สมาพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์

Switzerland1 Switzerland2
ธง ตราสัญลักษณ์(Coat of Arms)

 

 

Switzerland3
ที่มา:  http://www.wikipedia.org/
 
switzerland4
ที่มา:  mapsofworld.com

 

 

ชื่อทางการ

สมาพันธรัฐสวิส (Swiss Confederation)

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ในตอนกลางของทวีปยุโรป อยู่ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส และทางตอนเหนือของอิตาลี

พื้นที่

41,277 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

1,770  กิโลเมตร มีชายแดนติดกับประเทศออสเตรีย 158 กิโลเมตร ฝรั่งเศส 525  กิโลเมตร อิตาลี 698  กิโลเมตร ลิตเต้นสไตน์ 41 กิโลเมตร เยอรมัน 348 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

ส่วนใหญ่เป็นภูเขา (มีเทือกเขาแอลป์อยู่ทางตอนใต้ เทือกเขาจูราอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ) และที่ราบสูงล้อมรอบด้วยภูเขา ที่ราบและทะเลสาบกว้างใหญ่

สภาพภูมิอากาศ

มีสภาพอากาศแบบระหว่างแถบร้อนกับแถบขั้วโลก แต่แตกต่างออกไปตามระดับความสูง มีอากาศหนาว เมฆมากและมีหิมะตกในฤดูหนาว มีอากาศอบอุ่นไปจนถึงเย็นเล็กน้อย ฤดูร้อนมีอากาศชื้น และมีฝนตกปรอยๆ

ทรัพยากรธรรมชาติ

พลังงานน้ำ ไม้ซุง เกลือ

ภัยธรรมชาติ

หิมะถล่ม แผ่นดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน

จำนวนประชากร

8,236,303 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.71% (ค่าประมาณ พ.ศ.2560)

สัญชาติ

สวิส

เชื้อชาติ

เยอรมัน 65% ฝรั่งเศส 18% อิตาลี 10% โรมันช์ 1% อื่นๆ 6%

ศาสนา

โรมันคาทอลิก 38.2% โปรแตสแตนท์ 26.9% มุสลิม 5% ศาสนาคริสต์นิกายอื่นๆ 5.6% อื่นๆ 1.6% ไม่สามารถชี้ชัดได้ 1.3% ไม่มีศาสนา 21.4% (สัมมะโนประชากร พ.ศ.2556)

ภาษา

เยอรมัน(ภาษาราชการ) 63.5% ฝรั่งเศส (ภาษาราชการ) 22.5% อิตาลี (ภาษาราชการ) 8.1% เซิร์บ-โครเอเชีย 2.5% อัลเบเนีย 3.1% โปรตุเกส 3.4% สเปน 2.2% อังกฤษ 4.4 % โรมันช์ (ภาษาราชการ) 0.5% อื่นๆ 6.6% (สัมมะโนประชากร พ.ศ.2556)

 

รูปแบบการปกครอง

ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

เมืองหลวง

กรุงเบิร์น (Bern)

การแบ่งการปกครอง

มีการแบ่งการปกครองย่อยเป็นหลายๆส่วนแต่คล้ายคลึงกับการปกครองแบบสมาพันธรัฐประกอบด้วย มณฑล(Canton) 26 มณฑล ในจำนวนนี้ 3 มณฑลถูกแบ่งออกเป็นกึ่งมณฑล (half-canton) 6 แห่ง ซึ่งมีอำนาจบริหารภายในของแต่ละ มณฑล ส่วนอำนาจบริหารส่วนกลางจะอยู่ที่คณะมนตรีแห่งสมาพันธ์ (Federal Council) ซึ่งเทียบเท่ากับคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยสมาชิกที่เรียกว่ามนตรีแห่งสมาพันธ์ (Federal Councillor) 7 คน มีวาระในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และใน 7 คน จะผลัดกันเป็นประธานาธิบดีคนละ 1 ปี

26 Canton ได้แก่ Aargau, Appenzell Ausser-Rhoden, Appenzell Inner-Rhoden, Basel-Landschaft, Basel-Stadt, Bern, Fribourg, Geneve, Glarus, Graubunden, Jura, Luzern, Neuchatel, Nidwalden, Obwalden, Sankt Gallen, Schaffhausen, Schwyz, Solothurn, Thurgau, Ticino, Uri, Valais, Vaud, Zug, Zurich

วันที่ได้รับเอกราช

1 สิงหาคม พ.ศ. 1834

วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2543

ระบบกฏหมาย

ใช้หลักกฎหมายของตัวเองเป็นกฎหมายบ้านเมือง และยอมรับข้อตกลงจากศาลโลก

พรรคการเมือง

สวิตเซอร์แลนด์ได้ปกครองและบริหารโดยพรรคการเมืองหลัก 4 พรรค ได้แก่ พรรค Radical Democratic (RDP) พรรค Social Democratic Party (SDP) พรรค Christian Democratic People's Party (CDP) และพรรค Swiss People's Party (SVP)

ระบบการเมืองการปกครอง

นับตั้งแต่ ค.ศ.1848 สวิตเซอร์แลนด์ได้เริ่มใช้ระบบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่มีลักษณะการรวมตัวของ Canton ต่าง ๆ อยู่ภายใต้รัฐบาลกลาง เรียกว่า สมาพันธรัฐ(Confederation)

แต่ละ Canton มีรัฐธรรมนูญและ Cantonal Government ของตนเองโดยมีอิสระจากการบริหารราชการของส่วนกลาง อำนาจนิติบัญญัติของสมาพันธ์ฯ อยู่ที่รัฐสภาแห่งสมาพันธ์ (Federal Assembly) ซึ่งประกอบด้วยสภาแห่งชาติ (National Council) และสภาแห่งรัฐ (Council of States) ทั้งสองสภามีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกัน

     National Council ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงมีจำนวน 200 คน แต่ละ Canton จะมีจำนวนผู้แทนของตนมากน้อยตามจำนวนประชากร (1:34,000) แต่อย่างน้อยที่สุด แต่ละ Canton จะมีผู้แทน 1 คน

     Council of States มีจำนวนสมาชิก 46 คน โดยแต่ละ Canton มีผู้แทน 2 คน การดำเนินงานที่สำคัญของรัฐสภาแห่งสมาพันธ์ กระทำผ่าน standing committees ด้านต่าง ๆ อาทิ การคลัง การต่างประเทศ เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และการวิจัย การทหาร สุขภาพและสิ่งแวดล้อม การคมนาคม พลังงาน ฯลฯ

ในการบริหารราชการส่วนกลาง อำนาจบริหารจะอยู่ที่คณะรัฐมนตรีเรียกว่า the Federal Council ซึ่งมีสมาชิกเรียกว่า Federal Councillor (มนตรีแห่งสมาพันธ์) มีทั้งหมด 7 คน ทำหน้าที่ควบคุมบริหารงานในหน่วยงานระดับกระทรวง 7 แห่ง รัฐสภาแห่งสมาพันธ์เป็นผู้เลือกมนตรีแห่งสมาพันธ์ มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี และในจำนวนมนตรีแห่งสมาพันธ์ทั้ง 7 คน จะได้รับเลือกจากรัฐสภาแห่งสมาพันธ์ผลัดเปลี่ยนกันครั้งละหนึ่งคน เพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี โดยมีสถานะเป็น "the first among equals" ดังนั้น ประธานาธิบดีสวิสจึงไม่มีการเยือนต่างประเทศในฐานะ State Visit

        นับตั้งแต่ ค.ศ.1959 เป็นต้นมา สวิตเซอร์แลนด์ได้ปกครองและบริหารโดยพรรคการเมืองหลัก4 พรรค ได้แก่ พรรค Radical Democratic (RDP) พรรค Social Democratic Party (SDP) พรรค Christian Democratic People's Party (CDP) และพรรค Swiss People's Party (SVP) ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า แต่ละพรรคจะได้รับจัดสรรตำแหน่งมนตรีของสมาพันธ์พรรคละ 2 คน ยกเว้น Swiss People's Party ได้ 1 คน นอกจากนั้น ผู้จะดำรงตำแหน่งมนตรีแห่งสมาพันธ์จะมาจาก Canton เดียวกันเกิน 1 คนไม่ได้ และเป็นธรรมเนียมว่าจะต้องมีผู้แทนจาก 3 Canton หลัก ได้แก่ Zurich, Berne และ Vaud แห่งละ 1 คน

        ลักษณะพิเศษของระบบประชาธิปไตยแบบสวิสคือ อำนาจสูงสุดในทางนิติบัญญัติมิได้อยู่ที่สภาแต่อยู่ที่ประชาชนโดยตรง เพราะตามรัฐธรรมนูญประชาชนมีสิทธิในการออกเสียงประชามติ (referendum) และการริเริ่ม (initiative) กล่าวคือ กฎหมายทุกฉบับที่ผ่านสภาแห่งสมาพันธ์แล้ว จะยังไม่มีผลบังคับใช้ เป็นกฎหมาย จะต้องรอให้ครบ 90 วันเสียก่อน ในระหว่างนั้นประชาชนจะมีสิทธิคัดค้านโดยจะต้องเข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่า 50,000 คน เพื่อให้มีการจัด referendum ส่วนอำนาจในการริเริ่มของประชาชนจะสามารถใช้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยประชาชนต้องเข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่า 100,000 คน เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติ

     ด้านอำนาจตุลาการ ศาลชั้นต้นและศาลชั้นกลางจะเป็นศาลของมณฑล โดยใช้กฎหมายสมาพันธ์ร่วมด้วย และประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งผู้พิพากษาโดยตรง แม้แต่ผู้พิพากษาสมทบก็อาจเป็นบุคคลที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ได้รับเลือกจากคนในท้องถิ่น ส่วนศาลฎีกาแห่งสมาพันธ์ (Federal Supreme Court) มีที่ตั้งอยู่ที่เมืองโลซานน์ เพื่อเน้นการแบ่งแยกอำนาจจากรัฐบาลกลางที่กรุงเบิร์น ศาลฎีกาเป็นทั้งศาลแพ่งและศาลอาญา ประกอบด้วยผู้พิพากษาประมาณ 30 คน ที่ได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภาแห่งสมาพันธรัฐ

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราตม 2560

Update 18 กันยายน 2560

 

 

  • Pres., Swiss Confederation
    Doris LEUTHARD
  • Vice Pres.
    Alain BERSET
  • Chief, Federal Dept. of Defense, Civil Protection, & Sports
    Guy PARMELIN
  • Chief, Federal Dept. of Economic Affairs, Education, & Research
    Johann SCHNEIDER-AMMANN
  • Chief, Federal Dept. of Finance
    Ueli MAURER
  • Chief, Federal Dept. of Foreign Affairs
    Didier BURKHALTER
  • Chief, Federal Dept. of Home Affairs
    Alain BERSET
  • Chief, Federal Dept. of Justice & Police
    Simonetta SOMMARUGA
  • Chief, Federal Dept. of the Environment, Transportation, Communication, & Energy
    Doris LEUTHARD
  • Federal Chancellor
    Walter THURNHERR
  • Pres., Swiss National Bank
    Jean STUDER
  • Ambassador to the US
    Martin DAHINDEN
  • Permanent Representative to the UN, New York
    Juerg LAUBER
     
     

 

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

496 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

GDP รายหัว (GDP per Capita)

59,600 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราการเติบโตของ GDP

1.3% (ค่าประมาณพ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 0.7%
• ภาคอุตสาหกรรม 25.9%
• ภาคการบริการ 73.4% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)


อัตราการว่างงาน

3.3% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

-0.4% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

หนี้สาธารณะ

34.1% จาก GDP (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ธัญพืช ผลไม้ ผัก เนื้อสัตว์ ไข่ไก่

อุตสาหกรรม

เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ นาฬิกา สิ่งทอ เครื่องตรวจวัดที่ต้องใช้ความแม่นยำ การท่องเที่ยว การธนาคาร และธุรกิจประกันชีวิต

ดุลบัญชีเดินสะพัด

78.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

มูลค่าการส่งออก

301.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ โลหะภัณฑ์ นาฬิกา ผลผลิตทางการเกษตร

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

Germany 14.2%, US 10.6%, Hong Kong 8.7%, India 7.3%, China 6.9%, France 6.1%, Italy 5.4%, UK 4.8% (พ.ศ.2558)

มูลค่าการนำเข้า

243.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ ยานพาหนะ โลหะภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตร และสิ่งทอ

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

Germany 20.7%, UK 12.8%, US 8.1%, Italy 7.8%, France 6.7%, China 5.1% (พ.ศ.2558)

สกุลเงิน

ฟรังค์สวิส (CHF)

สัญลักษณ์เงิน

CHF

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราได้ที่นี่)

ภาวะเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์

     สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กที่ไม่มีทางออกทะเล แต่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง โดยในปี 2548 มีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นประเทศผู้ลงทุนสำคัญ เป็นศูนย์กลางการเงินและผู้นำระดับโลกด้านเวชกรรมเภสัชกรรม เครื่องจักรและการทำนาฬิกา โดยมีบริษัทชั้นนำของโลก อาทิ Novartis, Roche, UBS, ABB และ Credit Suisse เป็นต้น ภาคบริการของสวิตเซอร์แลนด์มีการจ้างงานกว่าสองในสามของการจ้างงานทั้งหมด รายได้ประชาชาติสองในสามมาจากภาคบริการ ที่สำคัญ ได้แก่ ภาคบริการผู้ผลิต (producer services) อาทิ การเงิน ประกันภัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภาคบริการจำหน่าย (distribution services) เช่น การค้า สื่อสารโทรคมนาคม ภาคบริการสังคม (social services) เช่น สุขภาพ การศึกษา และภาคบริการบุคคล (personal services) อาทิ การท่องเที่ยว เป็นต้น สวิตเซอร์แลนด์ได้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติสูงสุดของโลก ซึ่งเป็นผลจากการทำธุรกรรมด้านบริการ โดยเฉพาะภาคการเงิน อุตสาหกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เครื่องจักรที่ผลิตจากสวิตเซอร์แลนด์ถือว่าดีที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ในการประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2549 ได้จัดให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย

นโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์

     ก่อนปี 2523 นโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ยึดหลักการ 4 ประการ คือ ความเป็นกลาง (neutrality) ความมีน้ำหนึ่งใจเดียว (solidarity) ความเป็นสากล (universality) และความเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม (availability) ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์หลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น สวิตเซอร์แลนด์ได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญต่อการเข้ามีส่วนร่วม และการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาค รวมทั้งให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมมากขึ้น อย่างไรก็ดี สวิตเซอร์แลนด์ยังคงนโยบายความเป็นกลางอยู่ โดยได้ออกเอกสาร White Paper on Neutrality ในปี 2536 ซึ่งกำหนดแนวทาง ที่เปิดช่องให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับนานาประเทศในเรื่องการต่างประเทศและความมั่นคงได้มากขึ้น โดยไม่ขัดต่อนโยบายความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ สรุปวัตถุประสงค์หลักของนโยบายต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 ได้ ดังนี้

• ส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
• เคารพซึ่งสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมประชาธิปไตย
• รักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ในต่างประเทศ
• บรรเทาความยากจนในโลก
• รักษาสิ่งแวดล้อม
ทิศทางนโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ในยุคปัจจุบัน ให้ความสำคัญในเรื่อง ดังต่อไปนี้

1. การเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ

     สวิตเซอร์แลนด์เคยจัดการลงประชามติเพื่อหยั่งเสียงการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2545 ประชาชนสวิสจึงลงประชามติให้ความเห็นชอบในสัดส่วน ร้อยละ 54.61 และสมาพันธรัฐสวิสได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในเดือนกันยายน 2545 ภายหลังเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ สวิตเซอร์แลนด์ได้มีบทบาทแข็งขันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การลดอาวุธ ความมั่นคงมนุษย์และการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ

2. การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและการเจรจาทวิภาคีกับสหภาพยุโรป

     โดยที่สวิตเซอร์แลนด์ตั้งอยู่ใจกลางยุโรปจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความผูกพันทางเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์มีความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ตั้งแต่ปี 2515 รวมถึงความตกลงต่างๆ อีกหลายฉบับ รัฐบาลสวิสเคยแจ้งความประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิก EU แต่ยังไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากผลการลงประชามติเมื่อเดือนมีนาคม 2544 มีคะแนนเสียงที่ไม่เห็นด้วยถึงร้อยละ 76.7 ในระหว่างนี้ จึงพยายามให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงประชามติอีกในอนาคต และได้ลงนามในความตกลงเพื่อความร่วมมือกับสหภาพยุโรป ในสาขาที่สวิตเซอร์แลนด์เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย อาทิ ความตกลงว่าด้วยการเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุน และบุคคลอย่างเสรี การเข้าเป็นภาคีความตกลง (Schengen Agreement) ที่ประเทศสมาชิกสามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศระหว่างกัน โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา (คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2550) เป็นต้น

เหตุผลสำคัญที่ชาวสวิสไม่สนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการนิติบัญญัติของสหภาพยุโรป จะอยู่เหนือกฎหมายสวิส อีกทั้งต้องการรักษาระดับความเป็นกลาง ในด้านเศรษฐกิจ ชาวสวิสเห็นว่า อาจส่งผลต่อระบบภาษี และการเงินการคลังของสวิตเซอร์แลนด์

3. ความสัมพันธ์ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับประเทศเอเชีย-แปซิฟิก

     รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเอเชีย -แปซิฟิก ทั้งในด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่ประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยที่สุด (least developed) ประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล และประเทศที่ได้รับผลจากสงคราม

แต่เดิมนั้น สวิตเซอร์แลนด์มุ่งให้ความสำคัญโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจกับประเทศยุโรปตะวันตก แม้ต่อมาในช่วงหลังจะเริ่มเข้าไปลงทุนและทำธุรกิจกับประเทศยุโรปตะวันออกมากขึ้น โดยหวังว่าจะเป็นแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ประกอบกับประเทศเหล่านี้กำลังจะเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตในยุโรปตะวันออกสูงขึ้น ดังนั้น ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา สวิตเซอร์แลนด์จึงเริ่มสนใจเอเชียอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิส

1. ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิส
1.1 ความสัมพันธ์ทางการทูต      

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิสมีพัฒนาการที่ราบรื่นและใกล้ชิดเป็นพิเศษมาตลอด สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงศึกษาและเจริญพระชนม์ที่สมาพันธรัฐสวิส อีกทั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทรา
บรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เคยประทับที่สมาพันธรัฐสวิสเป็นเวลานาน นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิสอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๐๓  ส่วนในปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จฯ/เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิสในหลายโอกาส

                 เมื่อปี ๒๕๔๐ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการเสด็จประพาสสมาพันธรัฐสวิสของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น และกระทรวงการต่างประเทศสมาพันธรัฐสวิสได้ร่วมกันจัดทำบัตรโทรศัพท์และดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก รวมทั้งจัดพิมพ์หนังสือ “ร้อยปีสยาม-สวิตเซอร์แลนด์”

(Siam-Swiss Centenary: The Growth of a Friendship) เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว

                เมื่อปี ๒๕๔๙ ไทยและสมาพันธรัฐสวิสได้ฉลองครบรอบ ๗๕ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทยได้จัดงาน
เลี้ยงรับรองฉลองโอกาสดังกล่าว โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ร่วมงาน และ      สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย และการไปรษณีย์สมาพันธรัฐสวิส ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิมพ์บัตรภาพตราไปรษณียากรด้วย

                 นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ได้ดำเนินโครงการจัดสร้างศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติ

ณ สวนสาธารณะเดอน็องตู (Denantou) เมืองโลซานน์ เพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี และการครบรอบ ๗๕ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน         ซึ่งการจัดสร้างศาลาได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯทรงเป็นประธานพิธีเปิดและมอบศาลาไทยดังกล่าวให้แก่เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒     

                 ในโอกาสครบรอบ ๘๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สมาพันธรัฐสวิส เมื่อปี ๒๕๕๕                     สถานเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าสวิสร่วมกันจัดงาน “สยามนิทรรศน์รัชมงคล” เพื่อแสดงนิทรรศการเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สมาพันธรัฐสวิส ในวันที่
๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งผู้จัดงานได้กราบทูลเชิญพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารีเพื่อทรงเป็นประธานพิธีเปิดงาน รายได้จากการจัดกิจกรรมหักค่าใช้จ่ายจะทูลเกล้าฯ ถวาย
เพื่อไปสมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดลต่อไป ส่วนฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์นเป็นผู้จัดกิจกรรมฉลองวาระดังกล่าว สมาพันธรัฐสวิสได้ให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ๓ แห่ง ที่จังหวัดพังงา ซึ่งประสบภัยสึนามิ    เมื่อปี ๒๕๔๘ โดยเป็นการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมทั้งจัดหาเครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่หมู่บ้านดังกล่าว และล่าสุด สมาพันธรัฐสวิส ได้บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในประเทศไทย จำนวน ๑ ล้านบาท ผ่านสภากาชาดไทย รวมถึงส่งคณะผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๔ คน มาบรรเทาปัญหาอุทกภัยในประเทศไทย ระหว่างวันที่      ๒-๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ โดยรัฐบาลสมาพันธรัฐสวิสเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

                 ปัจจุบัน มีนายเฉลิมพล ทันจิตต์ เป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น มีเขตอาณาดูแลนครรัฐวาติกันและ

ราชรัฐลิกเตนสไตน์ (เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๕) โดยไทยได้จัดตั้งสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ที่นคร
ซูริกและเมืองบาเซล ในขณะที่ฝ่ายสวิส มีนางคริสทินเน่อ ชราเน่อ บูรเกเนอร์ (Christine Schraner Burgener) เป็นเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย (เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒) และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดภูเก็ต ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้เยือนสมาพันธรัฐสวิสอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ ๘ – ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖


1.2 ความสัมพันธ์ทางการเมือง
       ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่าง ไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ และโดยที่
สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปจึงไม่มีท่าทีที่แข็ง กร้าวต่อการปฏิรูปการเมืองของไทยเมื่อเดือนกันยายน 2549 โดยสวิตเซอร์แลนด์มิได้กล่าวประณามหรือวิพากษ์วิจารณ์การปฏิรูปการเมืองของ ไทย เพียงแต่ได้แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และแสดงความหวังว่า สิทธิมนุษยชนจะไม่ถูกละเมิด ตลอดจนข้อผูกพันระหว่างประเทศจะยังคงได้รับการเคารพปฏิบัติต่อไป และหวังว่าการเมืองไทยจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว นอกจากนี้ ไทยและสวิตเซอร์แลนด์มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีในกรอบความร่วมมือ ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น UNESCO UNIDO WHO FAO ILO กาชาดสากล รวมทั้งในด้านการกำจัดทุ่นระเบิด เครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network) การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน


1.3 ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง
      ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามสนธิสัญญาว่า ด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิด เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 และอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำสนธิสัญญาช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา และสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยฝ่ายไทยประสงค์จะให้ร่างพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนเริ่มเจรจา

      สวิตเซอร์แลนด์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานมาประจำที่สถานเอกอัครราชทูต สวิสเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะในเรื่องปัญหายาเสพติด การลักลอบขนส่งและค้ามนุษย์ รวมทั้งความร่วมมือทางอาญา


1.4 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
1.4.1 การค้า       

  เป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย (อันดับ 1 ใน EFTA) และมีมูลค่าการค้ารวม 10,684.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยไทยส่งออก 1,489.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 9,195.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 7706.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัพเดทล่าสุด ก.ค. 2557)

    การส่งออก ในปี 2556 การส่งออกของไทยไปสมาพันธรัฐสวิสมีมูลค่า 1,488.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ (สมาพันธรัฐสวิสเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ 7 ของไทย รองจากสหรัฐฯ  ฮ่องกง อิสราเอล ออสเตรเลีย เบลเยียม และสหราชอาณาจักร) นาฬิกาและส่วนประกอบ ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และสิ่งทอ

    การนำเข้า ในปี 2556 นำเข้า 9,195 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ แผงวงจรไฟฟ้า ธุรกรรมพิเศษ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์

1.4.2 การลงทุน
                              ชาวสวิสเริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2409 และได้ก่อตั้งบริษัท Jucker,    Sigg & Co. ขึ้นในปี 2425 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท Berli Jucker ปัจจุบันมีบริษัทสวิสกว่า 150 บริษัท    เข้ามาลงทุนในไทย โดยมีบริษัทชั้นนำหลายบริษัท อาทิ Diethelm Keller (ธุรกิจท่องเที่ยว) ETA (Swatch Group - ผลิตชิ้นส่วนนาฬิกา) Nestlé (อุตสาหกรรมอาหาร) Holcim (ปูนซีเมนต์นครหลวง) Roche และ Novartis (ยาและเวชภัณฑ์) ABB (ผลิตเครื่องจักรให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต) เป็นต้น จนถึงปัจจุบัน สมาพันธรัฐสวิสลงทุนในไทยผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มากกว่า 150 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 1,430
ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                              จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย การลงทุนของสวิสในช่วง 3ไตรมาสแรกของปี 2556 มีมูลค่า 8,614 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจาก BOI 6 โครงการ รวมมูลค่า 5,123 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์โลหะ เซรามิค ชิ้นส่วนนาฬิกา อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ และการบริการ

1.5 การท่องเที่ยว

        นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวสวิสที่เดินทางมาไทยมีอัตราการเติบโตในเกณฑ์ที่ดีมาโดยตลอด ยกเว้นในปี 2540 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสวิสเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ใช้เวลาพำนักอยู่ในระยะยาว และนำรายได้จำนวนมากเข้าประเทศไทย (ประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท) จำนวนนักท่องเที่ยวสวิสจัดอยู่ในอันดับที่ 8 ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศยุโรป และในแง่แหล่งท่องเที่ยวระยะไกลจากสมาพันธรัฐสวิส (long distance destination) ประเทศไทยได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ในปี 2556 มีนักท่องเที่ยวสวิสเดินทางมาไทยจำนวน 208,925 คน (2556) และ 195,984 คน (2555) ทั้งนี้ การบินไทย มีเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ กับนครซูริกทุกวัน และสายการบิน Swiss International Airlines มีเที่ยวบิน ซูริก-กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ จำนวน 6 เที่ยวบิน/สัปดาห์

จำนวนคนไทย 
ประมาณ 30,000 คน เป็นหญิงร้อยละ 80 ส่วนใหญ่สมรสกับชาวสวิส เป็นแม่บ้านหรือเปิดร้านอาหารไทย มีวัดไทยในสมาพันธรัฐสวิส 4 แห่ง สมาคมไทย 16 สมาคม 2 มูลนิธิ และร้านอาหารและสินค้าไทย 124 ร้าน
 

ที่มา กรมยุโรป

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - สวิตเซอร์แลนด์                      
มูลค่าการค้า 10,757.51 6,024.33 7,066.86 7,066.86 8,977.89 -22.27 -44.00 17.31 17.31 27.04
การส่งออก 1,488.19 1,831.04 2,408.96 2,408.96 4,848.11 -70.73 23.04 31.56 31.56 101.25
การนำเข้า 9,269.31 4,193.28 4,657.90 4,657.90 4,129.78 5.85 -54.76 11.08 11.08 -11.34
ดุลการค้า -7,781.12 -2,362.24 -2,248.94 -2,248.94 718.32            

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 อัญมณีและเครื่องประดับ 814.6 1,159.0 1,823.8 1,823.8 4,310.4 -81.29 42.28 57.36 57.36 136.34
2 นาฬิกาและส่วนประกอบ 236.0 260.4 205.1 205.1 160.5 -16.30 10.33 -21.24 -21.24 -21.73
3 อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด 23.6 19.9 24.1 24.1 41.7 -12.47 -15.64 21.01 21.01 73.13
4 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 12.3 11.8 15.7 15.7 39.5 79.63 -3.91 33.15 33.15 151.08
5 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 22.7 26.6 28.4 28.4 26.7 -7.65 17.44 6.58 6.58 -5.85
6 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 36.1 28.5 36.6 36.6 25.4 105.20 -21.17 28.48 28.48 -30.48
7 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 30.1 24.9 24.2 24.2 24.7 59.88 -17.21 -2.76 -2.76 1.99
8 เครื่องใช้สำหรับเดินทาง 25.1 32.7 25.4 25.4 24.4 -19.10 30.26 -22.49 -22.49 -3.67
9 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 33.7 32.7 26.5 26.5 18.9 -40.46 -2.92 -19.03 -19.03 -28.85
10 ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 19.5 20.7 18.6 18.6 16.5 -9.41 6.54 -10.43 -10.43 -11.20
รวม 10 รายการ 1,253.6 1,617.2 2,228.3 2,228.3 4,688.7 -74.10 29.01 37.78 37.78 110.42
อื่นๆ 234.6 213.8 180.7 180.7 159.4 -3.91 -8.87 -15.50 -15.50 -11.75
รวมทั้งสิ้น 1,488.2 1,831.0 2,409.0 2,409.0 4,848.1 -70.73 23.04 31.56 31.56 101.25

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

   

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 7,873.3 2,810.7 3,192.9 3,192.9 2,929.3 8.37 -64.30 13.60 13.60 -8.26
2 นาฬิกาและส่วนประกอบ 478.5 450.0 581.0 581.0 448.3 11.36 -5.96 29.11 29.11 -22.84
3 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 224.3 158.9 201.0 201.0 158.0 7.90 -29.18 26.55 26.55 -21.39
4 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 138.8 174.9 197.4 197.4 133.7 -31.31 25.98 12.87 12.87 -32.25
5 เคมีภัณฑ์ 132.9 124.1 92.5 92.5 101.8 3.49 -6.62 -25.45 -25.45 10.02
6 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 83.7 81.1 67.2 67.2 77.0 12.81 -3.09 -17.19 -17.19 14.67
7 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 54.5 113.4 48.3 48.3 42.5 -5.44 108.24 -57.37 -57.37 -12.00
8 ผลิตภัณฑ์โลหะ 27.0 23.0 26.3 26.3 23.2 0.50 -14.83 14.36 14.36 -11.89
9 แผงวงจรไฟฟ้า 22.8 21.7 19.5 19.5 15.6 -16.51 -5.04 -10.25 -10.25 -19.90
10 กระจก แก้ว และผลิตภัณฑ์ 9.5 11.2 12.3 12.3 14.5 -11.44 18.69 9.93 9.93 17.58
รวม 10 รายการ 9,045.2 3,969.0 4,438.5 4,438.5 3,944.0 7.30 -56.12 11.83 11.83 -11.14
อื่นๆ 224.1 224.3 219.4 219.4 185.8 -31.37 0.08 -2.18 -2.18 -15.31
รวมทั้งสิ้น 9,269.3 4,193.3 4,657.9 4,657.9 4,129.8 5.85 -54.76 11.08 11.08 -11.34

  

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย
H.E. Mr. Rodolphe Imhoof

ที่อยู่สถานทูตสมาพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์

Embassy of Switzerland

35 North Wireless Road,
Bangkok 10330
G.P.O. Box 821,
Bangkok 10501

Tel: 0-2253-0156-60

Fax: 0-2255-4481

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Website: http://www.eda.admin.ch/bangkok

 

 

JoomSpirit