ราชอาณาจักรเนปาล

Nepal1 Nepal2
ธง ตราสัญลักษณ์

 

คำขวัญ     जननी जन्मभूमिष्च स्वर्गादपि गरीयसी  ชนนิ ชนฺมภูมิสฺจา สวรคทพิ คริโยศิ  ("แผ่นดินแม่มีค่ายิ่งกว่าสวรรค์")

 

Nepal3
ที่มา: http://www.wikipedia.org
 
nepal-1
ที่มา: www.mapsofworld.com

 

ชื่อทางการ

เนปาล หรือ Nepal

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่บนที่สูงทางทิศใต้ของเทือกเขาหิมาลัย ระหว่างประเทศจีนและอินเดีย ระหว่างละติจูดที่ 28 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 84 00 องศาตะวันออก

พื้นที่

147,181 ตารางกิโลเมตร พื้นดิน 143,351 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 3,830 ตารางกิโลเมตร ไม่มีทางออกทะเล

อาณาเขต

พรมแดนยาวประมาณ 2,926 กิโลเมตร ติดกับทิเบตและจีนทางตอนเหนือ (1, 236 กิโลเมตร) และทิศใต้ติดกับอินเดีย (1,690 กิโลเมตร)

สภาพภูมิประเทศ

ที่ราบลุ่มทางตอนใต้ ของแม่น้ำคงคา (Ganges River) หรือ Tarai ตอนกลางมีลักษณะเป็นภูเขา ทางตอนเหนือเป็นเทือกเขาหิมาลัยที่มีลักษณะขรุขระ

สภาพภูมิอากาศ

มีพายุฝนในฤดูร้อน อากาศหนาวจัดในฤดูหนาวยกเว้นทางตอนใต้ของประเทศอากาศ

ทรัพยากรธรรมชาติ

หินควอร์ต น้ำ ไม้ซุง พลังน้ำ ทิวทัศน์ที่สวยงาม ถ่านหินลิกไนต์ (ปริมาณเล็กน้อย) ทองแดง โคบอลต์ สินแร่

ภัยธรรมชาติ

พายุฝนฟ้าคะนองอย่างรุนแรง น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ภัยแล้ง ภัยจากการขาดแคลนอาหาร ฤดูร้อนจะมีพายุไต้ฝุ่นอย่าง ทำให้ฝนตกอย่างหนัก

จำนวนประชากร

29,384,297คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

1.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

Nepalese

เชื้อชาติ

มองโกลอยด์จากทิเบต และอินโด-อารยันจากทางตอนเหนือของอินเดีย และชนเผ่าต่างๆ เช่น Chhettri 16.6%, Brahman-Hill 12.2%, Magar 7.1%, Tharu 6.6%, Tamang 5.8%, Newar 5%, Kami 4.8%, Muslim 4.4%, Yadav 4%, Rai 2.3%, Gurung 2%, Damai/Dholii 1.8%, Thakuri 1.6%, Limbu 1.5%, Sarki 1.4%, Teli 1.4%, Chamar/Harijan/Ram 1.3%, Koiri/Kushwaha 1.2%, other 19% (พ.ศ. 2554)

ศาสนา

ฮินดู 81.3% พุทธ 9% อิสลาม 4.4% Kirant 3.1% คริสต์ 1.4% อื่นๆ 0.5% ที่ระบุไม่ได้ 0.2% (พ.ศ. 2554)

ภาษา

ภาษาเนปาลีเป็นภาษาราชการ

 

ประเทศเนปาลมีชายแดนที่กำหนดโดยข้อ ตกลงระหว่างอังกฤษ จีน และอินเดียในยุคหลังๆ (ราว 2-3 ร้อยปีมาแล้ว) แต่เดิมดินแดนแห่งนี้ประกอบด้วยราชอาณาจักรเล็กๆ ตามหุบเขา ที่ขยายอำนาจบ้างแล้วหมดอำนาจบ้าง ประวัติศาสตร์เนปาลซับซ้อนยิ่งขึ้นเนื่องจากเป็นแดนที่ชนชาติพูดภาษาตระกูล ทิเบต-พม่า จากทิศเหนือมาประสมประสานกับชนชาติพูดภาษาอินโด-ยุโรปจากทิศใต้

เนปาลในปัจจุบันเกิดขึ้นเมื่อปี 2311 เมื่อพระเจ้าปฤถวี นารายัณ ชาห์ ซึ่งครองรัฐเล็กๆ ในหุบเขากุรข่า (Gurkha) เกลี้ยกล่อมเผ่าต่างๆ ได้สำเร็จ และสร้างกองทัพใหญ่ยึดเมืองกาฐมาณฑุ แล้วขยายอำนาจถึงชายแดนทิเบตและอินเดีย ระหว่างปี 2353 - 2359 มีสงครามระหว่างกุรข่ากับอังกฤษในอินเดีย แต่ลงท้ายโดยดีด้วยข้อตกลงที่อังกฤษยอมรับเนปาลเป็นประเทศเอกราช และขอทหาร "กรุข่า" (Gurkhas) เป็นทหารอาสาในกองทัพอังกฤษ ซึ่งยังปฏิบัติกันจนถึงทุกวันนี้

พระเจ้าปฤถวี นารายัณ ชาห์ แห่งหุบเขากรุข่านี้ คือ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ "ชาห์" ที่ปกครองเนปาลมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม การปกครองเนปาลไม่ได้เป็นไปอย่างราบเรียบ เมื่อปี 2389 อัครมหาเสนาบดีชื่อ ชุง พหทรุ ราณา ได้ยึดอำนาจรัฐ แต่ยังคงให้พระเจ้าแผ่นดินตระกูลชาห์อยู่ในพระเศวตฉัตร และคนในตระกูลราณาสืบทอดอำนาจอัครมหาเสนาบดีสืบมา

ระบบการปกครอง นี้อยู่ได้เพราะความรู้เห็นและสนับสนุนของอังกฤษ เมื่ออินเดียได้เสรีภาพในปี 2489 สถานการณ์ในเนปาลพลิกผัน เพราะไม่มีอังกฤษสนับสนุนตระกูลราณาอีกต่อไปยังผลให้พวกราณาหมดอำนาจ พระเจ้าแผ่นดินตระกูลชาห์จึงกลับมามีพระราชอำนาจในรูปสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

รูปแบบการปกครอง

สาธารณรัฐประชาธิปไตย (Democratic Republic)

เมืองหลวง

กรุงกาฐมาณฑุ (Kathmandu) เมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่

  • จานักปูร (Janakpur)เป็นเมืองด้านการท่องเที่ยว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเนปาล
  • โภคครา (Pokhara) เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ทางตอนกลางของประเทศ
  • ลุมพินี (Lumbini) เป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ทางตอนใต้ติดอินเดีย

การแบ่งการปกครอง

14 เขต (Anchal) ได้แก่ Bagmati, Bheri, Dhawalagiri, Gandaki, Janakpur, Karnali, Kosi, Lumbini, Mahakali, Mechi, Narayani, Rapti, Sagarmatha, Seti

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

320px-Nepal-divisions-numbered

 

เนปาลแบ่งเป็น 14 เขต (อันจัล) ดังนี้

  1. เขตบากมาติ
  2. เขตเภรี
  3. เขตธวัลคิรี
  4. เขตคันดากิ
  5. เขตชนกปุระ
  6. เขตการ์นาลี
  7. เขตโกษิ
  8. เขตลุมพินี
  9. เขตมหากาลี
  10. เขตเมจี
  11. เขตนรยานี
  12. เขตรัปติ
  13. เขตสกรมาธา
  14. เขตเสทิ

ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/Nepal

วันที่ได้รับเอกราช

ค.ศ. 1768 (พ.ศ. 2311) โดยการรวมดินแดนของพระเจ้าปฤถวี นารายัณ ชาห์

วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2550

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งจนกว่าจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การเลือกตตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งครั้งต่อไป

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบสภาเดี่ยว (Unicameral Constituent Assembly) จำนวนสมาชิก 601 ที่นั่ง 240 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง 335 ที่นั่งมาจากตัวแทนในระบบสัดส่วน (Proportional Representation) 26 ที่นั่งมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) ยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งครั้งต่อไป

ฝ่ายตุลาการ

ศาลสูงสุดคือ ศาลฎีกา (Supreme Court หรือ Sarbochha Adalat)

ระบบกฏหมาย

มีรากฐานมาจากแนวคิดกฎหมายของศาสนาฮินดูและกฎหมายจารีตประเพณีอังกฤษ ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ปัจจุบันการเมืองภายในเนปาลยังไม่มี เสถียรภาพ นโยบายหลักของรัฐบาล คือ จัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าและสถานการณ์ภายในประเทศที่เกิดขึ้น โดยจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนเนปาลตามครรลองประชาธิปไตย และเจรจาสันติภาพกับกลุ่มกบฎนิยมลัทธิเหมา (Maoists)

สถานการณ์การเมืองที่สำคัญ

การเมืองภายใน

วิกฤตการณ์ทางการเมืองเนปาลเกิดขึ้น หลังจากโศกนาฏกรรมการปลงพระชมน์สมเด็จพระราชาธิบดีพิเรนทรา และพระราชวงศ์ลำดับสำคัญของเนปาล เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 ต่อมาได้มีการแต่งตั้งสมเด็จพระราชาธิบดีกิเนนดรา (Gyanendra) พระอนุชาของพระราชาพิเนนทราขึ้นครองราชย์แทนเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีกิเนนดราได้มีพระบรมราชโองการปลดนายเชียร์ บาหดุร เดออูบา (Sher Bahadur Deuba) นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้งคณะออกจากตำแหน่ง ทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเองและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ทำให้เกิดการต่อต้านจากพรรคการเมืองต่างๆ ของเนปาล กลุ่ม Maoists และประชาชน ด้วยการเดินขบวนประท้วง การประกาศหยุดงานทั่วประเทศ มีการจุดไฟเผารถประจำทาง และโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐในต่างจังหวัดและชานเมืองกรุงกาฐมาณฑุอยู่เป็นประจำ

เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2548 การประท้วงได้ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อทหารของรัฐบาลเนปาลได้ยิงปืนเข้าใส่ประชาชนที่หมู่บ้านนาการ์กอต เมืองบักตาปูร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน ประชาคมระหว่างประเทศได้เรียกร้องและกดดันให้สมเด็จพระราชาธิบดีฯ จัดการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยโดยเร็ว สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และกลุ่มประเทศ EU ได้ระงับการช่วยเหลือแก่เนปาลด้านอาวุธ แต่ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาและด้านอาหาร จนกระทั่งปลายปี 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีฯ จึงได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 และการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน 2550

กลุ่มพันธมิตร 7 พรรคการเมือง (Seven Party Alliances - SPA) ได้ประกาศการประท้วงใหญ่ในวันที่ 20 มกราคม 2549 เพื่อต่อต้านการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวไม่มีความชอบธรรม ซึ่งมีผู้ร่วมประท้วงถึง 500,000 คน รัฐบาลได้จับกุมแกนนำกลุ่มพันธมิตร เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน ผู้นำองค์กรต่างๆ และหัวหน้านักศึกษาที่นิยมพรรคฝ่ายค้าน จำนวนมากกว่า 100 คน ทำให้ประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ได้ออกมาประนามการกระทำดังกล่าว และขอให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมโดยเร็ว เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย

กลุ่ม Maoist ได้ประกาศสนับสนุนการเดินขบวนประท้วงครั้งนี้ แต่จะไม่แทรกแซงใดๆ และกลุ่ม Maoist ได้ปิดกรุงกาฐมาณฑุ และโจมตีรถทหารที่นำส่งเสบียงอาหารเข้าเมือง ในช่วงระหว่างวันที่ 5 - 11 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งกลุ่ม Maoist ได้ประกาศการบังคับหยุดงานประท้วง (bandh) ทั่วประเทศในช่วงวันดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้ประชาชนเนปาลออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งนี้น้อยมาก เพียงร้อยละ 21 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1.4 ล้านคน เนื่องจากหวาดกลัวการข่มขู่ของกลุ่ม Maoist รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรฯรณรงค์ไม่ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ

เมื่อเดือนมีนาคม 2549 กลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม Maoist ได้บรรลุข้อตกลงที่จะร่วมมือกันกดดันฝ่ายรัฐบาล โดยกลุ่ม Maoist ได้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะนัดหยุดงานทั่วประเทศระหว่างวันที่ 6 - 9 เมษายน 2549 และจัดการประท้วงใหญ่ที่กรุงกาฐมาณฑุในวันที่ 8 เมษายน 2549 เพื่อเพิ่มการกดดันสมเด็จพระราชาธิบดีฯ และรัฐบาล เพื่อให้พิจารณาดำเนินการปกครองประเทศด้วยวิถีประชาธิปไตย โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเบื่องต้น เพื่อลดทอนอำนาจของสมเด็จพระราชาธิบดีฯ

สถานการณ์ การเมืองในเนปาลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือนเมษายน 2549 โดยมีการประท้วงในกรุงกาฐมาณฑุและตามเมืองใหญ่ๆ ของเนปาลอย่างต่อเนื่อง มีการประกาศบังคับหยุดงาน หรือ bandh และเป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้ฝ่าฝืนการประกาศ curfew และออกมาชุมนุมประท้วงตามเมืองต่างๆ รัฐบาลได้พยายามขัดขวางการชุมนุมประท้วงโดยได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการ สลายการประท้วง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และผู้เสียชีวิตทำให้ประชาชนรู้สึกโกรธเคืองอย่างมาก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2549 อินเดียได้มอบหมายให้นาย Karan Singh ผู้แทนพิเศษของ นรม. อินเดียเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีฯ เพื่อแจ้งความห่วงกังวลของอินเดียต่อสถานการณ์ในเนปาล และขอให้มีการเจรจาอย่างจริงจังระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีและกลุ่มพันธมิตร โดยเร็ว เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในปัจจุบัน ภายหลังการหารือกับ Dr. Singh สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ได้มีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 ว่า พระองค์จะคืนอำนาจบริหารให้แก่ประชาชน และขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี กลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม Maoist ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และเห็นว่าไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของพรรคการเมือง เป็นผลให้มีการประท้วงของประชาชน ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ได้มีพระราชดำรัสอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549 ประกาศมอบอำนาจทางการเมืองให้แก่ประชาชน โดยยินยอมให้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกยุบไปกลับมาทำหน้าที่ และเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตร ฯ ร่วมมือกัน เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองและสงบสุขภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และทรงแสดงความเสียพระทัยต่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ความไม่ สงบในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลให้สถานการณ์คลี่คลายลง และนำไปสู่ขบวนการเจรจาระหว่างทุกฝ่ายในประเด็นต่างๆ ที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ มีท่าทีในทางบวกต่อกระแสพระราชดำรัสในครั้งนี้ และได้รับการตอบสนองในทางที่ดีจากประชาชนเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ในเนปาลจะค่อยๆ กลับคือสู่สภาวะปกติตามลำดับ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เริ่มขึ้น ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 และนาย Girija Prasad Koirala วัน 84 ปี ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 4 และได้เข้าพิธีสาบานตนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2549 นาย Koirala เป็นนักการเมืองอาวุโสที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของเนปาล และได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ เป็นอย่างดี

รัฐบาลชุดใหม่ของเนปาลได้ดำเนินการลด ทอนพระราชอำนาจของกษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง และได้เปลี่ยนการเรียกชื่อประเทศจาก Kingdom of Nepal เป็น Nepal เปลี่ยนการเรียก His Majesty's Government ใหม่เป็น Government of Nepal และประกาศให้เนปาลเป็น secular state แยกศาสนาออกจากอาณาจักร ซึ่งมิใช่รัฐฮินดูอีกต่อไป

การเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลและ กลุ่มกบฏนิยมลัทธิเหมา (Maoist) ยังคงมีความเสี่ยงสูง แม้จะมีการหารือในระดับสุดยอดระหว่างนาย Girija Prasad Koirala นรม เนปาลและนาย Prachanda ผู้นำสูงสุดของกลุ่ม Maoist เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2549 และได้หารืออย่างไม่เป็นทางการหลายครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2549 แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นขัดแย้งใน 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่

1. การจัดการด้านอาวุธและกองทัพของทั้งสองฝ่าย โดยเรียกร้องให้สหประชาชาติ (UN) เข้ามาช่วยกำกับดูแล ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้กลุ่ม Maoist วางอาวุธก่อนการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2550 แต่กลุ่ม Maoist ยืนยันไม่วางอาวุธจนกว่าจะเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง

2. อนาคตของสถาบันกษัตริย์ของเนปาล

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2549 หัวหน้าคณะเจรจาสันติภาพของรัฐบาลและกลุ่ม Maoist ได้ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ UN ภายหลังที่สามารถตกลงในประเด็นการจัดการกับกองกำลังของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหนังสือของแต่ละฝ่ายมีสาระคล้ายคลึงกันว่า ขอให้มีเจ้าหน้าที่ UN ตรวจตราและพิสูจน์การจำกัดกองกำลังและอาวุธของกลุ่ม Maoist ให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนด และขอให้ UN สังเกตการณ์การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 รัฐบาลและกลุ่ม Maoist ได้ลงนามความตกลง Comprehensive Peace Agreement ซึ่งกำหนด roadmap และเงื่อนเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ตามกระบวนการประชาธิปไตย คือ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว การจัดตั้งรัฐสภาชั่วคราว (เมย 2550) การจัดการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (มิย 2550) (2007) ซึ่งคาดว่าจะเลื่อนออกไป การจัดการเรื่องอาวุธและกองกำลัง โดยบทบาทของกษัตริย์จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้น และ UN ได้ส่งผู้แทนไปปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราอาวุธและให้ความช่วยเหลือในการจัดการ เลือกตั้งในเนปาลเป็นระยะเวลา 1 ปี

ระบบการปกครอง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีทรงคืนอำนาจแก่ประชาชน และทรงแต่งตั้งให้นาย Girija Prasad Koirala ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของนาย Koirala ได้เจรจาและลงนามความตกลงสันติภาพComprehensive Peace Agreement กับกลุ่มนิยมลัทธิเหมา (Maoist) ซึ่งได้กำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับกระบวนการประชาธิปไตยที่ถาวร เช่น การจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว การประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว การจัดการเรื่องอาวุธและกองกำลัง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ และการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ


เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 ได้มีการจัดการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังจากที่เลื่อนจากกำหนดเดิมถึง 2 ครั้ง โดยพรรค Communist Party of Nepal (Maoist) ได้รับที่นั่งมากที่สุด ได้ที่นั่ง 220 ที่นั่ง จากทั้งหมด 601 ที่นั่ง ในการประชุมครั้งแรกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 28 พค 2551 ที่ประชุมฯ มีมติให้เนปาลเป็นสาธารณรัฐและยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ปัจจุบันยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคได้ รัฐบาลโดยการนำของนาย Koirala จากพรรค Nepali Congress ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว


เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 Dr Ram Baran Yadav จากพรรค Nepali Congress ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ดำรง ตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก ทั้งนี้ นายภาร์มานันดา จาห์ (Parmananda Jha) จากพรรค Madhesi Janadhikar Forum ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2551โดยพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งทั้งสองมีขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551


เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 กระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้แจ้งการเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการจาก เนปาลเป็นสาธารณรัฐเนปาล (The Republic of Nepal)


เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเนปาล ได้แจ้งเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการใหม่อีกครั้ง เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล (Federal Democratic Republic of Nepal)
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 นาย Pushpa Kamal Dahal หรือ Prachandra หัวหน้าพรรค Communist Party of Nepal (Maoist) ได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน


1. การเมืองการปกครอง


ปัจจุบันการเมืองภายในเนปาลยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตามกระบวนการ ประชาธิปไตย ยังขาดเสถียรภาพ นโยบายหลักของรัฐบาลชั่วคราวคือ จัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าและสถานการณ์ภายในประเทศ โดยมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

2. เศรษฐกิจและสังคม


ด้านเศรษฐกิจ เนปาลต้องพึ่งพาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ ได้แก่ จีน และอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจเนปาลอย่างมาก ทั้งนี้ เนปาลได้เริ่มฟื้นฟูพัฒนาประเทศซึ่งบอบช้ำจากการต่อสู้ระหว่างรัฐบาล พรรคการเมืองและกลุ่ม Maoist เนปาลต้องการความช่วยเหลือทางการเงินและโครงการความช่วยเหลือจากนานาประเทศ เพื่อเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน จัดสรรที่อยู่ให้แก่ผู้พลัดถิ่น และดูแลครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง

3. นโยบายต่างประเทศ


ในด้านการต่างประเทศนั้น เนปาลต้องการรื้อฟื้นและสร้างภาพพจน์ของเนปาลในเวทีระหว่างประเทศ โดยจะร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ ยึดถือค่านิยมประชาธิปไตย ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และเร่งฟื้นฟูการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับทุกประเทศ เน้นความเป็นมิตรและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกประเทศ บนพื้นฐานอธิปไตยที่เท่าเทียมกัน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และจะไม่ให้ผู้ใดใช้ดินแดนของเนปาลในการดำเนินกิจกรรมใดๆ อันจะเป็นปรปักษ์กับประเทศเพื่อนบ้าน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับอินเดีย และมีปัญหาเรื่องผู้อพยพของภูฏานในเนปาล ซึ่งเนปาลพยายามผลักดันให้กลับคืนภูฏาน และเนปาลให้ความสำคัญมากต่อความร่วมมือในภูมิภาค คือ สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation หรือ SAARC) และความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation หรือ BIMSTEC)

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  12 กันยายน  2559

 Update 19 กันยายน 2560

 

  • Pres.
          Bidya Devi BANDHARI
  • Vice Pres.
          Nanda Bahadar PUN
  • Prime Min.
          Pushpa Kamal DAHAL
  • Min. of Commerce & Supplies
         Romi Gauchan THAKALI
  • Min. of Cooperatives & Poverty Alleviation
          Hridayaram THANI
  • Min. of Culture, Tourism, & Civil Aviation
          Jeevan Bahadur SHAHI
  • Min. of Defense
          Balkrishna KHAND
  • Min. of Education
          Giriraj Mani POKHREL
  • Min. of Finance
          Bishnu PAUDEL
  • Min. of Foreign Affairs
          Prakash Sharan MAHAT, Dr.
  • Min. of Forest & Soil Conservation
          Shanker BHANDARI
  • Min. of Gen. Admin.
          Keshav Kumar BUDHATHOKI
  • Min. of Health 
          Gagan Kumar THAPA
  • Min. of Home Affairs
          Shakti BASNET
  • Min. of Industry
          Nabindra Raj JOSHI
  • Min. of Information & Communication Technology
          Sherdhan RAI
  • Min. of Irrigation
          Deepak GIRI
  • Min. of Labor & Employment
          Suryaman GURUNG
  • Min. of Land Reforms & Management
          Bikram PANDEY
  • Min. of Law & Justice, & Parliamentary Affairs
          Ajaya Shankar NAYAK
  • Min. of Peace & Reconstruction
          Sitadevi YADAV
  • Min. for Physical Infrastructure & Transportation
          Bijay GACHHADAR
  • Min. of Science, Technology, & Environment
          Bishwendra PASWAN
  • Min. for Urban Development
          Arjun Narsingh KC
  • Min. of Women, Children, & Social Welfare
         Chandra Prakash MAINALI
  • Min. of Youth & Sports
         Narayan MANDAL
  • Min. of State for Agricultural Development
          Radhika TAMANG
  • Min. of State for Energy
          Satya Naryan BHAGAT
  • Min. of for Federal Affairs & Local Development
          Shreprasad JAWEGU
  • Min. of State for (TBD)
          Dhanamaya B.K. KHANAL
  • Governor, Central Bank
           Yuvraj KHATIWADA
  • Ambassador to the US
          Arjun Kumar KARKI
  • Permanent Representative to the UN, New York
          Durga Prasad BHATTARAI

 

 

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/NP.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

71.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายหัว (GDP per Capita)

2,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราการเติบโตของ GDP

0.6% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 32%
• ภาคอุตสาหกรรม 14%
• ภาคการบริการ 54% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราการว่างงาน

3.3% (พ.ศ. 2554)

หนี้สาธารณะ

27.6% ของ GDP (พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

9.9% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย ปอกะเจา นม เนื้อกระบือ

อุตสาหกรรม

การท่องเที่ยว พรม สิ่งทอ ข้าว ปอกะเจา น้ำตาล บุหรี่ ผลิตซีเมนต์และอิฐ

ดุลบัญชีเดินสะพัด

1.339 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

604.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

พรม เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากปอกระเจา และธัญพืช

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

India 61.3%, US 9.4% (พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

6.667 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

ทอง เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์จากปิโตเลียม ปุ๋ย และยา

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

India 61.5%, China 15.4% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

เนปาลรูปี (Nepalese Rupee)

สัญลักษณ์เงิน

NPR

 

 

สินค้าไทยส่งออกไปเนปาล

เส้นใยประดิษฐ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าจากเนปาล

หนังดิบและหนังฟอก ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป

การลงทุน

เนปาลขอให้ไทยส่งเสริมให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนในเนปาล โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมผ้าไหม กาแฟ ผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูง และการลงทุนที่จะพัฒนาพืชสวนและไม้ตัดดอก โครงสร้างพื้นฐาน และประสงค์จะให้ไทยเข้าไปช่วยในการฟื้นฟูบูรณะประเทศภายหลังการจัดตั้ง รัฐบาลถาวรตามกระบวนการประชาธิปไตยแล้วเสร็จ

 

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
 
     1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
 
         ไทยและเนปาลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับอัครราชทูต เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2502 และได้ยกระดับเป็นระดับเอกอัครราชทูตเมื่อปี 2512 เอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ คนปัจจุบัน คือ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ และเอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย คือ นายนวีน ประกาศ ชังคะ ชาห์ (Naveen Prakash Jung Shah)
 
 
        1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
 
              ในฐานะมิตรประเทศไทยส่งนายทหาร 7 คนเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังของสหประชาชาติ UN Political Mission in Nepal (UNMIN) เพื่อทำการตรวจตราอาวุธและกองกำลังในเนปาล และสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อ 10 เมษายน 2551 คณะกรรมการเลือกตั้งของไทยยังได้ส่งผู้สังเกตการณ์จำนวน 2 คน ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของเนปาลเมื่อ 10 เมษายน 2551 ที่ผ่านมาด้วย
 
        1.2 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
 
              ในปี 2550 การค้าไทย-เนปาล มีมูลค่า 38.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 38.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐและ นำเข้า 0.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปเนปาลได้แก่ เส้นใยประดิษฐ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเนปาลได้แก่ หนังดิบและหนังฟอก ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป
 
               เนปาลขอให้ไทยส่งเสริมให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนในเนปาล โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมผ้าไหม กาแฟ ผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูง และการลงทุนที่จะพัฒนาพืชสวนและไม้ตัดดอก โครงสร้างพื้นฐาน และประสงค์จะให้ไทยเข้าไปช่วยในการฟื้นฟูบูรณะประเทศภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลถาวรตามกระบวนการประชาธิปไตยแล้วเสร็จ
 
        1.3 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม 
 
              - ความร่วมมือด้านศาสนาและวัฒนธรรม เป็นมิติความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดระหว่างไทยกับเนปาลมากกว่าด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง โดยเน้นในเรื่องศาสนา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เนปาลมีสถานที่สำคัญทางศาสนา เช่น เมืองลุมพินี หรือเมืองจานักปูร์ (เมืองมิถิลาในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก)
 
                นอกจากนี้ไทยและเนปาลยังได้ตกลงที่จะทำแผนปฏิบัติการในความร่วมมือด้านวัฒนธรรม 
ให้มีกิจกรรมส่งเสริมที่ชัดเจน รวมทั้งเห็นว่าเป็นช่องทางนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาและเชิงนิเวศน์ โดยจัดโฆษณาส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน และทำแพ็คเกจทัวร์แบบ Combined Destination
 
              - ด้านความร่วมมือทางวิชาการ ไทยได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับเนปาลมาตั้งแต่ปี 2520 โดยรัฐบาลเนปาลได้ส่งบุคลากรมาฝึกอบรมในโครงการฝึกอบรมนานาชาติประจำปีของไทย ซึ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยไทยให้ทุนแก่บุคลากรของเนปาลปีละประมาณ 25 – 30 ทุน เพื่อศึกษา ฝึกอบรม และดูงานในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในไทย ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการ 5 รูปแบบ คือ 1) ความร่วมมือภายใต้กรอบทวิภาคี (Bilateral) 2) ความร่วมมือภายใต้โครงการฝึกอบรมประจำปี (Annual International Training Courses : AITC) 3) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Technical Cooperation among Developing Countries : TCDC) 4) ความร่วมมือภายใต้กรอบไตรภาคี (Trilateral) และ 5) ความร่วมมือภายใต้โครงการฝึกอบรมประเทศที่สาม (Third Country Training Programme : TCTP) โดยความร่วมมือข้างต้น เน้น สาขาเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทรคมนาคม ขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐศาสตร์ สวัสดิการและการพัฒนาสังคม และอุตสาหกรรม ในปี 2550 สำนักความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศได้เวียนทุนให้ทุนแก่เนปาล จำนวน 59 ทุน
 
              - นอกจากนั้น เมื่อ 24 สิงหาคม 2550 รัฐบาลไทยได้มอบเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่รัฐบาลเนปาล เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมและแผ่นดินถล่ม และเมื่อ 26 มิถุนายน 2551 ไทยได้บริจาคเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Food Programme: WFP) สำหรับสนับสนุนโครงการของ WFP ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเนปาล
 
              - โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กที่เมืองลุมพินี เมื่อปี 2540 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขให้สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็ก (Maternity Hospital) ขนาด 30 เตียง ที่เมืองลุมพินี สถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวงเงิน 50 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของพระนางมหามายาเทวีพระราชมารดาของพระพุทธเจ้า และเพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้รับบริการทางการแพทย์ได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี และสมเด็จพระราชินีเนปาลพระองค์ก่อนทรงครองราชย์ครบ 25 ปี แต่รัฐบาลไทยติดขัดเรื่องงบประมาณ จึงทำให้โครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง ต่อมาในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-เนปาล ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนมกราคม 2547 ได้มีการหารือในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งและฝ่ายไทยได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยไปศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงพยาบาลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ที่ฝ่ายเนปาลเตรียมไว้ให้สำหรับการก่อสร้างไม่มีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ ไม่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค คณะผู้เชี่ยวชาญจึงหารือฝ่ายเนปาลขอใช้พื้นที่ในเขตพัฒนาลุมพินี ซึ่งมีความพร้อมมากกว่า แต่ฝ่ายเนปาลได้มีหนังสือแจ้งว่า ไม่สามารถให้พื้นที่ในเขต Master Plan ของเขตพัฒนาลุมพินีได้ อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยได้ให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุแจ้งยืนยันว่าไทยประสงค์จะทำการก่อสร้างโรงพยาบาลในเขตดังกล่าว ในชั้นนี้ หน่วยงานฝ่ายไทยและเนปาลที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องที่ดินและแบบสำหรับการก่อสร้างโรงพยาบาล
 
        1.4 แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย – เนปาล
 
               เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับเนปาล การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทุกสาขาและทุกระดับน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นต่อไปได้อย่างราบรื่น ไทยให้การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการปกครองของเนปาลไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่เนปาลในการฟื้นฟูและบูรณะประเทศ 
     
2. การเยือนที่สำคัญ 
         2.1 ฝ่ายไทย 
        พระราชวงศ์ 
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระวรชายา เสด็จฯ เยือนเนปาล เมื่อวันที่ 1 - 5 พฤศจิกายน 2522
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเนปาล เมื่อวันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์ 2533 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเนปาลเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรโครงการ Nepal Nutrition Intervention Project – Sarlahi ของมหาวิทยาลัยแม่และเด็ก โรงพยาบาลตา และศูนย์รักษาดวงตา Tilganga เมื่อวันที่ 4 – 7 ตุลาคม 2542 
        ผู้นำทางศาสนา 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จฯ เยือนเนปาล เพื่อทรงวางศิลาฤกษ์วัดไทย ณ เมืองลุมพินี เมื่อวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน 2538 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จฯ เยือนเมืองลุมพินี เมื่อวันที่ 22 - 23 กุมภาพันธ์ 2542 
        รัฐบาล 
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนเนปาลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 - 6 สิงหาคม 2526 
       
        2.1 ฝ่ายเนปาล 
        พระราชวงศ์ 
สมเด็จพระราชาธิบดี Birendra และสมเด็จพระราชินี Aishwarya เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 – 15 ธันวาคม 2527 
องค์มกุฎราชกุมาร Dipendra เสด็จฯ เยือนไทย เมื่อวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2537 
สมเด็จพระราชาธิบดี Birendra และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงรับการตรวจพระวรกายประจำปีที่โรงพยาบาลศิริราช และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายพระพรในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 พรรษา เมื่อวันที่ 12 – 17 มกราคม 2540 
องค์มกุฎราชกุมาร Paras เสด็จฯ ทรงศึกษาดูงานที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤษภาคม 2546 และหลังจากนั้นได้เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 4 - 11 พฤษภาคม 2546 
สมเด็จพระราชินี Komal และพระราชธิดา Prerana เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2547 
องค์มกุฎราชกุมาร Paras และมกุฎราชกุมารีพระชายา Himani เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 17 – 22 กรกฎาคม 2548 
        รัฐบาล 
นาย Girija Prasad Koirala นายกรัฐมนตรี แวะผ่านไทย และเข้าเยี่ยมคารวะนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2534 
นาย Sher Bahadur Deuba นายกรัฐมนตรี แวะเยือนไทย และเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.อ.สมบุญระหงษ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 – 26 เมษายน 2539 
นาย Kamal Thapa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ 2541 
นาย Sher Bahadur Deuba นายกรัฐมนตรี เดินทางแวะผ่านไทย และได้เข้าพบหารือทวิภาคีและรับประทานอาหารเช้ากับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2545 
นาย Parashu Narayan Chaudhary ประธานองคมนตรีเนปาล (Raj Parishad) และคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร และ พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2547 
นาย Sher Bahadur Deuba นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนไทยในช่วงการประชุม BIMSTEC และได้เข้าพบหารือทวิภาคีกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 
นาย K.P. Sharma Oli รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางแวะผ่านไทย เพื่อไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 
นาย Girija Prasad Koirala นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวเพื่อรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 17 - 27 มิถุนายน 2549 และได้เข้าเยี่ยมคารวะพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ที่ทำเนียบรัฐบาล 
นาย K.P. Sharma Oli รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวเพื่อรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 4 - 10 กุมภาพันธ์ 2550 และได้เข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ที่กระทรวงการต่างประเทศ 
 
ความตกลงและความร่วมมือ
 
- ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ (พิเศษ) 
วันที่ลงนาม 08 มกราคม 2542
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเนปาลว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
วันที่ลงนาม 02 กุมภาพันธ์ 2541
- ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรอาณาจักรไทยกับรัฐบาลของพระมหากษัตริย์แห่งเนปาลว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่ายและพ้นจากนั้นไป 
วันที่ลงนาม 29 ตุลาคม 2514
 
ข้อมูลด้านกงสุล
 
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ
Address : 167/4 Ward No. 3, Maharajgunj, Bansbari Road
P.O. Box 3333
Tel. : (977 1) 4371410, 4371411
Mobile : (+977) 980-106-9233 / (+977) 984-124-2094
Fax : (977 1) 4371408, 4371409
Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 
Website : www.thaiembnepal.org.np
 

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 

 

 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557   2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                          
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94   -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43   -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05   -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 20,659.09                  
ไทย - เนปาล                          
มูลค่าการค้า 56.27 58.89 55.37 67.25 -11.95 4.64   -5.97 21.45 0.01 0.01 0.01 0.02
การส่งออก 55.75 57.96 54.56 66.65 -11.92 3.96   -5.86 22.16 0.02 0.03 0.03 0.03
การนำเข้า 0.52 0.93 0.81 0.60 -15.12 77.43   -12.60 -26.38 0.00 0.00 0.00 0.00
ดุลการค้า 55.23 57.03 53.75 66.06                  
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 
อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เส้นใยประดิษฐ์ 14.0 17.1 11.5 11.5 11.7 0.32 22.03 -32.91 -32.91 1.88
2 เครื่องดื่ม 4.0 4.0 7.0 7.0 9.8 -12.08 -1.14 76.58 76.58 39.45
3 เครื่องนุ่งห่ม 1.7 5.6 10.0 10.0 8.5 42.17 223.73 78.62 78.62 -14.52
4 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3.8 5.2 6.2 6.2 8.4 -34.64 35.64 20.38 20.38 35.03
5 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 7.8 7.1 4.9 4.9 8.3 3.16 -8.35 -31.72 -31.72 70.04
6 เคมีภัณฑ์ 3.2 2.9 2.9 2.9 2.3 -22.83 -10.50 -0.29 -0.29 -19.42
7 ผลิตภัณฑ์พลาสติก 0.4 0.5 0.5 0.5 2.0 -53.63 33.55 6.51 6.51 267.22
8 กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 1.4 1.0 1.0 1.0 1.4 -39.13 -31.46 6.87 6.87 33.75
9 สินค้าปศุสัตว์อื่น ๆ 0.3 0.8 0.6 0.6 1.4 -78.41 139.63 -26.96 -26.96 138.70
10 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 0.2 0.8 0.7 0.7 1.2 4,184.31 274.37 -18.11 -18.11 77.12
รวม 10 รายการ 37.0 45.0 45.3 45.3 55.0 -12.05 21.69 0.71 0.71 21.40
อื่นๆ 18.8 12.9 9.2 9.2 11.7 -11.65 -31.01 -28.72 -28.72 26.87
รวมทั้งสิ้น 55.8 58.0 54.6 54.6 66.7 -11.92 3.96 -5.86 -5.86 22.32
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ 0.2 0.2 0.2 0.2 0.3 13.14 28.83 7.28 7.28 13.18
2 เสื้อผ้าสำเร็จรูป 0.0 0.1 0.1 0.1 0.1 -34.58 46.15 46.01 46.01 -9.30
3 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 0.0 0.1 0.0 0.0 0.1 139.02 262.93 -77.13 -77.13 131.97
4 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 20.34 -30.00 -7.48 -7.48 12.13
5 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 133.57 -6.59 -41.03 -41.03 62.50
6 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 -42.86 - 400.00 400.00 910.00
7 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 -39.36 -24.50 -34.21 -34.21 9.33
8 เครื่องประดับอัญมณี 0.0 0.1 0.0 0.0 0.0 20.80 684.77 -85.74 -85.74 -7.10
9 สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 770.00 -2.30 28.24 28.24 -46.79
10 เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือน 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 -2.40 -41.72 40.00 40.00 -19.55
รวม 10 รายการ 0.4 0.6 0.5 0.5 0.5 11.11 55.52 -25.04 -25.04 16.43
อื่นๆ 0.1 0.3 0.3 0.3 0.1 -50.88 144.99 11.75 11.75 -82.60
รวมทั้งสิ้น 0.5 0.9 0.8 0.8 0.6 -15.12 77.43 -12.60 -12.60 -26.38

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย
H.E. Mr. Naveen Prakash Jung Shah

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
189 Soi 71 Sukhumvit Road,
Prakhanong, Bangkok 10110

Tel: 0-2391-7240, 0-2390-2280

Fax: 0-2381-2406

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

  1. กองเอเชียใต้ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org
  6. www.reliefweb.int

 

 

JoomSpirit