สหรัฐอเมริกา

Flag of the United States us-seal-coat-of-arms zps276b980f
ธง

ตราสัญลักษณ์(Coat of Arms)

E pluribus unum
("จากหลากหลายรวมเป็นหนึ่ง")

 

คำขวัญ
In God We Trust

"เราเชื่อในพระเจ้า"

 

 

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สหรัฐอเมริกา หรือ United States of America (United State)

ที่ตั้ง

ทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างละติจูดที่ 38 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 97 00 องศาตะวันตก โดยมีมลรัฐ Alaska อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา และ มีมลรัฐฮาวายอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก

พื้นที่

มีเนื้อที่ประมาณ 9,833,517 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา พื้นดินเท่ากับ 9,147,593 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำเท่ากับ 685,924 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาว 12,048  กิโลเมตร มีพรมแดนติดกับแคนาดาเป็นระยะทาง 8,893 กิโลเมตร รวมทั้งชายแดนที่ติดกับรัฐอะลาสกาเป็นระยะทาง 2,477 กิโลเมตร เม็กซิโกเป็นระยะทาง 3,155 กิโลเมตร ความยาวชายฝั่ง 19,924 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

มีที่ราบกว้างใหญ่ทางตอนกลางของ ประเทศ มีภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก เนินเขาและภูเขาเตี้ยๆ ทางทิศตะวันออก รัฐอะลาสกามีภูเขาขรุขระและหุบเขา ในรัฐฮาวายมีลักษณะเป็นภูเขาไฟขรุขระ

สภาพภูมิอากาศ

อากาศหนาว เว้นแต่ในมลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา หนาวเย็นมากที่บริเวณขั้วโลกเหนือในมลรัฐอะแลสกา บริเวณที่ราบด้านตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi) จะค่อนข้างแห้งแล้ง และมีความแห้งแล้งมากบริเวณที่ลุ่มภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะมีอากาศดีขึ้นเป็นครั้งคราวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยจะได้รับความอบอุ่นจากลมของเนินเขาด้านตะวันออกของเทือกเขาร๊อกกี้

ทรัพยากรธรรมชาติ

ถ่านหิน, ทองแดง, เกลือ, ยูเรเนี่ยม, ทองคำ, เหล็ก, ปรอท, นิเกิล, โปแตส, เงิน, วุลแฟรม, ทังสแตน, สังกะสี, ปิโตรเลี่ยม, ก๊าซธรรมชาติและป่าไม้ เป็นต้น

ภัยธรรมชาติ

สึนามิ, ภูเขาไฟ, และแผ่นดินไหวบริเวณแอ่งแปซิฟิก (Pacific Basin) ภัยจากพายุเฮอร์ริเคนบริเวณชายฝั่งแอทแลนติกและบริเวณอ่าวเม็กซิโก พายุทอร์นาโดทางภาคตะวันตกกลางตอน กลางทางตะวันออกเฉียงใต้ โคลนถล่มในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไฟไหม้ป่าทางทิศตะวันตก น้ำท่วม ดินชั้นล่างมีสภาพเป็นน้ำแข็งอย่างถาวรทางตอนเหนือของอะลาสกาซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างมาก

จำนวนประชากร

326,625,791 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

อเมริกัน (American (s))

เชื้อชาติ

ชนผิวขาว 72.4% ชนผิวดำ 12.6% เอเชีย 4.8% ชนพื้นเมืองอะลาสกาและ Amerindian 0.9% ชาวพื้นเมืองฮาวายและชาวเกาะในหมู่เกาะแปซิฟิกอื่นๆ 0.2% อื่นๆ 6.2% (ค่าประมาณเดือนกรกฎาคม 2553)

ศาสนา

ศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสเตนท์ 46.5% นิกายโรมัน คาทอลิก 20.8% นิกายมอร์มอน 1.6% นิกายอื่นๆ 1.6% ยิว 1.9% ศาสนาพุทธ 0.7% ศาสนาอิสลาม 0.9% อื่นๆ หรือไม่ระบุ 1.8% ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดๆ 22.8% ไม่นับถือศาสนาใดๆ 0.6% (ค่าประมาณปี 2557)

ภาษา

อังกฤษ 79% สเปน 13% ภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียนอื่นๆ 3.7% ภาษาเอเชียและภาษาท้องถิ่นที่ใช้พูดบนหมู่เกาะแปซิฟิก 3.4% ภาษาอื่น 1% (จากการสัมมะโนประชากรปี 2557)

 

ประวัติศาสตร์ของประเทศโดยย่อ

        ประเทศสหรัฐอเมริกา (United States of America หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า United States, the U.S., the USA, หรือ America) กำเนิดขึ้นจากการประกาศอิสรภาพของรัฐ 13 รัฐของบริเตนใหญ่ (Great Britain) ที่อยู่ทางชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

        วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 (พ.ศ. 2349) รัฐ 13 รัฐออกประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence) จากอังกฤษและก่อตั้งสหภาพสหกรณ์ (Cooperative Union) รัฐเหล่านี้ได้ก่อกบฎและได้รับชัยชนะในสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกัน (American Revolutionary War) นับเป็นความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากอาณานิคม ในการประชุมที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (the Philadelphia Convention) ได้ให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1787 (พ.ศ. 2330) อังกฤษยอมรับเอกราชของชาติอเมริกาในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ 1789 (พ.ศ. 2332) ต่อมาในปีเดียวกัน รัฐเหล่า นั้นจึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐ โดยให้มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง รัฐต่างๆ มอบอำนาจอธิปไตยหลายประการให้รัฐบาลกลางที่กรุงวอชิงตัน แต่สงวนอำนาจบางประการไว้ เช่น อำนาจนิติบัญญัติและการคลังในระดับมลรัฐ ดังนั้น ทุกมลรัฐจึงมีวุฒิสภาและสภาผู้แทนของตนเอง (ยกเว้นเนแบรสกา ซึ่งมีสภาเดียว) และมีอำนาจเก็บภาษีผู้มีภูมิลำเนาในมลรัฐ

ส่วน "คำประกาศสิทธิ" (Bill of Rights: กฎหมายเชิงรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ) นั้น ได้มีการลงนามสัตยาบันในปี ค.ศ. 1791 (พ.ศ. 2334)

ในศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกาได้พื้นที่บางส่วนจากสเปน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เม็กซิโก และรัสเซีย นอกจากนั้นยังมีการผนวกรัฐเท็กซัสและรัฐฮาวายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในช่วงศตวรรษที่ 1860s เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐทางตอนใต้ของประเทศและรัฐทางตอนเหนือเรื่องทาส ชัยชนะของรัฐทางตอนเหนือส่งผลให้เกิดการเลิกทาสในสหรัฐ

ช่วงปี 1870s สหรัฐกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก สงครามระหว่างสหรัฐ- สเปน และสงครามโลกครั้งที่ 1 แสดงถึงแสนยานุภาพทางการทหารของสหรัฐ ในปี 1945 (พ.ศ. 2488) สหรัฐกลายเป็นประเทศแรกที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเป็นสมาชิกกลุ่มนาโต้ (NATO) หลังสงครามเย็น สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว เป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของโลก

 

รูปแบบการปกครอง

สหพันธรัฐ (Federal Republic); แบบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล (Chief Executive) ภายใต้รัฐธรรมนูญ

เมืองหลวง

กรุงวอชิงตัน (Washington,D.C.)

การแบ่งเขตการปกครอง

ประกอบด้วย 50 มลรัฐและ 1 District (District of Columbia ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กรุงวอชิงตัน) ได้แก่ Alabama, Alaska (เป็นมลรัฐที่ใหญ่ที่สุด), Arizona, Arkansas, California, Colorado, Connecticut, Delaware, District of Columbia, Florida, Georgia, Hawaii, Idaho, Illinois, Indiana, Iowa, Kansas, Kentucky, Louisiana, Maine, Maryland, Massachusetts, Michigan, Minnesota, Mississippi, Missouri, Montana, Nebraska, Nevada, New Hamshire, New Jersey, New Mexico, New York, North Carolina, North Dakota, Ohio, Oklahoma, Oregon, Pennsylvania, Rhode Island (เป็นมลรัฐที่เล็กที่สุด), South Carolina, South Dakota, Tennessee, Texas, Utah, Vermont, Virginia, Washington, Wyoming, West Virginia, Wisconsin

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

us map zps2cc96280

ที่มา www.fws.gov

เขตการปกครองอื่นๆ

American Samoa, Baker Island, Guam, Howland Island, Jarvis Island, John Atoll, Kingman Reef, Midway Islands, Navassa Island, Northern Mariana Islands, Palmyra Atoll, Puerto Rico, Virgin Islands, Wake Island

วันที่ได้รับเอกราช

4 กรกฎาคม 1776 (พ.ศ. 2319) จากสหราชอาณาจักร

รัฐธรรมนูญ

17 กันยายน 1787 (พ.ศ. 2330), มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1789 (พ.ศ. 2332)

ระบบกฎหมาย

อยู่บนรากฐานของกฎหมายจารีตประเพณี ของอังกฤษ แต่ละรัฐมีกฎหมายของตนเอง ยกเว้นรัฐหลุยเซียร์นา ซึ่งยังคงได้รับอิทธิพลจากกฎหมายเป็นฉบับเขียนตายตัว (Napoleonic Code)

โครงสร้างทางการเมือง
สหรัฐฯ มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมเเครต (Democrat) การปกครองแบบสหพันธรัฐ แบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกัน และมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) ดังนี้
 
ฝ่ายบริหาร : มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไป ร่วมกับรองประธานาธิบดีทุก 4 ปี ในวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งผ่านคณะผู้เลือกตั้ง ( Electoral College ) จำนวน 538 คน ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ร่างรัฐบัญญัติต่อรัฐสภา และทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ทำสนธิสัญญาต่างๆ ตลอดจนแต่งตั้งผู้พิพากษา เอกอัครราชทูต และตำแหน่งต่างๆของฝ่ายบริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy Assistant Secretary) ขึ้นไป
 
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ประกอบด้วย 2 สภา คือ
 
วุฒิสภา มีสมาชิกจากแต่ละมลรัฐ มลรัฐละ 2 คน รวมเป็น 100 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 6 ปี โดยสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 ครบวาระทุก 2 ปี วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือปฎิเสธบุคคลที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และให้สัตยาบันสนธิสัญญา รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง (President of the Senate) คือนาย Joe Biden 
หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างมาก (Majority Leader)ในวุฒิสภา ได้แก่ นาย Harry Reid (D-Nevada) 
หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority Leader) ได้แก่ นาย Mitch McConnell (R-Kentucky)
 
สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 435 คน แบ่งตามสัดส่วนของประชากรในมลรัฐ คือ ประชากร 575,000 คน ต่อ สมาชิก 1 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี ประธานสภา 
(Speaker of the House) ได้แก่ นาง Nancy Pelosi (D-California) ผู้นำเสียงข้างมาก คือ นาย Steny Hoyer (D-Maryland) ส่วนผู้นำเสียงข้างน้อย คือ นาย John Boehner (R-Ohio)
 
ฝ่ายตุลาการ :ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น (Circuit Court) ศาลอุทรณ์ (Appeal Court) และศาลฎีกา (Supreme Court) ศาลฏีกามีอำนาจที่จะล้มเลิกกฏหมายใดๆและการปฎิบัติการของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีทั้งหมด 9 คนนั้น ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้ให้การรับรอง และดำรงตำแหน่งได้โดยไม่มีการกำหนดวาระ
 
วันเลือกตั้ง :การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด 6 พฤศจิกายน 2555
 
การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไป 8 พฤศจิกายน 2558
 
สถานการณ์การเมือง
 
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งมีนาย Barack Obama สมาชิกวุฒิสภาและตัวแทนจากพรรคเดโมแครต และนาย John McCain สมาชิกวุฒิสภา และตัวแทนจากพรรครีพับริกัน เป็นผู้แข่งขันหลัก ผลปรากฏว่า ประธานาธิบดี Obama ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 
 
นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
 
รัฐบาลประธานาธิบดี Obama จะให้ความสำคัญลำดับต้นต่อการร่วมมือกับนานาประเทศ แก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ การถอนกำลังทหารจากอิรัก การดำเนินการในอัฟกานิสถานและปากีสถาน เพื่อกำจัดกลุ่ม Al-Qaeda และกลุ่มหัวรุนแรง การแก้ไขปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ การต่อต้านการก่อการร้าย การต่อต้านการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ การกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรและมิตรประเทศ การแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับโลกมุสลิม การรักษาความสัมพันธ์กับจีน รัสเซีย และแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
 
ในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามามีแนวทางการทำงานที่มุ่งเน้นการทูตมากกว่าการใช้กำลังทหาร โดยจะมุ่งเน้นความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบ สหประชาชาติ การใช้ smart power (ผสมผสาน hard และ soft power) เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย
 

 

Update กุมภาพันธ์ 2559

 

คณะรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์

 

Vice President of the United States

Michael R. Pence

Department of State

Secretary of State

Rex W. Tillerson

Department of the Treasury

Secretary of the Treasury

Steven T. Mnuchin

Department of Defense

Secretary of Defense

James Mattis

Department of Justice

Attorney General

Jeff Sessions

Department of the Interior

Secretary of the Interior-designate

Ryan Zinke

Department of Agriculture

Secretary of Agriculture-designate

Sonny Perdue

Department of Commerce

Secretary of Commerce-designate

Wilbur L. Ross, Jr.

Department of Labor

Secretary of Labor-designate

Andrew F. Puzder

Department of Health and Human Services

Secretary of Health and Human Services

Thomas Price

Department of Housing and Urban Development

Secretary of Housing and Urban Development-designate

Benjamin S. Carson, Sr.

Department of Transportation

Secretary of Transportation

Elaine L. Chao

Department of Energy

Secretary of Energy-designate

James Richard Perry

Department of Education

Secretary of Education

Elisabeth Prince DeVos

Department of Veterans Affairs

Secretary of Veterans Affairs 

David J. Shulkin

Department of Homeland Security

Secretary of Homeland Security

John F. Kelly

White House Chief of Staff

Reince Priebus

Director of National Intelligence-designate

Daniel Coats

Director of the Central Intelligence Agency

Mike Pompeo

Director of the Office of Management and Budget-designate

Mick Mulvaney

United States Trade Representative-designate

Robert Lighthizer

Representative of the United States to the United Nations

Nikki R. Haley

Administrator of the Environmental Protection Agency-designate

Scott Pruitt

Administrator of the Small Business Administration

Linda E. McMahon

White House Chief of Staff

Reince Priebus

Director of National Intelligence-designate

Daniel Coats

Director of the Central Intelligence Agency

Mike Pompeo

Director of the Office of Management and Budget-designate

Mick Mulvaney

United States Trade Representative-designate

Robert Lighthizer

Representative of the United States to the United Nations

Nikki R. Haley

Administrator of the Environmental Protection Agency-designate

Scott Pruitt

Administrator of the Small Business Administration

Linda E. McMahon

 

มา: The Cabinet | The White House

 

สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

        ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ. 2551 สร้างความหวาดกลัวว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อและการว่างงาน สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสูงถึง 2 ใน 3 ของการบริโภคในสหรัฐ ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวเกิดจากความไม่เหมาะสมในการลงทุนเกี่ยวกับระบบพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ต้นทุนทางการแพทย์และจำนวนเงินสงเคราะห์ของประชากรสูงอายุที่สูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของขาดดุลทางการค้าและการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงภาวะรายได้ของครอบครัวที่มีรายได้น้อยที่มีรายได้คงที่ การขาดดุลการค้ามีมูลค่าสูงถึง 8.47 แสนล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2550 และลดลงเหลือ 8.10 แสนล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2551 เนื่องจากการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ สกุลอื่น ส่งผลเสียต่อการส่งออกและนำเข้าของประเทศ ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก วิกฤตสินเชื่อบ้าน (Sup-Prime mortgage crisis) ปัญหาของสถาบันการลงทุน ราคาบ้านตกต่ำ สภาพความตึงตัวของสหรัฐ อเมริกาทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงกลางปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลก่อตั้งกองทุนช่วย เหลือสินเชื่อที่มีปัญหา (Troubled Asset Relief Program: TARP) มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยตลาดเงินในเดือน 2551 เมื่อเดือนมกราคม 2552 รัฐสภาสหรัฐและรัฐบาลบารัค โอ บามา ผ่านพระราชบัญญัติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 7.87 แสนล้านดอลลาร์ - 2 ใน 3 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย และ 1 ใน 3 เพื่อลดภาษี เพื่อสร้างงานและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ระบบเศรษฐกิจ

ทุนนิยม (Capitalism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโดยที่รัฐจะเข้าแทรกแซงในกิจการของเอกชนน้อย และสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

18.57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายบุคคล

57,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

1.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 1.1%
  • ภาคอุตสาหกรรม 19.4%
  • ภาคการบริการ 79.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

4.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

1.3% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าวสาลี ข้าวโพด ธัญพืชอื่นๆ ผลไม้ ผัก ฝ้าย เนื้อวัว เนื้อหมู สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์จากนม ปลา ของป่า

อุตสาหกรรม

สหรัฐฯ เป็นผู้นำทางภาคอุตสาหกรรมของโลก มีความหลากหลายสูงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก เช่น ปิโตรเลียม เครื่องยนต์เครื่องบิน อุปกรณ์การสื่อสาร เคมีภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ป่าไม้ เหมืองแร่

อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรม

2.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

หนี้สาธารณะ

73.8% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

ขาดดุล 481.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

1.471 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออก

ผลิตภัณฑ์การเกษตร (ถั่วเหลือง, ผลไม้, ข้าวโพด) อุปกรณ์ที่ใช้ในการอุตสาหกรรม (ชีวเคมีภัณฑ์) สินค้าต้นทุนการผลิต (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนหลอดวิทยุ, เครื่องบิน, อะไหล่รถยนต์, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม) สินค้าบริโภค (รถยนต์, ยารักษาโรค)

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ

Canada 18.6%, Mexico 15.7%, China 7.7%, Japan 4.2%  (พ.ศ. 2558)

มูลค่าการนำเข้า

2.205 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้า

ผลิตภัณฑ์การเกษตร อุปกรณ์ที่ใช้ในการอุตสาหกรรม น้ำมันดิบ สินค้าต้นทุนการผลิต (คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม, อะไหล่รถยนต์, เครื่องมือที่ใช้ในสำนักงาน, เครื่องจักรพลังงานไฟฟ้า) สินค้าบริโภค (รถยนต์, เสื้อผ้า, ยารักษาโรค, เฟอร์นิเจอร์, ของเล่น)

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

China 21.5%, Canada 13.2%, Mexico 13.2%, Japan 5.9%, Germany 5.5% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

US dollar

สัญลักษณ์เงิน

USD

ปีงบประมาณ

1 ตุลาคม – 30 กันยายน

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

คลิกเพื่อตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศจากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

       ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์มายาวนาน โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2376 จากที่ทั้งสองฝ่ายมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยในปีดังกล่าว ประธานาธิบดี Andrew Jackson ของสหรัฐฯ (ดำรงตำแหน่งปี 2372-2380) ได้ส่งนาย Edmund Roberts เป็นเอกอัครราชทูตเดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมทั้งนำสิ่งของมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งรวมถึงดาบฝักทองคำที่ด้ามสลักเป็นรูปนกอินทรีและช้าง และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้พระราชทานสิ่งของตอบแทนซึ่งเป็นของพื้นเมือง เช่น งาช้าง ดีบุก เนื้อไม้ และกำยาน เป็นต้นโดยภารกิจสำคัญของนาย Robert คือการเจรจาจัดทำสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย เช่นเดียวกับที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาและข้อตกลงทางการค้ากับสหราชอาณาจักรเมื่อ ปี 2369
 
        การจัดส่งคณะทูตสหรัฐฯ มายังไทยแสดงให้เห็นถึงความสนใจของสหรัฐฯ ที่จะติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่ในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่ได้มีชาติตะวันตกอื่นๆ เช่น โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ได้เข้ามาค้าขายกับไทยอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ไทยและสหรัฐฯ ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2399
 
     อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้านั้นปรากฏหลักฐานการติดต่อระหว่างทั้งสองประเทศตั้งแต่ต้น สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีเรือกำปั่นของชาวสหรัฐฯ ลำแรก โดยมีกัปตันแฮน (Captain Han) เป็นนายเรือได้แล่นเรือบรรทุกสินค้าผ่านลำน้ำเจ้าพระยาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อปี 2364 หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ไม่มีความต่อเนื่องเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลกัน และสหรัฐฯ ไม่ค่อยความสนใจหรือมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ โดยสหรัฐฯ มีสถานกงสุลเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปัตตาเวีย (กรุงจาการ์ตาในปัจจุบัน)
 
     แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเรือสินค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเดินทางมาถึงไทยแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากไม่มีการติดต่อที่ใกล้ชิด รวมทั้งการค้ากับต่างประเทศของไทยโดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากฝ่ายไทยยังคงบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้ากับต่าง ประเทศ และยังคงมีการผูกขาดกิจการต่างๆ แต่ในช่วงต้นของความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ คณะบาทหลวงสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับประชาชนสู่ประชาชน ในขณะที่ความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐยังไม่เป็นรูปธรรมนัก โดยเมื่อปี 2374 บาทหลวง David Abeel, M.D. มิชชันนารีชาวสหรัฐฯ ได้เดินทางมาไทยและพำนักอยู่ในกรุงเทพฯหลังจากนั้น คณะบาทหลวงอีกหลายคณะได้เดินทางและมาพำนักในไทย
        อย่างไรก็ดี คณะบาทหลวงสหรัฐฯ ไม่ประสบความสำเร็จในภารกิจการเผยแพร่ศาสนาเท่าใดนัก แม้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้ทรงขัดขวางการเผยแพร่ศาสนา "มีผู้กล่าวไว้ว่า ไม่มีประเทศใดที่มิชชันนารีจะได้รับการต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาน้อยที่สุด หรือเกือบไม่มีเลยเท่าประเทศไทย และก็ไม่มีประเทศใดที่คณะมิชชันนารีได้รับผลสำเร็จน้อยที่สุดเท่าประเทศไทย เช่นเดียวกัน" แต่คณะบาทหลวงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การศึกษาโดยเฉพาะการสอนภาษาอังกฤษ การจัดตั้งสถาบันการศึกษาที่สำคัญๆ ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ โรงเรียนปรินส์รอยัล และโรงเรียนดาราวิทยาลัยที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ด้านการแพทย์และสาธารณสุข คณะบาทหลวงสหรัฐฯ มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาการแพทย์สมัยใหม่ในไทย โดยเฉพาะนายแพทย์ Danial B. Bradley ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการรักษาไข้ทรพิษและอหิวาตกโรค รวมทั้งเป็นผู้จัดตั้งโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์แห่งแรกในไทย และพำนักอยู่ในไทยเป็นเวลาเกือบ 40 ปี นอกจากนี้ คณะบาทหลวงสหรัฐฯ ยังมีส่วนในการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดอื่นๆ เช่น ลำปาง ตรัง นครศรีธรรมราช รวมทั้งโรงพยาบาลแมคคอมิกส์ที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลศิริราชด้วย
 
         ในส่วนของไทย พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์กับ สหรัฐฯ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงมีพระราชสาส์นไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายครั้ง โดยครั้งแรกทรงมีพระราชสาส์นไปถึงประธานาธิบดี Franklin Pierce (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2396 -2400) เมื่อปี 2399 รวมทั้งในปี 2404 หลังจากทรงได้รับสารตอบรับจากประธานาธิบดี James Buchanan (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2400 - 2404) พร้อมสิ่งของทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงมีพระราชสาส์นถึงประธานาธิบดี Buchanan เสนอที่จะพระราชทานช้างให้กับสหรัฐฯ โดยทรงอธิบายเป็นภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองถึงพระราชประสงค์ที่จะให้สหรัฐฯ นำช้างไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนส่ง นอกจากนี้ ได้พระราชทานดาบเหล็กกล้าแบบญี่ปุ่นฝักลงรักปิดทอง พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ให้กับประธานาธิบดี Buchanan ด้วย
 
        ในปี 2405 ประธานาธิบดี Abraham Lincoln (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2404 - 2408) ได้มีสารตอบแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ โดยจะมอบพระแสงดาบไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ และกราบบังคมทูลเกี่ยวกับพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานช้างแก่สหรัฐฯ ว่าสภาพอากาศในสหรัฐฯ ไม่เหมาะสมกับช้าง รวมทั้งมีเครื่องจักรไอน้ำที่มีประสิทธิภาพสำหรับการขนส่งภายในประเทศอยู่แล้ว
 
         ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้อดีตประธานาธิบดี Ulysses S. Grant เข้าเฝ้าฯ เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดี Grant เดินทางเที่ยวรอบโลกและแวะผ่านไทยเมื่อปี 2422 ซึ่งทรงให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ รวมทั้งอดีตประธานาธิบดี Grant ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงเผยแพร่ชื่อเสียงประเทศไทยด้วยการพระราชทานเครื่องดนตรีไทยหลายชนิด ให้กับสถาบัน Smithsonian และพระราชทานสิ่งของเข้าร่วมในงานแสดงสินค้าระดับโลกในโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อปี 2419 ในงานนิทรรศการในวาระครบรอบ 100 ปี ของสหรัฐฯ ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี 2436 ในงานมหกรรมโลกที่นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ และเมื่อปี 2447 ในงานออกร้านในวาระเฉลิมฉลองการซื้อดินแดนหลุยเซียนา ที่เมืองเซนต์หลุยซ์ มลรัฐมิสซูรี ด้วย
 
      พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2445 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกฯ ในปี 2467 เพื่อทรงรักษาพระเนตร และเมื่อขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พร้อมด้วยพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2473 ซึ่งในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานาธิบดี Herbert Hoover (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2472 - 2476) เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สหรัฐฯ หลายฉบับ รวมทั้งเสด็จฯ เยือนเมืองสำคัญๆ ในมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ หลายแห่งด้วย
 
       นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เคยประทับอยู่ในสหรัฐฯ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชประสูติในสหรัฐฯ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระราชบิดาของทั้งสองพระองค์ ทรงศึกษาวิชาแพทย์ที่สหรัฐฯ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2503 ซึ่งได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2496 -2504) เข้าเฝ้าฯ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาสหรัฐฯ รวมทั้งได้เสด็จฯ เยือนเมืองสำคัญในมลรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ การเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2510 ทรงประกอบพิธีเปิดศาลาไทยในบริเวณ East- West Center มหาวิทยาลัยฮาวาย เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วิทยาลัย William College มลรัฐแมสซาซูเซตส์ ทูลเกล้าถวายปริญญญาดุษฎีบัณทิตกิตติมศักดิ์ ด้านนิติศาสตร์ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2506 - 2512) เข้าเฝ้าฯ ด้วย นอกจากนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ออกข้อมติเทอดพระเกียรติและถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสต่างๆ อันเป็นการแสดงถึงการยอมรับอย่างสูงของสหรัฐฯ ต่อพระมหากษัตริย์ไทยและการที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของไทยกับสหรัฐฯ
 
      ในช่วงที่ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้พ้นภัยคุกคามจากลัทธิอาณานิคมของ ประเทศมหาอำนาจยุโรป ที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่มีความเป็นกลาง และไม่ได้แข่งขันทางผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะการแสวงหาอาณานิคมกับประเทศยุโรปในภูมิภาค ได้เข้ามีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ การศาล การพัฒนา และคำปรึกษาทั่วไปให้กับไทยโดยที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ คนแรก ได้แก่ นาย Edward H. Strobel ซึ่งมีส่วนสำคัญในการคลี่คลายปัญหาข้อพิพาทด้านพรมแดนฝั่งตะวันออกระหว่าง ไทยกับฝรั่งเศส รวมทั้งช่วยเจรจากับฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรให้ผ่อนผันในเรื่องสิทธิสภาพ นอกอาณาเขต นอกจากนี้ นาย Jen I. Westengard ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินระหว่างปี 2450-2458 มีบทบาทในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ต่อมาได้รับพระราชทานพระราชบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรีในสมัยรัชกาลพระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และในปี 2468 นาย Francis B. Sayre (ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรีด้วยเช่นกัน) มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะด้านศุลกากรและกฎหมาย รวมทั้งมีบทบาทในการช่วยเหลือไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนาย Sayre ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสหประชาชาติเพื่อการบรรเทาทุกข์ และบูรณะความเสียหายของประเทศ (The United Nations Relief and Rehabilitation Administration -UNRRA)
 
การที่ไทยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายพันธมิตรในการป้องกันประเทศจากการ ที่ญี่ปุ่นเดินทางทัพเข้ามาในดินแดนไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไทยจำเป็นต้องประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ในปี 2485 อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น ไม่ได้ประกาศสงครามกับไทย เนื่องจากมีการจัดตั้งเสรีไทยในสหรัฐฯ และรัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน รวมทั้งการจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในไทย ซึ่งมีผลอย่างมากต่อสถานการณ์ภายหลังสงครามของไทยที่สหรัฐฯ สนับสนุนท่าทีที่ผ่านมาของไทย โดยถือว่าไทยไม่ได้เป็นคู่สงครามแต่เป็นดินแดนที่ถูกยึดครอง (occupied territory) ในระหว่างสงคราม ภายหลังสงครามสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยในทันที รวมทั้งช่วยเหลือไทยในการเจรจาให้สหราชอาณาจักรลดข้อเรียกร้องและการตั้ง เงื่อนไขต่างๆ จำนวน 21 ข้อ ที่กำหนดขึ้นภายหลังสงครามกับไทย โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการเจรจากับสหราชอาณาจักรให้กับไทย รวมทั้งสนับสนุนและให้คำปรึกษาการกับไทยในการเจรจากับฝรั่งเศสและรัสเซีย เพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 2489
 

        หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทย-สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น และปรับเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ฉันท์มิตรประเทศธรรมดา (ordinary friendship) เป็นการมีความสัมพันธ์พิเศษ (special relationship) ระหว่างกัน เนื่องจากการที่สหรัฐฯ ก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจที่สำคัญภายหลังสงคราม มีปัจจัยภายในที่สนับสนุนให้สหรัฐฯ กำหนดนโยบายทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศและความต้องการวัถตุดิบเพื่อรองรับการขยาย ตัวดังกล่าว ตลอดจนกระแสการผลักดันอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ การที่ประเทศมหาอำนาจเดิม อาทิ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส เริ่มต้นลดบทบาทในภูมิภาคลง ในขณะที่ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะความวิตกกังวลต่อการรุกคืบหน้าของระบอบคอมมิวนิสต์จากเหตุการณ์ สงครามเกาหลีและการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีนมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่า เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ในช่วงภายหลังสงครามโลก สหรัฐฯ ยังลังเลที่จะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคโดยตรง แต่พยายามสนับสนุนให้มหาอำนาจยุโรปที่เคยมีอาณานิคมกลับเข้ามามีบทบาทเพื่อ สร้างความมั่นคงให้กับภูมิภาค โดยเห็นว่าการสนับสนุนกระบวนการชาตินิยม (nationalism) เพื่อเรียกร้องเอกราชของประเทศในภูมิภาค อาจเป็นช่องทางการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้

         อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นผลให้ ความสัมพันธ์ภายหลังสงครามโลกระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตเสื่อมทรามลง การรุกคืบหน้าของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทำให้สหรัฐฯ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินนโยบายต่อต้าน (anti) และปิดล้อม (containment) การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้ามามีบทบาทโดยตรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ โดยเริ่มจากการศึกษาประเมินความต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการ พัฒนา ความมั่นคง การทหารและการป้องกันประเทศของประเทศในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทยด้วย ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีแนวทางการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ โดยเมื่อสงครามเกาหลีเกิดขึ้น (2493) ไทยได้มีการดำเนินการในแนวทางที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ และประสงค์จะเห็นสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยเมื่อสงครามเกาหลีเกิดขึ้นไทยได้ประกาศส่งข้าวจำนวน 20,000 ตัน และทหารจำนวน 4,000 นาย ไปช่วยเหลือสหประชาชาติในสงครามเกาหลี และให้การรับรองรัฐบาลเบาได๋ของเวียดนามที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ในขณะที่สหรัฐฯ ได้เริ่มต้นจัดส่งคณะผู้แทนทางทหารมาไทย เพื่อประเมินความต้องการด้านการป้องกันประเทศ และต่อมาทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงช่วยเหลือทางการทหาร โดยสหรัฐฯ ได้จัดยุทโธปกรณ์และฝึกอบรมให้กับกองทัพไทย รวมทั้งเริ่มให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการในสาขาต่างๆ แก่ไทย อาทิ การสนับสนุนการจัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การพัฒนาการเกษตร การพัฒนาชนบท สาธารณสุข การศึกษา การก่อสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่ง สนามบิน และท่าเรือ การศึกษา โดยสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ มีส่วนสนับสนุนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค การฝึกอบรมบุคลากรทางการศึกษา การให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม เป็นต้น รวมทั้งจัดตั้งหน่วยงานและจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาปฏิบัติงานให้ความช่วย เหลือแก่ไทย เช่น U.S. Agency for International Development (USAID), The Joint U.S. Military Assistance Group (JUSMAG) เป็นต้น

โดยที่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 - 1970 ความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงเป็นพื้นฐานสำคัญของภาพรวมความสัมพันธ์ ไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝรั่งเศสเริ่มต้นเจรจากับฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ใน เวียดนาม ฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองพื้นที่ทางตอนเหนือของเวียดนามได้ ในขณะที่ประธานาธิบดี Eisenhower มีนโยบายที่เด่นชัดมากขึ้นในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชีย และได้เป็นแกนนำหลักในการชักชวนให้ประเทศในเอเชียรวมตัวกันเพื่อป้องกัน ประเทศจากภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ โดยสหรัฐฯ ได้ร่วมกับไทย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อิตาลี ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asia Collective Defense Treaty หรือ Manila Pact) ที่กรุงมะนิลา เมื่อปี 2497 ซึ่งได้นำไปสู่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asia Treaty Organization – SEATO) นอกจากนี้ ไทยและสหรัฐฯ ยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระหว่างกันใน กรอบทวิภาคี ตามแถลงการณ์ร่วมของนายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Dean Rusk รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (Rusk-Thanat Communique') เมื่อปี 2505 ที่ย้ำถึงการเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาระหว่างกันของไทยและสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ถือว่าเอกราชและ บูรณภาพของไทย มีความสำคัญยิ่งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสันติภาพของโลก และจะให้การปกป้องไทยจากการรุกรานตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ

เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในอินโดจีนขยายตัวออกไปจนกระทั่งสหรัฐฯ ต้องเข้ามามีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเวียดนามใต้ ไทยได้ให้ความร่วมมือตามคำร้องขอของสหรัฐฯ โดยให้ใช้สนามบิน และฐานทัพในไทย รวมทั้งจัดส่งทหารจำนวนประมาณ 12,000 นายไปร่วมรบในเวียดนามด้วย โดยสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกำลังพล ซึ่งในช่วงดังกล่าว ความช่วยเหลือด้านการทหารของสหรัฐฯ ต่อไทยมีจำนวนสูงขึ้นถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2511 และระหว่าง 2508 - 2513 สหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปรับปรุงฐานทัพในไทย ในขณะเดียวกันความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้นถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เป็นความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทยในการต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ผ่านโครงการส่งเสริมความมั่นคง การพัฒนาชนบท การสาธารณสุข การเกษตร และการศึกษา เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงทศวรรษที่ 1970 – 1980 สหรัฐฯ ได้ลดบทบาทการมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งในอินโดจีน ซึ่งการปรับเปลี่ยนท่าทีทางนโยบายดังกล่าว เป็นผลจากกระแสการต่อต้านสงครามในสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดี Richard Nixon (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2512 – 2517)ได้ประกาศนโยบาย Nixon Doctrine ซึ่งระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียด้วยการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปโดยตรง แต่ประเทศในเอเชียต้องรับภาระการป้องกันประเทศด้วยตนเอง โดยสหรัฐฯ จะสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจด้านอื่นๆ แก่ประเทศเหล่านั้น ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมภายในของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวจากช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป็นส่วนสนับสนุนกระแสต่อต้านสงครามมากยิ่งขึ้น ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ลดบทบาทและการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับกิจการต่างประเทศลง และหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายภายในประเทศ และตัดทอนงบประมาณการต่างประเทศมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ นอกจากนี้ การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนโดยประธานาธิบดี Nixon เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในปี 2514 เป็นสัญญาณที่สำคัญต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศในแนวทางที่สหรัฐฯ จะลดบทบาททางความมั่นคงและทางทหารในภูมิภาคลง

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศหลังสหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และการถอนทหารของสหรัฐฯ จากอินโดจีน ทำให้ไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และหลังการลงนามข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามเวียดนามอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2516 กระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในไทยเพิ่มมากขึ้น การเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษา ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย ยิ่งมีส่วนส่งเสริมให้กระแสต่อต้านสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น มีการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากประเทศไทย และเมื่อเกิดเหตุการณ์เรือสินค้า Mayaguez เมื่อปี 2518 ซึ่งทหารสหรัฐฯ ได้พยายามช่วยเหลือลูกเรือจากฝ่ายเขมรแดง โดยใช้ฐานทัพในไทยโดยไม่ได้ขออนุญาต รัฐบาลไทยได้ดำเนินการประท้วง และแจ้งให้ฝ่ายสหรัฐฯ ดำเนินการถอนทหารออกจากไทยทั้งหมดภายในปี 2519

ในช่วงสงครามเวียดนาม-ไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างมากกับสหรัฐฯ ในขณะที่ สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านความมั่นคงเป็นจำนวนมากแก่ไทยด้วยเช่นกัน นับได้ว่าทั้งสองฝ่ายได้พึ่งพาอาศัยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันมาโดย ตลอด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนกำลังทางทหารออกจากเวียดนาม และปรับเปลี่ยนนโยบายโดยลดบทบาทด้านการเมือง การทหารในภูมิภาคลง แต่สหรัฐฯ ยังคงให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการของไทยในการแก้ไขปัญหาความขัด แย้งในภูมิภาคอินโดจีน โดยสหรัฐฯ สนับสนุนทางความพยายามของไทยและสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations – ASEAN) ในการแก้ไขปัญหากัมพูชาโดยวิถีทางการเมือง และสนับสนุนการจัดตั้งเวทีประชุมความมั่นคงภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Forum – ARF) ด้วย

ความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่มิได้อยู่ในระดับที่ใกล้ชิดเท่ากับในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ เห็นว่าไทยเป็นพันธมิตรทางทหารที่สำคัญ การฝึกร่วมผสม Cobra Gold ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีเป็นประจำทุกปี ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นพันธมิตรทางทหาร และเป็นการฝึกร่วมผสมที่ใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ มีอยู่กับประเทศต่างๆ โดยในระยะหลัง เป็นการฝึกร่วมผสมไทย-สหรัฐฯ มีประเทศอื่นๆ เข้าร่วมฝึกในบางสาขา เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมองโกเลีย และอีก 16 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์ นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ มอบสถานะพันธมิตรสำคัญนอกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (Major Non NATO Ally - MNNA) ให้แก่ไทยเมื่อปี 2546 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นพันธมิตรในด้านการทหารและความมั่นคงของทั้ง สองฝ่ายอีกระดับหนึ่งด้วย

ในยุคหลังสงครามเย็น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การค้ากลายเป็นประเด็นหลักของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ความสำคัญของความสัมพันธ์ทางการค้าไทย – สหรัฐฯ ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างจริงจังประมาณปี 2517 เมื่อสหรัฐฯ เริ่มใช้นโยบายกีดกันทางการค้า

ในช่วงทศวรรษ 1970 สหรัฐฯ เริ่มประสบปัญหาขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแข็งตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการสูญเสียตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศให้แก่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Countries / NICS) เช่น ฮ่องกง เกาหลี และไต้หวัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เห็นว่าปัญหาดังกล่าวนี้มิได้มีสาเหตุมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่ง ขันของสหรัฐฯ เอง หากแต่เป็นเพราะสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการค้าอย่างไม่เป็นธรรม (unfair trade practices) จากประเทศคู่ค้า เช่น การไม่ปฏิบัติตามหรือละเมิดความตกลงการค้าต่างๆ ที่มีกับสหรัฐฯ การละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ จึงปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าระหว่างประเทศจากการค้าเสรีมาเป็นนโยบายการค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade Policy)

สหรัฐฯ ริเริ่มการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าแก่ประเทศที่ดำเนินการค้าอย่างไม่เป็น ธรรมกับสหรัฐฯ ในปี 2517 โดยการออกกฎหมาย Trade and Tariff Act 1974 กฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ฉบับที่สำคัญ คือ Omnibus Trade and Competitivesness Act 1988 ซึ่งมาตรา 301 ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative) ในการพิจารณาว่าประเทศใดดำเนินการค้าอย่างไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ และจะตอบโต้ด้วยมาตรการใด นอกเหนือจากมาตรา 301 แล้ว Omnibus Trade and Competitivesness Act 1988 ยังมีมาตรการที่มีนัยสำคัญต่อไทยมาก นั่นคือ Special 301 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ในการระบุประเทศที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ โดยจะกำหนดให้เป็น Priority Foreign Countries (PFC) เพื่อสอบสวนและดำเนินการตอบโต้ต่อไป

ปัญหาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2528 และดำเนินติดต่อกันเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยส่วนใหญ่สหรัฐฯ จะกดดันไทยให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องต่างๆ ด้วยการขู่ว่าจะยกเลิกสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร (Generalised System of Preferences / GSP) ที่สหรัฐฯ ให้แก่สินค้าออกของไทยตั้งแต่ปี 2519 โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อ GSP รุ่นแรก (first generation GSP) หมดอายุลงในปี 2527 สหรัฐฯ ได้ปรับนโยบายเกี่ยวกับ GSP โดยกำหนดให้ประเทศที่จะรับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP รุ่นที่สองจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น เปิดตลาดภายในประเทศให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ คุ้มครองสิทธิแรงงาน คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ เนื่องจาก อัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ภายใต้ GSP สูงเกือบร้อยละ 30 ต่อปี ทำให้ความเสี่ยงที่สินค้าออกของไทยจะถูกตัด GSP เป็นประเด็นอ่อนไหวมากสำหรับเศรษฐกิจในภาพรวม

ในระยะแรก (ปี 2528- 2531) ข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานของคนชาติสหรัฐฯ และให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ ในขณะที่ท่าทีของไทย คือ ไทยให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่ทุกชาติสมาชิกของ Berne Convention ซึ่งลิขสิทธิ์ของคนชาติสหรัฐฯ จะได้รับการคุ้มครองทันทีที่สหรัฐฯ เข้าเป็นสมาชิก Berne Convention ปัญหาทางการค้าระหว่างไทย – สหรัฐฯ ในเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง สร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ และในปี 2531 การแก้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยกภายในคณะรัฐบาล เนื่องจากสมาชิกระดับแกนนำของพรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น เป็นเจ้าของเครือข่ายร้านวีดีโอขนาดใหญ่ ประเด็นนี้อาจจะเป็นที่มาของท่าที ที่แข็งกร้าวของพรรคชาติไทยต่อการแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ ในที่สุด ความขัดแย้งนี้ได้นำมาสู่การยุบสภาของรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ในเดือนเมษายน 2531 ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ตกไปด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อขัดแย้งในกรณีลิขสิทธิ์ยุติลงเมื่อสหรัฐฯ เข้าเป็นสมาชิก Berne Convention ในปี 2532

นอกเหนือจากข้อขัดแย้งกรณีลิขสิทธิ์แล้ว สหรัฐฯ ยังได้ขยายข้อเรียกร้องไปถึงการคุ้มครองสิทธิบัตร โดยต้องการให้ไทยแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ยา ในขณะที่ไทยเสนอที่จะดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวข้องกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights - TRIPs) ซึ่งเป็นความตกลงย่อยภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษี (General Agreement on Tariffs and Trade - GATT) โดยจะมีมาตรการชั่วคราว ที่จะให้การคุ้มครองแก่ผลิตภัณฑ์ยาใหม่ของสหรัฐฯ เป็นเวลา 18 เดือน หลังจากวางตลาดในไทย สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอของไทย และในปี 2532 ได้ยกเลิก GSP สำหรับสินค้าไทย 8 ชนิด ได้แก่ ข้าว mug bean เฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องประดับทำจากเงิน หินมีค่า ดอกไม้ประดิษฐ์ ชิ้นส่วนโทรศัพท์ และกระเบื้องผนังโมเสค สหรัฐฯ ได้กดดันไทยอย่างต่อเนื่อง และขู่ที่จะดำเนินการตาม Special 301 ด้วยการยกเลิก GSP สำหรับสินค้าไทยเป็นมูลค่าเท่ากับมูลค่าการสูญเสียของสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากการถูกละเมิดสิทธิบัตร หลังจากการเจรจาต่อเนื่องกันเป็นเวลาถึง 4 ปี ในปี 2535 รัฐบาลไทยได้ออกกฎหมายสิทธิบัตรฉบับใหม่เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของ สหรัฐฯ

วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กับบทบาทของสหรัฐฯ

วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย ซึ่งเริ่มจากวิกฤตการณ์ทางการเงินการคลังในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 เป็นเหตุการณ์สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่างไทย – สหรัฐฯ

1. สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจในไทย

วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน ในขณะที่ประเด็นอื่นๆ เป็นผลมาจากความบกพร่อง หรือความผิดพลาดของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

ประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจ คือ การเปิดเสรีทางการเงิน อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีโดยตัวเองไม่สามารถที่จะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ สาเหตุที่แท้จริง คือ การเปิดเสรีอย่างรวดเร็วเกินไป โดยไม่มีกฎระเบียบหรือมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมรองรับ อีกทั้งระบบสถาบันการเงินของไทยยังขาดธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหาร หลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้สินเชื่อมักจะถูกละเลย นำไปสู่การทุจริต การหลบเลี่ยงกฎระเบียบทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน นอกจากนี้ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และนโยบายเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ล้วนแต่ช่วยกระตุ้นให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

2. การแก้ปัญหา และบทบาทของสหรัฐฯ

ในสภาวการณ์ที่ประเทศขาดเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเงินอยู่ในสภาพล้มละลาย ไทยจึงต้องแสวงหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยในขั้นต้น ไทยได้พยายามขอความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีคลินตันได้ละเลยคำร้องขอของไทย เนื่องจากเห็นว่า สถานการณ์ไม่รุนแรง และเป็นเพียงแค่อุปสรรคเล็กน้อยในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติความช่วยเหลือให้แก่รัฐบาลไทยโดย IMF ซึ่งเป็นสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ให้เงินสนับสนุนมากที่สุด โดย IMF ได้จัดสรรเงินกู้จำนวน 16.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะการขาดเงินทุนสำรองในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม IMF ได้กำหนดให้ไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น ต้องลดรายจ่ายภาครัฐ เพื่อให้งบประมาณสมดุลต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องพัฒนาธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน ถึงแม้ว่าเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้าขณะนั้น กลับสร้างข้อจำกัดให้แก่ไทยในการหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

เนื่องจาก IMF ไม่อนุญาตให้ไทยใช้เงินกู้ดังกล่าวเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงได้เสนอเงินทุนจำนวน 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้ง Asian Monetary Fund (AMF) เพื่อใช้เป็นเงินกู้ให้แก่ประเทศที่ประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจในการดำเนิน มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การจัดตั้ง AMF ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจาก สหรัฐฯ และ IMF คัดค้านข้อเสนอดังกล่าว โดยเห็นว่า บทบาทและหน้าที่ของ AMF คล้ายคลึงกับ IMF ดังนั้นการจัดตั้ง AMF อาจจะทำให้ความสำคัญของ IMF ลดลง ท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นนี้สร้างความผิดหวังให้แก่ไทยมาก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่วิกฤตเศรษฐกิจได้ขยายตัวไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย รวมทั้งรัสเซีย สหรัฐฯ จึงได้พยายามเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนไทยในการแก้ปัญหาวิกฤต เศรษฐกิจ ทั้งในแง่การให้ความช่วยเหลือเป็นตัวเงินแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบเป็นการ ทั่วไปโดยผ่าน IMF และการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบอื่นๆ แก่ไทยโดยตรง โดยในรูปแบบแรกนั้น ประธานาธิบดี Clintonได้ขออนุมัติงบประมาณจำนวน 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรัฐสภาเพื่อให้ IMF มอบให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจกู้ยืมเพื่อบรรเทาปัญหาการขาด สภาพคล่อง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไทยในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินอีก

ในช่วงเดือนธันวาคม 2541 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ ผลที่ตามมาจากการเยือนคือ สหรัฐฯ ยินยอมให้ไทยยกเลิกการซื้อเครื่องบิน F - 18 ที่ฝ่ายไทยได้ทำสัญญาซื้อจากสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งหากสหรัฐฯ ไม่ยอมให้ไทยยกเลิกสัญญาดังกล่าว การซื้อเครื่องบิน F - 18 จะเป็นภาระทางการเงินอย่างมาก และอาจจะทำให้วิกฤตการณ์ทางการคลังที่ไทยต้องเผชิญอยู่ในขณะนั้นอยู่ในสภาพ ที่แย่ลงกว่าเดิมได้

"ไทยเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้ เพราะรัฐบาลสหรัฐฯไม่เคยให้ความช่วยเหลือการยกเลิกสัญญาในลักษณะนี้กับ ประเทศใดมาก่อน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นผู้จัดซื้อฝูงบิน F - 18 จำนวน 12 ลำ ที่รัฐบาลไทยได้สั่งจองไว้กับบริษัทผลิตเครื่องบินแทน"

จากข้อมูลของกองทัพอากาศไทย เงินมัดจำการสั่งซื้อเครื่องบิน จำนวน 70 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ตามสัญญา รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่สามารถคืนให้ไทยได้เนื่องจากได้นำเงินดังกล่าวไปใช้ในการเตรียมการผลิต เครื่องบินที่ไทยสั่งซื้อ อย่างไรก็ดี ได้มีการเจรจาขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมคืนเงินมัดจำในรูปของการขายเครื่องบินและอุปกรณ์ให้แก่ไทย ได้แก่ เครื่องบิน F -16 ADF (Air Defense Fighter) ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ออกแบบสำหรับติดอาวุธนำวิถีในรัศมี 50 ไมล์ จำนวน 16 ลำ อุปกรณ์และบริภัณฑ์ภาคพื้นอากาศ อาทิ air power unit อุปกรณ์ตรวจสอบเชื้อเพลิง ฯลฯ

นอกจากนั้น รัฐสภายังได้ออกข้อมติเพื่อสนับสนุนไทยในการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักธุรกิจสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก และ U.S. Export-Import Bank ได้จัดสรรเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาในสหรัฐฯ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจด้วย เช่น การจัดสรรทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำนวน 165 ทุน การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและการฝึกอาชีพผ่านองค์กรต่างๆ และการลดหย่อนกฎระเบียบด้านการเข้าเมือง เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถทำงาน เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการศึกษา เป็นต้น

ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ไม่ถอนการลงทุนออกจากไทย และในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ และธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทประกันภัยต่างๆ สหรัฐฯ ยังมีการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่อง และช่วยมิให้กิจการจำนวนมากต้องล้มละลาย ผลที่ตามมา คือ สหรัฐฯ ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในกิจการเป็นจำนวนมาก 

3. เหตุการณ์ก่อการร้ายวันที่ 11 กันยายน 2544

นโยบายการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐฯ ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ถือเป็นจุดปรับเปลี่ยนที่สำคัญของการดำเนินนโยบายการเมืองและความมั่นคงของ สหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินการและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการต่อต้าน การก่อการร้ายในลำดับแรกของนโยบายด้านดังกล่าว รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดำเนินการและความร่วมมือของฝ่ายต่างๆ ในการลดและป้องกันการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้าง สูง ตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่ามีความเกี่ยวพันกับขบวนการก่อการร้าย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคงผลักดันความเป็นประชาธิปไตยและการให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในฐานะ ประเด็นสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ

ในฐานะพันธมิตรทางสนธิสัญญา สหรัฐฯ ประสงค์ให้ไทยสนับสนุนและเป็นแนวร่วมในการต่อต้านการก่อการร้ายในเวทีการ เมืองโลกอย่างเปิดเผย เพื่อประโยชน์ในการแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นถึงการสนับสนุนที่สหรัฐฯ ได้รับจากประเทศต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ไทยก็ได้ตอบสนองในฐานะพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ด้วยการให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในขอบเขตที่พึ่งกระทำได้โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงขอลชาติ โดยไทยมีความร่วมมือทวิภาคีกับสหรัฐฯ ในการปราบปรามการก่อการร้าย โดยเฉพาะในด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การจับกุมผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย รวมทั้งการสนับสนุนสหรัฐฯ ในการดำเนินการในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การส่งกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจเข้าไปช่วยเหลือในการฟื้นฟูบูรณะอัฟกานิสถาน หลังจากการโค่นล้มรัฐบาลตาลิบันเมื่อต้น ปี 2545 และการส่งทหารไทยเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การบูรณะและฟื้นฟูอิรักภายหลังสงครามในปี 2546 เป็นต้น

ไทยและสหรัฐฯ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือร่วมกันในด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในแนวทาง อื่นๆ ด้วย เช่น การสนับสนุนข้อเสนอของสหรัฐฯ ในกรอบเอเปคในเรื่องความมั่นคงทางการค้าในภูมิภาค (Secure Trade in the APEC Region: STAR) การเข้าร่วมในโครงการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพฯ แหลมฉบังให้เป็นท่าเรือตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย (Bangkok/ Laem Chabang Efficient and Secure Trade - BEST) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของข้อริเริ่มด้านการต่อต้านการก่อการร้าย (STAR Initiative) ของสหรัฐฯ การเข้าร่วมในโครงการ Container Security Initiative (CSI) ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งตู้สินค้าเข้าไปสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการก่อการร้าย และโครงการจัดทำศูนย์ข้อมูลบุคคล (The Personal Identification, Secured Comparison and Evaluation System -PISCES) เป็นต้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สหรัฐฯ หันมาให้ความสนใจกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมุสลิมอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางที่จะเกิดปัญหาการขยายตัวของขบวนการ / กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงต่อต้านสหรัฐฯ ในขณะเดียว สหรัฐฯ ก็ตระหนักดีว่า สถานการณ์ในภาคใต้ของไทยเป็นกิจการภายในของไทยและไม่ปรากฏหลักฐานว่าเกี่ยว ข้องกับการก่อการร้ายสากล แต่สหรัฐฯ มีข้อวิตกกังวลว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจเปิดโอกาสให้ปัจจัยภายนอกเข้าแทรก แซง และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านข่าวกรอง

การที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ เช่น การฟอกเงิน การลักลอบค้ายาเสพติด และการลักลอบค้าเด็กและสตรี ฯลฯ ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับปัญหาการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และมุ่งหวังจะให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ประกอบกับสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับค่านิยม (value) ด้านสิทธิมนุษยชน และหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงประสงค์ให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยเพิ่มบทบาทในเรื่องนี้ด้วย และติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากการจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านสิมธิมนุษยชนและสถานการณ์การค้า มนุษย์ประจำปีของสหรัฐฯ ที่วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีการวิสามัญฆาตกรรมในการดำเนินนโยบายต่อต้านยาเสพติดของไทย หรือความไม่คืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและสตรีในไทย ซึ่งในบางครั้งการวิพากษ์วิจารณ์ของสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันได้

ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ได้พัฒนาจากจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมายาวนาน จากช่วงต้นรัตนโกสินทร์เรือสหรัฐฯ ได้เดินทางมาค้าขายในภูมิภาค จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายจัดทำสนธิสัญญาไมตรีฯ บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ มิชชันนารี และที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จนถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ต่อกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ ให้แก่ไทย ในช่วงการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน สงครามเวียดนาม การแก้ปัญหากัมพูชา เป็นต้น

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจหลังสงครามเย็นมีผลต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ หันมาใช้นโยบายการค้าเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น มีการนำมาตรการกีดกันการค้ามาใช้กับไทย ก่อให้เกิดผลกระทบและสร้างปัญหาทางการค้าระหว่างกัน

วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย และบทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงนั้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐฯ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายวันที่ 11 กันยายน 2544 โดยนโยบายและการดำเนินการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ และการตอบสนองของไทยทำให้รูปแบบความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความสัมพันธ์ในปัจจุบันที่มีลักษณะการเป็นหุ้นส่วนทาง ยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เพิ่มมากขึ้นในหลายมิติของความสัมพันธ์ ซึ่งงานวิจัยนี้จะวิเคราะห์โดยละเอียดในบทต่อไป

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองไทย-สหรัฐฯ
 
ด้านการทูต 
 
ไทยและสหรัฐฯ ได้สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2376 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้มีการลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2376 (ค.ศ. 1833) ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสัน (Andrew Jackson) ได้ส่งนายเอ็ดมันด์ รอเบิร์ตส์ (Edmund Roberts) ทูตสหรัฐฯ มายังกรุงเทพฯ โดยมีภารกิจสำคัญคือ การเจรจาจัดทำสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์กับไทย ส่วนในด้านการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตนั้น สหรัฐฯ ได้แต่งตั้ง สาธุคุณสตีเฟน แมตตูน (Reverend Stephen Mattoon) เป็นกงสุลประจำสยามคนแรกในเดือนพฤษภาคม 2399 และได้แต่งตั้งนายจอห์น เอ. ฮัลเดอร์แมน (John A. Halderman) เป็นผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสยามคนแรก ในตำแหน่งกงสุลใหญ่ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2424 สยามได้แต่งตั้งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย เป็นราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ พระองค์แรกในปี 2430 โดยพระองค์ทรงพำนักอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ไทยได้เปิดสถานทูตในสหรัฐอเมริกาในปี 2444 ที่อาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย และได้ย้ายสำนักงานมายังกรุงวอชิงตัน ในปี 2456 ไทยและสหรัฐฯ ได้ยกสถานะความสัมพันธ์เป็นระดับเอกอัครราชทูตในปี 2490 ปัจจุบัน ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และมีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่ง คือ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ในส่วนของสหรัฐฯ มีสถานเอกอัครราชทูต ที่กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ เอกอัครราชทูตกลิน ที. เดวีส์ วาระการดำรงตำแหน่ง: 5 สิงหาคม 2558 – ปัจจุบัน
 
 
การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญระหว่างกัน 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการระหว่าง 14 มิถุนายน - 14 กรกฎาคม 2503 ในสมัยประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) และเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 2 ระหว่าง 6-20 มิถุนายน และ 24-29 มิถุนายน 2510 ในสมัยประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) นาย William Jefferson Clinton ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยเยือนไทยพร้อมภริยาในฐานะพระราชอาคันตุกะ ระหว่างวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2539 นาย George W. Bush ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และภริยาเคยเยือนไทย 2 ครั้ง ครั้งแรกเยือนไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2546 ก่อนที่จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2546 และครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีบุชและภริยาเยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาลระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 175 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 67 วันที่ 23-29 กันยายน 2555 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ (Thai-U.S. Strategic Dialogue) ครั้งที่ 4 วันที่ 12-15 มิถุนายน 2555 นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวง การต่างประเทศระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2554 และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2555
 
        ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีการหารือทวิภาคีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือทวิภาคีกับนายบารัค โอบามา เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 ก่อนการประชุม EAS ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี เคยพบหารือทวิภาคีกับนางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สองครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 ในโอกาสที่นางคลินตันเยือนไทยก่อนเดินทางไปบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุม EAS และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเป็นแขกพิเศษและเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์หลักในหัวข้อ Commitment to Connectivity ในงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่นักธุรกิจสหรัฐฯ ในการประชุม US-ASEAN Business Forum ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
 
        เมื่อวันที่ 4 – 8 พฤษภาคม 2556 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือทวิภาคีกับนายจอห์น เคอรร์รี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการพิเศษ (Special Event Command Center) ของสถานีตำรวจนครบาลกรุงวอชิงตัน (DC Metropolitan Police Department)
 
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 พันโทหญิงลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ (Lieutenant Colonel Ladda Tammy Duckworth) ชาวอเมริกันเชื้อสายไทยและเป็นผู้สมัคร จากพรรคเดโมเครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 8 ของมลรัฐอิลลินอยส์ โดยชนะนาย Joe Walsh ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ด้วยคะแนนสนับสนุนจำนวน 121,298 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 55 ในขณะที่นาย Walsh ได้คะแนน 100,360 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 45 โดยเมื่อปี 2547 พันโทหญิงดักเวิร์ธ ได้รับบาดเจ็บระหว่างทำการบินในสงครามอิรัก ทำให้สูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง บาดเจ็บที่แขนขวา และได้รับเหรียญกล้าหาญ Purple Heart และเหรียญประดับเกียรติอีก 2 เหรียญ ต่อมา ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโอบามาให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีด้าน Public and Intergovernmental Affairs ของกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐฯ ระหว่างปี 2552-2554 และเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2553 พันโทหญิงดักเวิร์ธได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประถมาภรณ์มงกุฎไทย และเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินของนักบินทหารบก ชั้นที่ 1 จากนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ในฐานะเป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยและมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา และเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม – 3 กันยายน 2556 พันโทหญิงดักเวิร์ธ ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยโดยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมาธิการการของสภาผู้แทนราษฎร
 
การจัดตั้ง Friends of Thailand Caucus (FoTC) ที่รัฐสภาสหรัฐฯ
 
กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตันได้ทาบทามสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ให้จัดตั้งและเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม Friends of Thailand Caucus โดยได้มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 โดยมี Rep. Earl Blumenauer (D-OR) และ Rep. Donald Manzullo (R-IL) เป็นประธานร่วมของกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วม 24 คน มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเป็นกลไกประสานผลประโยชน์และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ให้ใกล้ชิดขึ้น และสร้างเข้าใจที่ดีต่อไทยในหมู่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ โดยการเป็นเวทีในการรับฟังและตอบข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของไทยที่สหรัฐฯ สนใจหรือมีความห่วงกังวล และยังสามารถเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศไทย
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ
 
ไทยและสหรัฐฯ มีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2376 นับถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น 5 ฉบับ ฉบับปัจจุบันได้ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2509 มีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมกว้างขวางทางด้านมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ โดยมีการกำหนดให้คนชาติและนิติบุคคลของแต่ละประเทศได้รับการประติบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) โดยครอบคลุมธุรกิจบริการทั้งหมด ยกเว้นธุรกิจ 6 ประเภท ได้แก่ การสื่อสาร การขนส่ง การดูแลทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการรับฝากเงิน การค้าภายในที่เกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ
 
        ไทยและสหรัฐฯ ได้ลงนามกรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Framework Agreement : TIFA) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545 ในระหว่างการประชุมเอเปคที่ประเทศเม็กซิโก และได้มี การจัดตั้ง Joint Council (JC) เพื่อติดตามการดำเนินงานของความตกลง TIFA โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative - USTR) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสหรัฐฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย ที่ผ่านมามีการประชุม TIFA JC รวม 3 ครั้ง ได้แก่ 1) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2546 ที่กรุงเทพฯ โดยมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนาย Ralph Ives ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ 2) ระดับรัฐมนตรี เมื่อ 3 มิถุนายน 2546 ณ จังหวัดขอนแก่น โดยฝ่ายไทยมีนายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะ และนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสหรัฐฯ 3) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส เมื่อวันที่  15-16 มกราคม 2556 ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีนางพีรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนาง Barbara Weissel ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ
 
          ไทยและสหรัฐฯ ได้เริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในปี 2547 แต่ได้ระงับไปตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้ สหรัฐฯ มีท่าทีที่จะให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมความตกลงแบบพหุภาคี เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจข้ามแปซิฟิก (Trans-Pacific Agreement : TPP) มากกว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อประธานาธิบดีโอบามาว่า ไทยมีความสนใจในการเข้าร่วมการเจรจา TPP โดยจะเริ่มกระบวนการตามกฎหมายภายในประเทศก่อน และให้การประชุม Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) Council ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในวันที่ 15-16 มกราคม 2556 เป็นช่องทางหารือเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพในการค้า การลงทุน    และการอำนวยความสะดวกในการค้า ตลอดจนเตรียมความพร้อมของไทยสำหรับการเข้าร่วมเจรจา TPP ซึ่งต่อมา ในการประชุม TIFA Council ดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐฯ ได้จัดให้ผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเจรจา TPP ของสหรัฐฯ มาพบและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ TPP แก่คณะผู้แทนไทย
 
ในปี 2556 (มกราคม – กันยายน) การค้ารวมไทยกับสหรัฐฯ มีมูลค่า  857,727.4 ล้านบาท โดยไทยส่งออกมูลค่า 513,397.1 ล้านบาท นำเข้า 344,330.3ล้านบาท  ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ 169,066.8 ล้านบาท และสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 (ที่เป็นรายประเทศ) ของไทย และจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร โดยมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากสหรัฐฯ สุทธิมีมูลค่ารวม 32,014.3 ล้านบาท (ระหว่าง มกราคม – กันยายน 2556)
 
แนวนโยบายของไทยต่อสหรัฐฯ
 
ไทยต้องการแสวงหาช่องทางใหม่ๆ ในการส่งเสริม/ผลักดันการส่งออกกับคู่ค้าหลักและตลาดสำคัญในภูมิภาค เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันการค้าให้แก่ภาคเอกชนไทย โดยเน้นเรื่องคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งภาพลักษณ์ (CSR, safety, environment) การเข้าถึงแหล่งกระจายสินค้า supermarket chain และการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ 
 
ไทยยังคงต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางการค้า การลงทุน การคมนาคมในภูมิภาค 
 
ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจบริการในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านร้านอาหารไทย ธุรกิจสุขภาพ/สปา และส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทย อันจะมีส่วนช่วยสนับสนุนผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและอาหารไทย 
 
การสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ แสวงหา niche knowledge เพื่อช่วยพัฒนาและเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
 
สหรัฐฯ ได้ออกกฏหมายคว่ำบาตรพม่า Tom Lantos Block Burmese JADE (Junta's Anti-Democratic Efforts) Act of 2008 ซึ่งมีเนื้อหาห้ามนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใช้หยกและทับทิมจากพม่าเป็นส่วนประกอบ ส่งผลให้มีการปลดคนงานถึงประมาณ 60,000 ตำแหน่ง อีกทั้ง เป็นที่ชัดเจนว่ากฏหมายดังกล่าวยังอำนวยประโยชน์ต่อรัฐบาลพม่าและอุตสาหกรรมอัญมณีของจีนอีกด้วย ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้มีการหารือกับฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติสหรัฐฯ อย่างสม่ำเสมอ กฏหมายคว่ำบาตรพม่าดังกล่าว ได้กำหนดให้ Government Accountability Office (GAO) ทำการประเมินผล ซึ่งภายหลังจากที่ GAO ได้เดินทางเยือนไทยและกรุงย่างกุ้งเมื่อเดือน พ.ค.2552 ซึ่งต่อมา ในเดือน ก.ย. 2552 GAO ได้นำเสนอรายงานผลการศึกษา พบว่ายังไม่มีหลักฐานบ่งชัดได้ว่ามาตรการห้ามการนำเข้าหยก ทับทิม และอัญมณีที่มีแหล่งกำเนิดมาจากพม่าจะสามารถจำกัดการนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง GAO ได้เสนอให้ DHS และ กต.สหรัฐฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีมาตรฐานในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดหยก ทับทิมและอัญมณี และศึกษาสิ่งท้าทายต่อการดำเนินการมาตรการคว่ำบาตร เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ต่อไป
 
การจัดทำ FTA ซึ่งไทยและสหรัฐฯ ได้ยุติการเจรจาลงตั้งแต่ปี 2549 นั้น ขณะนี้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากทั้งสองฝ่าย โดยในส่วนของไทยนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ได้กำหนดให้การจัดทำสนธิสัญญาใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมทั้งจะต้องมีการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถระบุแนวทางที่ชัดเจนได้ เพราะรัฐสภาสหรัฐฯ ยังไม่ต่ออายุ Trade Promotion Authority เพื่อให้อำนาจในการเจรจาแก่ฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ ดูเหมือนว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเสรีที่สหรัฐฯ มีกับประเทศต่างๆ อยู่แล้ว มากกว่าการเปิดเจรจาความตกลงกับประเทศใหม่ รวมทั้งยังมี FTA ที่การเจรจาเสร็จสิ้นไปแล้วกับเกาหลีใต้ ปานามา และโคลอมเบีย ยังรอการได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
 
การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership-TPP) ซึ่งเป็นกรอบความตกลงการค้าเสรี มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2549 มีสมาชิกประกอบด้วยนิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ชิลี และบรูไน ต่อมาในเดือน ก.ย.2551 สหรัฐฯ (สมัย ปธน.บุช) ออสเตรเลีย เวียดนามและเปรูได้ประกาศเข้าร่วมเพิ่มเติม โดยสหรัฐฯ เห็นว่า TPP เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง และครอบคลุมในหลายประเด็นทั้งการเข้าถึงตลาด การกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การค้าสินค้า การค้าบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา นโนบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การลงทุนและการบริหารทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ในช่วงของ ปธน.บุช สหรัฐฯ ยังไม่ได้ดำเนินการเข้า TPP อย่างชัดเจน ต่อมา ในช่วงการเยือนเอเชียและการเข้าร่วมประชุม APEC ในเดือน พ.ย. 2552 ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศว่าจะเข้าร่วม TPP อย่างเป็นทางการ และต่อมาในเดือน ธ.ค.2552 สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้แสดงความจำนงค์อย่างเป็นทางการในการเข้าร่วม TPP ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกได้จัดการเจรจา TPP เพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่แล้ว 2 ครั้ง คือ ในเดือน มี.ค. 2553 ณ ออสเตรเลีย และในเดือน มิ.ย.2553 ณ สหรัฐฯ ครั้งที่ 3 จะมีขึ้นในเดือน ต.ค. 2553 ณ บรูไน
 
สหรัฐฯ ให้สิทธิพิเศษตามระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences: GSP) โดยพิจารณาจาก GNP per capita การเปิดตลาดสินค้าและบริการ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงานของประเทศต่างๆ โดยจะยุติการให้สิทธิแก่สินค้าของประเทศเหล่านั้น เมื่อพบว่า มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงมากพอแล้ว ซึ่งจะพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกที่เกินระดับเพดาน หรือมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เกินกว่าร้อยละ 50 หรือไม่ ทั้งนี้ ในวันที่ 22 ธ.ค. 2552 วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เห็นชอบในการต่ออายุกฏหมาย GSP ออกไปอีกเป็นเวลา 1 ปีจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2553 ทั้งนี้ ผลการทบทวน GSP เมื่อเดือน มิ.ย. 2553 ไทยได้รับการผ่อนผันไม่ให้ระงับสิทธิ GSP สินค้า 10 รายการ ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับเงินที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เกินเพดาน CNL (Competitive Need Limitations) แต่ไม่ได้รับคืนสิทธิ GSP ที่เคยถูกตัดสิทธิไปแล้ว 7 รายการ และถูกตัดสิทธิเพิ่มอีก 2 รายการ คือ ยางเรเดียลรถยนต์และกุ้งปรุงแต่ง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีนโยบายจะปฏิรูประบบการให้สิทธิ GSP เพื่อให้เอื้อประโยชน์เป็นกลไกที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งไทยสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นต่อสาระของกฏหมาย GSP ฉบับใหม่นี้ด้วย
 
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2558 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมาย Trade Preferences Extension Act of 2015 (H.R.1295) ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมถึงสิทธิพิเศษทางศุลกากร Generalized Scheme of Preferences (GSP) ที่ให้แก่ประเทศไทยซึ่งหมดอายุตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 จะได้รับการต่ออายุถึงเดือนธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถยื่นขอสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) ย้อนหลังได้ โดย ร่างกฎหมายระบุให้ ผู้ได้รับประโยชน์สามารถยื่นขอรับสิทธิพิเศษย้อนหลังต่อ U.S. Customs and Border Protection ภายใน 180 วัน หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้
 
ในภาพรวม ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จาก GSP สูงสุดเป็นอันดับ 2 และสหรัฐฯ ให้ GSP กับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยกว่า 4,900 รายการ
 
ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมไทย-สหรัฐฯ
 
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไทยด้านสังคมและวัฒนธรรมมีลักษณะพิเศษ ปัจจุบันมีชาวไทยอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ รวมกว่า 3 แสนคน ซึ่งอาศัยกระจายอยู่ตามมลรัฐต่างๆ โดยเมืองที่มีชาวไทยอาศัยอยู่มากที่สุด ได้แก่ นครลอสแอนเจลิส นครซานฟรานซิสโก กรุงวอชิงตัน นครซีแอตเติล นครนิวยอร์ก นครชิคาโก
 
ไทยและสหรัฐฯ มีความร่วมมือทางสังคม การศึกษา และวัฒนธรรมที่ดำเนินการสืบเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีทั้งโครงการที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐและภาคเอกชน ตัวอย่างความร่วมมือที่สำคัญ เช่น มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2489 นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งอาสาสมัครสันติภาพ (Peace Corps) ของสหรัฐฯ เข้ามาในไทยทุกปี เริ่มตั้งแต่   ปี 2505 เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมทั้งพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตของประชาชน  ในเขตชนบทด้วย โดยในปี 2555 จะครบรอบ 50 ปี การดำเนินงานของ Peace Corps ในประเทศไทย
 
ในส่วนของไทย ได้สนับสนุนการจัดตั้งโครงการไทยศึกษา (Thai Studies) ในมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ ไทย – สหรัฐฯ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทย และยังได้สนับสนุนการจัดตั้งโครงการสหรัฐอเมริกาศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี 2551 ด้วย
 
นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2549 ไทยได้ส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง Thai Club/Society ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทยในหมู่นักศึกษาสหรัฐฯ และมุ่งพัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน ระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ ขณะนี้ สามารถตั้ง Thai Club ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ สำเร็จแล้ว 7 แห่ง ปัจจุบัน มีนักเรียน/นักศึกษาไทยในสหรัฐฯ ประมาณ 9,000 คน (ตัวเลขล่าสุดปี 2551) เป็นประเทศที่ส่งนักเรียนนักศึกษาไปยังสหรัฐฯ มากเป็นลำดับที่ 10
 
ความร่วมมือทางทหารและความมั่นคง
 
ความร่วมมือทางทหารเป็นกรอบความร่วมมือที่สำคัญ โดยผ่านโครงการ IMET และ FMS นอกจากนี้ยังมีการฝึกซ้อมทางทหาร Cobra Gold ซึ่งเป็นการฝึกร่วมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และขยายเป็นการฝึกแบบพหุภาคีที่มีประเทศในภูมิภาคเข้าร่วมและสังเกตการณ์จำนวนมาก
 
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เคยแจ้งความประสงค์ของสหรัฐฯ ต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ในเรื่องการพัฒนาไทยให้เป็นที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติและมนุษยธรรมระดับภูมิภาค เนื่องจากไทยมีความพร้อมในเชิงภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น มีท่าอากาศยานอู่ตะเภาที่มีความพร้อม มีขนาดใหญ่ และตั้งอยู่ในจุดที่สะดวกต่อการเป็นศูนย์กลาง
 
พลโท Wallace Gregson, Assistant Secretary of Defense, Asian and Pacific Security Affairs เสนอต่อ ปลัด กต. ให้ร่วมกันจัดตั้ง Disaster Survey Team เป็น stand-by unit ผสมระหว่างทหารและพลเรือนเพื่อเข้าไปประเมินพื้นที่ภัยพิบัติ เสนอแนะวิธีการช่วยเหลือทีเหมาะสม
 

กันยายน 2558

 

ความตกลงสำคัญๆ กับไทย

  1. บันทึกความตั้งใจตามโครงการติดตั้งศูนย์ข้อมูลบุคคล (PISCES) ลงนามเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547
  2. Trade and Investment Framework Agreement ลงนามเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545
  3. กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544
  4. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ลงนามเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541
  5. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539
  6. อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539
  7. สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2529
  8. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2527
  9. สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2526
  10. สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2525
  11. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522
  12. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ลงนามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2520
  13. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ลงนามเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2514
  14. สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหรัฐฯ ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2509
  15. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค ลงนามเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2493
  16. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือ ลงนามเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2480
  17. หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี การค้า และพิกัด (ค.ศ. 1856) ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2399
  18. หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ค.ศ. 1833 ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2376

 

การแลกเปลี่ยนการเยือน

ฝ่ายไทย

  • วันที่ 14 มิถุนายน - 14 กรกฎาคม 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ในสมัยประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ในการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่รัฐสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 29 มิถุนายน 2503
  • วันที่ 6 - 20 มิถุนายน และ 24 - 29 มิถุนายน 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 ในสมัยประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson
  • วันที่ 5 - 8 มีนาคม 2528 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการ SUPPORT และพระราชทานพระราชวโรกาสให้องค์การ Save the Children Fund ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล
  • วันที่ 26 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน 2534 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการ The Best of Washington ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
  • วันที่ 29 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครนิวยอร์ก เพื่อร่วมพิธีทูลเกล้าถวายรางวัล FDR International Disability Award
  • วันที่ 4 - 16 ตุลาคม 2545 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงรับการถวายรางวัลมนุษยธรรม โดยสถาบัน MD Anderson Cancer Center และทรงเปิดงานฉายภาพยนต์เรื่อง The Legend of Suriyothai รอบปฐมทัศน์ที่ The Kennedy Center
  • วันที่ 11 -17 มิถุนายน 2546 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ
  • วันที่ 18 - 21 มิถุนายน 2547 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จ เยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุม 7th Biennial Symposium International Society of Environmental Biotechnology (ISEB) ณ นครชิคาโก ฝ่ายสหรัฐฯ
  • ตุลาคม 2509 นาย Lyndon B. Johnson เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
  • พฤษภาคม 2512 ประธานาธิบดี Richard M. Nixon เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
  • พฤศจิกายน 2539 ประธานาธิบดี William J. Clinton เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสครบรอบปีกาญจนาภิเษก และได้แวะเยือนไทยในเดือนพฤษภาคม 2545 ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อร่วมพิธีฉลองเอกราชของติมอร์ตะวันออก
  • 18 - 21 ตุลาคม 2546 ประธานาธิบดี George W. Bush เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะ พระราชอาคันตุกะ และเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพฯ

ฝ่ายสหรัฐ

  • วันที่ 19 เมษายน 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนกรุงวอชิงตัน
  • วันที่ 13 - 18 ธันวาคม 2544 นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือข้อราชการกับนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 4 - 10 ตุลาคม 2545
  • วันที่ 9 - 12 มิถุนายน 2546 นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสภาธุรกิจสหรัฐฯ - อาเซียน (USABC) และได้พบหารือข้อราชการกับประธานาธิบดีและผู้นำฝ่าย นิติบัญญัติ
  • วันที่ 15-20 กันยายน 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนสหรัฐฯ
  • วันที่ 27 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2548 รองนายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ
  • วันที่ 11-14 พฤษภาคม 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยือนสหรัฐฯ และร่วมประชุม Private Sector Summit on Post-Tsunami Reconstruction and Rehabilitation (PSS)
  • วันที่ 19 กันยายน 2548 นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ
  • วันที่ 24 - 25 เมษายน 2545 นาย Lincoln Bloomfield ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้านการเมืองและการทหาร เดินทางเยือนไทย
  • วันที่ 24 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 19 - 21 พฤษภาคม 2546 พลเรือเอก Thomas Fargo ผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกเดินทางเยือนไทย
  • วันที่ 28 - 29 กรกฎาคม 2545 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนไทย
  • วันที่ 10 มกราคม 2546 นาย John R. Bolton ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายการควบคุมอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ เดินทางเยือนไทย
  • วันที่ 18 - 21 สิงหาคม 2546 คณะกรรมาธิการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎรเดินทางเยือนไทย
  • วันที่ 18 - 21 ตุลาคม 2546 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าเอเปค ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ
  • วันที่ 10 - 14 มีนาคม 2547 นาย Thomas Ridge รัฐมนตรีว่าการกระทรวง Homeland Security เดินทางเยือนไทย
  • วันที่ 3-4 มกราคม 2548 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนไทย
  • วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2548 อดีตประธานาธิบดี George H.W. Bush และอดีตประธานาธิบดี William J. Clinton เยือนไทยในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนไทยเพื่อแสดงไมตรีจากกรณีที่ไทยประสบภัยคลื่นสึนามิและศึกษาแนวทางความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย
  • วันที่ 4 พฤษภาคม 2548 นาย Robert Zoellick รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทย
  • วันที่ 5-7 มิถุนายน 2548 นาย Donald Rumsfeld รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เยือนไทยวันที่ 10-11 กรกฎาคม 2548 ดร.Condoleezza Rice รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทย (จว.ภูเก็ต)

กงสุลกิตติมศักดิ์

กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในสหรัฐฯ

1. Mr. Robert F. Henry, Jr. กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองมอนต์กอเมอรี มลรัฐแอละแบมา
2. Mr. Donald W. Ringsby กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโลราโด
3. Mr. George Corrigan กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองคอรัล เกเบิลส์ มลรัฐฟลอริดา
4. Mr. Louis Stinson กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองคอรัล เกเบิลส์ มลรัฐฟลอริดา
5. Mr. Colin Miyabara กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย
6. Mr. Henry M. Lambert กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ มลรัฐลุยเซียนา
7. Mr. Joseph Milano กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครบอสตัส มลรัฐแมสซาชูเซตส์
8. Ms. Mary Frances Taylor กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองแคนซัส มลรัฐมิสซูรี
9. Ms. Nora Gordon กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองทุลซา มลรัฐโอคลาโฮมา
10. Mr. Nicholas J. Stanley กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐออริกอน
11. Mr. Rolando J. Piernes กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครซานฮวน เครือรัฐเปอร์โตริโก
12. Mr. W. Forrest Smith กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครดัลลัส มลรัฐเทกซัส
13. Ms. Mary Lee Leavell Pinkerton กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองเอล ปาโซ มลรัฐเทกซัส
14. Mr. Charles C. Foster กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครฮุสตัน มลรัฐเทกซัส
ความตกลงเมืองพี่เมืองน้องกับสหรัฐฯ (ที่ลงนามแล้ว)

  1. ความตกลงการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องเทศบาลเมืองภูเก็ต-เทศบาลนครลาสเวกัส 10 กุมภาพันธ์ 2540
  2. เทศบาลนครเชียงใหม่-เมืองซานราฟาเอล มลรัฐแคลิฟอร์เนีย 13 มีนาคม 2533
  3. การสถาปนาความสัมพันธ์เทศบาลเมืองลำพูน-เทศบาลเมืองโอรินด้า มลรัฐแคลิฟอร์เนีย 14 ธันวาคม 2541
  4. ปฏิญญาแห่งมิตรภาพเทศบาลนครอุดรธานี-เมืองรีโน มลรัฐเนวาดา 18 ธันวาคม 2535
  5. ประกาศสัมพันธภาพเทศบาลตำบลแหลมฉบัง-เมืองคาร์สัน ซิตี้ มลรัฐเนวาดา 26 กรกฎาคม 2536

------------------------------------------------------------------------------

ที่มา: กองอเมริกาเหนือ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - สหรัฐอเมริกา                      
มูลค่าการค้า 37,582.23 38,470.47 37,919.93 37,919.93 36,540.61 6.45 2.36 -1.43 -1.43 -3.64
การส่งออก 22,953.08 23,890.86 24,055.95 24,055.95 24,499.63 0.73 4.09 0.69 0.69 1.84
การนำเข้า 14,629.15 14,579.61 13,863.98 13,863.98 12,040.99 16.85 -0.34 -4.91 -4.91 -13.15
ดุลการค้า 8,323.92 9,311.25 10,191.97 10,191.97 12,458.64            

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 4,229.6 4,502.7 4,909.8 4,909.8 4,891.6 6.94 6.46 9.04 9.04 -0.37
2 ผลิตภัณฑ์ยาง 1,557.2 1,541.2 1,701.7 1,701.7 1,967.6 -2.84 -1.03 10.41 10.41 15.63
3 อัญมณีและเครื่องประดับ 1,319.8 1,360.4 1,310.3 1,310.3 1,259.3 3.38 3.08 -3.68 -3.68 -3.90
4 เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ 1,027.4 1,411.9 1,552.1 1,552.1 1,049.6 -10.93 37.42 9.93 9.93 -32.38
5 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 434.3 629.1 672.2 672.2 886.6 23.70 44.83 6.86 6.86 31.89
6 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 1,181.2 1,118.6 920.2 920.2 864.2 -13.94 -5.30 -17.74 -17.74 -6.09
7 เครื่องนุ่งห่ม 1,017.5 999.9 953.0 953.0 849.8 0.06 -1.74 -4.69 -4.69 -10.82
8 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 552.7 584.9 698.1 698.1 766.2 7.03 5.81 19.36 19.36 9.75
9 แผงวงจรไฟฟ้า 664.3 635.4 637.3 637.3 701.5 26.00 -4.34 0.29 0.29 10.07
10 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 595.2 671.1 820.7 820.7 696.8 41.72 12.75 22.28 22.28 -15.09
รวม 10 รายการ 12,579.3 13,455.1 14,175.4 14,175.4 13,933.2 3.18 6.96 5.35 5.35 -1.71
อื่นๆ 10,373.8 10,435.7 9,880.5 9,880.5 10,566.4 -2.08 0.60 -5.32 -5.32 6.94
รวมทั้งสิ้น 22,953.1 23,890.9 24,056.0 24,056.0 24,499.6 0.73 4.09 0.69 0.69 1.84
 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 แผงวงจรไฟฟ้า 1,075.9 1,317.3 1,301.2 1,301.2 1,435.1 -6.74 22.43 -1.22 -1.22 10.29
2 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 1,531.9 1,404.2 1,342.0 1,342.0 1,293.7 9.79 -8.34 -4.43 -4.43 -3.60
3 เคมีภัณฑ์ 1,247.4 1,237.4 1,300.1 1,300.1 1,230.5 -0.83 -0.80 5.07 5.07 -5.35
4 พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 798.4 1,060.6 1,211.3 1,211.3 1,104.5 -15.00 32.85 14.22 14.22 -8.82
5 เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและ 1,857.8 2,287.2 2,218.2 2,218.2 892.7 208.26 23.11 -3.02 -3.02 -59.75
6 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 744.0 701.3 706.4 706.4 765.5 -3.47 -5.74 0.73 0.73 8.37
7 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 474.9 535.1 549.8 549.8 684.9 10.64 12.68 2.74 2.74 24.56
8 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 579.4 489.3 548.1 548.1 527.8 -2.05 -15.55 12.02 12.02 -3.70
9 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 452.6 396.2 379.3 379.3 343.5 -2.38 -12.46 -4.27 -4.27 -9.42
10 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 1,528.5 1,010.6 530.2 530.2 311.2 111.19 -33.88 -47.53 -47.53 -41.30
รวม 10 รายการ 10,290.8 10,439.2 10,086.6 10,086.6 8,589.5 23.58 1.44 -3.38 -3.38 -14.84
อื่นๆ 4,338.3 4,140.4 3,777.4 3,777.4 3,451.5 3.48 -4.56 -8.77 -8.77 -8.63
รวมทั้งสิ้น 14,629.2 14,579.6 13,864.0 13,864.0 12,041.0 16.85 -0.34 -4.91 -4.91 -13.15

 

 
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต

Embassy of the United States of America

120-122 Wireless Road,
Bangkok 10330

Tel: 0-2205-4000

Fax: 0-2205-4131

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Website: http://bangkok.usembassy.gov

 

 

JoomSpirit