IoT เทคโนโลยีที่ธุรกิจต้องรู้

โดย : ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ วันที่ 25 กรกฎาคม 2557

 

เมื่อสิ่งต่างๆ นอกจากมนุษย์ เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถยนต์ หรือแม้แต่ตู้เย็นในบ้านคุณ มันดูเหมือนมันเป็นอะไรที่คุณคิดว่า มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องเชื่อมโยงทุกอย่างเช่นนี้ แล้วในมุมมองของผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้เขาคิดอย่างไร

ล่าสุดเดือนนี้ ทางนิตยสาร MIT Technology Review ได้ออกรายงานทางธุรกิจ Internet of Things (IoT) Business Report รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบและแนวโน้มของเทคโนโลยี IoT ต่อภาคธุรกิจต่างๆ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ กับอินเตอร์เน็ต

โดยบริษัท Cisco คาดว่า ภายในปี 2020 โลกเราจะมีการเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ มากถึง 50,000 ล้านอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบันที่มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ประเภท Smartphone และคอมพิวเตอร์ PC สูงถึง 10,000 ล้านอุปกรณ์แล้วก็ตาม หมายถึงเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า ในรถยนต์ที่ผลิตในปัจจุบันมีชิปไมโครโปรเซสเซอร์มากถึงเฉลี่ย 60 ตัวในหนึ่งคัน และมูลค่าต้นทุนของอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ทั้งหมดสูงถึงร้อยละ 40 ของต้นทุนรถยนต์ที่ผลิตออกมาหนึ่งคัน

จะเห็นได้ว่า แนวโน้มก็คือสิ่งต่างๆ จะเชื่อมต่อมากขึ้น แต่ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งเหล่านั้นจะเชื่อมต่อได้เท่านั้น แต่มันหมายถึงการสร้างเครือข่ายของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นและหมายถึงการจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ได้จากสิ่งที่เชื่อมต่อเหล่านั้นและใช้ประโยชน์มันในทางธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น บริษัท Philip Lighting ได้ออกผลิตภัณฑ์หลอดไฟ LED ฉลาดที่สามารถปรับสีได้ตามความต้องการและเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้ ไม่เพียงเท่านั้น ในหลอดไฟดังกล่าวยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว เพื่อทำหน้าที่เปิด-ปิดไฟโดยอัตโนมัติ มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ความร้อน ความชื้น และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในหลอดไฟด้วย และมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโดยมี IP Address ของตัวเอง พูดง่ายๆว่า มันไม่ใช่เพียงหลอดไฟเพื่อให้ความสว่างอีกต่อไป แต่มันเป็น Sensor Hub ที่ใช้ตรวจสอบบ้านเราและทำให้บ้านเราฉลาดขึ้นดีๆ นี่เอง

นอกจาก Phillip แล้วตัวอย่างการทำธุรกิจบนเทคโนโลยี IoT อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท NEST ซึ่งล่าสุดถูกซื้อกิจการโดย Google นั้นร่วมมือกับเทศบาลเมืองออสติน ในมลรัฐเท็กซัส โดยมีการจัดรณรงค์ให้บ้านที่ติดตั้ง NEST Thermostat เข้าร่วมโครงการประหยัดพลังงานในช่วงพีคของการใช้พลังงานด้วยการให้ส่วนลดเป็นคูปอง โดยบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศซึ่งควบคุมโดย NEST อย่างอัตโนมัติ โดยไม่มีผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย ซึ่งช่วยทำให้เทศบาลเมืองออสตินประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการในช่วงเวลาที่ใช้พลังงานสูงสุดของวัน ช่วยลดการลงทุนโดยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ไปได้

ต่อไปนี้เราต้องคิดว่า ไม่ใช่ว่าเทคโนโลยี IoT จะเกิดหรือไม่ แต่อยู่ที่ธุรกิจของท่านจะปรับตัวไปใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี IoTที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

* บทความโดย ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ,

ที่ปรึกษา สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ

JoomSpirit