ราชอาณาจักรภูฏาน

Bhutan1 Bhutan2
ธง  ตราสัญลักษณ์

 

คำขวัญ: หนึ่งชาติ, หนึ่งประชาชน

 

Bhutan3
ที่มา:  flagsof.net
 
Bhutan4
ที่มา:  novakistan.com
 
bhutan-political-map
ที่มา : http://www.mapsofworld.com/bhutan/bhutan-political-map.html

 

ชื่อทางการ

ราชอาณาจักรภูฏาน (Kingdom of Bhutan) หรือ ภูฏาน (Bhutan)

ที่ตั้ง

เอเชียใต้ ระหว่างประเทศจีนและอินเดีย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทิเบต ที่เหลือติดกับอินเดียไม่มีทางออกทะเล อยู่ระหว่างละติจูดที่ 27 30 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 90 30 องศาตะวันออก

พื้นที่

38,394 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาว 1,075 กิโลเมตร เป็นพรมแดนติดประเทศจีน 477 กิโลเมตร ติดประเทศอินเดีย 659 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

เกือบทั้งประเทศมีลักษณะเป็นภูเขาสูง มีหุบเขาบางแห่งที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีบางแห่งมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา

สภาพภูมิอากาศ

มีความหลากลาย ทางที่ราบตอนใต้มีอากาศแบบเขตร้อน หุบเขาตอนกลางมีอากาศเย็นในฤดูหนาวและอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อน แถบเทือกเขาหิมาลัยมีอากาศหนาวจัดในฤดูหนาวและมีอากาศเย็นสบายในฤดูร้อน

ทรัพยากรธรรมชาติ

ไม้ซุง พลังน้ำ ยิปซัม แคลเซียม คาร์บอเนต

ภัยธรรมชาติ

พายุรุนแรงจากเทือกเขาหิมาลัย ดินถล่มบ่อยครั้งในฤดูฝน

จำนวนประชากร

758,288 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

1.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

ภูฏาน (Bhutanese)

เชื้อชาติ

ชาว Bhote 50% ชาวเนปาล 35 % ชนเผ่าดั้งเดิมและชนเผ่าที่อพยพมาในประเทศ 15%

ศาสนา

ศาสนาพุทธมหายาน นิกายกายุบปา (Kagyupa) ซึ่งมีลามะเช่นเดียวกับ ทิเบต ร้อยละ 75.3 (ส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อชาติชาชอฟ และนาล็อบ) และศาสนาฮินดู ร้อยละ 22.1 (ส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อชาติโชซัมทางภาคใต้ของประเทศ) อื่นๆ 2.6%

ภาษา

ซงข่า (Dzongkha) เป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษใช้เป็นสื่อกลางในสถาบันการศึกษาและในการติดต่อธุรกิจ ภาษาทิเบตและภาษาเนปาลมีใช้ในบางพื้นที่

สภาพสังคมของภูฏาน

สังคมของภูฏานเป็นสังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย ประชาชนดำเนินชีวิตตามวิถีทางพุทธศาสนานิกายมหายาน และยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งนั้นมาจากพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4) พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันที่ต้องการให้ภูฏานอนุรักษ์ วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนภูฏานใส่ชุดประจำชาติ การอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น และสถาปัตยกรรมแบบภูฏาน ทั้งนี้ แม้จะมีนโยบายเปิดประเทศแต่ภูฏานก็สามารถอนุรักษ์จารีตทางสังคมไว้ได้

สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภูฏาน โดยเฉพาะสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เป็นที่เคารพรักของประชาชนมาก เพราะนอกจากจะเป็นกษัตริย์นักพัฒนาแล้วความเป็นกันเองของพระองค์ในการเสด็จ เยี่ยมราษฎรและการเข้าถึงประชาชน ทำให้พระองค์ทรงเป็น "กษัตริย์ของประชาชน" อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการปลี่ยนแปลงภูฏานให้เป็นสังคม สมัยใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทรงใช้หลัก "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" (Gross National Happiness - GNH) แทนการวัดการพัฒนาจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness - GNH)


สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงริเริ่มปรัชญาในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่า "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" โดยความคิดดังกล่าวเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขและความพึงพอใจ มากกว่าวัดการพัฒนาด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ทั้งนี้ พระองค์ได้ข้อสรุปจากบทเรียนความผิดพลาดในการพัฒนาของโลกในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าประเทศจำนวนมากเข้าใจว่าการพัฒนา คือ การแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้แลกความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกับการสูญเสีย วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ดีทางธรรมชาติ และเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติก็มิได้ปฏิเสธการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาด้านต่างๆ จะต้องสมดุลกัน โดยรัฐบาลภูฏานได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ประชาชนรทั้ง 4 ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายและแผนงานของรัฐบาลทุกด้าน

ในทางปฏิบัติ ภูฏานได้บรรจุแนวคิดนี้ให้อยู่ในแผนพัฒสามารถแสวงหาและได้รับความสุขโดยยึด หลักแนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อสิ่งท้าทายของโลก โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 2) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3) การส่งเสริมวัฒนธรรม และ 4) ธรรมรัฐ ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2542 (แผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 1 เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2504) โดยเน้นการพัฒนาในทุกสาขาของสังคมอย่างรอบด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความ สำคัญด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การขจัดปัญหา
สังคมและความยากจน พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยทั้งหมดจะดำรงอยู่ด้วยกันในลักษณะกลมกลืนตามหลักพุทธศาสนามหายาน

 

ในสมัยศตวรรษที่ 17 นักบวช ซับดุง นาวัง นำเยล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) ได้รวบรวมภูฏานให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งเป็นประเทศขึ้น และในปี 2194 นักบวชซับดุงได้ริเริ่มการบริหารประเทศแบบสองระบบ คือ แยกเป็นฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์ ภูฏานใช้ระบบการปกครองดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17ธันวาคม 2450 พระคณะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ผู้ปกครองจากมณฑลต่าง ๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองพูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ อูเก็น วังชุก (Ugyen Wangchuck) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา (Trongsa) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของภูฏาน โดยดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกแห่งราชวงศ์วังชุก (Wangchuck) เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นของพระองค์ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ปกครองเมือง Trongsa ทรงมีลักษณะความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่เคร่งศาสนาและมีความตั้งพระทัยแน่ว แน่ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ราชวงศ์ Wangchuck ปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก

 

รูปแบบการปกครอง

ราชาธิปไตย (Constitutional Monarchy) มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขปกครองประเทศ ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก (His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck) ทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างแรกด้วยการพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวัน ชาติของภูฎาน หลังจากนั้นประมาณสองปี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พระองค์ได้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังในกรุงทิมพู

เมืองหลวง

กรุงทิมพู (Thimphu) เมืองสำคัญได้แก่ เมืองพาโร (Paro) เป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติ เมืองพูนาคา (Punaka)เป็นเมืองที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ เป็นที่ตั้งของพระราชวังฤดูหนาว และเป็นที่ราบสำหรับทำการเกษตร

การแบ่งการปกครอง

20 เขต ได้แก่ Bumthang, Chhukha, Chirang, Daga, Gasa, Geylegphug, Ha, Lhuntshi, Mongar, Paro, Pemagatsel, Punakha, Samchi, Samdrup Jongkhar, Shemgang, Tashigang, Tashi Yangtse, Thimphu, Tongsa, Wangdi Phodrang

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

290px-Bhutan-divisions-numbered

 

ประเทศภูฏานแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 เขตบริหาร (administrative zones - dzongdey) แต่ละเขตบริหารแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น มณฑล (districts - dzongkhag) รวมทั้งหมด 20 มณฑล ได้แก่

  1. มณฑลบุมทัง (བུམ་ཐང་རྫོང་ཁག་ )
  2. มณฑลชูคา (ཆུ་ཁ་རྫོང་ཁག་ )
  3. มณฑลดากานา (དར་དཀར་ན་རྫོང་ཁག་)
  4. มณฑลกาซา (མགར་ས་རྫོང་ཁག་)
  5. มณฑลฮา ( ཧཱ་རྫོང་ཁག་)
  6. มณฑลลฮุนต์ชิ (ལྷུན་རྩེ་རྫོང་ཁག་)
  7. มณฑลมองการ์ (མོང་སྒར་རྫོང་ཁག་)
  8. มณฑลพาโร (སྤ་རོ་རྫོང་ཁག་)
  9. มณฑลเปมากัตเซล (པདྨ་དགའ་ཚལ་རྫོང་ཁག་ )
  10. มณฑลพูนาคา (སྤུ་ན་ཁ་རྫོང་ཁག་)
  11. มณฑลซัมดรุปจงคาร์ (བསམ་གྲུབ་ལྗོངས་མཁར་རྫོང་ཁག་ )
  12. มณฑลซัมชิ (བསམ་རྩེ་རྫོང་ཁག་)
  13. มณฑลซาร์ปัง (གསར་སྤང་རྫོང་ཁག་)
  14. มณฑลทิมพู (ཐིམ་ཕུ་རྫོང་ཁག་ )
  15. มณฑลตาชิกัง (བཀྲིས་སྒང་རྫོང་ཁག་)
  16. เขตตาชิยังต์ซี (གཡང་རྩེ་རྫོང་ཁག་)
  17. มณฑลตงซา (ཀྲོང་གསར་རྫོང་ཁག་ )
  18. มณฑลชิรัง (རྩི་རང་རྫོང་ཁག་ )
  19. มณฑลวังดีโพดรัง (པདྨ་དགའ་ཚལ་རྫོང་ཁག་ )
  20. มณฑลเชมกัง (གཞལམ་སྒང་རྫོང་ཁག་)

ที่มา ประเทศภูฏาน - วิกิพีเดีย

 

วันที่ได้รับเอกราช

ค.ศ. 1907

รัฐธรรมนูญ

ให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ฝ่ายบริหาร

พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์เป็นผู้เสนอชื่อคณะรัฐมนตรี (Lhengye Shungtsog) ให้รัฐสภา (National Assembly) เป็นอนุมัติ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี นอกจากนั้นยังมีสภาให้คำปรึกษา (Royal Advisory Council หรือ Lodoi Tsokde) ซึ่งสมาชิกสภานี้มาจากการเสนอชื่อของพระมหากษัตริย์

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบ 2 สภา (Bicameral Parliament) ประกอบด้วย

  1. National Council ซึ่งสมาชิกไม่สังกัดพรรคใด (non-partisan National Council) จำนวน 25 ที่นั่ง โดย 20 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละ 20 เขตเลือกตั้ง (Dzongkhags) วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสนอชื่อสมาชิกอีก 5 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2012
  2. รัฐสภา (National Assembly) สมาชิกจำนวน 47 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2013

ฝ่ายตุลาการ

ศาลสูงสุดคือ ศาลฎีกา (Supreme Court of Appeal) คือ พระมหากษัตริย์ ศาลอุทธรณ์ (พระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษา)

ระบบกฏหมาย

ใช้กฏหมายอินเดีย (Indian Law) และกฏหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ (English Common Law) ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

พรรคการเมือง

  • Bhutan Peace and Prosperity Party (Druk Phuensum Tshongpa) or DPT
  • People's Democratic Party or PDP

ความเป็นมาเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง

เดิมภูฏานมีระบอบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล จนกระทั่งเมื่อปี 2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (Jigme Singye Wangchuck) ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะ มนตรีขึ้นบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองภูฏาน เป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์เพียง พระองค์เดียว และไม่ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลอีกต่อไป

หัวหน้าฝ่ายบริหาร

นับตั้งแต่ปี 2541 นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาคณะมนตรี (Chairman of the Council of Ministers) โดยได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกสภาคณะมนตรี (เทียบเท่าคณะรัฐมนตรี) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 10 คน และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดลำดับ 1 - 5 จะสลับหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภาคณะมนตรีวาระละ 1 ปี

การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบระชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

ภูฏานได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้ว เสร็จเมื่อต้นปี 2550 โดยพร้อมประกาศใช้ในปี 2551 รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี และให้มีระบบรัฐสภาที่มี 2 พรรคการเมืองสำคัญ โดยจะมีการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในปี 2551 ซึ่งจะเป็นปีที่ภูฏานมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี ต่อมา เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้ประกาศจะสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมารจิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก ในปี 2551 การประกาศสละราชบัลลังก์ได้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวภูฏานเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ชาวภูฏานยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในระบบกษัตริย์และส่วนใหญ่ยังต้องการให้ ภูฏานปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป เพราะเกรงว่าระบอบประชาธิปไตย อาจก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายและการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายในประเทศเหมือนกับ ประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก ซึ่งเร็วขึ้นจากเดิม 2 ปี เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของ ประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมารฯ จะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการปกครองประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุข (รัฐบาลภูฏานจะจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 ในปี 2551) การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไปของภูฏานเกิดขึ้น เนื่องจากภูฏานจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโลกและปัญหา ท้าทายใหม่ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก ปัจจุบัน รัฐบาลภูฏานอยู่ระหว่างการเตรียมการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2551 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 7 คน ได้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเข้าสังกัดพรรคการเมืองและเตรียมลงสมัครเลือกตั้ง จึงคงเหลือรัฐมนตรี 3 คน ปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลรักษาการจนกว่าการเลือกตั้งครั้งแรกจะแล้วเสร็จ (นาย Lyonpo Kinzang Dorji ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง Works and Human Settlement)

สถานการณ์การเมืองภูฏาน
 
สามารถแบ่งรูปแบบการเมืองการปกครองของภูฏานออกเป็น 3 ช่วง คือ
 
     1) สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล (ปี 2451 – ปี 2540)
 
     2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยมีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีบริหาร ประเทศ (ปี 2541 – ปี 2551) สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเก วังชุก (Jigme Singye Wangchuck) ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรี ขึ้นบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองภูฏาน เป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์เพียง พระองค์เดียว และไม่ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลอีกต่อไป
 
          - นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาคณะมนตรี (Chairman of the Council of Ministers) ได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกสภาคณะมนตรี (เทียบเท่าคณะรัฐมนตรี) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 10 คน และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดลำดับ 1 - 5 จะสลับหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภาคณะมนตรีวาระละ 1 ปี
 
      3) การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ (ตั้งแต่ปี 2551)
 
          - เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4) ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองของภูฏานจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็น ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2549 ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก ซึ่งเร็วขึ้นจากเดิม 2 ปี เนื่องจากทรงเห็นว่า ภูฏานอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้นจึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมารฯ จะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการปกครองประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในฐานะพระประมุข
 
          - การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไปของภูฏานนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากภูฏานจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโลกและ ปัญหาท้าทายใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าชาวภูฏานไม่ค่อยเต็มใจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเห็นว่า การปกครองแบบเดิมภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาชนก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แต่เมื่อพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 ได้ออกมาชี้แจงว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ประเทศสงบและประชาชนมีความสุข ย่อมจะได้ผลดีกว่าในช่วงที่ประเทศประสบปัญหา เนื่องจากจะได้มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบ ชาวภูฏานจึงเริ่มยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
 
          - รัฐธรรมนูญฉบับแรก ภูฏานได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปี ของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของภูฏาน รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี โดยให้มีระบบรัฐสภาที่มี 2 พรรคการเมืองสำคัญ
 
          - การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกของประเทศจำนวน 20 คน เพื่อดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกรวม 25 คน (20 คนมาจากการเลือกตั้งและอีก 5 คนมาจากการแต่งตั้ง) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของภูฏาน ส่งผลให้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของภูฏานที่มีมาเป็นเวลา 100 ปีสิ้นสุดลง และเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐ ธรรมนูญซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิถึงร้อยละ 79.4 จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมด 318,465 คน
 
          - ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของ ประเทศ ปรากฏว่า พรรค Bhutan United Party หรือชื่อในภาษาภูฏานว่า Druk Phuensum Tshogpa (DPT) นำโดย เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ (Lyonchoen Jigmi Y. Thinley) ชนะการเลือกตั้งใน 45 เขต (จากทั้งหมด 47 เขต) ด้วยคะแนนเสียงเหนือพรรค People’s Democratic Party (PDP) ส่งผลให้พรรค DPT ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล (แม้แต่ เลียนโป ซังเก เงดุป (Lyonpo Sangay Ngedup) ผู้นำพรรค PDP ก็มิได้รับเลือกตั้ง) และพรรค PDP เป็นพรรคฝ่ายค้าน (ภูฎานมีพรรคการเมืองเพียง 2 พรรคเท่านั้น)
 
          - นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ ได้เข้าสาบานตนต่อสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งภูฏาน เพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของภูฏาน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และต่อมา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 คณะรัฐมนตรีภูฏานจำนวน 10 คน ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน
 
          - เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทยและวัฒนธรรม และรัฐมนตรีต่างประเทศของภูฏาน และเป็นข้าราชการที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือของชาวภูฏาน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness (GNH) ของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 แห่งภูฏาน และเป็นแกนนำสำคัญในการเผยแพร่ทฤษฎี GNH โดยมีนโยบายที่จะนำหลัก GNH มาใช้ในการบริหารประเทศ
 
          - รัฐบาลภูฏานได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และงานครบรอบ 100 ปีราชวงศ์วังชุกระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2551 
นโยบายต่างประเทศ 
     - ภูฏานมีเป้าหมายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศและส่งเสริมการพัฒนาประเทศ จากเป้าหมายดังกล่าวภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ โดยยึดหลักนโยบาย Utilitarian Engagement โดยเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับเพียงบางประเทศที่ภูฏานเห็นว่ามีความสำคัญ และให้ประโยชน์สูงสุดแก่ชาวภูฏาน ทั้งนี้ จะเห็นได้จากการตั้งสถานทูตประจำในประเทศเหล่านี้ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ คูเวต เบลเยี่ยม และไทย และมีคณะทูตถาวรฯ ประจำองค์การสหประชาชาติที่นครเจนีวา และนครนิวยอร์ก ล่าสุดภูฏานเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่เมืองกัลกัตตาเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง 
     - ความสัมพันธ์กับอินเดีย ในอดีตภูฏานให้ความสำคัญกับอินเดียสูงสุด นโยบายต่างประเทศของภูฏานตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาดาร์จีลิง (Darjeeling) หรือสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน ปี 2492 ซึ่งระบุว่า อินเดียจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของภูฏาน แต่ภูฏานยินยอมที่จะได้รับการชี้นำจากอินเดียในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ อินเดียพยายามผูกขาดภูฏานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น ภูฏานจึงต้องการเพิ่มความสัมพันธ์ไปยังประเทศอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อลดอิทธิพลของอินเดียต่อภูฏานลง และเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ทรงลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏานฉบับใหม่ ทำให้ภูฏานมีอิสระจากอินเดียมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ 
     - ความสัมพันธ์กับจีน ภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์ในลักษณะระแวดระวังกับจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่ที่มีพรมแดนติดกัน ทั้งนี้ ภูฏานได้ใช้นโยบายที่เรียกว่า Conflict Control and Preventive Diplomacy กับจีน เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างกัน จีนและภูฏานมี กลไกการหารือระดับกระทรวงต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศเป็นประจำทุกปี 
     - ความสัมพันธ์กับเนปาล ปัญหาผู้อพยพภูฏานในเนปาลนับเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยกลุ่มผู้อพยพซึ่งมีอยู่กว่า 100,000 คน อาศัยอยู่ตามชายแดนเนปาลและภูฏาน ในค่ายผู้อพยพจำนวน 7 แห่ง ทั้งสองประเทศได้เจรจากันในเดือนตุลาคม 2546 สามารถตกลงกันได้ในบางประเด็น คือ ผู้อพยพจำนวนกว่าร้อยละ 70 ในค่ายลี้ภัย สามารถเดินทางกลับภูฏานได้ แต่ผู้อพยพเหล่านี้อ้างว่าได้เดินทางออกจากภูฏานเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากรัฐบาลของภูฏาน (ในขณะนั้น) ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่า Drukpa ได้ขับไล่ชนกลุ่มน้อยชาว Lothsampa ออกจากประเทศ โดยอ้างว่าเป็นพวกเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 
     - ความสัมพันธ์พหุภาคี ภูฏานให้ความสำคัญกับองค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก UN (เดือนกันยายน 2514) ทำให้ภูฏานมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศได้โดยมิต้องมีการจัดตั้งสถานทูตในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เป็นประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ โดยผ่านการช่วยเหลือจากนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศในเรื่องที่เป็นความต้องการของภูฏานได้ด้วย โดยเฉพาะในด้านของการพัฒนา 
     - ภูฏานยังเป็นสมาชิกองค์การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด Non-Aligned Movement (NAM) เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนด้านความเป็นกลาง และเพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไว้ สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) และBay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) และ Asia Cooperation Dialogue (ACD) เพื่อขยายบทบาทและความร่วมมือของภูฏานในทวีปเอเชียให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ภูฏานเข้าเป็นประเทศนำ (lead country) ในสาขาความร่วมมือด้านวัฒนธรรม 
 

นโยบายรัฐาลชุดปัจจุบัน

รัฐบาลภูฏานชุดปัจจุบันให้ความสำคัญ กับการรักษาความมั่นคงภายใน และการปฏิรูปประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2550) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้ความสำคัญกับการขยายความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในทวีปเอเชียและการมีบทบาทในองค์การระหว่างประเทศใน ภูมิภาค อาทิ SAARC, BIMSTEC และ ACD

ด้านเศรษฐกิจ

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศหรือนโยบายมองออกไปข้างนอก (outward-looking policy) ภูฏานเริ่มดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ปัจจุบันรัฐบาลภูฏานอยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงทุนเพื่อ ให้มีความชัดเจนแก่นักธุรกิจต่างประเทศในการเข้ามาลงทุนในภูฏานมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภูฏานต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของประเทศ ในทางปฏิบัติจึงไม่ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศมากจนเกินไป

ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของ ภูฏาน ส่วนหนึ่งมาจากการมีธรรมรัฐ (good governance) และการที่ข้าราชการได้รับค่าตอบแทนสูง ภูฏานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเก็บภาษีน้อยที่สุด รายได้จากการเรียกเก็บภาษีคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.3 ของรายได้รัฐบาล และภาษีจากภาคธุรกิจคิดเป็นร้อยละ 3 เท่านั้น ส่วนรายได้ที่เหลือเป็นรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำให้แก่อินเดีย เงินปันผล ค่าภาคหลวง ภาษีสรรพสามิต และรายได้จากสาธารณูปโภค

แม้ภูฏานเป็นประเทศที่มีฐานะทาง เศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคง และมีดุลการชำระเงินดี แต่ภูฏานต้องพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ประมาณร้อยละ 33 ของ GDP ขณะนี้ ภูฏานอยู่ระหว่างการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยเป็นการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความช่วยเหลือจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือจากตะวันตกและญี่ปุ่น เศรษฐกิจของภูฏานยังคงมีความผูกพันกับอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าและเงินกู้แก่ภูฏานอยู่มาก

พลังงานเป็นสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญที่ สุดของภูฏาน โดยได้ส่งออกกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ไปขายให้แก่อินเดียซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ ในอนาคตคาดว่าภูฏานจะมีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น เนื่องจากมีเขื่อนสำคัญ 3 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างภายใต้แผนพัฒนา (5 ปี) ฉบับที่ 8 ได้แก่ เขื่อนคูริชู (Kurichhu) เขื่อนบาโชชู (Bashochhu) และเขื่อนทาลา (Tala) ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้เป็นปริมาณถึง 1,125.8 เมกกะวัตต์ เพื่อขายให้แก่อินเดียซึ่งจะเป็นรายได้หลักในการพัฒนาประเทศต่อไป

สังคมและวัฒนธรรม

สังคมของภูฏานเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ เรียบง่าย ประชาชนดำเนินชีวิตตามวิถีทางพุทธศาสนานิกายมหายาน และยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งนั้นมาจากพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันที่ต้องการให้ภูฏานอนุรักษ์ วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนภูฏานใส่ชุดประจำชาติ การอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น และสถาปัตยกรรมแบบภูฏาน ทั้งนี้ แม้จะมีนโยบายเปิดประเทศแต่ภูฏานก็สามารถอนุรักษ์จารีตทางสังคมไว้ได้

สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันที่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภูฏาน โดยเฉพาะสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เป็นที่เคารพรักของประชาชนมาก เพราะนอกจากพระองค์จะเป็นกษัตริย์นักพัฒนาแล้ว ความเป็นกันเองของพระองค์ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรและการเข้าถึงประชาชน ทำให้พระองค์ทรงเป็น "กษัตริย์ของประชาชน" ของภูฏาน อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการที่จะเปลี่ยนแปลงภูฏานให้เป็น สังคมสมัยใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทรงใช้หลัก "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" (Gross National Happiness) แทนการวัดการพัฒนาจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงริเริ่มปรัชญาในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่า "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" โดยความคิดดังกล่าวเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขและความพึงพอใจ มากกว่าวัดการพัฒนาด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ทั้งนี้ พระองค์ได้ข้อสรุปจากบทเรียนความผิดพลาดในการพัฒนาของโลกในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าประเทศจำนวนมากเข้าใจว่าการพัฒนาคือ การแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้แลกความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกับการสูญเสีย วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ดีทางธรรมชาติ และเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติก็มิได้ปฏิเสธการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาด้านต่างๆ จะต้องสมดุลกัน โดยรัฐบาลภูฏานได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ประชาชนสามารถแสวงหาและ ได้รับความสุขโดยยึดหลักแนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อสิ่งท้าทายของโลก โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 2) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3) การส่งเสริมวัฒนธรรม และ 4) ธรรมรัฐ ซึ่งหลักการทั้ง 4 ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายและแผนงานของรัฐบาลทุกด้าน

ในทางปฏิบัติ ภูฏานได้บรรจุแนวคิดนี้ให้อยู่ในแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี เมื่อปี 2542 (แผนพัฒนาประเทศเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2504) โดยเน้นการพัฒนาในทุกสาขาของสังคมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การขจัดปัญหาสังคมและความยากจน พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยทั้งหมดจะดำรงอยู่ด้วยกันในลักษณะกลมกลืนตามหลักพุทธศาสนามหายาน

ด้านการต่างประเทศ

ภูฏานมีเป้าหมายในการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศและส่งเสริมการพัฒนาประเทศ จากเป้าหมายดังกล่าวภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยยึดหลักนโยบาย Utilitarian Engagement โดยเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับเพียงบางประเทศที่ภูฏานเห็นว่ามีความสำคัญ และให้ประโยชน์สูงสุดแก่ชาวภูฏาน ทั้งนี้ จะเห็นได้จากการตั้งสถานทูตประจำในประเทศเหล่านี้ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ คูเวต และไทย และมีคณะทูตถาวรฯ ประจำองค์การสหประชาชาติที่นครเจนีวา และนครนิวยอร์ก เท่านั้น

ในอดีต ภูฏานให้ความสำคัญกับอินเดียสูงสุด นโยบายต่างประเทศของภูฏานตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาดาร์จีลิง (Darjeeling) หรือสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน ปี 2492 ซึ่งระบุว่า อินเดียจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของภูฏาน แต่ภูฏานยินยอมที่จะได้รับการชี้นำจากอินเดียในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ กับต่างประเทศ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ อินเดียพยายามผูกขาดภูฏานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น ภูฏานจึงต้องการเพิ่มความสัมพันธ์ไปยังประเทศอื่นๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเอเชียตะวันออก เพื่อลดอิทธิพลของอินเดียต่อภูฏานลง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก ทรงลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏานฉบับใหม่ ทำให้ภูฏานมีอิสระจากอินเดียมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ

ภูฏานให้ความสำคัญกับองค์การสหประชา ชาติ (UN) โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก UN (เดือนกันยายน 2514) ทำให้ภูฏานมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศได้โดยมิต้อง มีการจัดตั้งสถานทูตในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เป็นประโยชน์ มากที่สุด รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศต่างๆ โดยผ่านการช่วยเหลือจากนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศในเรื่องที่เป็น ความต้องการของทางภูฏานได้ด้วย โดยเฉพาะในด้านของการพัฒนานอกจากนี้ ภูฏานเป็นสมาชิกสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) โดยเห็นว่าสมาคมดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่เป็น รูปธรรม เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศในภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันใน หลายๆ ด้าน แต่ประสงค์จะมีความร่วมมือกันในเรื่องที่เป็นความสนใจร่วมกัน และมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน คือ การส่งเสริมสันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค นอกจากนั้น ภูฏานได้เป็นสมาชิกใน Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) และ Asia Cooperation Dialogue (ACD) เพื่อขยายบทบาทและความร่วมมือของภูฏานในทวีปเอเชียให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

 

ภูฏานมีเป้าหมายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศและส่งเสริมการพัฒนาประเทศ จากเป้าหมายดังกล่าวภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ โดยยึดหลักนโยบาย Utilitarian Engagement โดยเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับเพียงบางประเทศที่ภูฏานเห็นว่ามีความสำคัญ และให้ประโยชน์สูงสุดแก่ชาวภูฏาน ทั้งนี้ จะเห็นได้จากการตั้งสถานทูตประจำในประเทศเหล่านี้ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ คูเวต เบลเยี่ยม และไทย และมีคณะทูตถาวรฯ ประจำองค์การสหประชาชาติที่นครเจนีวา และนครนิวยอร์ก ล่าสุดภูฏานเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่เมืองกัลกัตตาเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง

ความสัมพันธ์กับอินเดีย

ในอดีตภูฏานให้ความสำคัญกับอินเดียสูงสุด นโยบายต่างประเทศของภูฏานตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาดาร์จีลิง (Darjeeling) หรือสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน ปี 2492 ซึ่งระบุว่า อินเดียจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของภูฏาน แต่ภูฏานยินยอมที่จะได้รับการชี้นำจากอินเดียในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ กับต่างประเทศ ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ อินเดียพยายามผูกขาดภูฏานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น ภูฏานจึงต้องการเพิ่มความสัมพันธ์ไปยังประเทศอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อลดอิทธิพลของอินเดียต่อภูฏานลง และเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ทรงลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน ฉบับใหม่ ทำให้ภูฏานมีอิสระจากอินเดียมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ

ความสัมพันธ์กับจีน

ภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์ในลักษณะระแวดระวังกับจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่ที่มีพรมแดนติดกัน ทั้งนี้ ภูฏานได้ใช้นโยบายที่เรียกว่า Conflict Control and Preventive Diplomacy กับจีน เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างกัน จีนและภูฏานมี กลไกการหารือระดับกระทรวงต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศเป็นประจำทุกปี

ความสัมพันธ์กับเนปาล

ปัญหาผู้อพยพภูฏานในเนปาลนับเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยกลุ่มผู้อพยพซึ่งมีอยู่กว่า 100,000 คน อาศัยอยู่ตามชายแดนเนปาลและภูฏาน ในค่ายผู้อพยพจำนวน 7 แห่ง ทั้งสองประเทศได้เจรจากันในเดือนตุลาคม 2546 สามารถตกลงกันได้ในบางประเด็น คือ ผู้อพยพจำนวนกว่าร้อยละ 70 ในค่ายลี้ภัย สามารถเดินทางกลับภูฏานได้ แต่ผู้อพยพเหล่านี้อ้างว่าได้เดินทางออกจากภูฏานเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากรัฐบาลของภูฏาน (ในขณะนั้น) ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่า Drukpa ได้ขับไล่ชนกลุ่มน้อยชาว Lothsampa ออกจากประเทศ โดยอ้างว่าเป็นพวกเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ความสัมพันธ์พหุภาคี

ภูฏานให้ความสำคัญกับองค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก UN (เดือนกันยายน 2514) ทำให้ภูฏานมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศได้โดยมิต้อง มีการจัดตั้งสถานทูตในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เป็นประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ โดยผ่านการช่วยเหลือจากนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศในเรื่องที่เป็นความต้องการของภูฏานได้ด้วย โดยเฉพาะในด้านของการพัฒนา

ภูฏานยังเป็นสมาชิกองค์การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด Non-Aligned Movement (NAM)

เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนด้านความเป็นกลาง และเพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไว้ สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) และBay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) และ Asia Cooperation Dialogue (ACD) เพื่อขยายบทบาทและ ความร่วมมือของภูฏานในทวีปเอเชียให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ภูฏานเข้าเป็นประเทศนำ (lead country) ในสาขาความร่วมมือด้านวัฒนธรรม

 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่  28 กุมภาพันธ์ 2557

 Update 19 กันยายน 2560

 

  • King Jigme Khesar Namgyel WANGCHUCK
  • Prime Minister Tshering TOBGAY
  • Min. of Agriculture Yeshay DORJI
  • Min. of Economic Affairs Norbu WANGCHUK
  • Min. of Education Mingbo DUKPA
  • Min. of Finance Namgay DORJI
  • Min. of Foreign Affairs Rinzin DORJI
  • Min. of Health Tandin WANGCHUK
  • Min. of Home & Cultural Affairs Damcho DORJI
  • Min. of Information & Communication D. N. DHUNGYEL
  • Min. of Labor & Human Resources Ngeema Sangay TSHEMPO
  • Min. of Works & Human Settlements Dorji CHODEN
  • Chmn., Royal Advisory Council Rinzin GYALTSHEN
  • Governor, Royal Monetary Authority Daw TENZIN
  • Permanent Representative to the UN, New York Kunzang C. NAMGYEL

 

 ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/BT.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

6.509 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล (GDP per Capita)

8,200 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตของ GDP

6.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 16.4%
• ภาคอุตสาหกรรม 42.1%
• ภาคการบริการ 41.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

2.5% (ค่าประมาณพ.ศ. 2558)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Price)

4.2% (พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

30% จาก GDP (ค่าประมาณพ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ข้าวโพด ต้นไม้จำพวกมะนาว ส้ม และอื่น ๆ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่

อุตสาหกรรม

ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลไม้แปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แคลเซียมคาร์ไบด์ การท่องเที่ยว

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-616 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

กระแสไฟฟ้า (ส่งออกไปยังประเทศอินเดีย) กระวาน ยิปซัม ไม้ซุง หัตถกรรม ซีเมนต์ ผลไม้ เพชรพลอย เครื่องเทศ น้ำมันพืช

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

India 90.3%, Bangladesh 5.2% (พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น เครื่องบิน เครื่องจักรและชิ้นส่วน ยานพาหนะ สิ่งทอ ข้าว

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

India 78.6%, France 5.02% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

Ngultrum (BTN), รูปีของอินเดีย (Indian Rupee (INR))

สัญลักษณ์เงิน

BTN, INR

สภาพเศรษฐกิจของภูฏาน

สภาพเศรษฐกิจของภูฏาน
 
     - ภาคเกษตร ประชากรร้อยละ 90 มีอาชีพทางการเกษตรและป่าไม้ โดยการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ในหุบเขา เศรษฐกิจของภูฏานขึ้นอยู่กับภาคการเกษตรและป่าไม้ คิดเป็นร้อยละ 33.2 ของ GDP โดยสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ส้ม แอปเปิ้ล ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนม
 
     - ภาคอุตสาหกรรม มีขนาดเล็กมาก มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนน้อย และมีเทคโนโลยีค่อนข้างล้าหลัง อุตสาหกรรมที่สำคัญของภูฏาน ได้แก่ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลไม้แปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และแคลเซียมคาร์ไบด์ อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมและบริการของภูฏานมีการเติบโตมากขึ้นกว่าภาคการเกษตร ในปี 2550 ภาคอุตสาหกรรมมีการเติบโตร้อยละ10.4 และภาคบริการมีการเติบโตร้อยละ 5.7 ในขณะที่ภาคการเกษตรมีการเติบโตร้อยละ 2.5 ส่วนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในประเทศดำเนินไปค่อนข้างช้า และแทบทั้งหมดต้องอาศัยแรงงานที่อพยพมาจากอินเดีย
 
     - ภูฏานเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคงและมีดุลการชำระเงินดี แต่ภูฏานต้องพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ประมาณร้อยละ 33 ของ GDP เศรษฐกิจของภูฏานยังคงมีความผูกพันกับอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าและเงินกู้แก่ภูฏานอยู่มาก ขณะนี้ ภูฏานอยู่ระหว่างการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความช่วยเหลือจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือจากตะวันตกและญี่ปุ่น
 
     - รายได้สำคัญของภูฏานมาจากการส่งออกกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำไปขายให้แก่อินเดีย ในช่วงแผนพัฒนา (5 ปี) ฉบับที่ 8 (2541-2546) รัฐบาลภูฏานได้สร้างเขื่อนขึ้นใหม่อีก 3 แห่งคือ เขื่อนคูริชู (Kurichhu) เขื่อนบาโชชู (Bashochhu) และเขื่อนทาลา (Tala) ทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้เป็นปริมาณถึง 1,125.8 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้สำหรับนำไปใช้พัฒนาประเทศต่อไป
 
     - ภูฏานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเก็บภาษีน้อยที่สุด รายได้จากการเรียกเก็บภาษีคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.3 ของรายได้รัฐบาล และภาษีจากภาคธุรกิจคิดเป็นร้อยละ 3 เท่านั้น ส่วนรายได้ที่เหลือเป็นรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำให้แก่อินเดีย เงินปันผล ค่าภาคหลวง ภาษีสรรพสามิต และรายได้จากสาธารณูปโภค
 
     - ขณะนี้ภูฏานอยู่ภายใต้แผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2551 - 2556) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
 
สภาพสังคมของภูฏาน 
     - สังคมของภูฏานเป็นสังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย ประชาชนดำเนินชีวิตตามวิถีทางพุทธศาสนานิกายมหายาน และยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งนั้นมาจากพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4) พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันที่ต้องการให้ภูฏานอนุรักษ์ วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนภูฏานใส่ชุดประจำชาติ การอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น และสถาปัตยกรรมแบบภูฏาน ทั้งนี้ แม้จะมีนโยบายเปิดประเทศแต่ภูฏานก็สามารถอนุรักษ์จารีตทางสังคมไว้ได้ 
     - สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภูฏาน โดยเฉพาะสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เป็นที่เคารพรักของประชาชนมาก เพราะนอกจากจะเป็นกษัตริย์นักพัฒนาแล้วความเป็นกันเองของพระองค์ในการเสด็จ เยี่ยมราษฎรและการเข้าถึงประชาชน ทำให้พระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์ของประชาชน” อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการปลี่ยนแปลงภูฏานให้เป็นสังคม สมัยใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทรงใช้หลัก “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness – GNH) แทนการวัดการพัฒนาจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 
 
ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness – GNH) 
     - สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงริเริ่มปรัชญาในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่า “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” โดยความคิดดังกล่าวเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขและความพึงพอใจ มากกว่าวัดการพัฒนาด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ทั้งนี้ พระองค์ได้ข้อสรุปจากบทเรียนความผิดพลาดในการพัฒนาของโลกในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าประเทศจำนวนมากเข้าใจว่าการพัฒนา คือ การแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้แลกความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกับการสูญเสีย วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ดีทางธรรมชาติ และเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง 
     - อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติก็มิได้ปฏิเสธการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาด้านต่างๆ จะต้องสมดุลกัน โดยรัฐบาลภูฏานได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ประชาชนรทั้ง 4 ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายและแผนงานของรัฐบาลทุกด้าน
     - ในทางปฏิบัติ ภูฏานได้บรรจุแนวคิดนี้ให้อยู่ในแผนพัฒสามารถแสวงหาและได้รับความสุขโดยยึด หลักแนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อสิ่งท้าทายของโลก โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 2) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3) การส่งเสริมวัฒนธรรม และ 4) ธรรมรัฐ ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2542 (แผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 1 เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2504) โดยเน้นการพัฒนาในทุกสาขาของสังคมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การขจัดปัญหาสังคมและความยากจน พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยทั้งหมดจะดำรงอยู่ด้วยกันในลักษณะกลมกลืนตามหลักพุทธศาสนามหายาน

 

 

สินค้าไทยส่งออกไปภูฏาน

เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรกล เครื่องใช้ ในครัวและบ้านเรือน เตาอบ ไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล รถยนต์และอุปกรณ์

สินค้านำเข้าจากภูฏาน

ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งทำจากผัก ผลไม้

อุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ

อุปสรรคการค้าที่สำคัญ คือ การขนส่งสินค้าไปภูฏานถูกจำกัดเพียง 2 ทาง ได้แก่ ทางอากาศโดยสายการบินภูฏาน (Druk Air) ซึ่งมีขนาดเล็กและมีค่าขนระวางสูง และทางเรือ ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านท่าเรือที่เมืองกัลกัตตาของอินเดียและลำเลียงต่อโดยทางบก ผ่านด่านเมือง Phuentshchling ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางการค้าและตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูฏานติดกับชายแดน อินเดีย นอกจากนั้น ภูฏานมีความผูกพันทางการค้าอย่างแน่นแฟ้นกับอินเดีย การเจาะตลาดภูฏานที่มีขนาดเล็กจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยเริ่มเป็นที่นิยมของชาวภูฏานขึ้นตามลำดับ เนื่องจากคุณภาพของสินค้าดีกว่าสินค้าของอินเดียและราคาไม่แพง

การลงทุน

ปัจจุบันไทยและภูฏานยังไม่มีการลงทุนระหว่างกัน แต่ภูฏานก็มีศักยภาพที่นักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนได้ใน 2 สาขา คือ การก่อสร้างและการท่องเที่ยว ภูฏานเพิ่งเปิดประเทศและเริ่มมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบสมัย ใหม่เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ภูฏานยังคงต้องการโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก อาทิ ถนน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งในอนาคตไทยสามารถเข้าไปร่วมพัฒนาด้านนี้ได้ เช่น การสร้างถนน การสร้างที่ทำการของรัฐและเอกชน เป็นต้น

ภูฏานนับว่ามีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอยู่มาก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาที่นิยมการท่องเที่ยวใน เชิงนิเวศวิทยา (eco-tourism) ทำให้มีโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงแรม ที่พักตากอากาศขนาดกลาง ธุรกิจสปา และร้านอาหารไทย เพื่อบริการนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลภูฏานมีนโยบายจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

 

ความสัมพันธ์ทั่วไป     
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับภูฏาน เมื่อวันที่ 14 พฤศิกายน. 2532 ความสัมพันธ์โดยทั่วไปมีความใกล้ชิดทั้งในระดับราชวงศ์ รัฐบาลและประชาชน โดยไทยมีฐานะเป็นประเทศผู้ให้และเป็นมิตรประเทศของภูฏาน ผ่านความช่วยเหลือด้านวิชาการ  ในขณะที่ภูฎานให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับไทยและชื่นชมความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของไทย และนำประสบการณ์ของไทยไปปรับใช้ในการพัฒนาประเทศ และที่สำคัญ ภูฏานให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศด้วยดีเสมอมา 
 
ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงธากา (บังกลาเทศ) ดูแลประเทศภูฏาน ซึ่งเป็นเขตอาณาโดยมีเอกอัครราชทูตไทยประจำภูฏาน (ถิ่นพำนัก ณ กรุงธากา) คือ นางสาวมธุรพจนา อิทธะรงค์และมีกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงทิมพู คือ Dasho Ugen Tshechup Dorji  ได้รับสัญญาบัตรตราตั้งเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 
 
การเมือง 
เดิมภูฏานมีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระมหากษัตริย์เป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลจนกระทั่งเมื่อปี 2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีขึ้นบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองภูฏาน โดยเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวด้วยการไม่ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลนับแต่นั้นมา 
 
นับตั้งแต่ปี 2541 นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาคณะมนตรี (Chairman of the Council of Ministers)  ได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกสภาคณะมนตรี (เทียบเท่าคณะรัฐมนตรี) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 10 คน และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดลำดับ 1 - 5 จะสลับหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภาคณะมนตรีวาระละ 1 ปี 
 
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้ประกาศจะสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมารจิกมี เคซอร์ นัมเกล วังชุก เมื่อปี 2551  ซึ่งการประกาศสละราชบัลลังก์ได้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวภูฏานเป็นอย่างมาก เนื่องจากชาวภูฏานยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในระบบกษัตริย์ และยังต้องการให้ภูฏานปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป เพราะเกรงว่าระบอบประชาธิปไตย อาจก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายและการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายในประเทศเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน 
 
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก ซึ่งเร็วขึ้นจากเดิม 2 ปี เนื่องจากทรงเห็นว่า ภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา 
 
ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมารฯ จะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการปกครองประเทศ และ 
การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุข  ต่อมา รัฐบาลภูฏานจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสถาปนามกุฎราชกุมารจิกมี เคซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก (Wangchuck) ราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไปของภูฏานนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากภูฏานจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโลกและปัญหาท้าทายใหม่ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
ภูฏานได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี 2550 โดยพร้อมประกาศใช้ในปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ภูฏานจะจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ภายใต้การปกครองตามระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี โดยให้มีระบบรัฐสภาที่มี 2 พรรคการเมืองสำคัญ 
 
ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 และเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้เทนราษฎรครั้งแรก ส่งผลให้ภูฏานกลายเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ การเลือกตั้งดังกล่าวมีพรรคการเมืองลงแข่งขัน 2 พรรค ได้แก่ พรรค Druk Phuensam Tshogpa (DPT) นำโดย Lyonpo Jigmi Thinley (เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยภูฏาน) และพรรค People’s Democratic Party (PDP) นำโดย Lyonpo Sangay Ngedup (เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรภูฏาน) ผลปรากฏว่า พรรค DPT ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น (สมาชิกของพรรค DPT ได้รับเลือกใน 45 เขต จากทั้งหมด 47 เขต โดยที่ Lyonpo Sangay Ngedup มิได้รับเลือกในเขตของตน) จากนั้น Lyonpo Jigmi Thinley ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของภูฏานที่มาจากการเลือกตั้ง และเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็น Lyonchoen Jigmi Thinley (Lyonchoen เป็นคำนำหน้าชื่อของนายกรัฐมนตรี) 
 
เศรษฐกิจ 
มูลค่าการค้าทวิภาคีไทย-ภูฏานในปี 2554 มีปริมาณน้อยมาก โดยมีมูลค่ารวม 18.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ไทยส่งออก 18.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 0.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยไทย     เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 18.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
 
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ในครัวและบ้านเรือน เตาอบ ไมโครเวฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟฟ้า ในขณะที่สินค้านำเข้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้ 
 
ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูฏาน ส่วนหนึ่งมาจากการมีธรรมรัฐ (good governance) และการที่ข้าราชการได้รับค่าตอบแทนสูง ภูฏานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเก็บภาษีน้อยที่สุด รายได้จากการเรียกเก็บภาษีคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.3 ของรายได้รัฐบาล และภาษีจากภาคธุรกิจคิดเป็นร้อยละ 3 เท่านั้น ส่วนรายได้ที่เหลือเป็นรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำให้แก่อินเดีย เงินปันผล ค่าภาคหลวง ภาษีสรรพสามิต และรายได้จากสาธารณูปโภค 
 
แม้ภูฏานเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคง และมีดุลการชำระเงินดี แต่ภูฏานต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล หรือประมาณร้อยละ 33 ของ GDP ขณะนี้ ภูฏานอยู่ระหว่างการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยเป็นการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความช่วยเหลือจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือจากตะวันตกและญี่ปุ่น เศรษฐกิจของภูฏานยังคงมีความผูกพันกับอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าและเงินกู้แก่ภูฏานอยู่มาก 
 
การลงทุน 
ภูฏานมีศักยภาพที่นักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนได้ใน 2 สาขา คือ การก่อสร้างและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ  อาทิ ถนน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งไทยสามารถเข้าไปร่วมพัฒนาด้านนี้ได้  และในปัจจุบันมีโครงการลงทุนด้านการโรงแรมของไทยในภูฏาน (Haven Resort Paro) 
 
ภูฎานมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมีความสวยงามตามธรรมชาติและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาที่นิยมการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศวิทยา (eco-tourism) ซึ่งนักธุรกิจไทยมีโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจด้านการโรงแรมที่พักตากอากาศขนาดกลาง ธุรกิจสปา และร้านอาหารไทย เพื่อบริการนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันรัฐบาลภูฏานยังมีนโยบายจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ         
 
การท่องเที่ยว 
ในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวภูฏานเดินทางเที่ยวประเทศไทย 16,423 คน และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปภูฏาน ประมาณ 700 คน  ไทยเป็นจุดหมายเดินทางที่สำคัญของชาวภูฏานที่มีฐานะดี รวมถึงสมาชิกราชวงศ์ของภูฏานที่เดินทางมาเพื่อจับจ่ายใช้สอย และรับบริการต่างๆ ในไทย  โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลเนื่องจากสายการบิน Druk Air มีเส้นทางการบินมาไทยทุกวัน ขณะเดียวกัน 
 
มีนักศึกษาชาวภูฏานศึกษาระดับปริญญาตรี/โท ในไทยเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่าการศึกษาในประเทศตะวันตก  รวมทั้ง ฝ่ายไทยได้ให้ทุนการศึกษาเป็นจำนวนมาก 
 
ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม 
ไทยและภูฏานมีความสัมพันธ์ใก้ล้ชิด เนื่องจากทั้งสองประเทศมีสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ  มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  มีความคล้ายคลึงในด้านวัฒนธรรม และต่างไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศใด 
 
สังคมของภูฏานเป็นสังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย ประชาชนดำเนินชีวิตตามวิถีทางพุทธศาสนานิกายมหายาน และยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่มีมาช้านาน  ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันที่ต้องการให้ภูฏานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนภูฏานใส่ชุดประจำชาติ การอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น และสถาปัตยกรรมแบบภูฏาน ทั้งนี้ แม้จะมีนโยบายเปิดประเทศ แต่ภูฏานก็สามารถอนุรักษ์จารีตประเพณีทางสังคมไว้ได้ 
 
นอกจากนี้  ไทยและภูฏาน มีการแลกเปลี่ยนกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมอยู่เสมอ อาทิ การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุ) จากภูฏานมาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2554 – 17 กุมภาพันธ์ 2555 การสร้างพระพุทธรูปลีลาวดีเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงทิมพู  และการอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ ประเทศภูฏาน เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 พฤศิกายน 2554 เป็นต้น 
 
ความรวมมือด้านวิชาการ 
รัฐบาลไทยได้เริ่มให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศภูฏานเมื่อปี  2535 โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ (1) ความร่วมมือทวิภาคี (Bilateral Programme) (2) หลักสูตรฝึกอบรมประจำปี (Annual International Training Course Programme - AITC) (3) หลักสูตรปริญญาโทนานาชาติ (Thai International Post Graduate Programme - TIPP) (4) ความร่วมมือไตรภาคี (Trilateral Programme) (5) การฝึกอบรมประเทศที่สาม (Third Country Training Programme) 
 
ในปี 2553 สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) และ Royal Civil Service Commission (RCSC) ของภูฏานได้ร่วมกันจัดทำโปรแกรมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-ภูฏาน (2553 – 2555) เมื่อเดือนสิงหาคม 2553  ซึ่งการดำเนินงานภายใต้โปรแกรมดังกล่าว แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ (1) ทุนภายใต้ความร่วมมือทวิภาคี ประกอบด้วยทุนระยะยาวและทุนอบรมระยะสั้น จำนวน 270 ทุน (2) โครงการความร่วมมือใหม่ (3) ความร่วมมือด้านอาสาสมัคร และ (4) การสนับสนุนการจัดตั้ง Thai Alumni Association ในภูฏาน 
 
ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ 
ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงริเริ่มปรัชญาในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่า “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” โดยความคิดดังกล่าวเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขและความพึงพอใจมากกว่าการวัดระดับการพัฒนาด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ  ทั้งนี้ พระองค์ได้ข้อสรุปจากบทเรียนความผิดพลาดในการพัฒนาของโลกในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าประเทศจำนวนมากเข้าใจว่าการพัฒนาคือ การแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้แลกความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกับการสูญเสียวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ดีทางธรรมชาติ และเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง 
 
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติมิได้ปฏิเสธการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาด้านต่างๆ ควรมีความสมดุลกัน โดยรัฐบาลภูฏานได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ประชาชนสามารถแสวงหาและได้รับความสุขโดยยึดหลักแนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อสิ่งท้าทายของโลก โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 2) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3) การส่งเสริมวัฒนธรรม และ 4) ธรรมรัฐ ซึ่งหลักการทั้ง 4 ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายและแผนงานของรัฐบาลทุกด้าน 
 
ในทางปฏิบัติ ภูฏานได้บรรจุแนวคิดนี้ในแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2542 (แผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 1 เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2504) โดยเน้นการพัฒนาในทุกสาขาของสังคมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การขจัดปัญหาสังคมและความยากจน พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยทั้งหมดจะดำรงอยู่ด้วยกันตามหลักพุทธศาสนามหายาน 
 
การเยือนที่สำคัญ 
 
ฝ่ายไทย 
พระราชวงศ์ 
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์   
-  พฤษภาคม 2531 
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร 
-  มิถุนายน 2534 
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี 
-  มิถุนายน 2550 
 
รัฐบาล 
-  พฤศจิกายน 2532 ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 
-  กันยายน 2547  นายสรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
-  4 – 5 มิถุนายน 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 
-  8 – 11 มีนาคม 2550 นายแพทย์มงคล ณ สงขลา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 
-  25 – 29 กันยายน 2550 นายอภัย จันทนจุลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 
-  9 – 14 กันยายน 2552 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 
-  1 – 5 กันยายน 2553 นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
-  21 – 25 ตุลาคม 2553 นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา 
-  14 – 16 มกราคม 2554 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 
 
ฝ่ายภูฏาน 
พระราชวงศ์ 
สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก 
-  มีนาคม 2546 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรโครงการหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่ (เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร) 
-  11 – 20 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อทรงร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร) 
-   14 มิถุนายน 2549 ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ณ ท่าอากาศยานกองบัญชาการกองทัพอากาศ ดอนเมือง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ณ พระตำหนักจักรีบงกช 
-  24 พฤศจิกายน 2549  เสด็จฯ เยือนงานพืชสวนโลกจังหวัดเชียงใหม่ 
-   25 พฤศจิกายน 2549 รับพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี 
-  26 พฤศจิกายน 2549  เข้าร่วมพิธีถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต (เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร) 
-  27 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2554 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ 
-  13 – 30 พฤศจิกายน 2554 เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ผ่านประเทศไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา และพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ และรับการถวายเลี้ยงพระกระยาหารกลางวัน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 
 
รัฐบาล 
- กรกฎาคม 2532 เลียนโป ดาวา เชอริ่ง (Lyonpo Dawa Tsering) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
- กรกฎาคม 2541 เลียนโป จิกมี วาย ทินเลย์ (Lyonpo Jigmi Y Thinley) นายกรัฐมนตรี ในฐานะแขกของ กระทรวงการต่างประเทศ 
- ก.ค. 2544 เลียนโป จิกมี วาย ทินเลย์ (Lyonpo Jigmi Y Thinley) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นำคณะเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 
- 29 – 31 กรกฎาคม 2547 เลียนโป จิกมี วาย ทินเลย์ (Lyonpo Jigmi Y Thinley) นายกรัฐมนตรี และเลียนโป กานดุ วังชุก (Lyonpo Khandu Wangchuck) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BIMSTEC ครั้งที่ 1 ณ กรุงเทพฯ 
- 16 – 18 มกราคม 2549 เลียนโป วังดิ นอร์บุ (Lyonpo Wangdi Norbu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเชิญผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม RTM for Bhutan รอบที่ 9 ณ นครเจนีวา 
- 25 – 27 พฤศจิกายน 2550 เลียนโป คินซาง ดอร์จิ (Lyonpo Kinzang Dorji) รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง Works and Human Settlement ในฐานะแขกของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อกล่าวเปิดการประชุม The 3rd International Conference on Gross National Happiness ที่กรุงเทพฯ 
- 4 – 12 ธันวาคม 2550 ดาโช เพ็นจอร์ (Dasho Penjore) เลขาธิการพระราชวัง ในฐานะแขกของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา เพื่อเยี่ยมชมและดูงานโครงการหลวงต่าง ๆ 
- 30 กันยายน 2551 เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์   (Lyonchoen Jigmi Y Thinley) นายกรัฐมนตรีเข้าถวายพวงมาลาหน้าพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ระหว่างการแวะพักเปลี่ยนเครื่องบินที่ไทยเพื่อเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ สหประชาชาติ    
- 22 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2552 เลียนโป ชางกับ ดอร์จี (Lyonpo Chenkyab Dorji) ประธานสภาองคมนตรี  เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เข้าเฝ้าหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี และเยี่ยมชมโครงการหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่/กรมศิลปากร และเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
- 18  ตุลาคม 2553 เลียนโป คินซาง ดอร์จิ (Lyonpo Kinzang Dorji) อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) ของนายกรัฐมนตรีภูฏาน เพื่อบรรยายในหัวข้อ “Sustainable Development through Gross National Happiness (GNH)”  ในงาน “Thailand Sustainable Development Symposium” ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 96 ปี ของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)   
- 23 – 26 ธันาวาคม 2553 นายนัมเก เพ็นจอร์ (Namgye Penjore) ประธานสภาที่ปรึกษาแห่งชาติภูฏาน เยือนประเทศไทย 
- 22 – 24 พฤษภาคม 2554 เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์  (Lyonchoen Jigmi Y Thinley) นายกรัฐมนตรีภูฏาน เดินทางเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ UNESCAP สมัยที่ 67 ณ กรุงเทพฯ 
- 5 มีนาคม  2555 เลียนโป คินซาง ดอร์จิ (Lyonpo Kinzang Dorji) อดีตนายกรัฐมนตรีภูฏาน ในฐานะผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) ของนายกรัฐมนตรีภูฏาน เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และได้พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

 

ข้อมูลที่น่าสนใจ

  สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภูฏาน โดยเฉพาะสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบัน) ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนมาก เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา และทรงมีความเป็นกันเองในการเสด็จเยี่ยมราษฎรและการเข้าถึงประชาชน

  ทั้งสองประเทศต่างมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงวางแนวทางการพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เช่น แนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ  แนวปรัชญาความสุขมวลรวมในประเทศ (Gross National Happiness – GNH) ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ซึ่งมีความใกล้เคียงและสอดคล้องกัน

  เอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏานอย่างเป็นทางการ และได้อัญเชิญของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ รวมถึงของขวัญจากนายกรัฐมนตรีในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทยไปถวายสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ด้วย

  สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุ) จากภูฏานมาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2554 – 17 กุมภาพันธ์ 2555   เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยในประเทศไทย โดยได้มีพุทธศาสนิกชน ชาวไทยเดินทางไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุกว่า 1,000,000 คน

ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรภูฏานว่าด้วยกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกด้าน 
วันที่ลงนาม 30 กรกฎาคม 2547
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาฦณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรภูฏานว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ 
วันที่ลงนาม 30 กรกฎาคม 2547
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรภูฏานว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร
วันที่ลงนาม 05 เมษายน 2545
- ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรภูฏาน 
วันที่ลงนาม 02 มิถุนายน 2536
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557   2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                          
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94   -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43   -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05   -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 20,659.09                  
ไทย - ภูฎาน                          
มูลค่าการค้า 25.84 4.07 11.56 24.37 66.45 -84.24   184.01 110.73 0.01 0.00 0.00 0.01
การส่งออก 25.80 4.01 11.52 24.24 70.07 -84.44   187.06 110.44 0.01 0.00 0.01 0.01
การนำเข้า 0.04 0.06 0.04 0.12 -88.26 39.57   -26.63 188.76 - - - 0.00
ดุลการค้า 25.75 3.96 11.48 24.12                  

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 ผ้าผืน 10.5 0.0 1.6 1.6 9.3 363.07 -99.69 ####### 4,666.26 495.75
2 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 0.5 0.5 2.6 2.6 3.5 -87.89 2.33 402.47 402.47 33.79
3 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 0.2 1.1 1.4 1.4 3.1 -91.65 350.92 28.07 28.07 120.19
4 สิ่งทออื่นๆ 6.4 0.1 1.0 1.0 2.3 137.96 -97.78 586.22 586.22 134.36
5 ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 0.1 0.2 1.1 1.1 1.1 104.62 62.33 490.09 490.09 4.53
6 อัญมณีและเครื่องประดับ - 0.0 0.0 0.0 0.8 - - ####### 6,900.00 11,342.86
7 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 0.1 0.0 0.4 0.4 0.4 180.61 -70.36 ####### 2,198.16 17.57
8 เม็ดพลาสติก 0.0 0.0 - - 0.4 -18.52 -95.45 - - -
9 เครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า 0.3 0.0 0.1 0.1 0.3 354.36 -94.52 888.81 888.81 120.86
10 เครื่องนุ่งห่ม 3.3 0.1 0.5 0.5 0.3 ####### -95.96 237.30 237.30 -36.45
รวม 10 รายการ 21.4 2.1 8.6 8.6 21.4 74.80 -90.03 300.82 300.82 150.26
อื่นๆ 4.4 1.9 3.0 3.0 2.8 50.19 -57.06 57.73 57.73 -4.61
รวมทั้งสิ้น 25.8 4.0 11.5 11.5 24.2 70.07 -84.44 187.06 187.06 110.44

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ - - 0.0 0.0 0.1 - - - - 133.33
2 สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ - - 0.0 0.0 0.0 - - - - 1,586.96
3 สินค้าทุนอื่น ๆ 0.0 - - - 0.0 - - - - -
4 อื่น ๆ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 22.50 -12.24 2.33 2.33 -
5 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 - - 350.00 350.00 177.78
6 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ - 0.0 0.0 0.0 0.0 - - -97.48 -97.48 666.67
7 เคมีภัณฑ์ - 0.0 0.0 0.0 0.0 - - 89.29 89.29 -75.47
8 ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ - - 0.0 0.0 0.0 - - - - -15.38
9 สิ่งพิมพ์ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 -20.00 - -87.50 -87.50 900.00
10 เสื้อผ้าสำเร็จรูป - - - - 0.0 - - - - -
รวม 10 รายการ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.1 9.52 189.86 102.00 102.00 200.00
อื่นๆ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 -90.03 9.77 -93.98 -93.98 -8.70
รวมทั้งสิ้น 0.0 0.1 0.0 0.0 0.1 -88.26 39.57 -26.63 -26.63 188.76
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

เอกอัครราชทูตภูฏานประจำประเทศไทย    H.E. Mr. Tshering Dorji
ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
375/1 Soi Ratchadanivej,
Pracha-Uthit Road, Samsen Nok,
Huay Kwang, Bangkok 10320

Tel: 0-2274-4740-2

Fax: 0-2274-4743

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

  1. กองเอเชียใต้ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org
  6. www.mapsofworld.com

 

 

JoomSpirit