เปิดใจ "ศุภัช ศุภชลาศัย" กับหลักสูตรใหม่ มธ. ทำไมต้องมี "เอเชียแปซิฟิกศึกษา"?

 

 บทสมภาษอ.ศภชR           มีคำกล่าวว่า ปัจจุบันเป็นศตวรรษแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ Pacific Century

            แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคนี้มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลก

ในแง่ของ Pacific Rim ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ออสเตรเลีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา ทำให้มีตัวแสดงที่สำคัญในเวทีโลกอยู่ในภูมิภาคนี้หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ/ใต้ ไต้หวัน อินเดีย ออสเตรเลีย

            รวมถึงกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย

            ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงถูกวางเป้าหมาย เป็นดินแดนยุทธศาสตร์สำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 และนี่เองจึงเป็นที่มาของการดำเนินโครงการหลักสูตร “ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียแปซิฟิกศึกษา (Master of Arts Program in Asia Pacific Studies)” หรือ “MAPS” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

            เมื่อพูดถึงเรื่องหลักสูตรใหม่ ต้องคุยกับผู้บุกเบิก ผศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียแปซิฟิกศึกษา

            นี่คือหลักสูตรใหม่ที่ มธ.กำลังจะเปิดสอน

เศรษฐกิจ-การเมือง 2 เรื่องใหญ่น่าคิดของภูมิภาค “แปซิฟิก”

            ผศ.ดร.ศุภัชอธิบายว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญของภูมิภาค แบ่งได้เป็น 2 ด้านใหญ่ๆ ได้แก่ ความสำคัญด้านเศรษฐกิจ คือเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีการเจริญเติบโตสูง มีทรัพยากรมาก ซึ่งดึงดูดให้มีการลงทุนในภูมิภาคนี้สูงที่สุดในโลก ในด้านการเมืองความมั่นคงระหว่างประเทศก็มีปัญหาความขัดแย้ง ทั้งข้อพิพาทในคาบสมุทรเกาหลี ความขัดแย้งในบริเวณทะเลจีนใต้ หรือการแข่งขันขยายอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

            จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

            ผศ.ดร.ศุภัชขยายความเพิ่มเติมด้านเศรษฐกิจว่า เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก GDP ของทั้งภูมิภาครวมกันคิดเป็น 54% ของโลก หรือประมาณ 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดคือสหรัฐ รองลงมาเป็นประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน และยังเป็นภูมิภาคที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เช่น ประเทศจีน ที่เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี หรือประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี และโตมากกว่าเศรษฐกิจโลกโดยเฉลี่ยประมาณ 2 เท่า

            “เห็นได้ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ทำให้ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศต่างๆ โดยในปี 2013 มีเงินลงทุนโดยตรงไหลเข้ามายัง Pacific Rim ประมาณ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 47% ของเงินลงทุนโดยตรงทั้งหมดในโลก จึงเป็นภูมิภาคที่มีเงินทุนไหลเข้าสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ เงินลงทุนดังกล่าวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอด โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

            “นอกจากนี้ยังเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดของโลก หมายความว่าเป็นตลาดบริโภคสินค้าและตลาดแรงงานขนาดใหญ่ มีกำลังแรงงานประมาณ 1,800 ล้านคน หรือ 56% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดในโลกทำให้เอเชียแปซิฟิกเป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะในประเทศจีน รวมทั้ง เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ” ผศ.ดร.ศุภัชอธิบาย

            ส่วนความสำคัญด้านการเมือง ผศ.ดร.ศุภัชบอกว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการเมืองและความมั่นคงที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศมหาอำนาจต่างๆ เห็นได้จากนโยบายของประเทศมหาอำนาจ เช่น ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ (U.S. National Security Strategy) ในปี 2010 และ 2015 ซึ่งระบุถึงความสำคัญของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งนโยบาย Rebalance ของสหรัฐในภูมิภาคนี้ หรือสมุดปกขาว (Defence White Paper) ของออสเตรเลียก็ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้

            “เหตุที่ภูมิภาคนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นภูมิภาคแห่งความขัดแย้ง โดยนอกจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นระยะบริเวณคาบสมุทรเกาหลีแล้ว ยังมีความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งสืบเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยสงความโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งความขัดแย้งในการอ้างสิทธิเหนือดินแดนต่างๆ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและอาจมีน้ำมันสำรองอยู่ ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือพื้นที่พิพาทเหล่านี้ ทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในภูมิภาค

            ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบไปสู่ด้านเศรษฐกิจ เช่น จีนได้ชะลอการลงทุนและการค้ากับประเทศที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับจีนในเรื่องดินแดน ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม รวมถึงเหตุการณ์เผาโรงงานของนักลงทุนจีนในเวียดนาม ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันเพื่อแผ่อิทธิพลทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยสหรัฐและพันธมิตร ผศ.ดร.ศุภัชกล่าว

“ไทย” ส่วนหนึ่งในภูมิภาคต้องเตรียมพร้อมองค์ความรู้

            ผู้อำนวยการสาขาวิชาเอเชียแปซิฟิกศึกษา ยังอธิบายถึงความสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาสนใจภูมิภาคนี้แบบจริงจัง

            “ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งในภูมิภาค เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน และหากพิจารณาถึงความสำคัญของ Pacific Rim ต่อประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจจะพบว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสัดส่วนการนำเข้าและส่งออกมากกว่า 60% ของมูลค่าทั้งหมดในประเทศ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงมาก จึงนับเป็นคู่ค้าที่สำคัญ ส่วนด้านการเมืองและความมั่นคงนั้น จะมีความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นและไทยอาจต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในอนาคต เช่น เขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมถึงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาค”

            ผศ.ดร.ศุภัชให้บทสรุปที่น่าสนใจว่า จากความสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อโลกและต่อประเทศไทย เราต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อจัดการกับปัญหาละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ต้องสร้างสมดุลไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป และใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาผลประโยชน์จากการที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ภูมิภาคอาเซียน

            “สถานการณ์ทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้จะดำเนินต่อไปอีกนาน ไทยจึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงและลึกซึ้ง เพื่อจัดการกับความสัมพันธ์และความขัดแย้งเหล่านี้ได้ และสามารถวางบทบาทของประเทศได้ว่าเราควรเล่นบทอย่างไร ซึ่งองค์ความรู้ควรเป็นในลักษณะการบูรณาการความรู้ 3 สาขา ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ เข้าด้วยกัน เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์ในภูมิภาค การใช้ความรู้เพียงด้านใดด้านหนึ่งอาจไม่เพียงพอ การดำเนินโครงการปริญญาโทสาขาวิชาเอเชียแปซิฟิกศึกษาจึงเสริมสร้างความรู้เหล่านี้ให้ครบถ้วน”

            ผศ.ดร.ศุภัชบอกว่า ในต่างประเทศมีการศึกษาด้านเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะมาเป็นเวลานานแล้ว ประเทศไทยก็ควรจจะมีบุคลากรที่มีพิ้นฐานความรู้ ความเข้าใจต่อทั้งบทบาทและโอกาสของความเป็นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรให้เป็นผู้มีองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ กฎหมายระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งความมั่นคง จึงถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นไปยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง

            สำหรับหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียแปซิฟิกศึกษา หรือ MAPS เป็นหลักสูตรนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน

            เปิดให้มีนักศึกษาจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เข้ามาศึกษาเพื่อให้เกิดความหลากหลายในส่วนของผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเรียนรู้แนวคิดทัศนคติของแต่ละประเทศ รวมทั้งเกิดการศึกษาวิจัยโดยคนในพื้นที่

            จุดเด่นที่สำคัญคือ เป็นหลักสูตรการศึกษาแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Approach) ประกอบไปด้วยการศึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และความสัมพัมธ์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ในพื้นที่เอเชียแปซิฟิก ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการเรียนการสอนเฉพาะในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างแท้จริง โครงการนี้จึงถือได้ว่าเป็นโครงการแรกของประเทศ

JoomSpirit