อการส่งออก แม้ได้เปลี่ยนนโยบายในเรื่องนี้กลับไปกลับมาหลายครั้ง แต่ล่าสุดได้หันมาส่งเสริมเรื่องนี้ โดยเมื่อกลางปี 2548 ได้อนุญาตให้ภาคเอกชนทำการปลูกข้าวเพื่อการส่งออกอีก 30 บริษัท นอกจากนี้ รัฐบาลพม่ายังให้ความสำคัญต่อพืชเศรษฐกิจรายการใหม่ ๆ อาทิ ถั่วแมคคาเดเมีย โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมที่โครงการพัฒนาดอยตุงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 และขอให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงส่งเมล็ดแมคคาเดเมีย 4.5 ตันไปปลูกในรัฐฉานของพม่า

การลงทุนด้านพลังงานในพม่าเป็นแหล่ง รายได้จากต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของพม่าในปี 2547 - 2548 รัฐบาลพม่าได้ลงนามการสำรวจก๊าซธรรมชาติกับบริษัทเอกชนต่างประเทศหลายราย อาทิ จีน ไทย (ปตท.สผ.) อินเดีย และสาธารณรัฐเกาหลี ปัจจุบันการลงทุนด้านพลังงานในพม่ามีสัดส่วนประมาณร้อยละ 88 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดในพม่า มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 และ 128 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2547 นอกจากนั้น รัฐบาลพม่าเตรียมจะเปิดพื้นที่แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเลให้เอกชน ต่างชาติลงทุนสำรวจและขุดเจาะเพิ่มอีก 13 แปลง (ยังคงสงวนแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนบกไว้สำหรับวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซ ธรรมชาติของพม่า) ขณะเดียวกัน ก็เริ่มความร่วมมือด้านไฟฟ้าพลังน้ำกับไทยและจีน ซึ่งเป็นโครงการที่พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สังคม

นโยบายด้านสังคมและวัฒนธรรมของพม่า ให้ความสำคัญต่อการยกระดับจิตใจและศีลธรรมของประชาชน การรักษาเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมประจำชาติและเน้นความรักชาติ รัฐบาลพม่าไม่ส่งเสริมให้ประชาชนพม่ารับวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกมีการปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มีข้อเปรียบเทียบกับความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของประชาชน ประเทศอื่น ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลพม่าสามารถควบคุมและปกครองประเทศได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

นโยบายต่างประเทศ

โดยรวมนโยบายต่างประเทศของพม่าเป็นไปตามแนวทางที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ได้รับเอกราช เมื่อปี 2491 และปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้

รักษาหลัก 5 ประการของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (1. การเคารพเอกราชและอธิปไตย 2. การไม่รุกราน 3. การไม่แทรกแซงกิจการภายใน 4. การรักษาผลประโยชน์ร่วมกันและเท่าเทียมกัน 5. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ)
รักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศโดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน
สนับสนุนสหประชาชาติและองค์กรของสหประชาชาติ
ดำเนินความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคีในกรอบของนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ
ประสานงานและร่วมมือกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคในด้านเศรษฐกิจและสังคม
ดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อสันติภาพ ของโลกและความมั่นคง ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม อาณานิคม และอาณานิคมในรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการแทรกแซงกิจการภายในและการมีอำนาจเหนือรัฐอื่น และเพื่อความเสมอภาคทางด้านเศรษฐกิจ
ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกเพื่อการพัฒนาประเทศโดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด
ในปัจจุบัน พม่าให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน รัฐบาลพม่ายืนกรานที่จะดำเนินการทางการเมืองตามแนวทางของตน ไม่ให้ฝ่ายใดเข้ามาก้าวก่ายกิจการภายใน ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่จะเอื้อประโยชน์ต่อ พม่า โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเพื่อเป็นพันธมิตรในการรับมือกับแรงกดดันจากประเทศ ตะวันตก

 

Update มกราคม 2559

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่ 28 กรกฎาคม  2559

 

  • Pres. HTIN KYAW
  • State Counselor AUNG SAN SUU KYI
  • Vice Pres. MYINT SWE
  • Vice Pres. HENRY VAN THIO
  • Min. for Agriculture & Irrigation AUNG THU, Dr.
  • Min. for Border Affairs YE AUNG, Lt. Gen.
  • Min. of Commerce THAN MYINT, Dr.
  • Min. of Construction WIN KHAING
  • Min. of Defense SEIN WIN, Lt. Gen.
  • Min. of Education MYO THEIN GYI
  • Min. of Electric Power & Energy PE ZIN TUN
  • Min. of Ethnic Affairs NAING THET LWIN
  • Min. of Foreign Affairs AUNG SAN SUU KYI
  • Min. of Health MYINT HTWE
  • Min. of Home Affairs KYAW SWE, Lt. Gen.
  • Min. of Hotels & Tourism OHN MAUNG
  • Min. of Immigration & Population KHIN YI
  • Min. of Industry KHIN MAUNG CHO
  • Min. of Information PE MYINT
  • Min. of Labor, Immigration, & Population THEIN SWE
  • Min. of Natural Resources & Environmental Conservation OHN WIN
  • Min. of Planning & Finance KYAW WIN
  • Min. of Religious Affairs & Culture AUNG KO
  • Min. of Social Welfare, Relief, & Resettlement WIN MYAT AYE
  • Min. for Transportation & Communications THANT SIN MAUNG
  • Min. in the Office of the Pres. AUNG SAN SUU KYI
  • Governor, Central Bank of Burma KYAW KYAW MAUNG
  • Ambassador to the US KYAW MYO HTUT
  • Permanent Representative to the UN, New York HAU DO SUAN

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/BM.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)


311.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


GDP รายบุคคล


6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


อัตราการเจริญเติบโต GDP


8.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


GDP แยกตามภาคการผลิต


• ภาคการเกษตร 26.3%
• ภาคอุตสาหกรรม 27.5%
• ภาคการบริการ 46.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน


4.8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)


7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


ผลผลิตทางการเกษตร


ข้าว เมล็ดพืชประเภทถั่ว ถั่ว งา ถั่วลิสง อ้อย ไม้เนื้อแข็ง ปลาและผลิตภัณฑืจากปลา


อุตสาหกรรม


แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ทองแดง ดีบุก ทังสเตน เหล็ก ซีเมนต์ อุปกรณ์ก่อสร้าง เวชภัณฑ์ ปุ๋ย ก๊าซธรรมชาติ เสื้อผ้าสำเร็จรูป หยกและอัญมณี


อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรมการผลิต


12.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


ดุลบัญชีเดินสะพัด


-5.665 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


มูลค่าการส่งออก


10.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)


สินค้าส่งออก


ก๊าซธรรมชาติ สิ่งทอ ไม้ซุง สินค้าประมง ข้าว ยางพารา หยก อัญมณี และแร่ธาตุ


ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ


Thailand 25.6%, China 37.7%, India 7.7%, Japan 6.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)


มูลค่าการนำเข้า


13.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯf.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)


สินค้านำเข้า


สิ่งทอ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม, ปุ๋ย, พลาสติก, เครื่องจักร, อุปกรณ์การขนส่ง, ปูนซีเมนต์, วัสดุก่อสร้าง, น้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์อาหาร


ประเทศคู่ค้า (นำเข้า)ที่สำคัญ


China 42.2%, Thailand 18.5%, Singapore 11%, Japan 4.8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)


สกุลเงิน


จั๊ต (Kyat)


สัญลักษณ์เงิน


MMK

 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า
        ไทยและเมียนมาร์มีกลไกความร่วมมือในกรอบคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าไทย - เมียนมาร์ (Joint Trade Commission - JTC) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน โดยได้ประชุมครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒ - ๕ เมษายน ๒๕๕๓ ที่หัวหิน ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์สองฝ่ายได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุม โดยฝ่ายเมียนมาร์รับที่จะจัดประชุมครั้งที่ ๖ คาดว่าจะจัดประชุมในเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ที่นครเนปิดอว์
 
ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ เป็นต้นมา ไทยกลายเป็นคู่ค้าอันดับ ๒ ของเมียนมาร์ (หลังจากที่ไทยเคยครองอันดับ ๑ มากว่า ๕ ปี) ในปี ๒๕๕๔ การค้ารวมมีมูลค่า ๑๘๕,๖๐๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๙  ไทยส่งออก มูลค่า ๖๕,๖๓๑.๑๘ ล้านบาท (อาทิ สินค้าไขมันและน้ำมันสำเร็จรูปจากพืชและสัตว์ เครื่องดื่ม และปูนซีเมนต์) ไทยนำเข้ามูลค่า ๙๐,๐๐๐.๔๕ ล้านบาท (อาทิ ก๊าซธรรมชาติ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และสินค้าไม้) ส่วนการค้าชายแดน มีมูลค่ารวม ๑๕๗,๕๙๐  ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๙๒ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมด โดยไทยขาดดุลการค้าชายแดน ๓๖,๑๖๐.๔๓ ล้านบาท จากการซื้อก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ ที่มีมูลค่าสูงถึงร้อยละ ๙๖ ของการนำเข้าทางชายแดนทั้งหมด
 
ในระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2556 มูลค่าการค่าระหว่างไทยกัยเมียนมาร์เท่ากับ 215,466.39 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.46 จากช่วงเดียวกันของปี 2555) ไทยส่งออก 104,110.28 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.41) นำเข้า 111,356.11 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.65) 
 
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม เหล็ก รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น (ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของเมียนมาร์)
 
สินค้านำเข้าที่สำคัญจากเมียนมาร์ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ไม้อื่นๆ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์น้ำสด เป็นต้น (เมียนมาร์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทย/อันดับ 6 ในบรรดาอาเซียน)
 
การลงทุน
         ไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ รวม ๙,๕๖๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอันดับที่ ๒  รองจากจีนและฮ่องกง (มูลค่ารวม ๒๐,๒๕๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ)  อันดับ ๓ คือ เกาหลีใต้ (มูลค่ารวม ๒,๙๓๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สาขาการลงทุนของไทยที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า การผลิต ประมง และปศุสัตว์ ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนสะสมของไทยในเมียนมาร์เคยครองอันดับ ๑ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๓
 
ไทยและเมียนมาร์มีความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๕ ส.ค. ๒๕๕๕ นอกจากนี้ ไทยและเมียนมาร์ได้ลงนามความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ ๑๔ มี.ค. ๒๕๕๑ ซึ่งฝ่ายเมียนมาร์ได้แจ้งฝ่ายไทย เมื่อวันที่ ๘ ส.ค. ๒๕๕๔ ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในเสร็จสิ้นแล้ว และโดยที่ความตกลงฯดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ฝ่ายไทยจึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ ต.ค. ๒๕๕๔ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอรัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับต่อไป
 
ตั้งแต่ปี 2531-2555 ไทยลงทุนในเมียนมาร์้เป็นอันดับที่ 2 มูลค่าการลงทุนสะสม 288,286.85 ล้านบาท (9,568 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 23.51 ของการลงทุนจากต่างชาติ (อันดับ 1 คือจีนและฮ่องกง มูลค่า 15,911 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/อันดับ 3 คือ เกาหลีใต้ มูลค่า 2,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)สาขาการลงทุนที่สำคัญได้แก่ พลังงาน การผลิต ประมงและปศุสัตว์ โรงแรมและการท่องเที่ยว คมนาคมและการสื่อสาร
 
ไทยเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ ๒ ของเมียนมาร์ (อันดับ ๑ คือจีน) มูลค่าการลงทุนสะสมตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ รวม ๓๒๙,๒๙๑.๓๘ ล้านบาท (๙,๙๗๙.๔๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้  ภายหลังเริ่มเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง
 
เมียนมาร์เป็นที่สนใจอย่างยิ่งของภาคเอกชนไทย โดยเมียนมาร์มีศักยภาพสูงในฐานะเป็น  (๑) ตลาดสำหรับสินค้าไทย (๒) แหล่งลงทุน (๓) แหล่งทรัพยากร เช่น พลังงาน ป่าไม้ แร่ธาตุ อัญมณี และประมง และ (๔) แหล่งท่องเที่ยวเสริมเชื่อมโยงกับไทย โครงการลงทุนของไทยที่สำคัญและได้รับการจับตามองมากที่สุด ได้แก่ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งรัฐบาลไทยและเมียนมาร์ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมไทย – เมียนมาร์ และได้จัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาโครงการร่วมกันแล้ว
 
การท่องเที่ยว
        ในปี ๒๕๕๒ มีนักท่องเที่ยวชาวพม่ามาไทยจำนวน ๗๙,๒๗๙ คน และในปี ๒๕๕๓ (มกราคม - กันยายน ๒๕๕๓) มีนักท่องเที่ยวพม่าเดินทางมาไทยแล้ว ๓๗,๙๕๙ คน และนักท่องเที่ยวไทยไปพม่า ๓๓,๐๔๘ คน
 
การพัฒนาโครงข่ายเส้นทางคมนาคม
 
(๑) การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรมและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวาย - จังหวัดกาญจนบุรี  รัฐบาลไทยสนับสนุนการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรมและเส้นทางคมนาคม (ถนน รถไฟ สายส่งไฟฟ้าและท่อก๊าซ/น้ำมัน เชื่อมต่อระหว่างเมืองทวายกับชายแดนไทย/พม่าที่บ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี) ตามที่ได้ตกลงในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายลงนาม เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ ขณะนี้รัฐบาลพม่าและบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเม้นต์ จำกัดอยู่ระหว่างการดำเนินการพัฒนาโครงการในรายละเอียด โครงการนี้เป็นการเชื่อมโยงโครงข่าย economic corridor ระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทยที่ลดระยะเวลาการขนส่งและการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ช่วยรองรับการพัฒนาพื้นที่และความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งสองฝ่าย
 
(๒) เส้นทางถนนสามฝ่าย ไทย - พม่า - อินเดีย (เส้นทางแม่สอด/เมียวดี - หมู่บ้านติงกะหยิงหย่อง เชิงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็ก - พะอัน - ท่าตอน)  รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าเพื่อก่อสร้างเส้นทางจากแม่สอด/ เมียวดี - หมู่บ้านติงกะหยิงหย่อง เชิงเขาตะนาวศรี ระยะทาง ๑๗.๓๕ กิโลเมตร มูลค่า ๑๒๒.๙ ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๙  ขณะนี้ รัฐบาลไทยเห็นชอบในหลักการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าเพื่อก่อสร้างถนนช่วงต่อจากหมู่บ้านติงกะหยิงหย่อง เชิงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็ก ระยะทาง ๒๘.๖ กิโลเมตร มูลค่า ๘๗๒ ล้านบาท
 
(๓)  สะพานมิตรภาพไทย - พม่าข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ ๑ และแห่งที่ ๒ ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อก่อสร้างสะพานฯ แห่งที่ ๑ มูลค่า ๑๐๔.๖ ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๐  ต่อมาในปี ๒๕๔๙ สะพานฯ เกิดชำรุด ขณะนี้กรมทางหลวงอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อซ่อมแซมสะพานฯ แบบถาวร  และเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เร่งรัดการก่อสร้างสะพานฯ แห่งที่ ๒ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  เจ้าหน้าที่เทคนิคสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียด
 
ความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า


ไทยและพม่ามีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้บริการการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าที่ศูนย์ออกหนังสือเดินทางชั่วคราวที่อำเภอเมือง จังหวัดระนอง  ระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม- ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓  ซึ่งการให้บริการดังกล่าวได้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่แรงงานต่างด้าวในการพิสูจน์สัญชาติได้อย่างรวดเร็ว สองฝ่ายจึงเห็นประโยชน์ของการขยายเวลาเปิดบริการของศูนย์ฯ นี้ (ต่อมาได้ขยายเวลาไปจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓) ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๔ - ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าได้หารือเรื่องการพิสูจน์สัญชาติและการนำเข้าแรงงานพม่าและร่วมเยี่ยมชมศูนย์ออกหนังสือเดินทางชั่วคราวที่จังหวัดระนองปัจจุบัน มีแรงงานพม่าที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วจำนวน ๑๘๘,๓๒๓ คน และยังเหลืออีกจำนวน ๗๐๘,๘๒๖ คน ซึ่งต้องดำเนินการพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จ ภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕  ขณะนี้มีการนำเข้าแรงงานพม่าแล้วจำนวน ๕๕๑ คน (ข้อมูลเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓)
 
ความร่วมมือด้านยาเสพติด
 
ไทยและพม่ามีความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติดอย่างใกล้ชิด และประสบผลสำเร็จในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร อันนำไปสู่การจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดของทั้งสองฝ่ายในหลายโอกาส อีกทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายมีการประชุมหารือเป็นประจำ  นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังดำเนินโครงการความร่วมมือไทย - พม่าด้านการพัฒนาทางเลือก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการฝึกอบรมให้คำปรึกษาในการดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกแก่ฝ่ายพม่าต่อไป  ล่าสุด สองฝ่ายร่วมประชุมทวิภาคีไทย -พม่า เรื่องความร่วมมือด้านการปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ ๑๔  เมื่อวันที่ ๑๔ -๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ที่เมืองมัณฑะเลย์
 
ความร่วมมือทางวิชาการ
 
ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในหลายโครงการ ทั้งด้านสาธารณสุข (โครงการยกระดับโรงพยาบาลท่าขี้เหล็ก หน่วยแพทย์เคลื่อนที่หู คอ จมูกการบริจาคเงินให้โรงพยาบาลต่าง ๆ) ด้านการเกษตร (โครงการพัฒนาระบบปศุสัตว์ตามแนวชายแดน) และด้านการศึกษา (ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและการฝึกอบรม) ผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ที่ได้ดำเนินการมาแล้วกว่า
 
๒๐ ปี มอบทุนไปแล้วกว่า ๑,๕๐๐ ทุน ในวงเงินงบประมาณประมาณ ๕๕๐ ล้านบาท  ในปี ๒๕๕๒ คิดเป็นมูลค่ารวม ๕๓ ล้านบาท  รวมทั้งความช่วยเหลือด้านการพัฒนาทางเลือกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเพื่อปราบปรามยาเสพติดตามโครงการบ้านยองข่า ดำเนินการโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และอยู่ระหว่างการผลักดันให้โครงการหมู่บ้านหนองตะยาเกิดผลเป็นรูปธรรม 
 
ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาและด้านมนุษยธรรม
 
ไทยเป็นประเทศแรกที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในกรณีที่พม่าประสบภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กีส เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑  ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ไทยให้ความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่าประมาณ ๙๖๔.๓๖ ล้านบาท (๒๙.๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ)และจนถึงปัจจุบันไทยยังให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูและบูรณะประเทศในลักษณะโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น โครงการก่อสร้างโรงเรียนที่สามารถเปลี่ยนเป็นสถานที่หลบภัยได้ที่หมู่บ้านกะดงกะนีโครงการก่อสร้างศูนย์อนามัยที่หมู่บ้านตามาน โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลขนาด ๑๖ เตียงที่หมู่บ้านดอเยงการปรับปรุงศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และในระยะต่อไป จะเน้นการพัฒนาบุคลากรและเพิ่มขีดความสามารถแก่ชุมชนท้องที่ เช่น การฟื้นฟูภาคการเกษตร การสร้างศูนย์อนามัย  การบูรณะศาสนสถาน การฝึกอบรมครูที่โรงเรียนบ้านกะดงกะนี และแผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านอุตุนิยมวิทยา ระบบการเตือนภัย เป็นต้น
 
ความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรมและสาธารณสุข
 
ไทยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน และการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกันผ่านความร่วมมือทางวัฒนธรรม เช่น กระทรวงการต่างประเทศได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายยังวัดในพม่าเป็นประจำทุกปี (ปี ๒๕๕๓ กำหนดจัดในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน) และสมาคมไทย - พม่าเพื่อมิตรภาพยังจัดการทอดกฐินสามัคคีที่พม่าต่อเนื่องทุกปีด้วยเช่นกัน (ปี ๒๕๕๓ กำหนดจัดในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓) นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำโครงการฝึกอบรมล่ามภาษาไทย - พม่าให้แก่เจ้าหน้าที่/บุคลากรไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร (เมื่อวันที่ ๗ - ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓)  และการสัมมนาทางวิชาการความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับพม่า ในวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓  และสมาคมไทย - พม่าเพื่อมิตรภาพมีโครงการนำนักศึกษาพม่าเยือนไทยระหว่างวันที่ ๑๔ - ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓  มีแผนงานจะจัดโครงการนำแพทย์พม่ามาฝึกอบรมที่ประเทศไทย และโครงการสนับสนุนการเตรียมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ของพม่าในปี ๒๕๕๖
 
 

 

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเมียนมาร์

๑. ภาพรวมความสัมพันธ์
๑.๑ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมาร์ดีขึ้นเป็นลำดับ และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและการหารือระดับสูงระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเมียนมาร์แล้ว ๒ ครั้ง คือ การเดินทางเยือนในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ เมื่อวันที่ ๕ ต.ค. ๒๕๕๔ และการเข้าร่วมการประชุมผู้นำ ๖ ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๙ - ๒๐ ธ.ค. ๒๕๕๔ โดยในครั้งหลังนี้ นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับประธานาธิบดีเมียนมาร์ ที่เนปิดอว์ และนางออง ซาน ซู จี ที่กรุงย่างกุ้งด้วย
๑.๒ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสองฝ่ายมีความร่วมมือทวิภาคีที่คืบหน้าในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการปราบปรามยาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย การส่งเสริมการค้าและการลงทุน และล่าสุด รัฐบาลเมียนมาร์ได้เปิดจุดผ่านแดนถาวรเมียวดีตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔ (ภายหลังจากที่ปิดมาตั้งแต่วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๕๓) และปล่อยตัวนักโทษชาวไทย ๘ คน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ ๗ รอบ และเป็นการแสดงไมตรีจิตในความสัมพันธ์อันดีกับไทย
๑.๓ ไทยกับเมียนมาร์มีความร่วมมือภายใต้กลไกทวิภาคีที่สำคัญ คือ (๑) คณะกรรมาธิการร่วม (Thailand – Myanmar Joint Commission on Bilateral Cooperation - JC) (๒) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC) (๓) คณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee - JBC) รวมทั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคว่าด้วยแม่น้ำที่เป็นเขตแดน และ (๔) คณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (Joint Trade Commission - JTC)


๒. ความสัมพันธ์/ความร่วมมือในสาขาต่างๆ

 โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรมและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับไทย
- เมื่อวันที่ ๒ พ.ย. ๒๕๕๓ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามกับการท่าเรือเมียนมาร์ในกรอบความตกลงเพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรมและเส้นทางคมนาคม (ถนน รถไฟ สายส่งไฟฟ้าและท่อก๊าซ/น้ำมัน เชื่อมต่อระหว่างเมืองทวายกับ จ.กาญจนบุรี) โดยได้จัดตั้งบริษัท Dawei Development Co.,Ltd. (DDC) เพื่อดำเนินโครงการ
-ฝ่ายไทยได้เตรียมการในฝั่งไทยเพื่อรองรับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายฯ โดยได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันตกกับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ขณะนี้ ฝ่ายไทยโดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการร่วมกันเตรียมการมในส่วนของไทย
-เมื่อวันที่ ๗ ม.ค. ๒๕๕๕ รัฐมนตรีว่าการคลัง เป็นหัวหน้าคณะนำผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวม ๔๕ คน เยี่ยมชมพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และหารือกับคณะผู้แทนเมียนมาร์ ซึ่งนำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเมียนมาร์ ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนโครงการดังกล่าว และให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประธานบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ได้ยืนยันจะดำเนินโครงการฯ โดยคำนึงถึงความสมดุลด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม


การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าเพื่อก่อสร้างถนนและสะพานเชื่อมโยงกับเมียนมาร์ โดยในปี ๒๕๕๔รับบาลไทยได้จัดสรรเงินงบประมาณเพื่อ

(๑) ซ่อมแซมสะพานข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ ๑ แบบถาวร เชื่อมโยง อ.แม่สอด จ. ตาก – เมืองเมียวดีของเมียนมาร์

(๒) สร้างถนนช่วงต่อจากเชิงเขาตะนาวศรี – กอกะเร็ก

(๓) ปรับปรุงถนนแม่สอด/เมียวดี – เชิงเขาตะนาวศรี โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง ๓ โครงการรวมประมาณ ๘๔๐ วัน

ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย

  • ความตกลงทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๓๒)
  • บันทึกความเข้าใจเพื่อการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าไทย - เมียนมาร์ (ลงนามเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (ลงนามเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๓)
  • บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสาย - แม่น้ำสบรวก (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔)
  • ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย - เมียนมาร์ (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๖)
  • ความตกลงว่าด้วยการก่อสร้าง กรรมสิทธิ์ การจัดการและบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำเมย/ทองยิน (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๗)
  • ความตกลงเพื่อการค้าชายแดนระหว่างประเทศทั้งสอง (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๙)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการธนาคาร (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙)
  • หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยการข้ามแดนระหว่างประเทศทั้งสอง (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรับซื้อไฟฟ้าจากเมียนมาร์ (ลงนามเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐)
  • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑)
  • ความตกลงด้านวัฒนธรรม (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๒)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและสารตั้งต้น (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๔)
  • ความตกลงเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (ลงนามเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงาน (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๖)
  • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับคณะกรรมาธิการการลงทุนของเมียนมาร์ (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗)
  • บันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (ลงนามเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๗)
  • หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกงานก่อสร้างถนนในเมียนมาร์สายเมียวดี - เชิงเขาตะนาวศรี (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๗)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดการทรัพยากรน้ำ (ลงนามเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๗
  • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงพลังงานไฟฟ้าเมียนมาร์ว่าด้วยความร่วมมือในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ลุ่มน้ำสาละวินและลุ่มน้ำตะนาวศรี (ลงนามเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กับ Central Control Board on Money Laundering เมียนมาร์ (ลงนามเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (ลงนามเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘)
  • บันทึกความตกลงว่าด้วยการก่อสร้าง การถือครองกรรมสิทธิ์และการบริหารจัดการโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัจจี (ลงนามเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๘)
  • ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๒)
  • บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสภาธุรกิจไทย - พม่ากับสภาธุรกิจพม่า - ไทย (ลงนามเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๓)
  • บันทึกความเข้าใจระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง แห่งราชอาณาจักรไทยกับกรมปศุสัตว์และสัตวบาล กระทรวงปศุสัตว์และประมงเมียนมาร์ (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓)

การเยือนที่สำคัญ
   ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น) ระหว่างวันที่ ๒ - ๕ มีนาคม ๒๕๐๓ 

- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
๑) เสด็จพระราชดำเนินเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น) ระหว่างวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ - ๕ มีนาคม ๒๕๓๑
๒) เสด็จพระราชดำเนินเยือนพม่าเป็นการส่วนพระองค์ (ชื่อประเทศในขณะนั้น) เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑
๓) ทรงฝึกทำการบินไปยังพม่า ๓ ครั้ง (ชื่อประเทศในขณะนั้น)คือ เมื่อวันที่ 18 ๑๘ มกราคม ๒๕๕๐ (กรุงย่างกุ้ง) วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑ (กรุงย่างกุ้ง) และวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๑ (เมืองมัณฑะเลย์) 

- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 
๑) เสด็จพระราชดำเนินเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น) ระหว่างวันที่ ๒๑ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๙ 
๒) เสด็จพระราชดำเนินเยือนพม่าเป็นการส่วนพระองค์ 2 ครั้ง (ชื่อประเทศในขณะนั้น) คือ เมื่อวันที่ ๓ - ๔ มีนาคม ๒๕๓๗ (เมืองเชียงตุง) และเมื่อวันที่ ๑๐ - ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๖ (กรุงย่างกุ้ง เมืองมัณฑะเลย์ เมืองมูเซ เมืองมิตจิน่า เมืองพุเตา เมืองเมียะอู)
๓) เสด็จพระราชดำเนินเยือนพม่า (ชื่อประเทศในขณะนั้น) ในลักษณะ goodwill private visit เพื่อทอดพระเนตรโครงการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่หลังเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กีส และการปรับปรุงศูนย์โลหิตแห่งชาติ (กรุงย่างกุ้ง นครเนปิดอว์ เมืองเพียพน เมืองโบกาเล รัฐมอญ) เมื่อวันที่ ๑๕ - ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๓ 

รัฐบาล
นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ ๒๙ - ๓๐ เมษายน ๒๕๔๔ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมประชุม AMM Informal Retreat ที่กรุงย่างกุ้ง
- วันที่ ๑ - ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๔ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๑๙ - ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๔ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือน เมืองท่าขี้เหล็กเพื่อพบกับ พล.ท. ขิ่น ยุ้น เลขาธิการ ๑ SPDC และกำหนดจุดก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ ๒
- วันที่ ๕ - ๖ เมษายน ๒๕๔๕ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี ๓ ฝ่าย ไทย - พม่า - อินเดีย ครั้งที่ ๑ เรื่องการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ที่กรุงย่างกุ้ง
- วันที่ ๕ - ๖ สิงหาคม ๒๕๔๕ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือน (working visit) ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า ที่กรุงย่างกุ้ง
- วันที่ ๙ - ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนพม่าในลักษณะ retreat (ชื่อประเทศในขณะนั้น) ที่เมืองงาปาลี 
- วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนเมืองท่าขี้เหล็กเพื่อลงนามความตกลงว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ ๒ และวางศิลาฤกษ์งานก่อสร้างสะพาน
- วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนพม่าในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ที่กรุงย่างกุ้ง
- วันที่ ๑๐ - ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม ACMECS Summit ที่เมืองพุกาม
- วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๗ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนพม่าในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ที่กรุงย่างกุ้ง
- วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม World Buddhist Summit ที่กรุงย่างกุ้ง
- วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เยือนพม่า (ชื่อประเทศในขณะนั้น) ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ที่กรุงย่างกุ้ง
- วันที่ ๓๑ สิงหาคม - ๑ กันยายน ๒๕๔๘ นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนนครเนปิดอว์
- วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๒๓ - ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๒๒ - ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๒ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ ๑๒ ที่นครเนปิดอว์
- วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ (ชื่อประเทศในขณะนั้น)
- วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๓ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนเมืองท่าขี้เหล็ก
- วันที่ ๒๐ - ๒๒ มกราคม ๒๕๕๔ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ ๑๓ ที่นครเนปิดอว์


    ฝ่ายเมียนมาร์
- วันที่ ๘ - ๙ มีนาคม ๒๕๔๒ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย SPDC/ นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ ๓ - ๕ กันยายน ๒๕๔๔ พล.อ.ขิ่น ยุ้น เลขาธิการ - ๑ SPDC เยือนไทย
- วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๔ พล.อ.ขิ่น ยุ้น เลขาธิการ ๑ SPDC เดินทางมาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อกำหนดจุดที่จะก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ ๒
- วันที่ ๒๓ - ๒๖ เมษายน ๒๕๔๕ รอง พล.อ.อาวุโส หม่อง เอ รอง SPDC เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๖ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย SPDC/ นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ พล.อ.ขิ่น ยุ้น เลขาธิการ - ๑ SPDC เดินทางมาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อทำพิธีวางศิลาฤกษ์งานก่อสร้างสะพาน
- วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ พล.อ.ขิ่น ยุ้น นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ ๓๐ - ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ พล.อ.ขิ่น ยุ้น นายกรัฐมนตรี เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม BIMST-EC Summit ที่กรุงเทพฯ
- วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๙ นายญาน วิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนไทยเพื่อเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ ๒ ที่จังหวัดเชียงราย
- วันที่ ๒๙ เมษายน - ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ - ๑ มีนาคม ๒๕๕๒ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่อำเภอชะอำ/หัวหิน และได้หารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
- วันที่ ๙ - ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
- วันที่ ๑๗ - ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ นายญาน วิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ ๔๒ และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่จังหวัดภูเก็ต
- วันที่ ๒๓ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่อำเภอชะอำ/หัวหิน และได้หารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
- วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ นายวันนะ หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง

ที่มา ทวีปเอเชีย : สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์* - Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand : กระทรวงการต่างประเทศ

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94 -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43 -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05 -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 20,659.09
ไทย - พม่า
มูลค่าการค้า 7,821.39 8,155.83 7,740.93 6,529.55 15.00 4.28 -5.09 -15.65 1.63 1.79 1.86 1.59
การส่งออก 3,788.47 4,239.11 4,174.84 4,175.97 21.15 11.90 -1.52 0.03 1.66 1.86 1.95 1.94
การนำเข้า 4,032.93 3,916.72 3,566.09 2,353.58 9.77 -2.88 -8.95 -34.00 1.61 1.72 1.76 1.21
ดุลการค้า -244.46 322.39 608.74 1,822.39

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 ก๊าซธรรมชาติ 3,674.7 3,539.7 3,272.4 1,950.8 7.36 -3.68 -7.55 -40.39 91.12 90.37 91.76 82.89
2 เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค 25.0 19.9 13.7 65.1 -32.25 -20.59 -31.31 376.26 0.62 0.51 0.38 2.76
3 สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธ์ 32.2 65.6 62.6 52.0 126.71 103.66 -4.67 -16.96 0.80 1.68 1.75 2.21
4 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 31.0 36.9 37.4 50.3 -20.59 19.15 1.22 34.65 0.77 0.94 1.05 2.14
5 ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ 27.3 36.3 32.2 38.1 97.82 33.04 -11.43 18.40 0.68 0.93 0.90 1.62
6 ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ 93.4 79.4 22.3 35.9 18.56 -14.99 -71.88 60.84 2.32 2.03 0.63 1.53
7 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 37.8 21.2 16.7 29.8 207.76 -43.82 -21.17 78.14 0.94 0.54 0.47 1.27
8 สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 1.6 7.0 11.7 28.5 -62.71 325.24 67.10 143.22 0.04 0.18 0.33 1.21
9 สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่ง 6.9 6.2 7.1 21.2 -19.34 -10.25 16.02 196.46 0.17 0.16 0.20 0.90
10 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 0.8 11.7 5.4 13.3 98.70 1,433.42 -53.63 145.87 0.02 0.30 0.15 0.57
รวม 10 รายการ 3,930.7 3,823.9 3,481.5 2,284.9 8.25 -2.72 -8.95 -34.37 97.47 97.63 97.63 97.08
อื่นๆ 102.2 92.8 84.6 68.7 139.07 -9.18 -8.87 -18.80 2.53 2.37 2.37 2.92
รวมทั้งสิ้น 4,032.9 3,916.7 3,566.1 2,353.6 9.77 -2.88 -8.95 -34.00 100.00 100.00 100.00 100.00

 

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 เครื่องดื่ม 316.6 397.1 386.1 361.2 1.77 25.43 -2.77 -6.46 8.36 9.37 9.25 8.65
2 น้ำตาลทราย 57.8 62.0 241.1 294.5 103.19 7.34 288.88 22.14 1.52 1.46 5.78 7.05
3 น้ำมันสำเร็จรูป 498.8 517.2 366.7 267.9 8.42 3.68 -29.10 -26.93 13.17 12.20 8.78 6.42
4 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 270.5 337.2 204.6 227.1 42.62 24.63 -39.33 11.02 7.14 7.95 4.90 5.44
5 เคมีภัณฑ์ 141.2 158.9 155.2 183.9 10.32 12.52 -2.29 18.48 3.73 3.75 3.72 4.40
6 ปูนซิเมนต์ 200.4 233.3 251.4 170.2 22.77 16.41 7.76 -32.29 5.29 5.50 6.02 4.08
7 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 196.3 173.0 180.2 166.7 22.00 -11.87 4.16 -7.46 5.18 4.08 4.32 3.99
8 ผ้าผืน 138.0 147.1 150.1 149.8 33.06 6.57 2.03 -0.16 3.64 3.47 3.59 3.59
9 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 123.2 145.0 141.4 141.2 21.94 17.71 -2.54 -0.11 3.25 3.42 3.39 3.38
10 เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วน 68.2 128.6 151.4 138.3 191.65 88.62 17.67 -8.60 1.80 3.03 3.63 3.31
รวม 10 รายการ 2,011.0 2,299.3 2,228.0 2,100.9 20.45 14.34 -3.10 -5.71 53.08 54.24 53.37 50.31
อื่นๆ 1,777.4 1,939.8 1,946.8 2,075.1 21.95 9.13 0.36 6.59 46.92 45.76 46.63 49.69
รวมทั้งสิ้น 3,788.5 4,239.1 4,174.8 4,176.0 21.15 11.90 -1.52 0.03 100.00 100.00 100.00 100.00

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

เอกอัครราชทูตสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย    H.E. Mr. U Aung Thein
ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
132 Sathorn Nua Road,
Bangkok 10500

Tel: Ambassadors Off. 0-2234-0278, Visa Section 0-2234-4789

Fax: 0-2236-6898

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

  1. กองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org
  6. www.mapsofworld.com

 

 

JoomSpirit