Search :
  Language   :   Thai   |   English  
  ยุโรป
  เอเซีย
  อเมริกาเหนือ
  อเมริกาใต้
  ออสเตรเลียและโอเชียเนีย
  แอฟริกา
  ประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่น
 
+ ธงและตราสัญลักษณ์
+ แผนที่
+ ข้อมูลทั่วไป
+ การเมืองการปกครอง
+ ประมุขของรัฐและคณะรัฐบาล
+ เศรษฐกิจการค้า
+ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น
+ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
+ ตาราง 1: มูลค่าการค้าไทย- ญี่ปุ่น
+ ตาราง 2: สินค้า 10 อันดับแรกที่ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น
+ ตาราง 3: สินค้า 10 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่น
+ สถานทูตประจำประเทศไทย
+ แหล่งที่มาของข้อมูล
 
 
 

Flag

ธง

 

coa1 COA
ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์
ตราสัญลักษณ์รัฐบาล


 
 

map

ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Japan

ที่มา http://printable-maps.blogspot.com/2008_08_01_archive.html 

 



 
 

ชื่อทางการ

ญี่ปุ่น หรือ Japan

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ด้านฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย หรือทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะญี่ปุ่นทอดตัวเป็นรูปโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว จากทางตอนเหนือที่ละติจูด 45 องศา 33 ลิปดาเหนือ มาทางใต้ ที่ละติจูด 20 องศา 25 ลิปดาเหนือ โดยมีความยาวทั้งสิ้น 3,800 กิโลเมตร 

พื้นที่

377,835 ตารางกิโลเมตร (พื้นดิน 374,744 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 3,091 ตารางกิโลเมตร) ชายฝั่งทะเลยาว 29,751 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

เป็นประเทศหมู่เกาะ ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยประมาณ 3,900 เกาะ พื้นที่รวม 377,915 ตารางกิโลเมตร (ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2548) โดยมีเกาะใหญ่ที่สำคัญ 4 เกาะ คือ

  1. ฮอกไกโด (83,456 ตารางกม.)
  2. ฮอนชู (231,100 ตารางกม.)
  3. คิวชู (42,177 ตารางกม.)
  4. ชิโกกุ (18,790 ตารางกม.)

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขา โดยร้อยละ 71 ของพื้นที่ทั้งหมดของญี่ปุ่นเป็นภูเขา ในขณะที่มีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 25 ซึ่งใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตรได้เพียงร้อยละ11 เท่านั้น ญี่ปุ่นมีภูเขาไฟมากประมาณ 1 ใน 10 ของทั้งโลก โดยมีภูเขาฟูจิเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ (3,776 เมตร) และเป็นภูเขาไฟที่สงบอยู่แต่ยังไม่ดับ และจากการที่ญี่ปุ่นอยู่ในเขตที่มีภูเขาไฟมาก ทำให้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเสมอ

สภาพภูมิอากาศ

ภูมิอากาศหลากหลาย ทางตอนใต้ลักษณะอากาศเขตร้อน (Tropical) ทางตอนเหนือของประเทศอากาศเย็น มี 4 ฤดูหลัก ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

  1. ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม): อากาศอบอุ่น
  2. ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม): อากาศร้อนชื้นโดยมีช่วงฤดูฝนสั้น ๆ ประมาณ 1 เดือน ในช่วงต้นฤดู เเละร้อนจัดในช่วงสิงหาคม-กันยายน
  3. ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน): อากาศอบอุ่น โดยมีพายุไต้ฝุ่นมากในช่วงเดือนกันยายน
  4. ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์): อากาศหนาว มีหิมะตกโดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศและฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้และฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจะอบอุ่นกว่า

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปลา (เนื่องจากญี่ปุ่นมีทรัพยากรธรรมชาติน้อยมาก จึงกลายเป็นประเทศที่นำเข้าทรัพยากรที่ใช้เป็นพลังงานเช่นถ่านหินและก๊าซธรรมชาติชนิดเหลวรายใหญ่ที่สุดของโลก และนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับสองของโลก)

ภัยธรรมชาติ

ภูเขาไฟ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวประมาณ 1,500 ครั้งต่อปี สึนามิ พายุไต้ฝุ่น

จำนวนประชากร

127,253,075  คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม 2556) 

อัตราการเติบโตของประชากร

-0.077 (ค่าประมาณ พ.ศ.2555)

สัญชาติ

ญี่ปุ่น (Japanese) 

เชื้อชาติ

เชื้อชาติญี่ปุ่น ในทางประวัติศาสตร์เชื่อกันโดยทั่วไปว่าบรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นได้แก่กลุ่ม เผ่าพันธุ์หนึ่งที่เรียกในปัจจุบันว่า เผ่าพันธุ์ยามาโตะ ผสมกับคนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ ได้แก่ จีนและเกาหลี ปัจจุบันคนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในญี่ปุ่น ได้แก่ ชาวเกาหลีและชาวจีน รวมทั้งเผ่าไอนุซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะฮอกไกโด ทั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ถือว่าประเทศของตนมีชนกลุ่มน้อย สัดส่วนมีดังต่อไปนี้ ญี่ปุ่น 98.5% เกาหลี 0.5% จีน 0.4% อื่นๆ 0.6%

ศาสนา

ศาสนาใหญ่ๆ มี 2 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ และศาสนาชินโต นอกจากนั้นได้แก่ ศาสนาคริสต์และลัทธิขงจื้อ สัดส่วนการนับถือศาสนามีดังนี้ ศาสนาชินโต 83.9% ศาสนาพุทธ 71.4% ศาสนาคริสต์ 2%อื่นๆ 7.8% (สัดส่วนรวมกันสูงกว่า 100% เนื่องจากประชากรบางส่วนนับถือ 2 ศาสนา คือนับถือทั้งศาสนาพุทธและศาสนาชินโต)

ภาษา

ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการ



 
 

รูปแบบการปกครอง

ระบอบเสรีประชาธิปไตยภายใต้รัฐ ธรรมนูญ (Constitutional Monarchy with a parliamentary government) โดยมีรัฐสภาเป็นสถาบันสูงสุดของรัฐ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ว่าสมเด็จพระ จักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มิใช่องค์ประมุขและไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ

เมืองหลวง

กรุงโตเกียว (Tokyo) 

การแบ่งการปกครอง

ญี่ปุ่นแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นออก เป็น 47 จังหวัด (Prefecture) ซึ่งรวมกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolis) ด้วย การปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัดแยกออกเป็น นคร เมือง และหมู่บ้าน ยกเว้นกรุงโตเกียวที่มีเขตการปกครอง เฉพาะในส่วนใจกลาง 23 เขต นอกเหนือไปจากเขตชานกรุง ซึ่งประกอบด้วย 27 นคร 5 เมือง และ 8 หมู่บ้าน รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีของนครขนาดใหญ่ ของเมืองและของหมู่บ้านตลอดจนสมาชิกสภาส่วนท้องถิ่นทุกระดับมาจากการเลือกตั้ง

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

Regions and Prefectures of Japan.svg

 

ญี่ปุ่นแบ่งการปกครองออกเป็น 47 จังหวัด และ แบ่งภาคออกเป็น 8 ภูมิภาค ซึ่งมักจะถูกจับเข้ากลุ่มตามเขตแดนที่ติดกันที่มีวัฒนธรรมและสำเนียงการพูดใกล้เคียงกัน ทุกจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหาร

ในแต่ละจังหวัดมีการแบ่งเขตย่อยลงไปเป็นเมืองและหมู่บ้าน แต่ในปัจจุบันกำลังมีการปรับโครงสร้างการแบ่งเขตการปกครองโดยการรวมเขตย่อยที่อยู่ใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเขตการปกครองย่อยและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารเขตลงได้ การรวมเขตการปกครองนี้เป็นนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยมีการคาดการณ์ที่จะลดจาก 3,232 เขตใน พ.ศ. 2542 ให้เหลือ 1,773 เขตใน พ.ศ. 2553

ประเทศญี่ปุ่นมีเมืองใหญ่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละเมืองต่างมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงมีสำเนียงภาษาที่แตกต่างกันออกไป

ฮกไกโดโทโฮะกุคันโตจูบุ

1.  ฮกไกโด

2.  อะโอะโมะริ
3.  อิวะเตะ
4.  มิยะงิ
5.  อะกิตะ
6.  ยะมะงะตะ
7.  ฟุกุชิมะ

8.  อิบะระกิ
9.  โทะจิงิ
10.  กุนมะ
11.  ไซตะมะ
12.  จิบะ
13.  โตเกียว
14.  คะนะงะวะ

15.  นิอิงะตะ
16.  โทะยะมะ
17.  อิชิกะวะ
18.  ฟุกุอิ
19.  ยะมะนะชิ
20.  นะงะโนะ
21.  กิฟุ
22.  ชิซึโอะกะ
23.  ไอจิ

คันไซจูโงะกุชิโกะกุคีวชู และ  โอะกินะวะ

24.  มิเอะ
25.  ชิงะ
26.  เกียวโตะ
27.  โอซะกะ
28.  เฮียวโงะ
29.  นะระ
30.  วะกะยะมะ

31.  ทตโตะริ
32.  ชิมะเนะ
33.  โอะกะยะมะ
34.  ฮิโระชิมะ
35.  ยะมะงุจิ

36.  โทะกุชิมะ
37.  คะงะวะ
38.  เอะฮิเมะ
39.  โคจิ

40.  ฟุกุโอะกะ
41.  ซะงะ
42.  นะงะซะกิ
43.  คุมะโมะโตะ
44.  โออิตะ
45.  มิยะซะกิ
46.  คะโงะชิมะ
47.  โอะกินะวะ


ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/Japan 

 

วันที่ได้รับเอกราช

660 ก่อนคริสตการล (จักรพรรดิ JIMMU เป็นผู้ก่อตั้งประเทศ) 

รัฐธรรมนูญ

3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) 

รัฐสภา

เรียกชื่อว่า "สภาไดเอท" ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ซึ่งมีสมาชิก 480 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และวุฒิสภา (House of Councillors) ซึ่งมีสมาชิก 242 คน วาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยเลือกตั้งจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุก 3 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556(ค.ศ. 2013)

ฝ่ายบริหาร

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ AKIHITO ทรงเป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยสภาไดเอท เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลและเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยส่วนใหญ่หัวหน้าพรรคที่มีคะแนนเสียงข้างมาก หรือหัวหน้าพรรคร่วมสภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียงข้างมากจะได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายตุลาการ

ระบบศาลฎีกา (Supreme Court) คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกคณะผู้พิพากษาและหัวหน้าผู้พิพากษา หลังจากนั้นหัวหน้าผู้พิพากษาจะได้รับการแต่งตั้งโดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ระบบกฏหมาย

มีรูปแบบมาจากระบบกฎหมายแพ่งของ เยอรมัน (German Civil Law system) โดยได้อิทธิพลจากกฎหมายอเมริกัน-อังกฤษ เช่นกัน (English-American Influence) มีการตรวจสอบความเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายของบทบัญญัติที่ออกโดยผ่านสภานิติบัญญัติที่ศาลฎีกา (Supreme Court) ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) โดยมีการสงวนสิทธิ์บางประการ

พรรคการเมือง

  • Democratic Party of Japan (DPJ)
  • Japan Communist Party (JCP)
  • Komeito
  • Liberal Democratic Party (LDP)
  • Social Democratic Party (SDP) 




 
 

Update กันยายน 2556

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2556

Emperor AKIHITO
Prime Min. Shinzo ABE
Dep. Prime Min. Taro ASO
Chief Cabinet Sec. Yoshihide SUGA
Min. of Agriculture, Forestry, & Fisheries Yoshimasa HAYASHI
Min. of Defense Itsunori ONODERA
Min. of Economy, Trade, & Industry Toshimitsu MOTEGI
Min. of Education, Culture, Sports, Science, & Technology Hakubun SHIMOMURA
Min. of the Environment Nobuteru ISHIHARA
Min. of Finance Taro ASO
Min. of Foreign Affairs Fumio KISHIDA
Min. of Health, Labor, & Welfare Norihisa TAMURA
Min. of Justice Sadakazu TANIGAKI
Min. of Land, Infrastructure, Transport, & Tourism Akihiro OTA
Min. in Charge of the Abduction Issue Keiji FURUYA
Min. in Charge of Admin. Reform Tomomi INADA
Min. in Charge of "Challenge Again" Initiative Tomomi INADA
Min. in Charge of Civil Service Reform Tomomi INADA
Min. in Charge of Comprehensive Policy Coordination for Revival From the Nuclear Accident at Fukushima Takumi NEMOTO
Min. in Charge of "Cool Japan" Strategy Tomomi INADA
Min. in Charge of Economic Revitalization Akira AMARI
Min. in Charge of Industrial Competitiveness Toshimitsu MOTEGI
Min. in Charge of Information Technology Policy Ichita YAMAMOTO
Min. in Charge of Internal Affairs & Communications Yoshitaka SHINDO
Min. in Charge of National Infrastructure Resilience Keiji FURUYA
Min. in Charge of Overcoming Deflation & Yen Appreciation Taro ASO
Min. in Charge of Rebuilding Education Hakubun SHIMOMURA
Min. in Charge of Reconstruction Takumi NEMOTO
Min. in Charge of Regional Govt. Yoshitaka SHINDO
Min. in Charge of Regional Revitalization Yoshitaka SHINDO
Min. in Charge of the Response to the Economic Impact Caused by the Nuclear Accident Toshimitsu MOTEGI
Min. in Charge of Support for Women's Empowerment & Child-Rearing Masako MORI
Min. in Charge of Total Reform of Social Security & Tax Akira AMARI
Min. of State for Consumer Affairs & Food Safety Masako MORI
Min. of State for Decentralization Reform Yoshitaka SHINDO
Min. of State for Disaster Management Keiji FURUYA
Min. of State for Economic & Fiscal Policy Akira AMARI
Min. of State for Financial Services Taro ASO
Min. of State for Gender Equality Masako MORI
Min. of State for Measures for Declining Birthrate Masako MORI
Min. of State for the Nuclear Damage Compensation Facilitation Toshimitsu MOTEGI
Min. of State for Nuclear Emergency Preparedness Nobuteru ISHIHARA
Min. of State for Okinawa & Northern Territories Affairs Ichita YAMAMOTO
Min. of State for Regulatory Reform Tomomi INADA
Min. of State for Science & Technology Policy Ichita YAMAMOTO
Min. of State for Space Policy Ichita YAMAMOTO
Chmn., National Public Safety Commission Keiji FURUYA
Governor, Bank of Japan Haruhiko KURODA
Ambassador to the US Kenichiro SASAE
Permanent Representative to the UN, New York Tsuneo NISHIDA

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/world-leaders-1/world-leaders-j/japan.html



 
 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

4.617 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

GDP รายหัว (GDP per Capita)

36,200 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 1.2%
  • ภาคอุตสาหกรรม 27.5%
  • ภาคการบริการ 71.4 % (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

อัตราการว่างงาน

4.4% (ค่าประมาณ พ.ศ.2555)

หนี้สาธารณะ

218.9% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ.2555)

อัตราเงินเฟ้อ

0.1% (ค่าประมาณพ.ศ.2555)

อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรมการผลิต

-3.5% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ.2554)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ต้นบีท (ต้นไม้ที่ใช้รากทำน้ำตาล) ผัก ผลไม้ เนื้อสุกร สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นม ไข่ได่ ปลา

อุตสาหกรรม

เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มผู้ผลิตรถที่ใช้เครื่องยนตร์รายใหญ่และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือเครื่องจักร เหล็ก เรือ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ อาหารสำเร็จรูป

ดุลบัญชีเดินสะพัด

84.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

มูลค่าการส่งออก

792.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

เครื่องมือที่ใช้ในการขนส่ง พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ สารกึ่งตัวนำ เครื่องจักรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ 

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

สหรัฐอเมริกา 15.5% จีน 19.7% เกาหลีใต้ 8% ฮ่องกง 5.2% ประเทศไทย 4.6% (พ.ศ. 2554)

มูลค่าการนำเข้า

856.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

เครื่องมือเครื่องจักร เชื้อเพลิง อาหาร เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ วัตถุดิบ 

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

จีน 21.5%, สหรัฐอเมริกา 8.9%, เกาหลีใต้ 4.7%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5%, ออสเตรเลีย 6.6% ซาอุดิอาระเบีย 5.9% (พ.ศ.2554)

สกุลเงิน

เยน (Yen)  

สัญลักษณ์สกุลเงิน

JPY

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

คลิกเพื่อตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากธนาคารแห่งประเทศไทย


 



 
 

การค้ารวม

ปี 2551 การค้าไทย-ญี่ปุ่นมีมูลค่า 53,627.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ร้อยละ 15.33

การส่งออก

ปี 2551 ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 20,093.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2550 ร้อยละ 10.90

การนำเข้า

ปี 2551 ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 33,534.25 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ร้อยละ 18.16

ดุลการค้า

ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น ในปี 2551 ไทยขาดดุลมูลค่า 13,440.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าไทยส่งออกไปญี่ปุ่น

เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ยางธรรมชาติ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม ไก่สดแช่เย็น เนื้อสัตว์ปรุงแต่ง อาหารทะเลแปรรูป ไดโอด ทรานซิสเตอร์ เครื่องรับโทรศัพท์และส่วนประกอบ เนื้อปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง และอื่น ๆ

สินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น

แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบรถยนต์ เหล็กแผ่นรีดร้อน ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ส่วนประกอบ เครื่องยนต์ เครื่องจักรที่ทำงานเป็นเอกเทศ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ เหล็กแผ่นชุบ รถบรรทุก แบบหล่อสำหรับโลหะและวัสดุ และอื่น ๆ

 

 



 
 

ความสัมพันธ์กับไทย

ความสัมพันธ์

ไทยกับญี่ปุ่นมีการติดต่อสัมพันธ์กัน มานานหลายร้อยปี แต่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการโดยการลงนามในปฏิญญาทาง ไมตรี และการพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2430 (ค.ศ. 1887)

กรอบความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ

  1. การหารือหุ้นส่วนทางการเมืองไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Political Partnership Consultations - JTPPC)
  2. การประชุมประจำปีทวิภาคีด้านการ เมืองและการทหารทวิภาคีระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศของไทย กับญี่ปุ่น (Bilateral Political and Military Meeting)
  3. การประชุมคณะทำงานร่วมเฉพาะกิจไทย- ญี่ปุ่น ว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์
  4. การประชุมความร่วมมือทางวิชาการ หุ้นส่วนไทย-ญี่ปุ่น (Japan- Thailand Partnership Programme in Technical Cooperation - JTPP)
  5. การประชุมคณะกรรมการความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (ภาคเอกชน)

ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ญี่ปุ่น

1. ในภาพรวม

ที่ผ่านมาไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและราบรื่น ความร่วมมือระหว่างกันของทั้งสองประเทศครอบคลุมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศ ไทยได้มุ่งกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับญี่ปุ่นให้พัฒนาไปสู่ความ เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และเศรษกิจ (strategic and economic partnership) ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดคือ นายกรัฐมนตรีโคอิซึมิ ของญี่ปุ่นได้มาเข้าร่วมการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 20-21 ต.ค. 2546 และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเยือนญี่ปุ่นล่าสุด เมื่อ 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2548

การเยือนสำคัญในระดับพระราชวงศ์ คือ การเสด็จฯ เยือนไทยของสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี เมื่อ 11-15 มิ.ย. 2549 เพื่อทรงเข้าร่วมในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการเยือนไทยเป็นครั้งที่ 2 ของสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ และเป็นการเสด็จเยือนซ้ำประเทศที่เคยเสด็จเยือนแล้วเป็นครั้งแรก

ในขณะเดียวกัน ในปี 2549 พระบรมวงศานุวงศ์ของไทยก็ได้เสด็จเยือนญี่ปุ่นหลายครั้ง โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้ารัศมีโชติ ได้เสด็จเยือนญี่ปุ่นเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 14 - 19 มกราคม 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเยือนญี่ปุ่น เพื่อทรงเข้าร่วมการประชุมเรื่อง Globalization: Challenges and Opportunities for Science and Technology จัดโดยมหาวิทยาลัยสหประชาชาติและองค์การยูเนสโก ระหว่างวันที่ 21 - 25 สิงหาคม 2549 และศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จเยือนญี่ปุ่น เพื่อทรงเป็นองค์ Keynote Speaker and Lecturer ในการประชุมวิชาการ "1st International Conference on Cutting-Edge Organic Chemistry in Asia" ที่จังหวัดโอกินาวา ระหว่างวันที่ 14 - 22 ตุลาคม 2549 และเสด็จเยือนญี่ปุ่น เพื่อทรงเข้าร่วมในการประชุม Members of President's Council ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ระหว่างวันที่ 12 - 17 พฤศจิกายน 2549 ความสัมพันธ์ระดับประชาชนของทั้งสองประเทศก็มีความใกล้ชิดแนบแน่น ปัจจุบัน มีชาวไทยที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่น ประมาณ 50,000 คน ในขณะที่มีชาวญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในประเทศไทยประมาณ 36,000 คน

ปี 2550 จะเป็นปีครบรอบ 120 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ญี่ปุ่น ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้มีการเฉลิมฉลอง โดยได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วม ไทย-ญี่ปุ่น ว่าด้วยการฉลอง 120 ปี ความสัมพันธ์การทูตขึ้นเพื่อกำกับและเตรียมการกิจกรรมเฉลิมฉลองขึ้นทั้งที่ ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีกิจกรรมตลอดทั้งปีและมีกิจกรมหลักร่วมกัน 3 กิจกรรม คือ พิธีเปิด (Curtain Raiser) ในประเทศไทยในวันที่ 16 มกราคม และในประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ สำหรับในวันที่ 26 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีและการ พาณิชย์ เมื่อ พ.ศ. 2430 ฝ่ายไทยจะมอบศาลาไทยให้เป็นของขวัญแก่ฝ่ายญี่ปุ่น โดยจะจัดตั้งเป็นการถาวรที่สวนสาธารณะอุเอะโนะ ในกรุงโตเกียว นอกจากนี้ ฝ่ายไทยจะจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ครั้งที่ 8 ที่สวนสาธารณะโยโยกิ ในกรุงโตเกียว ตามด้วยกิจกรรมส่งเสริมความมั่นใจต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในไทย โดยฝ่ายญี่ปุ่นก็จะจัดงาน Japan Festival ในกรุงเทพฯ ขึ้นในเดือนธันวาคม

2. ด้านนโยบายต่างประเทศ

ญี่ปุ่นต้องการเพิ่มบทบาทและส่วนร่วมในประชาคมระหว่างประเทศอย่างสร้าง สรรค์ อาทิ ความประสงค์ที่จะเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ การแก้ไขปัญหาคาบสมุทรเกาหลี และการผลักดันให้มีการเจรจาการค้ารอบใหม่ของ WTO เป็นต้น โดยยังคงให้น้ำหนักความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และพยายามส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ และอาเซียน

ไทยสนับสนุนบทบาทดังกล่าวของญี่ปุ่น โดยเห็นว่าจะเป็นการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงทั้งในภูมิภาค และเวทีโลก เเต่กระนั้น ในช่วงที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้เริ่มดำเนินนโยบายการต่างประเทศในเชิงรุกมายิ่ง ขึ้น ส่งผลให้เกิดมีกรณีพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จีน เเละสาธารณรัฐเกาหลีเพิ่มมากขึ้น เเละญี่ปุ่นยังมีข้อพิพาทซึ่งเกิดจากเขตเเดนเเละการเเย่งชิงเเหล่งพลังงาน เเละทรัพยากรธรรมชาติกับจีน สาธารณรัฐเกาหลีและรัสเซีย

ภายหลังเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ เมื่อกันยายน 2544 ญี่ปุ่นได้มีบทบาทที่ชัดเจนและสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการปฏิบัติการต่อต้าน การก่อการร้ายของสหรัฐฯ ทั้งในการปรับขยายบทบาททางทหารของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นให้สามารถให้ การสนับสนุนแนวหลังแก่กองกำลังสหรัฐฯ ในการโจมตีอัฟกานิสถาน การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษธรรมแก่ผู้หนีภัยการสู้รบและประเทศที่อาจได้รับ ผลกระทบ การให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นการหมุนเวียนทางการเงินของขบวนการก่อการร้าย และเป็นตัวกลางรณรงค์ให้ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ

เมื่อ 26 ก.ค. 2546 ญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายเพื่อต่ออายุกฎหมายที่ให้การสนับสนุนการต่อต้านการ ก่อการร้าย เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถจัดส่งทหารไปปฏิบัติการในอิรัก ญี่ปุ่นประกาศสนับสนุนการปฏิบัติการดังกล่าวโดยจะบริจาคเงินช่วยเหลือจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้ส่งทหารไปประจำในเมืองซามาวาห์ ทางตอนใต้ของอิรักในปลายปี 2546 เพื่อเตรียมเข้าร่วมการปฏิบัติการขนส่งยุทโธปกรณ์และเสบียงและการซ่อมบำรุง สาธารณูปโภคพื้นฐาน เเละเมื่อ 8 ธันวาคม 2548 รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายเพื่อขยายเวลาประจำการของกองกำลังป้องกันตนเอง ญี่ปุ่นในอิรักออกไปอีก 1ปี โดยญี่ปุ่นได้ถอนกำลังออกจากอิรักในวันที่ 17 กันยายน 2549 โดยไม่ได้มีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการดังกล่าว

ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ ที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ระหว่าง 11-12 ธ.ค. 2546 ญี่ปุ่นได้ประกาศจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้เป็นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแบ่งครึ่งกันระหว่างอาเซียนกับการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ผู้นำอาเซียนและญี่ปุ่นได้ลงนามปฏิญญาโตเกียวว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนที่มี พลวัตและยั่งยืนระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นในสหัสวรรษใหม่

ญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือเเก่ฝ่ายไทยต่อกรณีธรณีพิบัติเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 โดยญี่ปุ่นได้ประกาศให้ความช่วยเหลือจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเเก่ประเทศที่ประสบภัย สำหรับประเทศไทยนั้นญี่ปุ่นได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเเละกู้ภัย ทีมชันสูตรศพ เเละเครื่องอุปโภคเเละเวชภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือฝ่ายไทย โดยความช่วยเหลือดังกล่าวมาจากทั้งทางภาครัฐบาลเเละภาคเอกชน

3. ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว

ปี 2548 มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเยือนไทยจำนวน 1,196,654 คิดเป็นร้อยละ 10.35 ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในไทย คิดเป็นลำดับที่ 2 รองจากมาเลเซีย เเละมีชาวไทยเดินทางเยือนญี่ปุ่นจำนวน 168,456 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.68 คิดเป็นร้อยละ 5.53 ของขาวไทยที่เดินทางเยือนต่างประเทศ คิดเป็นลำดับที่ 6

4. กรอบความร่วมมือทวิภาคีสำคัญ

  1. การหารือหุ้นส่วนการเมืองไทย- ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Political Partnership Consultations- JTPPC)) ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 13 ตุลาคม 2548 เป็นการหารือประจำปีระหว่างปลัด กต.ไทยกับรองปลัด กต.ด้านการเมืองของญี่ปุ่น ปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการประสานช่วงวันหารือที่เหมาะสมสำหรับการหารือครั้งที่ 3
  2. การประชุมประจำปีทวิภาคีด้านการเมืองและการทหาร (Politico- Military / Military- Military Consultations) ครั้งที่ 6 ที่กรุงโตเกียว เมื่อ 22- 23 มีนาคม 2549 โดยฝ่ายไทยมีนายสุรพล เพชรวรา รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กต. และพล.ท. นรเศรษฐ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผนกลาโหม กห. เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศและทบวงป้องกันตน เองของญี่ปุ่น และได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคและ การต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ฝ่ายไทยกำลังเตรียมการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั่งที่ 7 ในปี 2550
  3. คณะทำงานร่วมเฉพาะกิจไทย- ญี่ปุ่น ว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ ฝ่ายไทยเสนอแนวคิดดังกล่าวในพฤษภาคม 2548 เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาคนไทยในญี่ปุ่น โดยได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำ Concept Paper เสนอฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อกรกฎาคม 2548 และได้จัดประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1 เมื่อ 15 พฤษภาคม 2549 โดยสามารถตกลงกันใน Concept Paper และแนวทางการดำเนินความร่วมมือในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า
  4. การประชุมความร่วมมือทางวิชาการ หุ้นส่วนไทย-ญี่ปุ่น (Japan- Thailand Partnership Programme in Technical Cooperation - JTPP) หลังจากที่ไทยปรับบทบาทจากประเทศผู้รับเป็นผู้ให้รายใหม่ ความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จึงเปลี่ยนไปจากการให้ความช่วยเหลือเป็นความร่วมมือในระดับหุ้นส่วน โดยฝ่ายไทยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณารูปแบบการดำเนินการรูปแบบใหม่ร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศผู้รับ

5. การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement - JTEPA)

ภายหลังการศึกษาร่วมกันระหว่างฝ่ายไทยและญี่ปุ่นซึ่งมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการเข้าร่วมเป็นเวลากว่า 14 เดือน ในช่วงปี 2545 - 2546 การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) จึงได้เริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 และหลังจากการเจรจา 9 รอบ รวมถึงการเจรจานอกรอบที่มีเป็นระยะๆ และการเจรจาระดับรัฐมนตรีที่กรุงเทพฯ เมื่อ 31 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2548 ไทยกับญี่ปุ่นสามารถบรรลุความตกลงในหลักการขององค์ประกอบที่สำคัญของ JTEPA ซึ่งนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ร่วมกันประกาศการบรรลุความตกลงในหลัก การดังกล่าวที่กรุงโตเกียวเมื่อ 1 กันยายน 2548 ความตกลง JTEP มีสาระครอบคลุม 21 บท ทั้งในด้านการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนที่ของบุคคล และด้านความร่วมมือในสาขาต่างๆ อาทิ การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การท่องเที่ยว การส่งเสริมการค้าและการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการเกษตร ซึ่งนับเป็นจุดเด่นของความตกลง JTEP และจะเป็นประโยชน์กับไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเกษตร ประกอบด้วยความปลอดภัยด้านอาหารหรือ SPS และความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยและทำให้สินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ได้มากขึ้น อันจะช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยตรง

ประเด็น สำคัญที่ไทยผลักดันในการเจรจา ได้แก่ การเปิดเสรีสินค้าเกษตร การค้าบริการและการเคลื่อนที่ของบุคคล และการจัดตั้งกลไกถาวรเพื่อพิจารณาการจัดส่งแรงงานทักษะในสาขาที่ญี่ปุ่น ต้องการและไทยมีศักยภาพ ขณะเดียวกัน ไทยได้เปิดเสรีเหล็ก ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ และการค้าบริการสาขาต่างๆ อาทิ สาขาที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต ในระดับและระยะเวลาทยอยเปิดเสรีที่เอกชนไทยน่าจะรับได้ เพื่อประโยชน์ในการปรับตัวของโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทย

ภายหลังการบรรลุความตกลงในหลักการดังข้างต้น คณะเจรจาและคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของทั้งสองฝ่ายได้ประชุมกัน รวม 7 ครั้ง เพื่อยกร่างความตกลงและเจรจาประเด็นรายละเอียดทางเทคนิคที่เหลืออยู่ ซึ่งรวมถึงเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญเป็นอย่าง ยิ่งเพราะเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ของเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมโดยตรงและ เป็นการปลดล็อคให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้จริง

คณะเจรจาทั้งสองฝ่ายพบกันนัดสุดท้ายที่กรุงโตเกียวเมื่อ 1-3 กุมภาพันธ์ 2549 ภายหลังการหารือระหว่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับบุคคลสำคัญของฝ่าย ญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียว โดยสามารถตกลงกันในประเด็นสำคัญที่เหลือได้ทั้งหมด ทั้งนี้สำหรับเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ฝ่ายไทยได้เจรจาให้ฝ่ายญี่ปุ่นยอมรับหลักเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อสินค้า เกษตรและประมงแปรรูปของไทยรายการที่สำคัญๆ เพิ่มเติม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มและผ่านกระบวนการผลิตที่มีการ เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ อาทิ ปลาทูน่า สคิปแจ๊ค และโบนิโตแปรรูปชนิดต่างๆ กุ้งแปรรูปทุกชนิด (อาทิ กุ้งก้ามกราม และกุ้งกุลาดำ) ผัก ผลไม้และถั่วแปรรูป และน้ำผลไม้บางชนิด

ในขั้นตอนต่อมา คณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการตรวจร่างความตกลง (legal texts) ทั้งฉบับ เพื่อเตรียมสำหรับการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย

นอกจากการลง นามในร่างความตกลงฯ แล้ว ไทยกับญี่ปุ่นได้ตกลงให้มีการลงนามในเอกสารเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือ 7 เรื่อง ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนครัวไทยสู่โลก ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การอนุรักษ์พลังงาน เศรษฐกิจสร้างมูลค่า และหุ้นส่วนภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเกษตร โดยที่มีการประกาศยุบสภาเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2549 และการปฏิรูปการปกครองเมื่อ 19 กันยายน 2549 การลงนาม JTEPA ที่เดิมกำหนดไว้ในวันที่ 3 เมษายน 2549 ที่กรุงโตเกียว จึงต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาเพิ่มเติมในการตรวจร่างความตกลงฯ รวมถึงในการผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อไทยในเอกสารโครงการความร่วมมือ 7 เรื่องข้างต้นเพิ่มเติม

คณะทำงานด้านกฏหมายของไทยและญี่ปุ่นสามารถสรุปร่างเอกสารทั้งหมดที่ เกี่ยวกับ JTEPA ได้เสร็จครบบริบูรณ์เมื่อ 22-23 มิถุนายน 2549 ทั้งในส่วนของถ้อยคำในร่างความตกลงฯ (legal texts) ร่างเอกสารแถลงการณ์ร่วมทางการเมือง (Joint Statements) ทั้งระดับนายกรัฐมนตรีและระดับรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) และกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น ตลอดจนร่างเอกสารทำงาน (Working documents) สำหรับโครงการความร่วมมือในกรอบ JTEPA ทั้ง 7 โครงการ พร้อมสำหรับการเสนอรัฐบาลใหม่เพื่อเสริมสร้างการหารือและมีส่วนร่วม ของรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดส่งร่างความตกลงฯ ทั้งฉบับให้แก่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและเลขาธิการวุฒิสภา และพร้อมที่จะไปชี้แจงเพิ่มเติมเมื่อได้รับเชิญจากสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ ขณะเดียวกันสำนักงานฯ ก็จะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการเผยแพร่ผลการเจรจา JTEPA ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณชนทั่วไปเกี่ยวกับสาระของ JTEPA ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การจัดทำหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นน่าจะมีผลบวกทางด้านเศรษฐกิจต่อ ประเทศไทยอย่างมาก โดยในมิติยุทธศาสตร์จะทำให้ไทยเป็นหุ้นส่วนที่มีความเท่าเทียมใกล้ชิดยิ่ง ขึ้นกับญี่ปุ่น ขณะที่ในมิติเศรษฐกิจ จะส่งผลในการขยายตลาดและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทยในญี่ปุ่น ตอกย้ำการเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทย สนับสนุนการปรับโครงสร้างเพื่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต และขยายโอกาสทางด้านตลาดแรงงานฝีมือของไทยในญี่ปุ่น และในมิติการพัฒนา จะช่วยยกระดับเทคโนโลยีและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำไทย

นายฮิเดะอากิ โคบายาชิ(H.E. Mr. Hideaki Kobayashi) (พฤศจิกายน 2548 - ปัจจุบัน)

 



 
 
รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ
2553 2554 2555 2555(ม.ค.-ก.ย.) 2556(ม.ค.-ก.ย.)
ไทย - โลก




มูลค่าการค้า 376,225.26 451,358.90 479,224.06 357,766.36 361,953.68
การส่งออก 193,298.14 222,579.16 229,236.13 172,056.49 172,139.76
การนำเข้า 182,927.12 228,779.74 249,987.93 185,709.88 189,813.92
ดุลการค้า 10,371.02 -6,200.58 -20,751.80 -13,653.39 -17,674.16
ไทย - ญี่ปุ่น




มูลค่าการค้า 58,163.81 66,075.56 73,076.43 53,859.68 48,482.88
การส่งออก 20,308.29 23,870.31 23,465.95 17,681.96 16,780.40
การนำเข้า 37,855.52 42,205.25 49,610.48 36,177.72 31,702.48
ดุลการค้า -17,547.24 -18,334.94 -26,144.52 -18,495.76 -14,922.08

 



 
 
อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ
2553 2554 2555 2555
 (ม.ค.-พ.ย.)
2556
 (ม.ค.-พ.ย.)


1 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 7,123.9 8,283.4 12,040.5 11,197.6 8,341.3
2 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 3,745.3 4,029.4 6,775.7 6,149.4 5,664.5
3 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 5,276.8 5,709.3 6,242.6 5,763.5 5,255.8
4 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 3,485.2 3,748.3 5,194.5 4,865.3 3,652.0
5 เคมีภัณฑ์ 2,770.2 3,037.6 2,718.2 2,538.0 2,405.4
6 แผงวงจรไฟฟ้า 2,891.8 2,489.8 1,750.8 1,637.4 1,425.1
7 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 1,365.9 1,565.4 1,888.7 1,760.2 1,340.3
8 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 1,400.9 1,584.7 1,317.3 1,234.4 1,259.1
9 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 678.8 1,853.7 1,218.2 1,049.9 1,257.0
10 ผลิตภัณฑ์โลหะ 1,143.0 1,250.4 1,430.4 1,309.8 1,223.0
รวม 10 รายการ 29,881.7 33,551.8 40,576.9 37,505.6 31,823.6
อื่นๆ 7,973.8 8,653.4 9,033.6 8,438.0 6,384.2
รวมทั้งสิ้น 37,855.5 42,205.2 49,610.5 45,943.6 38,207.8



 
 
อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ
2553 2554 2555 2555
 (ม.ค.-ต.ค.)
2556
 (ม.ค.-ต.ค.)
   
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,203.3 1,255.2 1,657.2 1,362.9 1,131.6
2 ไก่แปรรูป 741.7 925.1 1,063.0 868.5 834.3
3 ยางพารา 1,091.5 1,720.4 938.6 813.1 709.0
4 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 528.2 736.1 736.6 614.1 654.3
5 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 588.0 781.6 858.6 706.3 646.9
6 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,231.6 957.0 1,034.8 895.9 636.6
7 เม็ดพลาสติก 435.0 812.7 825.5 703.4 632.2
8 ผลิตภัณฑ์พลาสติก 567.4 708.8 678.4 564.1 544.0
9 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 480.0 548.4 522.1 431.4 501.3
10 เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ 532.6 579.7 574.1 480.5 494.5
รวม 10 รายการ 7,399.3 9,025.0 8,888.8 7,440.1 6,784.8
อื่นๆ 12,909.0 14,845.3 14,577.1 12,309.2 11,813.4
รวมทั้งสิ้น 20,308.3 23,870.3 23,466.0 19,749.3 18,598.2



 
 
เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย H.E. Mr. Hideaki KOBAYASHI

 

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต


177 Witthayu  Road,
Lumphini, Pathum Wan
Bangkok 10330

Tel:  0-2696-3000, 0-2207-8500

Fax: 0-2207-8510

Website: http://www.th.emb-japan.go.jp/

 

 

 



 
 
  1. กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th)
  4. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  6. www.wikipedia.org