สาธารณรัฐออสเตรีย

Austria1 austria2
ธง ตราแผ่นดิน

 

austria3
ที่มา www.wikipedia.org
 
austria5
แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

 

1. รัฐบูร์เกนลันด์ (Burgenland) มีเมืองไอเซนชตัดท์ (Eisenstadt) เป็นเมืองหลวงของรัฐ
2. รัฐคารินเทีย หรือ แคร์นเทิน (Carinthia; Kärnten) มีเมืองคลาเกนฟูร์ท (Klagenfurt) เป็นเมืองหลวง
3. รัฐโลว์เออร์ออสเตรีย หรือ นีเดอร์เอิสเทอร์ไรช์ (Lower Austria; Niederösterreich) มีเมืองซังท์เพิลเทิน (St. Pölten) เป็นเมืองหลวง
4. รัฐอัปเปอร์ออสเตรีย หรือ โอเบอร์เอิสเทอร์ไรช์ (Upper Austria; Oberösterreich) มีเมืองลินซ์ (Linz) เป็นเมืองหลวง
5. รัฐซาลซ์บูร์ก (Salzburg) มีเมืองซาลซ์บูร์ก เป็นเมืองหลวง
6. รัฐสติเรีย หรือ ชไตเออร์มาร์ค (Styria; Steiermark) มีเมืองกราซ (Graz) เป็นเมืองหลวง
7. รัฐทิโรล (Tirol) มีเมืองอินส์บรุค (Innsbruck) เป็นเมืองหลวง
8. รัฐโฟร์อาร์ลแบร์ก (Vorarlberg) มีเมืองเบรเกนซ์ (Bregenz) เป็นเมืองหลวง
9. รัฐเวียนนา หรือ วีน (Vienna; Wien)

austria-map
ที่มา mapsofworld.com

 

ชื่อทางการ

สาธารณรัฐออสเตรีย (Republic of Austria) หรือ Austria

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ในบริเวณยุโรปกลาง ไม่มีทางออกทะเล

พื้นที่

83,871 ตารางกิโลเมตร ความยาวเขตพรมแดนทั้งหมด 2,524 กิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐเช็ก (402 กิโลเมตร) และเยอรมนี (801 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกติดกับฮังการี (321 กิโลเมตร) และสาธารณรัฐสโลวัก (105 กิโลเมตร) ทิศตะวันตกติดกับสวิตเซอร์แลนด์ (158 กิโลเมตร)และลิกเตนสไตน์ (34 กิโลเมตร) ทิศใต้ติดกับสโลวีเนีย (299 กิโลเมตร) และอิตาลี (404 กิโลเมตร)

สภาพภูมิประเทศ

เทือกเขาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ (เทือกเขาแอลป์) ชายแดนทางตะวันออกและทิศเหือเป็นที่ราบมีความชันเล็กน้อย

สภาพภูมิอากาศ

ภูมิอากาศอบอุ่นแบบภาคพื้นทวีป ในฤดูหนาวมีฝนตกบ่อยและมีหิมะปกคลุมในแถบภูเขา ในฤดูร้อนมีอากาศอบอุ่นและมีฝนโปรยในบางครั้ง

ทรัพยากรธรรมชาติ

น้ำมัน ถ่านหิน ลิกไนต์ ไม้ซุง สินแร่โลหะ ทองแดง สังกะสี แร่พรวง แมงกานิส ทังสแตน กราไฟท์ เกลือ พลังน้ำ (Hydropower)

ภัยธรรมชาติ

แผ่นดินถล่ม หิมะถล่ม แผ่นดินไหว

จำนวนประชากร

8,754,413 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2560)

สัญชาติ

Austrian (s)

เชื้อชาติ

ออสเตรีย 91.1% อดีตชาวยูโกสลาเวีย 4% (รวมทั้งชาวโครเอเทีย สโลเวเนีย เซอร์ป และบอสนิก) ชาวเติร์ก 1.6% เยอรมัน 0.9% อื่นๆ หรือไม่ระบุ 2.4% (สัมมะโนประชากร พ.ศ. 2544)

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก73.6% คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ 4.7% มุสลิม 4.2 % อื่นๆ 3.5% ไม่ระบุ 2 % ไม่นับถือศาสนา 12%

ภาษา

เยอรมัน (ภาษาราชการ) 88% เตอร์กิช 2.3% เซอร์เบียน 2.2% โครเอเทียน (ภาษาราชการใน Burgenland) 1.6% อื่นๆ 5.3%

 

ประวัติศาสตร์ออสเตรียโดยสังเขป

        ก่อนปลายศตวรรษที่8 ดินแดนซึ่งเป็นประเทศออสเตรียในปัจจุบัน ได้มีชนชาติต่างๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่สำคัญได้แก่ ชนเผ่าเยอรมัน ซึ่งได้ข้ามแม่น้ำดานูบลงมาทางใต้และชาวสลาฟซึ่งได้อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของออสเตรีย จนสิ้นสุดศตวรรษที่ 8 กษัตริย์ Charlemagneได้ก่อตั้งเขตชายแดนระหว่างแม่น้ำอินส์ แรบ และดราวาเพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันการรุกรานของชาวเอวาร์ และภายหลังจากที่ชาวโรมันได้อพยพออกไปนักบวชชาวไอริชและสก็อตจึงได้เข้ามาเผยแพร่คริสตศาสนาในดินแดนบริเวณเทือกเขาอัลไพน์แห่งนี้ราชวงศ์ Babenberg ของชาวบาวาเรียนได้เข้าปกครองออสเตรียในปี ค.ศ. 976 ซึ่งยังมีประชาชนอยู่เพียงเล็กน้อยอย่างไรก็ตาม ในศตวรรษต่อๆ มา ราชวงศ์ Babenberg ได้ใช้ยุทธศาสตร์สร้างความแข็งแกร่งให้แก่อาณาจักรและขยายประเทศไปอย่างกว้างขวาง ภายหลังจากที่ราชวงศ์ Babenberg ได้หมดอำนาจลงในกลางศตวรรษที่13 ราชวงศ์ Habsburg ได้เข้ามามีอำนาจในดินแดนนี้แทนและขยายอาณาเขตออกไปจนถึงแถบประเทศสเปน จนกระทั่ง ในปี 1522 ราชวงศ์ Habsburg จึงได้แตกออกเป็นสายออสเตรียและสายสเปน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ Habsburg ยังคงขยายอาณาเขตต่อไป โดยในปี ค.ศ. 1526ได้ผนวกดินแดนโบฮีเมียและฮังการี เข้าไว้ด้วย

ทั้งนี้ในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 ออสเตรียต้องเผชิญหน้ากับอาณาจักรออตโตมัน แต่โดยที่ออสเตรียสามารถเอาชนะกองทัพของอาณาจักรออตโตมันได้ออสเตรียจึงได้ครอบครองดินแดนเพิ่มขึ้น และกลายเป็นมหาอำนาจรายหนึ่งในยุโรป ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่18 จักรพรรดินีมาเรีย เธเรซา และโจเซฟที่สอง ได้ทำการปฏิรูปและวางรากฐานการปฏิรูปการบริหารจัดการของรัฐให้ทันสมัย แต่การปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียนได้ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นเปลี่ยนไป นอกจากนี้ หลังจากที่อิตาลีได้ก่อตั้งขึ้นเป็นประเทศราชวงศ์ฮับสบรูกส์ต้องต้องยินยอมต่อการเคลื่อนไหวของนักชาตินิยมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและในปี ค.ศ.1867 จักรพรรดิฟรันซ์ โจเซฟ จึงได้ยอมตั้งราชวงศ์ร่วม (doublemonarchy) ออสเตรีย - ฮังการี

ราชวงศ์ออสเตรีย- ฮังการี เป็นผู้เริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1914-1918 อันมีสาเหตุเนื่องมากจากการลอบสังหารเจ้าชายFrancis-Ferdinand ซึ่งเป็นทายาทของราชวงศ์ออสเตรีย - ฮังการีโดยนักชาตินิยมชาวเซิร์บ โดยออสเตรียเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1สิ้นสุดลง ออสเตรียจึงได้ประกาศตัวเป็นสาธารณรัฐ แต่ในขณะนั้น ออสเตรียมิได้มีอำนาจดังเช่นในอดีตแล้วในปี ค.ศ. 1938 ออสเตรียถูกกดดันจากเยอรมนีภายใต้การนำของฮิตเลอร์ และประสบกับภาวะการขาดเสถียรภาพภายในประเทศในระหว่างสงครามโลกครั้งที่2 จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1945 เมื่อสงคราม โลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประเทศพันธมิตรได้ช่วยออสเตรียให้ฟื้นตัวขึ้นสู่ความเป็นประเทศสาธารณรัฐอีกครั้งแต่ออสเตรียยังคงถูกยึดครองโดยกองทัพฝรั่งเศส อังกฤษ สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกาจนถึงปี1955 ซึ่งได้มีการลงนามในสนธิสัญญาประเทศออสเตรีย และในปีเดียวกัน รัฐสภาออสเตรียได้ออกกฎหมายให้ออสเตรียเป็นประเทศที่มีสถานะเป็นกลางอย่างถาวรรวมทั้งได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติด้วย ออสเตรียได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อวันที่1 มกราคม ค.ศ.1995 และได้เป็นประธานสภาสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรกในครึ่งหลังของปีค.ศ. 1995.

การเมืองการปกครอง

ออสเตรียปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภามีประธานาธิบดีเป็นประมุข รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเป็นฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 6 ปี และอาจดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระ ประธานาธิบดีแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากหัวหน้าพรรคที่ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงข้างมากในสภาเพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี รัฐสภาประกอบด้วยสภาล่าง (Nationalsrat) มีสมาชิก 183 คนได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุก 4 ปี และสภาสูง (Bundesrat) มีสมาชิก 64 คน ได้รับเลือกตั้งจากสภาจังหวัด(Provincial Diet)

ออสเตรียแบ่งเขตการปกครองเป็น9 จังหวัด (federal province) ได้แก่ Lower Austria, Upper Austria, Salzburg,Styria, Carinthia, Tirol, Vorarlberg, Burgenland และ Vienna ซึ่งมีสถานะเป็นมหานครแต่ละจังหวัดมีอำนาจปกครองเป็นอิสระยกเว้นการต่างประเทศและการป้องกันประเทศ แต่ละจังหวัดมีGovernor ซึ่งได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ระบอบการปกครอง

ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภาโดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปีดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลดำรงตำแหน่งวาระละ 4ปี

พรรคการเมืองออสเตรีย

ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่2 ออสเตรียเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมาโดยตลอด โดยมีพรรคการเมืองที่สำคัญดังนี้คือ

พรรคAustrian People's Party- ÖVP เป็นพรรคใหญ่ และเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรค SocialDemocratic Party - SPÖ มา 3 สมัย ก่อนที่จะหันมาร่วมมือกับพรรค Alliance for theFuture of Austria (BZ) ที่ได้แยกตัวออกมาจากพรรค Freedom Party-FPÖ ในเดือนเมษายน2548 มีนาย Wolfgang Schüssel เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคSocial Democratic Party - SPÖ เป็นพรรคใหญ่ที่สุดของออสเตรียและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่ทศวรรษ 60 ในการเลือกตั้งในปี 2543 พรรค SPÖ ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดแต่ไม่สามารถโน้มน้าวพรรคอื่นร่วมจัดตั้งรัฐบาลจึงต้องกลับเป็นฝ่ายค้าน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันสังกัดพรรคการเมืองนี้

พรรคAlliance for the Future of Austria - BZÖ เป็นพรรคที่แยกตัวออกมาจากพรรค FPO นำโดยนายJörg Haider

พรรคFreedom Party - FPÖ เป็นพรรคที่มีแนวนโยบายขวาจัด ปัจจุบัน นาย Herbert Haupt ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

พรรคGreens เป็นพรรคฝ่ายค้านมีนโยบายอนุรักษ์นิยม

นอกจากนี้ยังมีพรรคการเมืองอื่นๆ อีก อาทิ พรรคคอมมิวนิสต์ พรรค Liberal Reform พรรค Democratsพรรค Christian Election Community และ พรรค Socialist Left แต่ไม่คะแนนมีเสียงที่จะมีที่นั่งในสภา


สถานการณ์ทางการเมือง

เมื่อวันที่3 มีนาคม 2548 รัฐสภาออสเตรียได้ลงมติที่จะไม่จัดทำการลงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรปตามที่ชาวออสเตรีย 5,000 คน เข้าชื่อเรียกร้อง แต่มีการลงคะแนนเสียงของรัฐสภาแทนเพื่อให้สัตยาบันต่อรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรปในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม2548 ทั้งนี้ มีเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้นจาก183 เสียงที่ไม่สนับสนุนรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรป

ออสเตรียได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่1 ต.ค. 2549 ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่าร้อยละ 74 พรรค SPÖ ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดคิดเป็น68 ที่นั่ง จากทั้งหมด 183 ที่นั่งในสภา (ร้อยละ 35.3) ตามมาด้วยพรรค ÖVP) ได้ 66 ที่นั่ง(ร้อยละ 34.3) ถัดมาได้แก่พรรค Green 21 ที่นั่ง (ร้อยละ 11.0) พรรค Freedom Party(FPÖ) 21 ที่นั่ง (ร้อยละ 11.0) พรรค Alliance for the Future of Austria (BZÖ) 7 ที่นั่ง(ร้อยละ 4.1) ผลการเลือกตั้งได้พลิกความคาดหมาย โดยผลการสำรวจชี้ว่าพรรค ÖVP ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง3 เดือนภายหลังจากการเลือกตั้งพรรค SPÖ และ ÖVP ได้เข้าสู่การเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและได้มีความคืบหน้าในข้อตกลงบางเรื่อง เช่น การปฏิรูปค่าธรรมเนียมการศึกษา โดยนักศึกษาที่อาสาเข้าทำงานช่วยเหลือสังคมเป็นเวลา60 ชม. ต่อภาคการศึกษาจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษา นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณสำหรับการศึกษาและการวิจัยรวมทั้งงบประมาณสนับสนุนระบบประกันความมั่นคงทางสังคม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของออสเตรียในเวทีนานาชาติลดอัตราการว่างงาน ในด้านการต่างประเทศ ยังคงนโยบายการต่างประเทศที่เป็นกลาง และจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงของสหภาพยุโรปรวมทั้งไม่สนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรปของตุรกี นอกจากนี้เป็นที่คาดการณ์ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ นาย Gusenbauer จะชะลอกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจลง ทั้งนี้ ระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มีประชาชนกว่า 2,000 คนประท้วงรัฐบาล ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสังคมนิยมที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมแบบGrand Coalition โดยนักศึกษาส่วนหนึ่งและแกนนำสหพันธ์สหภาพการค้าที่เป็นฐานเสียงของพรรคสังคมนิยมไม่เห็นด้วยกับพรรคSPÖ ที่โอนอ่อนให้พรรคอนุรักษ์นิยมได้คุมกระทรวงสำคัญ อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้ก่อนการเลือกตั้งว่าจะยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

การจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาลมีดังต่อไปนี้พรรค SPÖ บริหารกระทรวงกระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษา กระทรวงยุติธรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงการสังคมกระทรวงกีฬา ส่วนนาย Wolfgang Schüssel อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลและสละตำแหน่งหัวหน้าพรรคÖVP ให้แก่นาย Wilhelm Molterer ซึ่งจะเข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนอกจากนี้ พรรค ÖVP คุมกระทรวงอื่นๆ อีก ดังต่อไปนี้ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจและแรงงาน กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม นาง Ursula Plassnik จากพรรค ÖVP ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช่นในรัฐบาลชุดที่แล้วนอกจากนี้ รัฐบาลจะจัดตั้งกระทรวงสตรี (ÖVP) และกระทรวงวิทยาศาสตร์ (SPÖ) เพิ่ม

นโยบายต่างประเทศออสเตรีย

1.หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหภาพโซเวียตได้บีบให้ออสเตรียประกาศนโยบายเป็นกลางเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่สหภาพโซเวียตจะถอนทหารออกจากออสเตรียทำให้ออสเตรียยึดหลักดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเป็นกลางมาโดยตลอด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อออสเตรียเองเนื่องจากเป็นหลักประกันว่าออสเตรียจะไม่ต้องไปเกี่ยวพันในสงครามและความหายนะจากสงครามดังเช่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

2.อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา ได้ลงนาม ในสนธิสัญญา State Treatyof Vienna เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2498 เพื่อรับรองฐานะความเป็นกลางถาวรของออสเตรียและออสเตรียได้ประกาศความเป็นกลางของประเทศไว้เป็นการถาวรในรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เมื่อวันที่26 ตุลาคม 2498 ซึ่งทำให้ออสเตรียไม่สามารถร่วมเป็นพันธมิตรทางทหาร หรืออนุญาตให้ทหารต่างชาติเข้ามาตั้งฐานทัพในดินแดนออสเตรียได้รัฐบาลออสเตรียทุกสมัยจึงยึดถือนโยบายเป็นกลางถาวรเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศต่างๆในลักษณะที่เรียกกันว่า active neutrality โดยให้ความ ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติในปฏิบัติการรักษาสันติภาพตั้งแต่ปี2503 และร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพยุโรปในกรอบของคณะมนตรียุโรปและองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยุโรป(OSCE)

3.ปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติในยุโรปในช่วงหลังสงครามเย็นได้ส่งผลให้ออสเตรียเริ่มปรับนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงไปในทิศทางที่มีบูรณาการกับประเทศยุโรปอื่นๆมากขึ้น เนื่องจากออสเตรียเริ่มยอมรับว่า ความพยายามร่วมกันของประเทศต่างๆ ที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในกรอบพหุภาคีเป็นแนวโน้มที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

การปราบปรามผู้ก่อการร้ายและในการระงับการแพร่หลายของอาวุธที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษยชาติ (weapons ofmass destruction) อย่างไรก็ตามออสเตรียก็ยังคงยึดถือนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

4.นับแต่ปี 2538 ออสเตรียได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ใน Western European Union และเข้าร่วมโครงการ Partnership for Peace ขององค์การนาโต้ โดยจำกัดบทบาทเฉพาะด้านปฏิบัติการรักษาสันติภาพและการให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนและการบรรเทาภัยพิบัติ

5.นอกจากนี้ การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 ทำให้ออสเตรียมีบทบาทและนโยบายที่จะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดสถานะทางการเมืองของยุโรปและได้ให้การสนับสนุนนโยบายบูรณาการระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งในด้านการเมืองด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง และด้านนโยบายต่างประเทศ

6.ออสเตรียสนับสนุนให้สหภาพยุโรปขยายตัวไปครอบคุลมกลุ่มประเทศอดีตสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกโดยที่ออสเตรียมีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐเช็ก สโลวีเนีย และฮังการี ซึ่งได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในเดือนพฤษภาคม2547 และมีมูลค่าการค้ากับกลุ่มประเทศเหล่านี้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ ออสเตรียจึงเป็นประเทศที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการขยายสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาการส่งออกของออสเตรียไปยังสาธารณรัฐเช็ก สโลวีเนีย และฮังการีมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ250

7.นอกจากโครงสร้างร่วมของยุโรปด้านความมั่นคง การใช้แนวทางที่รวดเร็วในการสนับสนุนให้ประเทศยุโรปกลางและตะวันออกเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแล้วออสเตรียยังให้ความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปให้สูงขึ้น การแก้ไขปัญหาการว่างงานในยุโรปการปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชนกลุ่มน้อย และความโปร่งใสและความพร้อมในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

8.สำหรับภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากยุโรป ออสเตรียให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทในประเด็นระหว่างประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางนั้น ออสเตรีย มีนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศอาหรับบางประเทศและอิสราเอล โดยเน้นที่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

9.ในกรอบพหุภาคี ออสเตรียให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆโดยคำนึงถึงบทบาทของออสเตรียในฐานะที่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่งอาทิ IAEA, UNIDO, OSCE, UNDCP

10.ออสเตรียเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้ง Human Security Network และได้มีบทบาทอย่างแข็งขันมาโดยตลอดโดยให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก การให้ความช่วยเหลือเด็กที่บอบช้ำจากArmed Conflict การปราบปรามยาเสพติด การจำกัดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์และการยับยั้งการแพร่กระจายอาวุธ

11.ในปัจจุบัน รัฐบาลผสม Grand coalition ให้ความสำคัญกับประเด็นการขยายสมาชิกภาพของEU และการย้ายถิ่นฐาน โดยจะสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก EU ของประเทศในคาบสมุทรบอลข่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครเอเชิย และไม่สนับสนุนการให้ตุรกีเข้าเป็นสมาชิก EU แต่เสนอให้EU และตุรกีเป็น tailored partnership ระหว่างกันออสเตรียมีนโยบายต่างประเทศเป็นกลาง ได้มีการส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังของ NATO ซึ่งเป็นไปเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงอาทิ การสนับสนุนกำลังทหารในส่วน International Security Assistance Force (ISAF) ออสเตรียส่งเสริมบทบาทของEU ในเวทีนานาชาติ โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนา European Security and Defence Policy

12.ในด้านการให้ความช่วยเหลือต่อประเทศอื่นๆ ที่ผ่านมาในปี พ.ศ. 2548 ออสเตรียได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของรายได้ประชาชาติ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นในปีต่อๆ ไป

 

 

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments

ข้อมูล ณ วันที่ 27 มกราคม 2560

Update 18 กันยายน 2560



 

  • Pres.

Alexander VAN DER BELLEN

  • Chancellor

Christian KERN

  • Vice Chancellor

Reinhold MITTERLEHNER

  • Min. for Agriculture, Forestry, Environment, & water Management

Andrae RUPPRECHTER

  • Min. for Arts & Constitution & Media

Thomas DROZDA

  • Min. for Defense & Sports

Hans Peter DOSKOZIL

  • Min. for Education

Sonja HAMMERSCHMID

  • Min. for Europe, Integration, & Foreign Affairs

Sebastian KURZ

  • Min. for Family & Youth

Sophie KARMASIN

  • Min. for Finance

Hans Joerg SCHELLING

  • Min. for Health & Women's Affairs

Sabine OBERHAUSER

  • Min. for Interior

Wolfgang SOBOTKA

  • Min. for Justice

Wolfgang BRANDSTETTER

  • Min. for Labor, Social Affairs, & Consumer Protection

Alois STOEGER

  • Min. for Science, Research, & Economy

Reinhold MITTERLEHNER

  • Min. for Transport,Innovation, & Technology

Joerg LEICHTFRIED

  • Chancellery Chief

Thomas DROZDA

  • Governor, Austrian National Bank

Ewald NOWOTNY

  • Ambassador to the US

Wolfgang WALDNER

  • Permanent Representative to the UN, New York

Jan KICKERT

 

 

 ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/AU.html

 

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

417.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราการเติบโตของ GDP 1.5%(ค่าประมาณพ.ศ. 2559)

GDP รายหัว (GDP per Capita)

48,000  ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 1.3%
  • ภาคอุตสาหกรรม 28.1%
  • ภาคการบริการ 70.6% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราการว่างงาน

6.1% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

1% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

หนี้สาธารณะ

83.5% จาก GDP (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ธัญพืช มันฝรั่ง ไวน์ ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ สัตว์ปีก และป่าไม้ 

อุตสาหกรรม

การก่อสร้าง เครื่องจักร ยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร โลหะ เคมีภัณฑ์ ไม้แปรรูป กระดาษ อุปกรณ์การสื่อสาร และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ดุลบัญชีเดินสะพัด

9.283 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

มูลค่าการส่งออก

144.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน กระดาษ เหล็ก โลหะและผลิตภัณฑ์จากโลหะ สินแร่ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์อาหาร

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

Germany 30.5%, US 6.6%, Italy 6.4%, Switzerland 5.5%, France 4.1% (พ.ศ.2558) 

มูลค่าการนำเข้า

149.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ ผลิคภัณฑ์จากโลหะ น้ำมันเชื้อเพลิง และผลผลิตอาหาร

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

Germany 37.2%, Italy 6.2%, China 5.9%, Switzerland 5.3%, Czech Republic 4.3% (ค่าประมาณ พ.ศ.2558)

สกุลเงิน

ยูโร (EURO)

สัญลักษณ์เงิน

EUR

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราได้ที่นี่)

 

โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจออสเตรีย

        ออสเตรียนับเป็นรัฐสวัสดิการทีมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่งคั่งและมีความก้าวหน้ามากที่สุดประเทศหนึ่ง ในปี 2548 ออสเตรียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของสมาชิกสหภาพยุโรปโดยคิดเป็น 37,457 USD ซึ่งจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาภาคบริการ(สัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการคิดเป็น 1 ใน 3 ของการจ้างงานทั้งหมด)และการผลิตภาคอุตสาหกรรม (สัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 31 ของ GDP) เป็นสำคัญส่วนภาคเกษตรกรรม มีผลผลิตค่อนข้างน้อยและมีราคาแพง

อย่างไรก็ตามหลังจากเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 2538 ออสเตรียได้ปฏิรูปด้านการเกษตรภายใต้นโยบายทางการเกษตรร่วมของสหภาพยุโรปและในปัจจุบัน เกษตรกรออสเตรียสามารถผลิตอาหารได้ร้อยละ 80 ของการบริโภคในประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ2 ของ GDP จุดแข็งของเศรษฐกิจออสเตรียอยู่ที่ ภาคบริการ การอำนวยความสะดวกด้านการพาณิชย์การธนาคาร อุตสาหกรรม และการคมนาคม ทรัพยากรที่สำคัญของออสเตรียคือแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและเชิงวัฒนธรรม และแรงงานมีฝีมือโดยความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นไปแบบ Social Partnership ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่นในภาคอุตสาหกรรมจะเน้นการผลิตสินค้าแปรรูปจากเหล็ก โลหะ กระดาษ เครื่องยนต์และส่วนประกอบภาคอุตสาหกรรมอยู่ในระดับ low- and medium -tech

อย่างไรก็ตามการวิจัยและพัฒนามีความต่อเนื่อง(สัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 2.4 ในปี 2548 จากเดิม ร้อยละ 1.4 ในปี 2533) และอยู่เหนือเกณฑ์เฉลี่ยของสมาชิกสหภาพยุโรปซึ่งสะท้อนเหตุผลว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ออสเตรียได้เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมระดับhigh-tech ในตลาดเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และด้วยความที่เป็นหน่วยเศรษฐกิจขนาดเล็ก ออสเตรียจึงพึ่งพาภาคส่งออกเพื่อเป็นการขยายขนาดเศรษฐกิจมูลค่าการส่งออกในปี 2548 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53 ของ GDP (จากเดิมร้อยละ 32.1 ในปี2538) ออสเตรียมีบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนีและได้รับผลประโยชน์จากการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของออสเตรียคือ การขยายการค้าและการลงทุนในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก โดยมูลค่าการค้าระหว่างออสเตรียกับประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกมีมูลค่าถึงร้อยละ15 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด บริษัทออสเตรีย ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่มากมายในตลาดเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่ต้องใช้แรงงานมีฝีมือจำนวนมากโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงนอกจากนี้ ออสเตรียยังมีศักยภาพที่จะดึงดูดการลงทุนจากบริษัทของประเทศในสหภาพยุโรปที่ต้องการเข้าถึงตลาดยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก

ระบบเศรษฐกิจออสเตรีย

เป็นแบบเสรีนิยมผสมสังคมนิยมโดยรัฐมีบทบาทในอุตสาหกรรม และวิสาหกิจหลัก เช่น อุตสาหกรรมขั้นปฐม การผลิตกระแสไฟฟ้าธนาคาร และกิจการสาธารณูปโภค สาเหตุที่รัฐได้เข้ามาจัดการบริหารแบบรวมศูนย์ ก็เพื่อป้องกันการครอบครองจากโซเวียตภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ออสเตรียจึงเริ่มแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และได้พัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดได้สำเร็จซึ่งทำให้ประชาชนมีมาตรฐานความเป็นอยู่สูง รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นพรรคขวา ได้มีแผนที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจการของรัฐเพิ่มเติมอันจะทำให้รัฐบาลออสเตรียมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจลดลง และในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างแบบSocial Partnership ในช่วงทศวรรษที่ 60 และ 70 ได้ลดน้อยลงตามเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไป รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งนำโดยพรรคฝ่ายซ้ายสังคมนิยมจึงมีนโยบายชะลอการแปรรูปรัฐวิสาหกิจลงและเป็นที่คาดว่า จะมีนโนบายที่ทำให้ความสัมพันธ์ของนายจ้างและลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมเป็นไปแบบSocial Partnership ต่อไป


การค้าระหว่างประเทศ

ออสเตรียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(EU) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 ซึ่งออสเตรียได้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศและการเข้าเป็นสมาชิก the Economic and Monetary Union (EMU) ได้ส่งผลให้ออสเตรียมี บูรณาการเพิ่มขึ้นกับตลาดEU โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยอรมนี ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2545 ออสเตรียได้เริ่มใช้เงินสกุลยูโรทดแทนเงินชิลลิ่งในระบบเศรษฐกิจซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้วิเคราะห์และลงความเห็นว่า การใช้เงินสกุลยูโรมีผลดีต่อเศรษฐกิจของออสเตรียโดยรวม

การค้าระหว่างออสเตรียกับประเทศสมาชิกEU คิดเป็นร้อยละ 84 ของมูลค่าการค้ารวม นอกจากนี้ เมื่อประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกได้เข้าเป็นสมาชิกEU เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 ออสเตรียได้ขยายการค้าและการลงทุนไปสู่ประเทศเหล่านั้น โดยเน้นสาขาการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นและใช้เทคโนโลยีแบบ low-tech ในปัจจุบัน ออสเตรียนับเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงที่จะดึงดูดบริษัทในยุโรปตะวันตกที่แสวงหาฐานที่มีความเอื้ออำนวยต่อการเข้าสู่ตลาดกำลังพัฒนาในประเทศยุโรปกลางยุโรปตะวันออก และประเทศในภูมิภาคบอลข่าน

 

การสถาปนาความสัมพันธ์

ไทยกับออสเตรียมีความสัมพันธ์ด้านกงสุลตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันไทยได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำเมืองซาลส์บูร์ก เมืองดอร์นบีร์นและเมืองอินส์บรุค ส่วนออสเตรียได้เปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ จังหวัดภูเก็ตซึ่งมีอำนาจดูแลพื้นที่จังหวัดภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราชตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ จังหวัดเชียงใหม่มีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ตากสุโขทัย และอุตรดิตถ์ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองพัทยา

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐออสเตรีย

1.  การทูต

          ไทยกับออสเตรียมีความสัมพันธ์ด้านกงสุลตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กงสุลออสเตรียคนแรกคือนาย Alexius Redlich และออสเตรียยังเป็นประเทศแรก ๆ ที่ส่งผู้แทนทางการทูตมาประจำประเทศไทยก่อนหน้าประเทศตะวันตกอื่น ๆ  โดยในปีพ.ศ. 2410 จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 (Franz Joseph I) แห่งจักรวรรดิ์ออสโตร-ฮังการี ได้ส่งคณะทูตมาไทยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทั้งสองประเทศได้จัดทำสนธิสัญญาไมตรี การค้า และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2412 ต่อมาออสเตรียได้ส่งผู้แทนทางการทูตมาประจำประเทศไทยในปี พ.ศ. 2421

          ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยและออสเตรียได้ตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันในระดับอัครราชทูต เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2496  ซึ่งต่อมาได้ยกสถานะเป็นระดับเอกอัครราชทูตเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยมี พลจัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำกรุงเวียนนา สำหรับเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเวียนนาคนปัจจุบันคือ พระเจ้าเหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ส่วนเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือ นายโยฮันเนส เปเทอร์ลิค (Johannes Peterlik)

2. เศรษฐกิจ

2.1 การค้า

          ในปี 2556 ไทยและออสเตรียมีมูลค่าการค้ารวม 613.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 222.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 390.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยขาดดุลการค้า 167.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออสเตรียนับเป็นคู่ค้าลำดับที่ 77 ของไทย และเป็นลำดับที่ 14 ในกลุ่มคู่ค้าจากประเทศในสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การค้าระหว่างไทยกับออสเตรียส่วนใหญ่ต้องส่งผ่านเยอรมนี ทำให้มีต้นทุนการขนส่งสินค้าที่สูง เนื่องจากออสเตรียไม่มีเขตติดต่อทางทะเล สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์และอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญของไทยจากออสเตรีย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ กระจก แก้ว และผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่น ๆ

2.2  การลงทุน

          การลงทุนของออสเตรียในประเทศไทยที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ระหว่างปี 2545– สิงหาคม 2556 มีทั้งหมด 38 โครงการ มูลค่า ประมาณ 248 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,700 ล้านบาท) การลงทุนของออสเตรียในไทยมีหลายโครงการ และมีการขยายโครงการมาโดยตลอด อาทิ โครงการร่วมลงทุนของบริษัทศรีตรัง อินดัสตรี จำกัด ในจังหวัดสงขลา ร่วมกับบริษัทเซมเพอริท- เทคนิคโปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นของออสเตรีย โดยจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยในชื่อ บริษัทสยามเซมเพอร์เมด จำกัด เพื่อผลิตถุงมือยาง และบริษัทคริสตัล Swarovski ได้ตั้งโรงงานเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่อำเภอบางพลี

2.3  การท่องเที่ยว

         ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวชาวออสเตรียและในทางกลับกัน ออสเตรียเป็นประเทศเป้าหมายแรก ๆ ในสหภาพยุโรปของนักท่องเที่ยวไทย ในปี 2556 มีชาวออสเตรียเดินทางมาไทยรวมทั้งสิ้น 109,509 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 มีชาวออสเตรียเดินทางมาไทย 101,923 คน) และมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปออสเตรียเฉลี่ยปีละประมาณ 20,000 คน 


จำนวนคนไทย: ชาวไทยในออสเตรียประมาณ 4,000 คน มีนักเรียน 250 คน แรงงาน 800 คน มีร้านอาหารไทย 35 ร้าน (คนไทยเป็นเจ้าของ 22 ร้าน)

ที่มา กรมยุโรป

2.4  ความร่วมมือทางวิชาการ

         ไทยกับออสเตรียมีคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะระหว่างกัน โดยได้มีการดำเนินโครงการภายใต้กลไกนี้มาตั้งแต่ปี 2527 โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ อย่างสม่ำเสมอ โครงการที่สำคัญภายใต้ความร่วมมือนี้ ได้แก่ โครงการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์ระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับออสเตรีย การให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก รวมทั้ง ทุนฝึกอบรมและวิจัย

        นอกจากนี้ ในระดับพหุภาคี ไทยและออสเตรียเป็นสมาชิกเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในอาเซียนกับมหาวิทยาลัยในทวีปยุโรป (ASEAN-European Academic University Network - ASEA-UNINET) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2537 สมาชิกจัดตั้งฝ่ายเอเชียได้แก่ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากผลการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายดังกล่าว ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี ทรัพยากร ความช่วยเหลือ และความร่วมมือทางวิชาการอย่างมีประสิทธิภาพและกว้างขวาง

         ในปี 2547 ไทยและออสเตรียได้ฉลองครบรอบ 20 ปี แห่งความร่วมมือด้านการศึกษา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เยือนออสเตรีย ระหว่างวันที่ 21 - 25 มีนาคม 2547 เพื่อทรงร่วมฉลองโอกาสดังกล่าว

3. ความตกลงที่สำคัญกับไทย

3.1 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ลงนามเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2509)

3.2 ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (ลงนามเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2516)

3.3 ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ลงนามเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2524)

3.4 อนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2528)

3.5 ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (ลงนามเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535)

3.6 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการรถไฟ (ลงนามเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538)

3.7 ความตกลงปฏิบัติต่างตอบแทนว่าด้วยการใช้วิทยุสมัครเล่น (แลกเปลี่ยนหนังสือระหว่างกันเมื่อเดือนเมษายน 2545)

4. การเยือนที่สำคัญ

4.1   ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์

             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

- วันที่ 30 กันยายน - 5 ตุลาคม 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนออสเตรีย ครั้งที่ 1

- วันที่ 29 กันยายน - 2 ตุลาคม 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนออสเตรีย ครั้งที่ 2

             สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

- วันที่ 31 พฤษภาคม - 7 มิถุนายน 2536 เสด็จฯ เยือนออสเตรีย เพื่อทรงเปิดนิทรรศการ 700 Years of Thailand ที่กรุงเวียนนา

- วันที่ 23 - 27 ตุลาคม 2545 เสด็จฯ เยือนออสเตรีย พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร

- วันที่ 11 - 16 กรกฎาคม 2550 เสด็จฯ เยือนออสเตรีย เป็นการส่วนพระองค์

             สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

- วันที่ 31 สิงหาคม - 4 กันยายน 2532 เสด็จฯ เยือนออสเตรีย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีออสเตรีย

- วันที่ 20 กันยายน 2550 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck) และเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

- วันที่ 22 กันยายน 2550 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 14 มิถุนายน 2551 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

- วันที่ 17 มิถุนายน 2551 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

- วันที่ 25 มิถุนายน 2551 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck) และเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

- วันที่ 9 มิถุนายน 2552 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

- วันที่ 15 กันยายน 2552 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

- วันที่ 18 มิถุนายน 2553 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

- วันที่ 12 - 14 กรกฎาคม 2553 เสด็จฯ เยือนกรุงเวียนนา เป็นการส่วนพระองค์

- วันที่ 9 ตุลาคม 2553 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 23 - 26 ธันวาคม 2553 เสด็จฯ เยือนเมืองยอคแบร์ก (Jochberg)

เป็นการส่วนพระองค์

- วันที่ 5 - 11 กุมภาพันธ์ 2554 เสด็จฯ เยือนเมืองยอคแบร์ก (Jochberg)

เป็นการส่วนพระองค์

- วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

- วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

- วันที่ 1 - 5 มีนาคม 2554 เสด็จฯ เยือนเมืองยอคแบร์ก (Jochberg) เป็นการส่วนพระองค์

- วันที่ 13 มีนาคม 2554 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 22 มิถุนายน 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

- วันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

- วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 4 สิงหาคม 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

- วันที่ 9 กันยายน 2554 เสด็จฯ เยือนเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg) เป็นการส่วนพระองค์

- วันที่ 10 กันยายน 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

- วันที่ 14 กันยายน 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

- วันที่ 22 กันยายน 2554 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 26 กันยายน 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

- วันที่ 6 ตุลาคม 2554 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 9 ตุลาคม 2554 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

- วันที่ 18 มกราคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

- วันที่ 20 มกราคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

- วันที่ 31 มกราคม 2555 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

- วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

- วันที่ 3 มีนาคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

- วันที่ 5 มีนาคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

- วันที่ 31 มีนาคม  2555 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา

- วันที่ 1 เมษายน 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

- วันที่ 7 มิถุนายน 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองคลาเกนฟวร์ท (Klagenfurt)

-  วันที่ 10 มิถุนายน 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 17 มิถุนายน 2555 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา (Vienna)

-  วันที่ 7 กรกฎาคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

-  วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

-  วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

-  วันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 22 มกราคม 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 25 มกราคม 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

-  วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองคลาเกนฟวร์ท (Klagenfurt)

-  วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองอินส์บรุค (Innsbruck)

-  วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2556 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา (Vienna)

-  วันที่ 13 มีนาคม 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

-  วันที่ 17 มีนาคม 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 18 เมษายน 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 20 เมษายน 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 22 เมษายน 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

 -  วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 20 มิถุนายน 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 22 มิถุนายน 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)

-  วันที่ 12 กันยายน 2556 ทรงทำการบินไปยังกรุงเวียนนา (Vienna)

-  วันที่ 15 กันยายน 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

-  วันที่ 11 ตุลาคม 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองลินซ์ (Linz)

-  วันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ทรงทำการบินไปยังเมืองกราซ (Graz)

            สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

- วันที่ 1 - 9 มิถุนายน 2525 เสด็จฯ เยือนออสเตรีย

- วันที่ 14 - 25 มีนาคม 2537 เสด็จฯ เยือนโรมาเนีย ฮังการี ออสเตรีย เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์

- วันที่ 21 - 25 มีนาคม 2547 เสด็จฯ เยือนออสเตรีย เพื่อร่วมงานฉลองครบรอบ 20 ปี     ความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-ออสเตรีย

- วันที่ 27 - 29 มิถุนายน 2554 เสด็จฯ เยือนออสเตรีย เพื่อร่วมงานฉลองครบรอบ 30 ปี  ความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาของไทยกับสถาบันการศึกษาของออสเตรีย

            สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

- วันที่ 30 สิงหาคม - 10 กันยายน 2550 เสด็จเยือนเมืองกราซ ออสเตรีย เพื่อร่วมการประชุม Annual Meeting and International Congress of the Society for Medicinal Plant Research ครั้งที่ 55

- วันที่ 18 - 23 สิงหาคม 2551 เสด็จเยือนออสเตรีย เพื่อลงพระนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์กับมหาวิทยาลัยกราซ

            พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

- วันที่ 28 กันยายน – 9 ตุลาคม 2556 เสด็จเยือนออสเตรียและสโลวีเนียตามคำกราบทูลเชิญของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา เพื่อเป็นแขกกิตติมศักดิ์สาธิตการประกอบอาหารไทย ในโครงการ Thai Kitchen On Air ตามโครงการที่สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ ครัวไทยสู่ครัวโลก

รัฐบาล

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

- วันที่ 14 - 16 กันยายน 2509 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรีย

- วันที่ 13 - 14 กันยายน 2521 นายอุปดิศร์ ปาจรียางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรีย

- วันที่ 25 - 27 เมษายน 2525 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนออสเตรีย

- เดือนมิถุนายน 2525 พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนออสเตรีย เพื่อเข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับอาเซียน – ยุโรป

- วันที่ 7 - 10 มีนาคม 2533 พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรีย

- วันที่ 14 - 16 มิถุนายน 2536 น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสิทธิมนุษยชนโลก

- วันที่ 10 - 11 กุมภาพันธ์ 2542 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 8 - 9 กรกฎาคม 2546 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรียอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 23 - 26 มิถุนายน 2553 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรีย

- วันที่ 28 มิถุนายน 2555 นายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรีย

- วันที่ 1 – 3 กรกฎาคม 2556 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนออสเตรีย เพื่อเข้าร่วมงาน เทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย (Thai Festival 2013) ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา

4.2  ฝ่ายออสเตรีย

พระราชวงศ์

- ปี 2448 อาร์ชดยุคจอร์จ (Archduke George) และอาร์ชดยุคคอนราด (Archduke Konrad) พระราชนัดดาของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 เสด็จเยือนประเทศไทย

            ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

- ปี 2510 นายฟรานซ์ โจนาส (Franz Jonas) ประธานาธิบดีและภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 26 - 29 มีนาคม 2524 นายวิลลิบาล์ด พาห์ (Willibald Pahr) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง

การต่างประเทศ เยือนไทย

- วันที่ 1 - 2 ตุลาคม 2532 นายฟรานซ์ วรานิชสกี (Dr. Franz Vranitzky) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย

- วันที่ 11 - 14 กุมภาพันธ์ 2533 นายอาลออิส มอค (Alois Mock) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย

- เดือนมีนาคม 2538 นายโธมัส เคลสติล (Dr.Thomas Klestil) ประธานาธิบดี เยือนไทย
อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล 

- วันที่ 9-11 ธันวาคม 2556 นาย Beatrix Karl รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาแห่งภาคีสถาบันป้องกันและปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2              ที่กรุงเทพฯ

ที่มา ทวีปยุโรป : สาธารณรัฐออสเตรีย - Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand : กระทรวงการต่างประเทศ

กันยายน 2558

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก                      
มูลค่าการค้า 478,914.69 455,210.59 416,962.57 416,962.57 409,585.57 0.15 -4.95 -8.40 -8.40 -1.77
การส่งออก 228,498.54 227,461.99 214,309.58 214,309.58 215,387.54 -0.26 -0.45 -5.78 -5.78 0.50
การนำเข้า 250,416.15 227,748.59 202,652.99 202,652.99 194,198.03 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -4.17
ดุลการค้า -21,917.61 -286.60 11,656.59 11,656.59 21,189.51            
ไทย - ออสเตรีย                      
มูลค่าการค้า 613.54 647.81 590.88 590.88 550.29 1.63 5.59 -8.79 -8.79 -6.87
การส่งออก 222.90 223.85 232.11 232.11 223.05 -2.52 0.43 3.69 3.69 -3.90
การนำเข้า 390.64 423.96 358.77 358.77 327.24 4.16 8.53 -15.38 -15.38 -8.79
ดุลการค้า -167.75 -200.11 -126.67 -126.67 -104.19            

 

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 อัญมณีและเครื่องประดับ 53.2 44.3 49.8 49.8 54.1 43.61 -16.76 12.39 12.39 8.78
2 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 11.8 18.5 17.0 17.0 31.3 57.65 57.24 -8.05 -8.05 84.25
3 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 21.8 21.5 22.0 22.0 24.4 -13.64 -1.09 2.34 2.34 10.70
4 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 19.4 23.7 23.2 23.2 19.5 104.09 22.51 -2.21 -2.21 -16.05
5 เครื่องนุ่งห่ม 10.3 16.0 13.8 13.8 11.0 -34.13 55.59 -13.86 -13.86 -19.80
6 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 8.6 10.6 6.3 6.3 11.0 -16.41 22.77 -40.10 -40.10 73.33
7 หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 5.2 7.5 8.6 8.6 5.9 119.78 44.50 14.33 14.33 -32.04
8 หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ 3.4 4.0 6.4 6.4 5.3 -5.22 17.94 62.38 62.38 -17.06
9 เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ 0.5 3.5 6.0 6.0 5.2 -39.68 537.99 71.77 71.77 -13.43
10 รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ 3.9 4.3 3.1 3.1 4.5 84.50 11.32 -27.84 -27.84 45.55
รวม 10 รายการ 137.9 153.8 156.2 156.2 172.2 21.01 11.53 1.55 1.55 10.23
อื่นๆ 85.0 70.0 75.9 75.9 50.9 -25.91 -17.58 8.40 8.40 -32.98
รวมทั้งสิ้น 222.9 223.8 232.1 232.1 223.1 -2.52 0.43 3.69 3.69 -3.90

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
   
1 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 63.7 78.9 68.6 68.6 55.9 48.36 23.90 -13.00 -13.00 -18.59
2 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 99.6 79.2 76.6 76.6 46.3 32.69 -20.53 -3.22 -3.22 -39.58
3 กระจก แก้ว และผลิตภัณฑ์ 31.6 46.7 43.8 43.8 28.5 -7.02 47.89 -6.22 -6.22 -34.91
4 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 27.2 41.0 24.2 24.2 26.0 -20.85 50.71 -41.11 -41.11 7.47
5 เครื่องประดับอัญมณี 3.4 1.9 2.9 2.9 19.9 -10.16 -44.17 49.20 49.20 595.80
6 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 18.2 18.4 20.0 20.0 15.1 -4.11 1.11 8.96 8.96 -24.56
7 รถไฟ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1.2 1.0 1.1 1.1 13.3 -93.48 -14.91 5.28 5.28 1,139.33
8 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 12.0 11.8 13.9 13.9 13.0 -14.16 -1.93 18.18 18.18 -6.24
9 เคมีภัณฑ์ 17.1 14.0 12.7 12.7 12.6 -15.57 -18.54 -8.89 -8.89 -0.61
10 กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ 20.7 14.3 4.8 4.8 11.3 209.06 -30.99 -66.18 -66.18 133.62
รวม 10 รายการ 294.7 307.1 268.6 268.6 241.8 9.81 4.20 -12.54 -12.54 -9.96
อื่นๆ 95.9 116.9 90.2 90.2 85.4 -10.05 21.83 -22.83 -22.83 -5.30
รวมทั้งสิ้น 390.6 424.0 358.8 358.8 327.2 4.16 8.53 -15.38 -15.38 -8.79

 

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐออสเตรียประจำประเทศไทย
H.E. Mr. Arno Riedel


ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต
The Austrian Embassy

14 Soi Nandha,
Off Soi Sathorn 1,
South Sathorn Road, Bangkok 10120
P.O. Box 1155, Suan Plu,
Bangkok 10121

Tel: 0-2303-6057-9

Fax: 0-2287-3925

E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">

 

 

JoomSpirit