มาเลเซีย

Flag of Malaysia Coat of arms of Malaysia
ธง ตราสัญลักษณ์

 

คำขวัญ     Bersekutu Bertambah Mutu ("ความเป็นเอกภาพคือพลัง")

 

Malaysia orthographic projection
ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Malaysia
 
800px-Malaysia states named

 

มาเลเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 รัฐ (states - negeri-negeri) และ 3 ดินแดนสหพันธ์* (federal territories - wilayah-wilayah persekutuan) เป็นดินแดนที่รัฐบาลกลางปกครอง เขตการปกครองต่าง ๆ และชื่อเมืองหลวง (ในวงเล็บ) ได้แก่

รัฐ

มาเลเซียตะวันตก (คาบสมุทรมลายู)

มาเลเซียตะวันออก (เกาะบอร์เนียวตอนเหนือ)

ดินแดนสหพันธ์

มาเลเซียตะวันตก

มาเลเซียตะวันออก

 

ชื่ออย่างเป็นทางการ

มาเลเซีย หรือ Malaysia

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ประกอบด้วยดินแดนสองส่วน คือ มาเลเซียตะวันตกบนคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว ระหว่างละติจูดที่ 2 30 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 112 30 องศาตะวันออก

พื้นที่

329, 847 ตารางกิโลเมตร พื้นดิน 328, 657 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 1,190 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาว 2,669 กิโลเมตร ติดกับประเทศ บรูไน (381 กิโลเมตร) อินโดนีเซีย (1,782 กิโลเมตร) ไทย (506 กิโลเมตร) ความยาวชายฝั่ง 4,675 กิโลเมตร (คาบสมุทรมาเลเซีย 2,068 กิโลเมตร มาเลเซียตะวันออก 2,607 กิโลเมตร)

สภาพภูมิประเทศ

ที่ราบชายฝั่งค่อยๆ ชันขึ้นเป็นทิวเขาและภูเขา

สภาพภูมิอากาศ

ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (เมษายน-ตุลาคม) และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ตุลาคม-กุมภาพันธ์)

ทรัพยากรธรรมชาติ

ดีบุก ปิโตรเลียม ไม้ซุง ทองแดง สินแร่เหล็ก ก๊าซธรรมชาติ บ๊อกไซต์

ภัยธรรมชาติ

น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ไฟไหม้ป่า

จำนวนประชากร

31,381,992 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

1.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

มาเลเซีย (Malaysian (s))

เชื้อชาติ

มาเลย์ 50.1% จีน 22.6% ชนพื้นเมือง 11.8% ชาวอินเดีย 6.7% อื่นๆ 0.7% คนต่างด้าว 8.2% (พ.ศ. 2553)

ศาสนา

อิสลาม ศาสนาประจำชาติ 61.3% พุทธ 19.8% คริสต์ 9.2% ฮินดู 6.3% ศาสนาพื้นเมืองของจีน (ขงจื้อ เต๋า ฯลฯ) 1.3% อื่น ๆ 0.4% ไม่มีศาสนา 0.8% ระบุไม่ได้ 1% (พ.ศ. 2553)

ภาษา

มาเลย์ (Bahasa Malaysia เป็นภาษาราชการ) อังกฤษ จีน (แต้จิ๋ว จีนกลาง ฮกเกี้ยน ฮักกา ไห่หนาน ฟูโจว์) ทมิฬ

 

รูปแบบการปกครอง

ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)

เมืองหลวง

กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) เมืองราชการคือ เมืองปุตราจายา (Putrajaya)

การแบ่งเขตการปกครอง

มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ประกอบด้วย11 รัฐ คือ ปะหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์ และปะลิส มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (กาลิมันตัน) ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวัก นอกจากนี้ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ อีก 3 เขต คือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

 

4614304541 3dd6baea3d
ที่มา: www.mapsofworld.com

 

วันที่ได้รับเอกราช

31 สิงหาคม พ.ศ. 2500 จากสหราชอาณาจักร

รัฐธรรมนูญ

ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2500 แต่มีการแก้ไขหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2550

ฝ่ายบริหาร

มาเลเซียมีระบอบการปกครองแบบสหพันธรัฐ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang-diPertuan Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากเจ้าผู้ปกครองรัฐ 9 แห่ง (ยะโฮร์ ตรังกานู ปะหัง สลังงอร์ เกดะห์ กลันตัน เนกรีเซมบิลัน เประ และปะลิส) และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่ง วาระ 5 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2011 นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐ และมุขมนตรีแห่งรัฐ (Menteri Besar ในกรณีที่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ หรือ Chief Minister ในกรณีที่ไม่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ) เป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งรัฐ

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ระบบ 2 สภา (Bicameral Parliament หรือ Parlimen) ประกอบด้วยวุฒิสภา (Senate หรือ Dewan Negara) ซึ่งมีสมาชิก 70 ที่นั่ง กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้ง 44 ที่นั่ง อีก 26 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งของตัวแทน 13 รัฐ วาระ 3 ปีและสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระเท่านั้น และ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives หรือ Dewan Rakyat) สมาชิกจำนวน 222 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2013

ฝ่ายตุลาการ

ประเทศมาเลเซียบนคาบสมุทรเพนนินซูลา ศาลแพ่งประกอบด้วย ศาลสหพันธรัฐ (Federal Court) ศาลอุทธรณ์ และศาลสูง สำหรับศาลของซาบาห์และซาราวัคบทเกาะบอร์เนียวประกอบด้วยศาลฎีกา ซึ่งผู้พิพากษาได้รับแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ โดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

ศาลชาเรีย (Sharia Courts) ประกอบด้วย ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา และศาลระดับรัฐ (Subordinate Courts at State-Level) ตัดสินคดีความเกี่ยวกับศาสนาและครอบครัวสำหรับมุสลิม คำพิพากษาจากศาลชาเรียไม่สามารถนำมาอุทธรณ์ในศาลแพ่งได้

ระบบกฎหมาย

กฎหมายจารีตประเพณีอังกฤษ (English Common Law) โดยมีการใช้กฎหมายอิสลาม (Islamic Law) ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิม (ครอบครัวและศาสนา) ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

การเมือง

พรรค UMNO มีแนวนโยบายบริหารประเทศเน้นชาตินิยมแต่ไม่รุนแรง สนับสนุนชาวมาเลย์ให้มีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศทั้ง ด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แนวนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศหลัก ๆ สรุปได้ดังนี้

ดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะประเทศตะวันตก
พยายามเข้าไปมีบทบาทนำในอาเซียน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม เพื่อเป็นพลังต่อรองกับประเทศตะวันตกในเวทีระหว่างประเทศ
พัฒนาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของประเทศตะวันตกมีแนวดำเนินการของตนเองและให้ความ สำคัญต่อเรื่องความมั่นคงภายในประเทศเป็นสำคัญ
หลังจาก ตุน ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31ตุลาคม 2546 ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2547 มาเลเซียจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป (หลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547) ซึ่งผลปรากฏว่า พรรค UMNO และกลุ่มพรรคแนวร่วมแห่งชาติ Barison Nasional (BN) ภายใต้การนำของดาโต๊ะซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้รับชัยชนะเหนือพรรคร่วมฝ่ายค้าน (BA) ซึ่งมีพรรค PAS เป็นแกนนำ โดยได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเกิน 2 ใน 3

พรรคฝ่ายค้านยังคงไม่มีศักยภาพเพียง พอที่จะท้าทายอำนาจและเสถียรภาพของรัฐบาล แม้การก้าวลงจากอำนาจของ ดร.มหาธีร์ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมของประชาชนต่อพรรค UMNO ในระดับหนึ่ง แต่ผลการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมีนาคม 2547 แสดงให้เห็นว่า พรรค UMNO ยังคงสามารถเป็นแกนนำของกลุ่ม BN ในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ประเด็นที่จะบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของพรรครัฐบาลและพรรค UMNO ที่สำคัญได้แก่ ความแตกแยกภายในพรรค UMNO เอง ซึ่งยังคงมีอยู่ในระดับหนึ่งอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความไม่ลงรอยกันระหว่าง กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ภายในพรรค แม้ว่าจะไม่ปรากฏให้เห็นภาพความขัดแย้งที่แจ้งชัด

เมื่อวันที่ 13-19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 พรรค UMNO ได้จัดการประชุมสมัชชาพรรคสมัยสามัญประจำปี 2549 โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะหัวหน้าพรรค UMNO ได้รายงานผลงานและความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค UMNO ว่า (1) ได้ปฏิบัติตามคำสัญญาที่ให้แก่ประชาชน อาทิ การนำเสนอมาตรการในแผนพัฒนามาเลเซีย ฉบับที่ 9 (2) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษา (3) ย้ำความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจโดยการสร้างแหล่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ใหม่ ๆ และการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม (4) ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของภาคราชการ (5) รัฐบาลได้เปิดกว้างรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นทั้งจาก ส.ส. และจากประชาชน (6) ใช้แนวทางทางการทูตและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และย้ำว่าชาวมุสลิมควรปรองดองกัน (7) ส่งเสริมความสมานฉันท์ของคนในชาติ (8) ย้ำหลักการอิสลามสายกลาง หรือ Islam Hadhari

ที่ประชุมพรรค UMNO ยืนยันให้การสนับสนุนหัวหน้าพรรค แต่หลีกเลี่ยงการกล่าวโจมตี ตุน ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพรรค UMNO ที่ในระยะหลังมีความคิดขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (ตุน ดร.มหาธีร์ฯ มิได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพราะอยู่ในช่วงพักรักษาตัวจากโรคหัวใจ) แม้พรรค UMNO จะสนับสนุนคนเชื้อสายมาเลย์ แต่พรรคก็ต้องระมัดระวังในการรักษาความสมดุลระหว่างคนเชื้อชาติอื่น ๆ ในมาเลเซียด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ในการอภิปรายระหว่างการประชุมครั้งนี้ สมาชิกบางกลุ่มได้กล่าวโจมตีสิทธิของคนเชื้อชาติอื่น ๆ ทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวในวันปิดประชุมว่าสมาชิกพรรคต้องคำนึงถึง สิทธิของคนเชื้อชาติต่างๆ อย่างเป็นธรรม

การปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549

นายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ บาดาวี ได้ปรับคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาล ในการนี้มีรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการได้รับแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งใหม่รวม 22 ตำแหน่ง (รัฐมนตรีว่าการ 7 ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการ 15 ตำแหน่ง) โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยืนยันว่าการแต่งตั้งและปรับเปลี่ยนบุคคลเข้าดำรง ตำแหน่งต่าง ๆ ได้พิจารณาจากความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และความรับผิดชอบ และที่สำคัญต้องทำงานเป็นทีมได้ ส่วนบุคคลที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ ดาโต๊ะ ซรี ราฟิดาห์ อาซิซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในคณะ รัฐมนตรีมานานกว่า 24 ปี ก็ยังดำรงตำแหน่งเดิมอยู่ แม้ก่อนหน้านี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการออกใบอนุญาต นำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศจนเกิดความขัดแย้งกับ ตุน ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในการนี้ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ให้เหตุผลว่ารัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องพึ่งพาผู้มีประสบการณ์และ ความเชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับของประชาคมธุรกิจระหว่างประเทศอย่างดาโต๊ะ ซรี ราฟิดาห์ อย่างไรก็ตาม การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายหลักของรัฐบาลมาเลเซีย รวมทั้งจะไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียและไทย

นโยบายความมั่นคงของมาเลเซีย

  1. ดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองโดยยึด อาเซียนเป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อให้มีการรับรองและปฏิบัติอย่างจริงจังที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออก /ตะวันตก เป็นดินแดนที่เป็นกลางและสันติสุข ทั้งนี้เพื่อให้มาเลเซียปลอดภัยจากการรุกรานจากภายนอก
  2. แสวงหามิตรประเทศที่มีศักยภาพทาง ทหารอย่างเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำใด ๆ อันจะกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของมาเลเซียตลอดจนการเตรียมกองทัพให้ทันสมัย มีอานุภาพเพียงพอที่จะป้องกันประเทศในระยะต้นก่อนการช่วยเหลือจากมิตรประเทศ
  3. พัฒนากองทัพ โดยเฉพาะกองกำลังภาคพื้นดินให้เข้มแข็ง เน้นขีดความสามารถในการทำสงครามตามแบบ (conventional) เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก
  4. ปรับปรุงกองกำลังทางเรือให้สามารถ ป้องกันการแทรกซึม และการยกพลขึ้นบก ตลอดจนปราบปรามการลักลอบค้าของหนีภาษี และการลักลอบทำประมงในน่านน้ำ


ในอนาคตอันใกล้ ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่ามาเลเซียจะมีความขัดแย้งกับต่างประเทศจนถึงกับต้อง ใช้กำลังทหารในการเผชิญหน้า เนื่องจากมาเลเซียย้ำเสมอว่าต้องการใช้กรอบเจรจาทางการทูตมากกว่าการใช้ กำลังพล แต่อาจจะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบค้าแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งมาเลเซียพยายามจะใช้การเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 12

นายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้ประกาศยุบสภาสมัยที่ 11 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 12 ซึ่งถือเป็นการประกาศยุบสภาก่อนที่จะหมดวาระตามปกติถึง 25 เดือน (หมดวาระในวันที่ 16 พฤษภาคม 2552)

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 12 ของมาเลเซียมีขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2551 โดยเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 222 ที่นั่ง และสมาชิกสภานิติบัญญัติใน 12 รัฐ จำนวน 505 คน โดยพรรคร่วมรัฐบาล Barisan National (BN) หรือพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งนำโดยพรรค UMNO ได้รับเลือก 140 ที่นั่ง ซึ่งน้อยกว่าที่เคยได้รับเลือกในปี 2547 อย่างไรก็ดี ยังคงมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 ได้มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดย ครม. ชุดใหม่นี้ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ 32 คน และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 37 คน รวม 69 คน และมีดาโต๊ะ ซรี นาจิบ ตุน ราซัค ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และมีดาโต๊ะ ซรี ดร. อูตามา ราอิส ยาติม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ได้ประกาศส่งมอบตำแหน่งประธานพรรค UMNO ให้แก่ ดาโต๊ะ ซรี นาจิบ ราซัค และได้ส่งมอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552

ปัจจุบัน ดาโต๊ะ ซรี นาจิบ ราซัค ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของมาเลเซีย โดยมี ดาโต๊ะ ซรี ดร.อาหมัด ซาฮิด ฮามิดิ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ดาโต๊ะ อานิฟาห์ บิน ฮัจญี อามาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นโยบายต่างประเทศ

เดิมนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การปกป้องและส่งเสริม ผลประโยชน์แห่งชาติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และผลประโยชน์ที่สำคัญอื่น ๆ แต่เมื่อดาโต๊ะ ซรี ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อปี 2524 นโยบายต่างประเทศมาเลเซียได้เน้นความสำคัญด้านเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมความเป็นชาตินิยมอย่างเข้มแข็ง (strong and nationalistic defense) เพื่อรักษาผลประโยชน์ รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (south-south cooperation) มาเลเซียเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกคือราคา น้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่ประเทศกำลังพัฒนา และอาจเป็นเหตุให้เกิดการแข่งขันและความขัดแย้งในการแย่งชิงตลาดและทรัพยากร ธรรมชาติ ซึ่งมาเลเซียเห็นว่าสหประชาชาติต้องเตรียมรับมือกับประเด็นดังกล่าวที่อาจ ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ในอนาคต

มาเลเซียเห็นว่าหลักการ Islam Hadhari หรืออิสลามสายกลางจะช่วยส่งเสริมเสถียรภาพระหว่างประเทศ เพราะหลักการดังกล่าวเน้นการสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาโดยส่งเสริมการ ศึกษา การแสวงหาความรู้ และการใช้หลักธรรมาภิบาล ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่มีผู้คนหลายเชื้อชาติและศาสนา นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวในหลายวาระโอกาสว่ามาเลเซียเป็นพหุสังคมที่ ประชาชนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเพราะเข้าใจคุณค่าของความแตกต่างซึ่งเป็น จุดแข็งข้อหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ซึ่งประชาคมโลกน่าจะทำความเข้าใจในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อป้องกันมิให้ช่องว่างระหว่างโลกมุสลิมและโลกตะวันตก ขยายตัวขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมากล่าวได้ว่ามาเลเซียประสบความสำเร็จในเวทีระหว่างประเทศ อย่างสูง โดยสามารถสร้างบทบาทให้เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำประเทศกำลังพัฒนาและเป็น ประเทศมุสลิมสายกลางซึ่งมีแนวนโยบายสอดคล้องกับประเทศตะวันตกในเรื่องของการ ต่อต้านการก่อการร้าย ทำให้มาเลเซียสามารถมีบทบาทนำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศได้ทั้งในกรอบของ โลกมุสลิมและโลกตะวันตก

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  8  พฤศจิกายน  2559

 Update 19 กันยายน 2560

 

  • King

  ABDUL HALIM Mu'adzam Shah

  • Prime Min.

  NAJIB Razak

  • Dep. Prime Min.

   ZAHID Hamidi

  • Min. of Agriculture & Agro-Based Industry

  AHMAD SHABERY Cheek

  • Min. of Communication & Multimedia

   Mohd SALLEH Tun Said Keruak

  • Min. of Defense

  HISHAMMUDDIN Tun Hussein

  • Min. of Domestic Trade, Cooperative, & Consumerism

   HAMZAH Zainudin

  • Min. of Education

   MAHDZIR Khalid

  • Min. of Energy, Green Technology, & Water

  Maximus Johnity ONGKILI

  • Min. of Federal Territories

   Tengku ADNAN Tengku Mansor

  • Min. of Finance

  NAJIB Razak

  • Min. of Finance II

  JOHARI Abdul Ghani

  • Min. of Foreign Affairs

  ANIFAH Aman

  • Min. of Health

  S. SUBRAMANIAM

  • Min. of Higher Education

  IDRIS Jusoh

  • Min. of Home Affairs

  Ahmad ZAHID Hamidi

  • Min. of Human Resources

  Richard RIOT Jaem

  • Min. of Intl. Trade & Industry

   MUSTAPA Mohamed

  • Min. of Intl. Trade & Industry II

  ONG Ka Chuan

  • Min. of Natural Resources & Environment

   WAN JUNAIDI Tuanku Jaafar

  • Min. of Plantation Industries & Commodities

  MAH Siew Keong

  • Min. of Rural & Regional Development

  ISMAIL Sabri bin Yaakob

  • Min. of Science, Technology, & Innovation

  Wilfred Madius TANGAU

  • Min. of Tourism & Culture

   NAZRI Abdul Aziz

  • Min. of Transport

  LIOW Tiong Lai

  • Min. of Urban Wellbeing, Housing, & Local Govt.

  NOH Omar

  • Min. of Women, Family, & Community Development

   ROHANI Abdul Karim

  • Min. of Works

   FADILLAH Yusof

  • Min. of Youth & Sports

  KHAIRY Jamaluddin Abu Bakar

  • Min. in the Prime Min.'s Office

  AZALINA Othman Said

  • Min. in the Prime Min.'s Office

  Joseph ENTULU

  • Min. in the Prime Min.'s Office

  JAMIL KHIR bin Baharom , Maj. Gen. (Ret.)

  • Min. in the Prime Min.'s Office

   Joseph KURUP

  • Min. in the Prime Min.'s Office

   Paul LOW Seng Kuan

  • Min. in the Prime Min.'s Office

   NANCY Shukri

  • Min. in the Prime Min.'s Office

   Abdul RAHMAN Dahlan

  • Min. in the Prime Min.'s Office

  SHAHIDAN Kassim

  • Min. in the Prime Min.'s Office

  WEE Ka Siong , Dr.

  • Governor, Bank Negara Malaysia

   Muhammad IBRAHIM

  • Ambassador to the US

  AWANG ADEK bin Hussin

  • Permanent Representative to the UN, New York

   RAMLAN bin Ibrahim

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/MY.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

863.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล

27,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

4.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 8.2%
• ภาคอุตสาหกรรม 37.8%
• ภาคการบริการ 54% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

3.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

2.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

  • มาเลเซียตะวันตก (บนคาบสมุทรมาเลเซีย): ยาง น้ำมันปาล์ม โกโก้ ข้าว
  • รัฐซาบาห์: การเกษตรเพื่อดำรงชีพ ยาง ไม้ซุง มะพร้าว ข้าว
  • รัฐซาราวัก: ยาง พริกไทย ไม้ซุง

อุตสาหกรรม

  • มาเลเซียตะวันตก (บนคาบสมุทรมาเลเซีย): ยาง กระบวนการแปรรูปและผลิตน้ำมันปาล์ม การทำเหมืองและถลุงแร่ดีบุก การแปรรูปไม้ซุง
  • รัฐซาบาห์: การทำไม้ซุง การผลิตน้ำมันปิโตรเลียม
  • รัฐซาราวัก: แปรรูปเกษตรกรรม การผลิตและการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม การทำไม้ซุง

อัตราการเกิบโตภาคอุตสาหกรรม

4.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

55.1% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

6.067 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

167.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออก

อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ การผลิตปิโตรเลียมและก๊าซเหลว ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ น้ำมันปาล์ม ยาง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

Singapore 13.9%, China 13%, Japan 9.5%, US 9.4%, Thailand 5.7%, Hong Kong 4.7%, India 4.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

139.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้า

อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม พลาสติก พาหนะ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

China 18.8%, Singapore 12%, US 8.1%, Japan 7.8%, Thailand 6.1%, South Korea 4.5%, Indonesia 4.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

ริงกิตมาเลเซีย (Ringgit)

สัญลักษณ์เงิน

MYR

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

คลิกเพื่อตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนจากธนาคารแห่งประเทศไทย

นโยบายด้านเศรษฐกิจ

(1) เปิดรับการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากตะวันตก เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 (Vision 2020) ตามที่อดีตนายกรัฐมนตรี ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด ได้ตั้งเป้าหมายไว้

(2) ใช้นโยบายการเมืองนำเศรษฐกิจเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์และโอกาสทางการค้าแก่ประเทศ

(3) ขยายการติดต่อด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดการพึ่ง พาตลาดสหรัฐฯ และยุโรป อาทิ มาเลเซียในฐานะประธานองค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference - OIC) ให้ความสำคัญกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก OIC (รวม 57 ประเทศ) โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ธนาคารอิสลาม การศึกษา และการท่องเที่ยว

มาเลเซียได้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจสืบต่อจาก Vision 2020 คือนโยบายวิสัยทัศน์แห่งชาติ (National Vision Policy: NVP) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างมาเลเซียให้เป็น "ประเทศที่มีความยืดหยุ่นคงทนและมีความสามารถในการแข่งขัน" โดยจะลดความสำคัญของการลงทุนที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโตที่ไม่ยั่งยืนและขาด ประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญต่อประเด็นใหม่คือ การเติบโตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม โดยจะเน้นการลงทุนที่มีการค้นคว้าและวิจัย (R & D) และเทคโนโลยีสูง ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (knowledge-based economy) กระตุ้นและเพิ่มพลวัตรของภาคการเกษตร การผลิต และการบริการโดยการใช้ความรู้และเทคโนโลยีวิทยาการ เพิ่มการมีส่วนร่วมของภูมิบุตร ในภาคเศรษฐกิจชั้นนำ และปรับให้มีการพัฒนาการทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับสังคมบนฐานความรู้ (knowledge-based society)ในช่วงที่ผ่านมามาเลเซียมีความสัมพันธ์ด้านการเมืองที่ไม่ราบรื่น นักกับประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศตะวันตกมองว่ารัฐบาลมาเลเซียมักใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคง ภายใน (Internal Security Act - ISA) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มาเลเซียถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในประเทศ และประเทศตะวันตกมักใช้ double standard ในการดำเนินนโยบายกับประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ด้านการเงินและการคลังที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นผลจากการเปิดเสรีด้านการเงินและการคลัง ซึ่งประเทศตะวันตกผลักดันอย่างแข็งขัน

พัฒนาการที่สำคัญ

แม้ว่ารัฐบาลมาเลเซียจะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งผลให้ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในปี 2545 แต่ความสำเร็จดังกล่าวยังมีอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ แฝงอยู่ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของมาเลเซียโดยรวมได้ อาทิ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (mega projects) ของรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่หากโครงการเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อาทิ โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันใช้งานไม่ถึงครึ่งของขีดความสามารถและยังไม่สามารถดึงดูดให้สาย การบินหลักๆ มาใช้บริการ โครงการ Cyberjaya ซึ่งยังไม่สามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนได้ตามเป้าหมายที่ กำหนด เป็นต้น

ในช่วงปี 2549 - 2550 สภาวะเศรษฐกิจของมาเลเซียในภาพรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น เห็นได้จากอัตราการว่างงานที่ลดลง รายได้ประชาชาติต่อหัว การกระจายรายได้ และรายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวที่เพิ่มขึ้น การลงทุนของบริษัทเอกชนและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่มีปริมาณเพิ่ม ขึ้น และการได้ดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งการปรับอันดับความสามารถในการแข่งขัน (world competitive rankings) จากอันดับที่ 28 ในปี พ.ศ. 2548 เป็นอันดับที่ 19 ในปี 2551 เป็นต้น

ทั้งนี้ ทางการมาเลเซียคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ ฉบับที่ 9 (ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 - 2553) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซียจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 เนื่องจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และการขยายตัวของธุรกิจภาคบริการและภาคการก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยชดเชยกับภาวะซบเซาและการขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงของธุรกิจและ กิจกรรมในภาคเกษตรกรรม เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยจากภายนอกประเทศ (อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำและราคาน้ำมันแพง) โดยจะมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 - 4 และการขยายตัวในธุรกิจการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 - 10

เศรษฐกิจมาเลเซียไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐฯ มากนัก เนื่องจากภาคการเงินและการธนาคารสามารถป้องกันผลกระทบจากสหรัฐฯ และยุโรปได้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม โดยที่ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของมาเลเซียประสบปัญหาและได้รับผลกระทบจากภาวะ เศรษฐกิจโลกถดถอย จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกและภาคบริการ (เช่น การท่องเที่ยว และการขนส่ง) และทำให้เศรษฐกิจมาเลเซียขยายตัวได้น้อยลง ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียได้นำนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ มาปรับใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาทิ การลดอัตราดอกเบี้ย การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน เอเชียตะวันออก อินเดีย และตะวันออกกลาง และการส่งเสริมการลงทุนจากประเทศผู้ผลิตน้ำมัน อย่างไรก็ดี ความมั่นคงทางการเมืองจะเป็นประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติ จะใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจเข้าไปลงทุนในมาเลเซีย

 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
 
การค้า
มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของไทย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของมาเลเซีย ในปี 2553 การค้ารวมระหว่างไทยกับมาเลเซียมีมูลค่า 21,275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
ไทยส่งออก 10,566ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 10,708ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2553 การค้าชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียมีมูลค่า  497,589 ล้านบาท (ไทยส่งออก 320,403ล้านบาท และนำเข้า 177,186 ล้านบาท) ไทยได้เปรียบดุลการค้า 143,217ล้านบาท ทั้งนี้ การค้าชายแดนประกอบเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของการค้ารวมระหว่างไทยกับมาเลเซีย  
 
สินค้าส่งออกของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา น้ำมันสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สินค้าที่ไทยนำเข้าจากมาเลเซียประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ สื่อบันทึกข้อมูล ภาพและเสียง เคมีภัณฑ์แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ น้ำมันสำเร็จรูป
 
      ในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม ๒๕๕๖ มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๔ การค้ามีมูลค่ารวม๑๗.๔      พัน ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก ๘.๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า ๘.๙ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ      โดยไทยเสียเปรียบดุลการค้า ๐.๓๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ  
 
      ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ๒๕๕๖ การค้าชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียมีมูลค่า ๒๔๗.๕ พันล้านบาท โดยไทยส่งออกจำนวน ๑๔๒.๕ พันล้านบาท และนำเข้าจากมาเลเซียจำนวน ๑๐๕ พันล้านบาท (ไทยได้ดุลการค้าชายแดน แต่ขาดดุลการค้าโดยรวม) ทั้งนี้ การค้าชายแดนประกอบเป็นสัดส่วนร้อยละ ๕๔.๒ ของการค้าชายแดนรวมระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
 
มูลค่าการค้ารวมระหว่างเดือน ม.ค. - มี.ค. 2557 เท่ากับ 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงปีเดียวกันของปี 2556 โดยไทยส่งออก 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียดุลการค้า 0.99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
สินค้าส่งออกของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป อุปกรณ์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยางพารา 
 
คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก สินค้าที่ไทยนำเข้าจากมาเลเซีย ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
 
การลงทุน
ในปี 2553 มาเลเซียได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 39 โครงการ โดยโครงการที่ยื่นขอส่วนใหญ่เป็นประเภทในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์  ภาคบริการ และภาคการเกษตร มูลค่า 4,808ล้านบาท
 
ในปี 2551 Malaysian Industrial Development Authority: MIDA อนุมัติการส่งเสริมโครงการลงทุนจากไทยในมาเลเซียจำนวน 6 โครงการ ในมูลค่า 144.6 ล้านริงกิต หรือประมาณ 1.4 พันล้านบาท ส่วนปี 2552 MIDA อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากไทย 1 โครงการมูลค่า 0.6 ล้านริงกิต
 
ในปี 2556 มาเลเซียลงทุนในไทยจำนวน 37 โครงการ มีมูลค่า 7,739.2 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาการบริการ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเครื่องจักรกล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์และกระดาษ เครื่องนุ่งห่ม และการเกษตร ในขณะที่ไทยลงทุนในมาเลเซีย จำนวน 11 โครงการ มีมูลค่า 4,459 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนที่สนใจไปลงทุนในมาเลเซียได้แก่ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทแอดวานซ์อะโกร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท เครือซีเมนต์ไทย กลุ่มบริษัทสามารถ และร้านอาหารไทย

 

ความร่วมมือในกรอบ JDS

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วย ยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (Thailand-Malaysia Committee on Joint Development Strategy for border areas - JDS) โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการพัฒนาความกินดีอยู่ดีของประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี และนราธิวาส) กับ 4 รัฐภาคเหนือของมาเลเซีย (ปะลิส เกดะห์ กลันตัน และเประ เฉพาะอำเภอเปิงกาลันฮูลู) โดยมีโครงการความร่วมมือหลายสาขา อาทิ การพัฒนาโครงการพื้นฐานและการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การท่องเที่ยว การเกษตร ประมง และปศุสัตว์ เป็นต้น ความร่วมมือในกรอบ JDS จะสนับสนุนความร่วมมือในกรอบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย -มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) ที่ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2536

การท่องเที่ยว
 
ในปี 2553 มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางมาประเทศไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 1.96 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปี 2552 จำนวน 1.76 ล้านคน 
 
ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวไทยไปมาเลเซียมากเป็นอันดับสามรองจากนักท่องเที่ยว สิงคโปร์ และอินโดนีเซียจำนวน 1.45 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 อัตราร้อยละ 0.6
 
ปี 2555 มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียมาไทยประมาณ 2.23 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.81 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 (ปี 2555 นักท่องเที่ยวไทยไปมาเลเซีย 1.26 ล้านคน)
 
ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม ๒๕๕๖ มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางมาประเทศไทยประมาณ ๑.๕๗ ล้านคน (ลำดับ ๒ ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย) ในขณะที่ช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ๒๕๕๖ มีนักท่องเที่ยวไทยไปมาเลเซียประมาณ ๐.๕๘ ล้านคน (ลำดับที่ ๕ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในมาเลเซีย)  
 
ในช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย. 2557 มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าประเทศไทย 0.79 ล้านคน ลดลงร้อยละ 13.5 จากช่วงเดียวกันของปี 2556 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้ามาเลเซีย ในช่วงเดือน ม.ค. 2557 รวม 0.11 ล้านคน ลดลงร้อยละ 33.4 จากช่วงเดียวกันของปี 2556 นับเป็นอันดับที่ 5
 

 

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับมาเลเซีย

ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาเลเซียเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2500 และมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ คนปัจจุบันคือ นายกฤต ไกรจิตติ  ซึ่งเดินทางไปรับหน้าที่เมื่อวันที่ 2 เดือนตุลาคม 2555 นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานกงสุลใหญ่ในมาเลเซีย 2 แห่ง ได้แก่ (1) สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง และ (2) สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู สำหรับส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ของไทย ซึ่งตั้งสำนักงานในมาเลเซียได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารทั้งสามเหล่าทัพ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สำนักงานแรงงาน และสำนักงานประสานงานตำรวจ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มาเลเซีย 

มาเลเซียมีสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้แก่ ดาโต๊ะ นาซีระห์ บินตี ฮุสซัยน์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 และมีสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา และกงสุญใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ได้แก่ นายไฟซัล แอต มุฮัมมัด ไฟซัล บิน ราซาลี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การดำเนินความร่วมมือภายใต้กลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ อาทิ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับมาเลเซีย (Joint Commission : JC) คณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (Joint Development Strategy : JDS) คณะกรรมการด้านความมั่นคง ได้แก่ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) คณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee : HLC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ซึ่งทั้ง 3 ระดับเป็นกรอบความร่วมมือของฝ่ายทหารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคง และความร่วมมือชายแดน คณะกรรมการด้านความมั่นคงกรอบอื่น ๆ เฉพาะเรื่อง อาทิ คณะกรรมการร่วมด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และความร่วมมือในกรอบ Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (IMT-GT) และอาเซียน และ (2) ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วยการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การร่วมกันพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศและการเสริมสร้างมาตรการสร้างความไว้วางใจ (Confidence Building Measures) บนพื้นฐานของกรอบ 3Es ได้แก่ การศึกษา (Education) การจ้างงาน (Employment) และการประกอบกิจการ (Entrepreneurship) 

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียมีพลวัตร รวมทั้งตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงการมี “จุดมุ่งหมาย” ร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีเพื่อสนับสนุนความเชื่อมโยงในอาเซียนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง

กองทัพไทยกับมาเลเซียมีการฝึกทางทหารระหว่างกันเป็นประจำ ได้แก่ (1) LAND EX THAMAL ซึ่งเป็นการฝึกประจำปีเริ่มเมื่อปี 2536 (2) THALAY LAUT ซึ่งมีการฝึกครั้งแรกเมื่อปี 2523 จัดขึ้นทุก 2 ปี โดยไทยกับมาเลเซียสลับกันเป็นเจ้าภาพ (3) SEA EX THAMAL เริ่มเมื่อปี 2522 มีพื้นที่ฝึกบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการร่วมชายแดนทางทะเลระหว่างไทย-มาเลเซียทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน (4) AIR THAMAL เป็นการฝึกการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีตามบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2525 โดยทำการฝึกทุกปี ประกอบด้วยการฝึกภาคสนามสลับกับการฝึกปัญหาที่บังคับการ และสลับกันเป็นเจ้าภาพ  และ (5) JCEX THAMAL เป็นการฝึกร่วม/ผสมภายใต้กรอบการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากสงครามในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ และการช่วยเหลือประชาชน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 3 - 7 มีนาคม 2555 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซียและผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารและเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยประจำปี 2555 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี มและเมื่อวันที่ 17-19 เมษายน 2555 รองผู้บัญชาการทหารบกและผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมได้เดินทางเยือนมาเลเซียเพื่อเข้าร่วม Defence Services Asia – DSA 2012) ครั้งที่ 13 และมาเลเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย - มาเลเซีย (HLC) ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 14 - 16 พฤษภาคม 2555 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม

ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม

ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียประกอบด้วย (1) กลุ่มแรงงานไทยในร้านต้มยำของมาเลเซีย (ร้านอาหารไทย) จำนวนมากกว่า 10,000 คน และ (2) กลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งศึกษาระดับมัธยมต้น - มัธยมปลายในโรงเรียนสอนศาสนาของรัฐบาลมาเลเซียจำนวน 350 คน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนมาเลย์เชื้อสายสยาม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวไทยอาศัยอยู่ใน 4 มณฑลในภาคใต้ตอนล่างของสยาม เนื่องจากเมื่อปี 2452 รัฐบาลสยามตกลงมอบ 4 มณฑลให้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษกับการให้อังกฤษยอมรับอธิปไตยของสยามในส่วนอื่นของประเทศ คนเหล่านี้จึงตกค้างและกลายเป็นพลเมืองของมาเลเซียในปัจจุบัน คนสยามดังกล่าวมีการสืบทอดวัฒนธรรมไทย เช่น ประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง เข้าพรรษา ออกพรรษา กฐิน และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสื่อสารในท้องถิ่น

ความร่วมมือทางวิชาการ

ไทยและมาเลเซียมีความร่วมมือทางวิชาการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับมาเลเซีย ลงนามเมื่อ 21 สิงหาคม 2550 และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านอุดมศึกษาระหว่างไทยกับมาเลเซีย ลงนามเมื่อ 19 มกราคม 2554 ซึ่งดำเนินความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของไทยและมาเลเซีย การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษา และการให้ทุนการศึกษา นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีความร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการไทย - มาเลเซีย (Thailand-Malaysia Think Tank and Scholar Network) โดยมีศูนย์ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Institute of Strategic and International Studies ของมาเลเซียเป็นผู้ประสานงานหลัก

 
ความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศ


การเยือนที่สำคัญของฝ่ายไทย

พระราชวงศ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

- วันที่ 20 - 27 มิถุนายน 2505 เสด็จฯ เยือนสหพันธ์มลายาอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 25 เมษายน 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนรัฐกลันตันอย่างเป็นทางการตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสุลต่านแห่งรัฐกลันตัน เพื่อทรงร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำในวโรกาสที่สุลต่านแห่งรัฐกลันตันทรงครองราชย์ครบ 25 ปี

- วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนรัฐกลันตัน เพื่อทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ในวโรกาสพิธีอภิเษกสมรสของมกุฎราชกุมารรัฐกลันตัน กับนางสาวกังสดาล พิพิธภักดี (สตรีไทยซึ่งมีภูมิลำเนาที่ จ.ปัตตานี)   

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

- วันที่ 7 - 12 กรกฎาคม 2529 เสด็จฯ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 8 แห่งมาเลเซีย

- วันที่ 30 สิงหาคม - 1 กันยายน 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯ แทนพระองค์ไปทรงร่วมงานฉลองเอกราช 50 ปี ของมาเลเซีย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 13 แห่งมาเลเซีย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

- วันที่ 6 -12 พฤษภาคม 2526 ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมสภากาชาด-สมาชิกวงเดือนแดง กลุ่มประเทศอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยทรงเป็นอาคันตุกะของรัฐบาลมาเลเซีย     

- วันที่ 11 - 15 เมษายน 2537 เสด็จฯ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 17 - 19 มีนาคม 2540 เสด็จฯ เยือนมาเลเซียเพื่อทอดพระเนตรโครงการเกษตรในพื้นที่สูง ที่คาเมรอนไฮแลนด์

- วันที่ 24 กรกฎาคม 2555 เสด็จฯ เยือนมาเลเซียเพื่อทรงนำนักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าไปศึกษาดูงานด้านอิสลามสายกลาง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

- วันที่ 8 -11 กรกฎาคม 2544

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

- วันที่ 8 กันยายน 2544

รัฐบาล

- วันที่ 24 - 25 เมษายน 2544 พันตำรวจโททักษิณชินวัตร เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 18 ตุลาคม 2549 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 23 - 24  เมษายน 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 8 มิถุนายน 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 8 - 9 มีนาคม 2544 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

-  วันที่ 9 - 12 มิถุนายน 2548 นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

-  วันที่ 22 - 23 มีนาคม 2550 นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 12 - 13 พฤษภาคม 2553 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

การเยือนที่สำคัญของฝ่ายมาเลเซีย

พระราชวงศ์

สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี

- วันที่ 24 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2507 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

- วันที่ 1 -8 กุมภาพันธ์ 2516 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ     

- วันที่ 17 - 21 ธันวาคม 2528 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 8 และสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ     

- วันที่ 17 - 21 ธันวาคม 2533 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 9 และสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ     

- วันที่ 27 - 30 มีนาคม 2543 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 11 และสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ      

- วันที่ 11 - 14 มิถุนายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 12 และสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ เยือนไทย เพื่อทรงร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว     

- วันที่ 9 - 12 มีนาคม 2552 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 13 และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ      

รัฐบาล

- วันที่ 16 มกราคม 2547 ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

- วันที่ 13 - 14 ตุลาคม 2547 ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เยือนไทยเพื่อร่วมการประชุมหารือประจำปี (Annual Consultation) ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดภูเก็ต และเป็นประธานร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่ 2 ระหว่างบ้านบูเก๊ะตา จังหวัดนราธิวาส กับบูกิตบุหงา รัฐกลันตัน     

- วันที่ 11 - 13 กุมภาพันธ์ 2550 ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล     

- วันที่ 7 - 9 ธันวาคม 2552 ดาโต๊ะ ซรี มูห์ฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือประจำปี (Annual Consultation) ครั้งที่ 4

- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซียเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 50 ระหว่างวันที่ 4 - 5 สิงหาคม 2553 ที่กรุงเทพฯ

ที่มา ทวีปเอเชีย : มาเลเซีย - Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand : กระทรวงการต่างประเทศ

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557   2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                          
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94   -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43   -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05   -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 20,659.09                  
ไทย - มาเลเซีย                          
มูลค่าการค้า 26,297.09 25,510.37 22,106.96 20,526.52 3.00 -2.99   -13.34 -7.15 5.49 5.60 5.30 5.01
การส่งออก 13,014.89 12,764.45 10,189.70 9,633.55 4.75 -1.92   -20.17 -5.46 5.70 5.61 4.75 4.47
การนำเข้า 13,282.20 12,745.92 11,917.25 10,892.97 1.34 -4.04   -6.50 -8.60 5.30 5.60 5.88 5.60
ดุลการค้า -267.31 18.53 -1,727.55 -1,259.42                  

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,527.1 1,587.6 1,471.4 1,471.4 1,271.6 -3.45 3.96 -7.32 -7.32 -13.58
2 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,157.0 1,007.1 939.1 939.1 1,048.5 11.82 -12.96 -6.75 -6.75 11.65
3 ยางพารา 1,109.4 809.7 635.0 635.0 585.1 -4.96 -27.01 -21.57 -21.57 -7.86
4 น้ำมันสำเร็จรูป 2,199.6 1,985.7 745.6 745.6 400.9 20.31 -9.73 -62.45 -62.45 -46.23
5 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 361.3 369.8 346.7 346.7 348.5 -6.48 2.34 -6.24 -6.24 0.51
6 เคมีภัณฑ์ 424.4 369.5 367.4 367.4 339.8 10.04 -12.94 -0.58 -0.58 -7.51
7 แผงวงจรไฟฟ้า 446.7 442.8 356.0 356.0 336.2 26.40 -0.89 -19.59 -19.59 -5.57
8 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 325.7 345.9 289.1 289.1 313.3 -8.47 6.20 -16.42 -16.42 8.39
9 เม็ดพลาสติก 342.8 363.9 316.2 316.2 289.4 7.23 6.13 -13.10 -13.10 -8.48
10 ผลิตภัณฑ์ยาง 407.8 338.4 339.8 339.8 283.1 -2.85 -17.01 0.42 0.42 -16.70
รวม 10 รายการ 8,301.9 7,620.4 5,806.4 5,806.4 5,216.4 5.99 -8.21 -23.80 -23.80 -10.16
อื่นๆ 4,713.0 5,142.7 4,382.7 4,382.7 4,410.9 2.63 9.12 -14.78 -14.78 0.64
รวมทั้งสิ้น 13,014.9 12,763.0 10,189.1 10,189.1 9,627.3 4.75 -1.94 -20.17 -20.17 -5.51

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2,151.1 1,943.9 1,812.6 1,812.6 1,591.0 -2.77 -9.63 -6.75 -6.75 -12.23
2 น้ำมันดิบ 2,040.8 1,669.0 2,231.3 2,231.3 1,312.3 -4.10 -18.22 33.69 33.69 -41.19
3 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 914.6 789.5 809.8 809.8 915.6 -14.89 -13.68 2.58 2.58 13.07
4 เคมีภัณฑ์ 957.7 919.3 838.1 838.1 860.8 1.62 -4.02 -8.83 -8.83 2.72
5 แผงวงจรไฟฟ้า 844.9 639.4 543.2 543.2 619.8 5.98 -24.33 -15.03 -15.03 14.09
6 สื่อบันทึกข้อมูล  ภาพ  เสียง 632.1 717.6 577.8 577.8 576.0 45.00 13.51 -19.48 -19.48 -0.32
7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 524.0 562.0 562.8 562.8 530.5 -3.51 7.25 0.14 0.14 -5.73
8 เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 551.3 519.7 580.0 580.0 381.5 13.35 -5.73 11.61 11.61 -34.24
9 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 443.1 439.0 391.3 391.3 375.4 36.40 -0.93 -10.87 -10.87 -4.06
10 น้ำมันสำเร็จรูป 329.0 657.3 184.7 184.7 350.2 17.80 99.79 -71.90 -71.90 89.58
รวม 10 รายการ 9,388.7 8,856.6 8,531.7 8,531.7 7,513.0 1.78 -5.67 -3.67 -3.67 -11.94
อื่นๆ 3,893.5 3,889.3 3,385.6 3,385.6 3,278.2 0.30 -0.11 -12.95 -12.95 -3.17
รวมทั้งสิ้น 13,282.2 12,745.9 11,917.3 11,917.3 10,791.2 1.34 -4.04 -6.50 -6.50 -9.45

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย     H.E. Dato' Husni Zai Bin Yaacob
ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
33-35 South Sathorn Road,
Tungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120

Tel: 0-2629-6800

Fax: 0-2679-2208

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

  1. กองเอเชียตะวันออก 1 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th)
  4. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  6. www.wikipedia.org

 

 

JoomSpirit