บรูไนดารุสซาลาม

 

Brunei1 Brunei2
ธง ตราสัญลักษณ์(Coat of Arms)

 

คำขวัญ: น้อมรับใช้ตามแนวทางของพระเจ้าเสมอ

(Always in service with God's guidance)


 

Brunei3
ที่มา aseanaffairs.com
 
Brunei4
ที่มา: m.wikitravel.org
 
map of brunei

 

 

ชื่อทางการ

 

เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) หรือ บรูไน (Brunei)

 

ที่ตั้ง

 

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว ระหว่างละติจูดที่ 4 30 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 114 40 องศาตะวันออก

 

พื้นที่

 

5,765 ตารางกิโลเมตร (พื้นดิน 5,265 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 500 ตารางกิโลเมตร)

 

อาณาเขต

 

พรมแดนติดมาเลเซีย 381 กิโลเมตร ความยาวชายฝั่งทะเล 161 กิโลเมตร

 

สภาพภูมิประเทศ

 

ที่ราบชายฝั่งค่อยๆ ชันขึ้นเป็นภูเขาทางฝั่งตะวันออก ทางทิศตะวันตกเป็นภูเขาต่ำๆ

 

สภาพภูมิอากาศ

 

อากาศโดยทั่วไปค่อนข้างร้อนชื้น มีปริมาณฝนตกค่อนข้างมาก อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส

 

ทรัพยากรธรรมชาติ

 

ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ไม้ซุง

 

ภัยธรรมชาติ

 

พายุไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว และบางครั้งจะเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

 

จำนวนประชากร

 

436,620 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559)

 

อัตราการเติบโตของประชากร

 

1.6 % (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

 

สัญชาติ

 

บรูไน (Bruneian (s))

 

เชื้อชาติ

 

มาเลย์ 65.7% จีน 10.3% ชนเผ่าพื้นเมือง 3.4% อื่นๆ 20.6% (พ.ศ. 2554)

 

ศาสนา

 

ศาสนาประจำชาติคือ อิสลาม 78.8% พุทธ 7.8% คริสต์ 8.7% อื่นๆ (ความเชื่อของคนพื้นเมือง) 4.7% (พ.ศ. 2554)

 

ภาษา

 

ภาษาราชการคือ ภาษามาเลย์ ภาษาอื่นๆ ได้แก่ อังกฤษและภาษาจีน

 

รูปแบบการปกครอง

สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Constitutional Sultanate) โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัลโบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ (His Majesty Sultan HajiHassanal Bolkiah Mu'izzaddin Waddaulah) ทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2510

เมืองหลวง

กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน (Bandar Seri Begawan)

การแบ่งเขตการปกครอง

แบ่งเป็น 4 เขต ได้แก่ Belait, Brunei และ Muara, Temburong, Tutong

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

brunei-map
ที่มา:http://www.mapsofworld.com/brunei/maps/brunei-map.jpg

 

วันที่ได้รับเอกราช

1 มกราคม 1984 จากสหราชอาณาจักร

วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

29 กันยายน 1959 (บางบทบัญญัติถูกระงับชั่วคราวภายใต้ภาวะฉุกเฉิน (State of Emergency) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1962 ส่วนบทอื่นๆ ตั้งแต่ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1984)

ฝ่ายบริหาร

สุรต่านดำรงตำแหน่งทั้งประมุขของรัฐและนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล สุรต่านและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ Sultan and Prime Minister Sir HASSANAL Bolkiah ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2510 (ค.ศ.1967) คณะรัฐมนตรี (Council of Cabinet Ministers) ได้รับการแต่งตั้งจากสุรต่านเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการบริหาร นอกจากนี้ยังมี Religious Council ซึ่งสุรต่านเป็นผู้แต่งตั้ง ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับศาสนา สภาองคมนตรี (Privy Council) ให้คำปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับการปกครองและรัฐธรรมนูญ และ Council of Succession เป็นสภาที่จะตัดสินว่าใครคือผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไป (หากจำเป็น) ไม่มีการเลือกตั้ง ตำแหน่งสุรต่านจะสืบทอดตามกฎมณเฑียรบาล

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ตำแหน่งสุรต่านได้รับการแต่งตั้งจากสภา (สมาชิก 29 คน) เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ.1962) ยังไม่ได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งครั้งต่อไป

ฝ่ายตุลาการ

ศาลสูงสุดคือ ศาลฎีกา (Supreme Court) หัวหน้าคณะผู้พิพากษาและผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งจากองค์สุรต่าน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี Judicial Committee of Privy Council ในกรุงลอนดอนคือ ศาลสูงสุดสำหรับการตัดสินคดีแพ่ง (Civil Cases) ขณะที่ศาลชาเรีย (Sharia Courts) ตัดสินคดีความที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม

ระบบกฏหมาย

กฏหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ (English Common Laws) สำหรับชาวมุสลิม มีหลายกรณีที่ใช้กฏหมายอิสลาม (Islamic Shari'a Law) แทน ไม่ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

ความเป็นมาการเมืองการปกครอง

1. รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 1 มกราคม 2527 กำหนดให้สมเด็จพระราชาธิบดีทรงเป็นอธิปัตย์ คือเป็นทั้งประมุขและนายกรัฐมนตรี สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันยังทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นชาวบรูไนฯ เชื้อสายมาเลย์โดยกำเนิดและจะต้องนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่

2. นับจากการพยายามยึดอำนาจเมื่อปี 2505 โดยพรรคประชาชนบอร์เนียว (Borneo People's Party) บทบาทของพรรคการเมืองได้ถูกจำกัดลงอย่างมาก ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงพรรคเดียวคือ พรรค Parti Perpaduan Kebangsaan Brunei (PPKB) หรือ Brunei National United Party (แยกตัวออกมาจากพรรค Parti Kebaangsaan Demokratic Brunei (PKDP) เมื่อปี 2528) มีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล แต่ไม่มีบทบาทนัก ทั้งนี้ รัฐบาลเห็นว่าบรูไน ฯ ไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคการเมือง เนื่องจากประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือขอความช่วยเหลือจากข้าราชการของสมเด็จพระราชาธิบดีได้อยู่แล้ว

3. การเมืองเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญเมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีทรงประกาศ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ให้ฟื้นฟูสภานิติบัญญัติขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับทรงแต่งตั้งสมาชิกจำนวน 21 คน (รวมทั้งพระองค์เอง) สภา ฯ เปิดสมัยการประชุม ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2547 และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2547 สมเด็จพระราชาธิบดีได้ลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติต่าง ๆ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 1959 ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวน 15 คน จากสมาชิกทั้งหมด 45 คน (สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ฯ จะทรงคัดเลือกสมาชิกจำนวน 30 คน) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของบรูไน ฯ พัฒนาการดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ นักวิชาการ รวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ยังเคลื่อนไหวอยู่

4. เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีทรงประกาศปรับคณะรัฐมนตรีครั้งสำคัญในรอบ 22 ปี โดยทรงแต่งตั้งมกุฎราชกุมารอัล มูห์ทาดี บิลลาห์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวทางการสืบทอดอำนาจในการบริหารประเทศในอนาคต นอกจากนี้ ได้มีการจัดตั้งกระทรวงพลังงานขึ้นใหม่เพื่อทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาทรัพยากร ธรรมชาติด้านพลังงาน การปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่าง ๆ 4 กระทรวง รวมทั้งการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจที่มีความชำนาญและผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าสมเด็จพระราชาธิบดีบรูไน ฯ ให้ความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจ ภาคพลังงาน รวมทั้งการพัฒนาประเทศให้เป็นมุสลิมสายกลางมากขึ้น เพื่อให้บรูไน ฯ เจริญทัดเทียมประเทศอื่น เพิ่มการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในบางภาค เศรษฐกิจ

สังคม

บรูไนฯ มีระบบรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพ โดยรัฐให้หลักประกันด้านการศึกษา การเคหะและการรักษาพยาบาล และไม่มีการเก็บภาษีเงินได้ ทำให้บรูไนฯ ไม่ค่อยประสบปัญหาทางการเมือง อย่างไรก็ดี ปัญหาสังคมที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และปัญหาการว่างงาน

นโยบายต่างประเทศ

วัตถุประสงค์หลักของนโยบายต่างประเทศบรูไนฯ คือการส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติ อันได้แก่ การรักษาอธิปไตย อิสรภาพและบูรณภาพแห่งดินแดน การสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม และการรักษาเอกลักษณ์ทางการเมือง วัฒนธรรมและศาสนา รวมทั้งส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพและความรุ่งเรืองในระดับภูมิภาคและระดับโลก

บรูไน ฯ ใช้กลไกพหุภาคีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือหลัก ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง เสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาเซียน (ซึ่งถือเป็นเสาหลักของนโยบายต่างประเทศบรูไนฯ) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก การประชุมเอเชีย-ยุโรป กลุ่มประเทศเครือจักรภพ องค์การการประชุมอิสลาม และสหประชาชาติ ในระดับทวิภาคี บรูไนฯ พยายามเป็นมิตรกับนานาประเทศทั้งในด้านการค้าและการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจ และยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศ

หลักการดำเนินนโยบายต่างประเทศของบรูไน ฯ ที่สำคัญ ได้แก่ การเคารพในอธิปไตย อิสรภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศต่าง ๆ การยอมรับในสถานภาพที่เท่าเทียมกันของประเทศต่าง ๆ การไม่แทรกแซงในกิจการภายในซึ่งกันและกัน การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ ร่วมกัน

การที่ประมุขของประเทศซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลเสด็จ ฯ เยือนประเทศต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองเพื่อสร้างบทบาทของบรูไน ฯ ในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้บรูไน ฯ ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี 2547 และ 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีเสด็จ ฯ เยือนต่างประเทศบ่อยครั้ง เพื่อกระชับ ความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ และเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบรูไน ฯ มีนโยบายต่างประเทศที่ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ (ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น) ประเทศในตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดในอาเซียน นอกจากนี้ บรูไนฯ ได้เสริมบทบาทของตนในภูมิภาคมากขึ้นโดยได้ส่งกองกำลังเข้าสังเกตการณ์การ หยุดยิงระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์และแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (Moro Islamic Liberation Front- MILF) ในมินดาเนา และบรูไนฯ ยังได้ร่วมใน peace-monitoring mission ในจังหวัดอาเจะห์ด้วย

ในปี 2548 บรูไน ฯ มุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (เช่น จีน) ให้มากขึ้น โดยรัฐบาลบรูไน ฯ คาดว่าจีนจะยังคงมีความต้องการพลังงานมากขึ้น รวมทั้งบรูไน ฯ จะเป็นทางเลือกที่จีนจะร่วมเป็นพันธมิตรในการสำรวจและพัฒนาแหล่งทรัพยากร ธรรมชาติกับบรูไน ฯ นอกเหนือจากมาเลเซีย ขณะที่สิงคโปร์เล็งเห็นว่าบรูไน ฯ เป็นประเทศที่น่าสนใจที่จะเป็นทางเลือกในการหาแหล่งพลังงานสำรองในอนาคต เพิ่มเติมจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในปัจจุบัน

บรูไนฯ สนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศแบบพหุภาคีนิยม(Multilateralism) โดยเฉพาะในการดำเนินการของประชาคมระหว่างประเทศภายใต้ "Millennium Goals" และมองว่าปัญหาที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่ในโลกปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง ปัญหาที่เกิดในประเทศหนึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ด้วย ฉะนั้นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคง ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของสังคมระหว่างประเทศนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศ

 

Update มกราคม 2559

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่  10 กุมภาพันธ์  2559

 

  • Sultan HASSANAL Bolkiah, Sir
  • Prime Min. HASSANAL Bolkiah, Sir
  • Senior Min. in the Prime Min.'s Office Al-Muhtadee BILLAH, Crown Prince
  • Min. of Communications MUSTAPPA bin Haji Sirat
  • Min. of Culture, Youth, & Sports HALBI bin Haji Mohammad Yussof
  • Min. of Defense HASSANAL Bolkiah, Sir
  • Min. of Development BAHRIN Abdullah
  • Min. of Education SUYOI bin Osman
  • Min. of Energy & Industry at the Prime Min

    Office

    Mohammad YASMIN bin Umar
  • Min. of Finance HASSANAL Bolkiah, Sir
  • Min. of Finance II & Min. at the Prime Minister's

    Office

    ABDUL RAHMAN bin Ibrahim
  • Min. of Foreign Affairs & Trade HASSANAL Bolkiah, Sir
  • Min. of Foreign Affairs & Trade II & Min

    at the Prime Minister's Office

    LIM Jock Seng
  • Min. of Health ZULKARNAIN bin Haji Hanafi
  • Min. of Home Affairs Awang ABU BAKAR bin Apong
  • Min. of Primary Resources & Tourism ALI bin Haji Apong
  • Min. of Religious Affairs BADARUDDIN bin Othman
  • Ambassador to the US YUSOFF bin Abdul Hamid
  • Permanent Representative to the UN, New York Abdul Ghafar ISMAIL

 

ที่มา https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/BX.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

33.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล (GDP per Capita)

79,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 1.1%
• ภาคอุตสาหกรรม 60.4%
• ภาคการบริการ 38.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

6.9 % (ค่าประมาณ พ.ศ. 2557)

อัตราเงินเฟ้อ

-0.2 % (ค่าประมาณพ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ผัก ผลไม้ ไก่ ควาย ปศุสัตว์ แพะ ไข่ไก่

อุตสาหกรรม

ปิโตรเลียม การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม การทำก๊าซธรรมชาติให้เป็นของเหลว (Liquefied Natural Gas) การก่อสร้าง

อัตราการเติบโตของภาคการผลิตอุตสาหกรรม

1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

452 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

5.315 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมัน เสื่อผ้า

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

Japan 35.9%, South Korea 14.8%, Australia 5%, India 9.8%,  Thailand 10.8%, NZ 5.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

3.648 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

เครื่องจักรและเครื่องมือเครื่งใช้ในการขนส่ง สินค้าโรงงาน อาหาร เคมีภัณฑ์

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

Singapore 27.9%, China 25.3%, UK 10.6%, Malaysia 12.4%, South Korea 4.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

ดอลลาร์บรูไน (Bruneian Dollar: BND)

เศรษฐกิจ

1. บรูไน ฯ มีน้ำมันมากเป็นอันดับสามในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย จึงมีรายได้หลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซมีมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยส่งออกไปยังญี่ปุ่น อังกฤษ ไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นในรอบปี 2547 และ 2548 ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 รัฐบาลได้จัดตั้งบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ (Petroleum Brunei) เพื่อเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายน้ำมันและก๊าซ ในขณะเดียวกัน บรูไนฯ นำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากสิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐฯ มาเลเซีย โดยเป็นสินค้าประเภทเครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ต่าง ๆ และสินค้าเกษตร อาทิ ข้าวและผลไม้

2. บรูไน ฯ มีอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากอุตสาหกรรมน้ำมันอยู่บ้าง อาทิ การผลิตอาหาร และเครื่องมือ การผลิตเสื้อผ้า เพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในยุโรปและอเมริกา ทั้งนี้ รัฐบาลบรูไนฯ มุ่งที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการแปรรูปอาหารและผลิตเครื่องดื่ม เสื้อผ้า และสิ่งทอ เครื่องเรือนจากไม้ วัสดุก่อสร้างที่ไม่ใช่โลหะ การผลิตแก้วเพื่อใช้ทำกระจกรถยนต์ อย่างไรก็ดี การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีอุปสรรคต่าง ๆ อาทิ การขาดช่างฝีมือ ตลาดเล็ก ความไม่กระตือรือร้นของข้าราชการ การห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดิน รวมทั้งกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ต่างชาติไม่นิยมมาลงทุน

3. สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่บรูไน ฯ ได้พัฒนาอย่างจริงจังในปี 2548 คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปี 2548 ไว้แล้วจำนวน 1.6 ล้านดอลลาร์บรูไนฯ หลังจากที่ผลประกอบการด้านการท่องเที่ยวในปี 2547 มีการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ มีนักท่องเที่ยวเยือนบรูไน ฯ มากกว่า 100,000 คน โดยรัฐบาลบรูไน ฯ จะเน้นการเป็นประเทศที่มีความสงบและปลอดภัยเป็นจุดขาย

4. บรูไน ฯ กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลักไปสู่โครงสร้าง เศรษฐกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนกับต่างประเทศและมีมาตรการเปิดเสรีด้านการค้าและ สร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ไม่เฉพาะแต่บริษัทในประเทศ แต่รวมถึงประเทศต่าง ๆ จากกลุ่มอาเซียนและนานาประเทศด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลบรูไน ฯ มีนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและท่องเที่ยว (Service Hub for Trade and Tourism - SHuTT 2003 Vision) และเป็นตลาดการขนถ่ายสินค้า ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นเป้าหมายประการหนึ่งของ โครงการความร่วมมือของกลุ่ม Brunei-Indonesia- Malaysia-Philippines-East ASEAN Growth Area (BIMP-EAGA)

 

การค้า
บรูไนเป็นคู่ค้าของไทยลำดับที่ 9 ในอาเซียน และเป็นคู่ค้าของไทยลำดับที่ 71 ในระดับโลก ในปี 2553       การค้ารวมมีมูลค่า 269 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,150 ล้านบาท)ไทยส่งออกไปบรูไนมูลค่า 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ      (4,135ล้านบาท)และนำเข้าจากบรูไน 132ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,015ล้านบาท)โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 5ล้านดอลลาร์สหรัฐ (120 ล้านบาท)สินค้าที่ส่งออกไปบรูไนฯ ได้แก่ ข้าว หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เซรามิกผลิตภัณฑ์ยาง กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เป็นต้น สินค้านำเข้าจากบรูไนฯ ได้แก่ สินค้าเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
 
ในปี 2555 (ระหว่างเดือน ม.ค. - พ.ย.) มีมูลค่าการค้ารวม 541.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 360.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 181.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บรูไนเป็นคู่ค้าลำดับสุดท้ายของไทยในอาเซียน
 
การค้าระหว่างไทยกับบรูไนในแต่ละปีขยายตัวไม่มากนัก บรูไนเป็นคู่ค้าลำดับสุดท้ายของไทยคือลำดับที่ 9 ในอาเซียน ในปี 2556 (ม.ค. - พ.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า 615.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไปบรูไนมูลค่า 154.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากบรูไน 460.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้า 306.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
 
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไท่ยได้แก่ ข้าว ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง น้ำตาล ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลาหมึกแห้ง สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ และกล้วยไม้
 
สินค้าสำคัญที่นำเข้าจากบรูไนได้แก่ น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
 
การลงทุน
1. การลงทุนของบรูไนฯ ในไทยที่สำคัญ คือ การลงทุนระหว่าง Brunei Investment Agency (BIA) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) ในชื่อกองทุนไทยทวีทุน 1 มูลค่าประมาณ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 มีอายุกองทุน 8 ปี ทั้งนี้ กองทุนไทยทวีทุน 1 ได้หมดอายุลงเมื่อปี 2551 และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 กบข. และ BIA จึงได้จัดตั้งกองทุนไทยทวีทุน 2 มูลค่าประมาณ 76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอายุกองทุน 10 ปี นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนภายใต้ BOI จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการเอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายแผงวงจรไฟฟ้า
 
2. การลงทุนหลักของนักธุรกิจไทยในบรูไนฯ จะอยู่ในสาขารับเหมาก่อสร้าง/สถาปนิก ซึ่งมีบริษัทที่มีชื่อเสียงในบรูไนฯ คือบริษัทรับเหมาก่อสร้าง Brunei Construction และบริษัทสถาปนิก Booty Edwards & Rakan-Rakan (การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในบรูไนฯ จะต้องมีชาวบรูไนเป็นหุ้นส่วน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กำหนดอัตราการถือหุ้นส่วนอย่างตายตัว) นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจขนาดย่อม ได้แก่ ร้านขายของ ร้านอาหาร และอู่ซ่อมรถ เป็นต้น
 

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบรูไนดารุสซาลาม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 1 มกราคม 2527

1.ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรูไนฯ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527 เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์ เสรีเบกาวัน คนปัจจุบัน คือ นายอภิชาติ เพ็ชรรัตน์ และเอกอัครราชทูตบรูไนประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ Dato Paduka Haji Kamis bin Haji Tamin
1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบรูไนฯ มีความใกล้ชิดและฉันมิตร โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงอยู่เสมอ บรูไนฯ เป็นพันธมิตรที่ดีของไทยต่อเรื่องต่าง ๆ ทั้งในกรอบอาเซียน และกรอบพหุภาคี (อาทิ OIC สหประชาชาติ เอเปค) ปัจจุบัน มีกลไกกำกับความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - บรูไนฯ (Joint Commission for Bilateral Cooperation - JCBC) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 - 31 มีนาคม 2546 ที่กรุงเทพฯ


2. ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและความมั่นคง
ไทยและบรูไนฯ มีทัศนะทางด้านการทหารและความมั่นคงที่สอดคล้องกัน ความร่วมมือทางการทหารดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำระดับสูงของกองทัพทั้งสองประเทศ และมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการทหารและการส่งบุคลากรทางทหารเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ


3. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
3.1 การค้า
บรูไนเป็นคู่ค้าของไทยลำดับที่ 9 ในอาเซียน และเป็นคู่ค้าของไทยลำดับที่ 71 ในระดับโลก ในปี 2555 การค้ารวมมีมูลค่า 632.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (19,658.37 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปบรูไนมูลค่า 190.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,894.85 ล้านบาท) และนำเข้าจากบรูไน 442.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (13,763.52 ล้านบาท) โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 251.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,868.66 ล้านบาท) สินค้าที่ส่งออกไปบรูไนฯ ได้แก่ ข้าว น้ำตาล หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เซรามิก ผลิตภัณฑ์ยาง กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เป็นต้น สินค้านำเข้าจากบรูไนฯ ได้แก่ น้ำมันดิบ สินค้าเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
3.2 การลงทุน
3.2.1 การลงทุนของบรูไนฯ ในไทยที่สำคัญ คือ การลงทุนระหว่าง Brunei Investment Agency (BIA) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) ในชื่อกองทุนไทยทวีทุน 1 มูลค่าประมาณ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 มีอายุกองทุน 8 ปี ทั้งนี้ กองทุนไทยทวีทุน 1 ได้หมดอายุลงเมื่อปี 2551 และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 กบข. และ BIA จึงได้จัดตั้งกองทุนไทยทวีทุน 2 มูลค่าประมาณ 76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอายุกองทุน 10 ปี นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนภายใต้ BOI จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการเอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายแผงวงจรไฟฟ้า
3.2.2 การลงทุนหลักของนักธุรกิจไทยในบรูไนฯ จะอยู่ในสาขารับเหมาก่อสร้าง/สถาปนิก ซึ่งมีบริษัทที่มีชื่อเสียงในบรูไนฯ คือบริษัทรับเหมาก่อสร้าง Brunei Construction และบริษัทสถาปนิก Booty Edwards & Rakan-Rakan (การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในบรูไนฯ จะต้องมีชาวบรูไนเป็นหุ้นส่วน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กำหนดอัตราการถือหุ้นส่วนอย่างตายตัว) นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจขนาดย่อม ได้แก่ ร้านขายของ ร้านอาหาร และอู่ซ่อมรถ เป็นต้น
3.3 ด้านอื่น ๆ 
ความร่วมมือด้านแรงงาน ด้านการเกษตร และด้านสาธารณสุข ยังไม่ค่อยคืบหน้ามากนัก เนื่องจากระบบการบริหารงานราชการของบรูไนฯ ที่มีความล่าช้า นอกจากนี้ การตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญจะต้องขึ้นตรงกับสมเด็จพระราชาธิบดีเท่านั้น


4. ความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศ


4.1 การเยือนที่สำคัญ
(1) ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
- เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงทำการบินโดยเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบินไทยมายังบรูไน
รัฐบาล
- เมื่อวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เยือนบรูไนอย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2551 พล.ร.อ. สถิรพันธ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เยือนบรูไนเพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่
- เมื่อวันที่ 17-19 มีนาคม 2552 พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยือนบรูไนอย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 28-30 เมษายน 2552 นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เยือนบรูไนเพื่อเข้าร่วมการประชุมย่อยในภูมิภาคระดับรัฐมนตรีว่าด้วยปัญหามลพิษ
- เมื่อวันที่ 3-4 มิถุนายน 2552 พล.อ.อ อิทธิพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เยือนบรูไนอย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2552 นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เยือนบรูไนอย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 19-20 ตุลาคม 2552 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยือนบรูไน อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุม SEMEO VOCTECH และร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษาไทย-บรูไน
- เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 1 - 3 ตุลาคม 2553 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 12 - 16 ตุลาคม 2553 นายภิมุข สิมะโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เยือนบรูไนฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม
- เมื่อวันที่ 7 - 13 พฤศจิกายน 2553 นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนามคม เยือนบรูไนฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียน (ASEAN Transport Ministers Meeting – ATM) ครั้งที่ 16 และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งอาเซียน (ASEAN Senior Transport Officials Meeting – STOM) ครั้งที่ 30
- เมื่อวันที่ 26 - 29 มกราคม 2554 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยือนบรูไนฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 46 (46th SEAMEC) และการประชุมรัฐมนตรีศึกษาของอาเซียน ครั้งที่ 6 (6th ASED)
- เมื่อวันที่ 20 - 22 กุมภาพันธ์ 2554 พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมภริยาเดินทางเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน และรับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์
- เมื่อวันที่ 25 - 28 เมษายน 2554 พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ เยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของกองทัพเรือบรูไน
- เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2555 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนบรูไนฯ เพื่อเข้าร่วมในพระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงฮัจญะห์ ฮาฟิซาห์ ซูรูรุล โบลเกียห์ พระราชธิดาในสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน 

(2) ฝ่ายบรูไน
พระราชวงศ์
- เมื่อวันที่ 11 - 14 มิถุนายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งบรูไน ได้เสด็จมาร่วมพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ระดับรัฐบาล
- เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2552 สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนได้เสด็จมาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
- เมื่อวันที่ 10 -12 เมษายน 2552 สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนเสด็จเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน + 3 ครั้งที่ 12 และการประชุดสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 4 ที่พัทยา
- เมื่อวันที่ 21 - 23 กรกฎาคม 2552 เจ้าชายโมฮาเหม็ด โบลเกียห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า คนที่ 1 เสด็จเยือนไทยเพื่อทรงเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ที่จ.ภูเก็ต
- เมื่อวันที่ 22 - 25 สิงหาคม 2552 เจ้าหญิงมัสนา รักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสด็จเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม Asean Socio-Cultural Community (ASCC) Council ครั้งที่ 1
- เมื่อวันที่ 23 - 25 ตุลาคม 2552 สมเด็จพระราชาธิบดีเสด็จเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 การประชุมสุดยอดอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี) ครั้งที่ 12 และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) ครั้งที่ 4 ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
- เมื่อวันที่ 21 - 26 มีนาคม 2553 เปฮิน ดาโต๊ะ ฮัจญี ยาห์ยา (H.E. Pehin Dato Haji Yahya)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรพื้นฐานบรูไนฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- เมื่อวันที่ 14 - 16 ธันวาคม 2553 เจ้าชายโมฮาเหม็ด โบลเกียห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า คนที่ 1 เสด็จเยือนไทยเพื่อทรงเข้าร่วมการประชุมประชุมเอเชีย - ตะวันออกกลาง ครั้งที่ 3 (AMED III) ที่กรุงเทพฯ
- เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2555 สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน เสด็จเยือนปรเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

4.2 การประชุมที่สำคัญ
การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-บรูไน (Joint Commission for Bilateral Cooperation : JCBC) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2546
ความตกลงที่สำคัญระหว่างไทย – บรูไน
(1) ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างและพ้นจากอาณาเขตของไทยและบรูไนฯ ลงนามเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2530
(2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคีไทย – บรูไนฯ ลงนามเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2542
(3) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีด้านสารสนเทศและการกระจายเสียงและภาพระหว่างไทย - บรูไนฯ ลงนามเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2544
(4) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการลงทุนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กับ Brunei Investment Agency ลงนามเมื่อวันที่ 27สิงหาคม 2545
(5) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลบรูไนฯ และ บริษัทเจียเม้ง จำกัด ลงนามเมื่อวันที่ 27สิงหาคม 2545
(6) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการลงทุนระหว่าง Brunei Investment Agency และ the Biz Dimension Co. Ltd.ลงนามเมื่อวันที่ 27สิงหาคม 2545
(7) พิธีสารว่าด้วยการเปิดเสรีด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547
(8) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการศึกษาระหว่างไทยกับบรูไนฯ ลงนามเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552
(9) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับบรูไนฯ ลงนามเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553


5.เรื่องอื่น ๆ
ปัจจุบันบรูไนหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับและพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยจะพัฒนาการเกษตรแบบดั้งเดิมเป็นการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งจะนำไปสู่การเกษตรเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ รัฐบาลได้เน้นให้มีการส่งเสริมการปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ จีน ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

ที่มา ทวีปเอเชีย : บรูไนดารุสซาลาม - Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand : กระทรวงการต่างประเทศ

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94 -8.41 -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43 -5.79 -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 11,699.41 20,659.09
ไทย - บรูไน
มูลค่าการค้า 719.33 796.44 815.77 815.77 702.37 13.66 10.72 2.43 2.43 -13.90 0.15 0.17 0.20 0.20 0.17
การส่งออก 166.20 142.53 105.77 105.77 79.84 -12.87 -14.24 -25.79 -25.79 -24.51 0.07 0.06 0.05 0.05 0.04
การนำเข้า 553.12 653.91 710.00 710.00 622.53 25.10 18.22 8.58 8.58 -12.32 0.22 0.29 0.35 0.35 0.32
ดุลการค้า -386.92 -511.37 -604.23 -604.23 -542.68

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 น้ำมันดิบ 539.7 617.4 695.8 695.8 607.1 36.36 14.40 12.70 12.70 -12.75 97.57 94.41 98.00 98.00 97.52
2 เคมีภัณฑ์ 6.3 28.2 10.9 10.9 14.5 -86.09 349.10 -61.30 -61.30 33.32 1.13 4.31 1.54 1.54 2.33
3 ผลิตภัณฑ์โลหะ 0.8 0.2 0.0 0.0 0.2 364.71 -75.23 -95.85 -95.85 2,474.71 0.15 0.03 - - 0.04
4 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 0.1 0.3 0.2 0.2 0.2 122.02 149.76 -27.31 -27.31 -11.24 0.02 0.05 0.03 0.03 0.03
5 สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 0.2 0.1 0.0 0.0 0.2 155.44 -54.71 -84.63 -84.63 854.12 0.04 0.02 - - 0.03
6 เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ 0.1 0.0 0.1 0.1 0.1 -66.69 -33.53 210.50 210.50 39.25 0.01 0.01 0.01 0.01 0.02
7 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 0.0 0.1 0.3 0.3 0.0 -10.37 97.35 257.51 257.51 -88.35 0.01 0.01 0.04 0.04 0.01
8 สิ่งพิมพ์ 0.0 0.1 0.0 0.0 0.0 -84.29 340.24 -91.40 -91.40 371.88 - 0.01 - - -
9 สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ 0.0 0.0 - - 0.0 133.33 -94.29 - - - - - - - -
10 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 51.28 -38.98 169.44 169.44 -57.39 - - - - -
รวม 10 รายการ 547.3 646.4 707.4 707.4 622.5 23.95 18.10 9.44 9.44 -12.01 98.95 98.85 99.63 99.63 99.99
อื่นๆ 5.8 7.5 2.6 2.6 0.1 867.42 29.11 -65.34 -65.34 -97.43 1.05 1.15 0.37 0.37 0.01
รวมทั้งสิ้น 553.1 653.9 710.0 710.0 622.5 25.10 18.22 8.58 8.58 -12.32 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 62.7 38.5 27.1 27.1 21.2 -10.16 -38.50 -29.80 -29.80 -21.48 37.70 27.04 25.58 25.58 26.61
2 ข้าว 20.3 48.0 24.1 24.1 14.1 -56.61 136.76 -49.87 -49.87 -41.60 12.21 33.70 22.77 22.77 17.61
3 ปูนซิเมนต์ 4.5 4.3 5.2 5.2 5.2 10.81 -4.59 21.69 21.69 0.91 2.69 2.99 4.91 4.91 6.56
4 อาหารสัตว์เลี้ยง 2.2 2.6 3.0 3.0 3.6 3.00 17.11 18.80 18.80 19.14 1.32 1.80 2.88 2.88 4.54
5 น้ำตาลทราย 1.3 2.5 4.3 4.3 2.2 -79.56 83.59 75.94 75.94 -48.98 0.81 1.73 4.10 4.10 2.77
6 ผลิตภัณฑ์ยาง 3.8 3.2 1.8 1.8 2.0 -0.09 -16.79 -43.34 -43.34 13.64 2.30 2.23 1.70 1.70 2.56
7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 8.1 5.6 1.3 1.3 1.9 447.01 -31.47 -76.50 -76.50 44.11 4.89 3.91 1.24 1.24 2.36
8 หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4.2 1.5 1.7 1.7 1.8 41.65 -63.16 7.87 7.87 7.30 2.50 1.07 1.56 1.56 2.22
9 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 2.3 2.2 3.0 3.0 1.8 48.54 -4.39 39.50 39.50 -41.43 1.36 1.52 2.85 2.85 2.21
10 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 1.9 1.9 2.0 2.0 1.6 29.38 -1.20 4.42 4.42 -18.44 1.14 1.32 1.85 1.85 2.00
รวม 10 รายการ 111.2 110.2 73.4 73.4 55.5 -20.83 -0.93 -33.34 -33.34 -24.50 66.91 77.30 69.44 69.44 69.45
อื่นๆ 55.0 32.4 32.3 32.3 24.4 9.38 -41.16 -0.09 -0.09 -24.55 33.09 22.70 30.56 30.56 30.55
รวมทั้งสิ้น 166.2 142.5 105.8 105.8 79.8 -12.87 -14.24 -25.79 -25.79 -24.51 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

เอกอัครราชทูตบรูไนดารุสซาลามประจำประเทศไทย    H.E. Dato Paduka Haji Kamis bin Haji Tamin
ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
12 Soi Ekamai 2, Sukhumvit 63 Road,
Prakhanong Nuea, Watthana,
Bangkok 10110

Tel: 0-2714-7395-9

Fax: 0-2714-7392, 0-2714-7382

 

  1. กองเอเชียตะวันออก 1 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  4. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. www.wikipedia.org
  6. www.mapsofworld.com

 

 

JoomSpirit