ถอดรหัส การประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz (10 - 16 ก.ค.55)

ถอดรหัส การประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz (10 - 16 ก.ค.55)

21-18ก่อนจะกล่าวถึงหลักการออกแบบการประมูลคลื่นความถี่ ขอยกตัวอย่างประสบการณ์การประมูลคลื่นความถี่ในประเทศต่างๆ แล้ว จึงกลับมาเข้าที่การประมูลคลื่นความถี่ 2.1GHz ในประเทศไทย ในเรื่องของประเด็นรายได้การประมูล การแข่งขันการประมูล เพื่อให้มองเห็นภาพโดยรวม แล้วจึงเข้าสู่คำถามที่ว่าทำไมเราต้องใช้การประมูล? 

การประมูลเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เมื่อเทียบกับการจัดสรรทรัพยากรอย่างอื่น เช่น มาก่อนได้ก่อน หรือการจับสลาก การประมูลมีข้อดีเหนือกลไกการจัดสรรแบบอื่นๆ หลายอย่าง 

ข้อแรก คือ ความโปร่งใสและเป็นธรรม การประมูล คือ ให้ทุกคนเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทเท่ากันแล้ววิ่งแข่งกัน ใครมีความพร้อมมากกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ

ส่วนการจับฉลากก็เหมือนว่าใครดวงดีก็ชนะไป ในแบบบิวตี้คอนเทสต์ ก็เหมือนตั้งคณะกรรมการมาพิจารณา มีการใช้ดุลพินิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนกับมีผู้วิ่งเข้าแข่งขันวิ่ง ก็จะให้ลองวิ่งให้ดู แล้วค่อยมาดูคุณสมบัติอย่างอื่น ดูว่าเขาตัวใหญ่ไหม กล้ามขาเขาใหญ่ไหม ฟิตหรือไม่ แล้วตัดสินว่าใครจะชนะ ไม่ได้ตัดสินจากการวิ่งเพียงอย่างเดียว

สอง คือ เรื่องประสิทธิภาพในการจัดสรร คำว่าประสิทธิภาพในการจัดสรร คือคนที่สามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับ สังคมมากที่สุด คนนั้นจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งการประมูลเกือบทุกแบบของรัฐ จะเน้นประสิทธิภาพในการจัดสรร แต่ถ้าเป็นการประมูลของภาคเอกชนอาจจะเน้นไปที่รายได้ 

และสาม ความยืดหยุ่นในการตอบสนองนโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะอาจจะเป็นได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน เราก็สามารถออกแบบการประมูล ให้รายได้จากการประมูลมากขึ้นก็ได้ หรือเราอาจจะกระตุ้นการแข่งขันในตลาด เราก็ออกแบบการประมูลเพื่อที่จะสนับสนุนให้มีการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ ก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่เราต้องการ รูปแบบของการประมูล เราจะออกแบบอย่างไรก็ได้ แล้วแต่วัตถุประสงค์

การประมูลมีข้อได้เปรียบเหนือกลไกอื่นๆ หลายข้อ จึงไม่แปลกที่จะนำการประมูลไปใช้ในการจัดสรรทรัพยากรอย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดเฉพาะ สเปคตรัม ทั่วโลกมีการใช้ประมูลเยอะมาก การประมูลแต่ละอย่างมีความน่าสนใจ อย่างเช่น การประมูลไฟฟ้า  ใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก เครื่องมือทางการแพทย์ พันธบัตรรัฐบาล เพชร ปลา ดอกไม้ ภาพเขียนและของสะสม รถยนต์มือสอง เป็นต้น การประมูลที่ใกล้ตัวเราที่สุด เป็นการประมูลทางอินเทอร์เน็ต เช่น อีเบย์ หรือประมูลดอทคอม 

วัตถุประสงค์ของการประมูลคลื่นความถี่ แบ่งออกเป็น การแข่งขันในตลาด ประสิทธิภาพในการจัดสรร และรายได้จากการประมูล วัตถุประสงค์ของการประมูลคลื่นความถี่ต้องมีความชัดเจน การประมูลคลื่นความถี่ทั่วโลก แต่ละรัฐบาลเขาจะมีนโยบายแตกต่างกัน บางประเทศเน้นไปที่การแข่งขันการตลาด บางประเทศเน้นไปที่รายได้จากการประมูล แต่หลักๆ คือ เรื่องการแข่งขันในตลาด 

การแข่งขัน จะมี 2 ระดับ คือการแข่งขันในการประมูล และการแข่งขันในตลาด  การแข่งขันที่สำคัญก็คือการแข่งขันในตลาด เพราะสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ก็คือผู้บริโภค เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าการประมูลคลื่นความถี่ทุกที่ที่เห็น เน้นไปที่การแข่งขันในตลาด

ประสิทธิภาพในการจัดสรรก็คือ คนที่สามารถนำคลื่นความถี่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรจะได้คลื่นความถี่ นั้นไป การจัดสรรให้คนที่ไม่ได้เอาไปใช้อะไรให้เกิดประโยชน์เป็นการจัดสรรที่ไม่มี ประสิทธิภาพ  

ส่วนวัตถุประสงค์ด้านรายได้จากการประมูลจะเห็นไม่เยอะ ในบางประเทศที่เน้นรายได้จากการประมูลอาจเพราะเขามีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ หรืออยากเอารายได้จากการประมูลไปใช้ในโครงการสาธารณะ อิตาลีก็เน้นรายได้จากการประมูลเพราะมีหนี้เยอะ  

สังเกตว่าทุกการประมูลจะมีวัตถุประสงค์ด้านการแข่งขันในตลาด แต่วัตถุประสงค์ด้านประสิทธิภาพในการจัดสรรหรือรายได้จากการประมูลจะขึ้น อยู่กับความต้องการของผู้การจัดการประมูล 

ในทางทฤษฎีแล้ว ประสิทธิภาพในการจัดสรร และรายได้จากการประมูลส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกัน ตัวอย่างคือ ถ้ามีของประมูล 1 ชิ้น มีผู้เข้าร่วมประมูล 2 คน คือนาย ก. กับ นาย ข. ถ้านาย ก. ประมูลของชิ้นนี้เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 20 บาท ราคาที่เขาจะจ่ายสูงที่สุดคือไม่เกิน 20 บาท ถ้าเขาจ่าย 30 บาท เขาก็ขาดทุน ส่วนนาย ข. ประเมินมูลค่าไว้ที่ 100 บาท เขาจะสามารถจ่ายเงินได้มากที่สุด ถึง 100 บาท เพราะฉะนั้น  การที่นำคลื่นความถี่ไปให้คนที่ประเมินมูลค่าไว้สูงที่สุดจะทำให้โอกาสที่จะ มีได้รายได้จากการประมูลมากขึ้น

การแข่งขันในตลาด และประสิทธิภาพในการจัดสรร อาจจะไม่ได้สอดคล้องกัน เพราะการที่รายใหม่เข้ามาแข่งขัน แม้จะส่งผลดีกับการแข่งขันในตลาด แต่เขาอาจจะนำคลื่นความถี่ไปทำประโยชน์ได้ไม่เท่ากับรายเดิมในช่วงแรกๆ แต่ในระยะยาวแล้วเขาก็อาจพัฒนาขีดความสามารถของเขาให้ดีขึ้นได้ 

แนวทางการประมูลคลื่นความถี่ของทั่วโลกจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด นั่นคือทุกคลื่นความถี่จะมีการนำไปประมูลพร้อมกันหมด (simultaneous) อย่างของไทยจะมีการแบ่งใบอนุญาตออกเป็นหลายใบและนำไปประมูลพร้อมกัน  ในกรณีตรงข้าม คือ การประมูลใบอนุญาตทีละใบ  สมมติตัวอย่าง มี 3 ใบ ก็ประมูลใบแรกให้เสร็จก่อน ค่อยประมูลใบที่ 2  แล้วใบที่ 3 ตามมา ซึ่งในทางวิชาการ การประมูลแบบทีละใบ เป็นการประมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเมื่อเป็นการประมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว รายได้จากการประมูลก็เสียไปด้วย 

มีบางประเทศที่พยายามใช้วิธีประมูลใบอนุญาตทีละใบอยู่ ณ ปัจจุบัน รัฐบาลออกแบบเอง ยกตัวอย่างที่โปรตุเกส เรื่องของ 4G ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ในตอนแรก เขามีคลื่นหลายคลื่นที่จะประมูล มีทั้ง 800, 1800, 2.1,   2.6FDD และ 2.6TDD ประมูลทุกคลื่นแต่ทีละใบ แต่มีคนแย้งไปว่าประมูลแบบนี้มันไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายต้องเปลี่ยนเป็นการประมูลทุกคลื่นความถี่พร้อมๆ กัน ประเทศที่พอจะทราบว่ายังจะมีการประมูลแบบทีละใบอยู่ ก็คือบราซิล 2.6GHz แต่เขาเลื่อนการประมูลไป ไม่ทราบว่าสุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนรูปแบบการประมูล เป็นการประมูลทุกคลื่นความถี่พร้อมกันหรือเปล่า 

ส่วนใหญ่ประเทศที่มีการออกแบบการประมูลคลื่นที่ดีมักจะประมูลพร้อมกันและราคาจะ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ (ascending)  แต่จะเป็น ascending bid ก็ได้ ascending clock  ก็ได้ การประมูลแบบราคาเพิ่มขึ้นช่วยหาราคาตลาดที่เหมาะสมได้ แบบที่ตรงข้ามกัน ก็คือ แบบ Seal bid หรือยื่นซอง ใครยื่นราคาได้มากที่สุดก็ชนะไป แต่ถ้าประมูลเป็นรอบๆ แล้ว เมื่อเห็นใบอนุญาตอีกใบที่ถูกกว่า เราก็ไปเสนอราคาใบอนุญาตใบนั้นได้ 

การประมูลที่มีลักษณะ 2 ข้อนี้ มีอยู่หลายแบบ รูปแบบการประมูลจริงๆ มีกฎย่อยๆ หลายข้อ แต่ที่ยกตัวอย่างมาเรียกว่าเป็นแบบหลักๆ เท่านั้น อย่างในแบบแรก คือ Simultaneous Ascending Bid Auction หรือการเสนอราคาขึ้นไปเรื่อยๆ แบบที่เมืองไทยจะใช้ การประมูลแบบ Simultaneous Ascending Bid Auction  นี้ มีการนำไปใช้เยอะที่สุด การประมูล 3G ในหลายประเทศใช้แบบนี้ ตั้งแต่ปี 90 เริ่มต้นในประเทศอเมริกา ปัจจุบันก็ยังใช้การประมูลแบบนี้อยู่ แม้จะเป็นการประมูลคลื่นความถี่ 4G  ก็ตาม เช่นที่โปรตุเกส  อิตาลี และเยอรมนี เป็นต้น

ตัวอย่าง แบบง่ายๆ สมมติว่ามีของ 1 ชิ้น มีผู้เข้าร่วมประมูลคือ นาย ก. กับ นาย ข. ทางนาย ก. เสนอราคาในรอบแรก 100 ทางนาย ข. เห็นว่าในรอบแรก นาย ก. เสนอ 100 จึงเสนอราคาสูงขึ้นไปอีก เป็น 120 นาย ก. เห็นว่าแพ้ก็จะเสนอเพิ่มเป็น 140  การประมูลจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนไม่มีผู้เสนอราคาอีกต่อไป ผู้ที่เสนอราคาสูงที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ  

แต่ที่เราจะประมูลจริงมีของหลายชิ้น แต่ก็ทำเหมือนกัน คือเสนอราคาให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพียงแต่ลักษณะของการประมูลของหนึ่งชิ้นกับของหลายชิ้น ต่างกันที่ เวลามีของหลายชิ้น ผู้เข้าร่วมประมูลมีโอกาสที่จะเลือกของชิ้นที่ถูกที่สุดถ้าราคาของใบอนุญาต A แพงเกินไป เขาก็เปลี่ยนไปที่เสนอราคาใบอนุญาต B ที่ถูกกว่าได้ 

การประมูลแบบที่ 2  คือ Simultaneous  Ascending  Clock  Auction เป็นรูปแบบการประมูลที่ค่อนข้างใหม่  และยังไม่ค่อยใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะฉะนั้น ในการประมูล 3G  อาจจะไม่ค่อยเห็นใครใช้แบบนี้ เพราะหลายประเทศประมูลกันไปนานแล้ว ในประเทศอินเดียมีการประมูลคลื่น 2.1 GHz รูปแบบนี้ การประมูลแบบนี้ค่อนข้างง่ายต่อผู้เข้าประมูล คือ ผู้ประมูลจะประกาศราคา สมมติว่าประกาศราคาที่ 10 บาท แล้วถามผู้เข้าร่วมประมูลทุกคนว่าที่ราคา 10 บาท คุณอยากได้คลื่นเท่าไร  ถ้าความต้องการของทุกคนรวมกันแล้ว ยังเกินจำนวนคลื่นที่มีอยู่ ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 บาท และถามความต้องการของผู้ประมูลที่ราคานี้ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีอุปสงค์ส่วนเกินหรือจำนวนความต้องการเท่ากับจำนวนของที่มี อยู่ 

แบบที่ 3 คือ Combinatorial Auction  เป็นการประมูลที่ซับซ้อน แต่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด การประมูลแบบนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประมูลยื่นเสนอราคาได้หลายซอง ยกตัวอย่าง สมมติว่ามีใบอนุญาต 9 ใบ เขาก็ยื่น 2 ใบ ให้ราคา 100 3 ใบ ให้ราคา 120 และ 4 ใบ จะให้ราคา 150 แล้วสุดท้ายจะมาดูว่า combination ของซองประมูลจากผู้ประมูลแต่ละคนซองใดทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซองเหล่านี้เป็นซองที่ชนะประมูล  

การประมูลแบบนี้นิยมมากในระยะหลัง เพราะว่ามีประสิทธิภาพสูง  ในยุโรปใช้กันเยอะมากในการประมูลคลื่นความถี่ 2.6GHz  และ Digital Dividend แต่เรื่องความซับซ้อนนี้ยังถกเถียงกันอยู่ว่าการประมูลแบบนี้ควรจะมีราย ละเอียดของกฎการประมูลอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบ การประมูลแบบนี้มีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ จะใช้ในประเทศที่มีใบอนุญาตที่มีความซับซ้อนไม่ค่อยได้ เช่น อเมริกาเป็นประเทศใหญ่ ใบอนุญาตต้องซอยออกเป็นเขตเล็กๆ การประมูลครั้งล่าสุดคือ 700MHz  ของเขามีใบอนุญาตที่นำมาประมูลถึง 1,099 ใบทำให้มีความซับซ้อนเกินไป 

การประมูลคลื่นความถี่ 3G ในหลายประเทศได้มีการทำไปแล้วในช่วงต้นปี 2000 มีบางประเทศเท่านั้นที่ประมูลคลื่นความถี่ย่านนี้หลังจากปี 2001 เช่น อินเดียทำการประมูลในปี 2008 มีหลายประเทศที่ใช้แบบ Simultaneous Ascending Bid Auction  

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ทำการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 3G ถือว่าเป็นการประมูลที่ประสบความสำเร็จมากในเรื่องของรายได้จากการประมูล สิ่งที่เขาทำคือ มี 60MHz เหมือนของไทย แบ่งใบอนุญาตเป็น 5 ใบ ใบละ 15MHz  2 ใบแรก A  กับ B  ใบละ 10MHz  3 ใบ  สิ่งที่เขาทำเพื่อที่จะสนับสนุนผู้เล่นรายใหม่คือกันใบอนุญาตล็อต A ไว้ให้สำหรับรายใหม่ รายเดิมที่มีธุรกิจอยู่แล้วในประเทศอังกฤษ ไม่สามารถยื่นเสนอราคาล็อต  A  ได้ แต่ว่าผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาจะสามารถเสนอราคาล็อตไหนก็ได้ มีผู้ประกอบการรายเดิม 4 ราย เท่ากับใบอนุญาตที่เปิดโอกาสให้ทุกคนประมูล แต่ผู้ประกอบการรายใหม่มีถึง 9 ราย ซึ่ง 9 รายไม่ได้แข่งกันเฉพาะล็อต A การแข่งขันก็เลยกระจายไป 4 ใบ ที่เหลือ ทำให้ราคาสูงขึ้น 

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกประเทศหนึ่ง คือ ประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่เน้นไปที่รายได้จากการประมูล โดยมีข้อแม้ว่าการแข่งขันในตลาดต้องมีอย่างเพียงพอ อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่ และต้องแบ่งใบอนุญาตเป็นหลายๆ เขตการให้บริการ โดยแบ่งออกเป็น 22 เขตการให้บริการ ที่เห็นในแผนที่ก็เป็นจุด (ดูจากภาพประกอบ) บางจุดที่มีประชากรเยอะหน่อย เช่น ที่มุมไบ หรือ นิวเดลี เขาก็แบ่งเป็นใบอนุญาตประเภทหนึ่งที่มีราคาตั้งต้นที่แพง จะมีใบอนุญาตใบละ 5MHz  เขตละประมาณ 3-4 ใบ 

รายได้จากการประมูล รัฐบาลประกาศไว้ตอนแรก ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท แต่ออกมาจริงๆ แล้วเป็น 2 เท่า รายได้จากการประมูลสูงถึง 4.4 แสนล้านบาท เขามีการออกแบบการประมูลที่เน้นไปที่รายได้จากการประมูล แต่มีข้อเสียคือประสิทธิภาพในการจัดสรรจะไม่สูงเท่าที่ควร 

มีอีกหลายประเทศที่การประมูลมีการแข่งขันน้อย หรือไม่มีเลย อย่าง เบลเยียม กรีซ สิงคโปร์ เหมือนกัน คือ แบ่งใบอนุญาตเป็น 4 ใบ ผู้ประกอบการรายเดิมมีแค่ 3 สุดท้ายราคาก็จบที่ราคาตั้งต้น ที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่แปลกกว่าที่อื่น คือ ตอนแรกมีผู้สนใจ 9 ราย ใบอนุญาตมี 4 ใบ เขาก็เห็นว่าการแข่งขันต้องมีมหาศาลอยู่แล้วในการประมูล แต่ตั้งราคาตั้งต้นต่ำ สุดท้าย 1 อาทิตย์ก่อนที่จะเกิดการประมูลจริง จาก 9 ราย เขารวมกิจการกันจนเหลือ 4 ราย สุดท้ายราคาก็จบลงที่ราคาตั้งต้น 

ที่เนเธอร์แลนด์มีลักษณะคล้ายกัน คือ ตอนแรกมีผู้สนใจมาก แต่ผู้ประกอบการบางรายที่เป็นหน้าใหม่ แต่ไม่ได้เป็นหน้าใหม่ในยุโรปก็ไปเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ประกอบการรายเดิมในเน เธอร์แลนด์ สุดท้ายคือ มีใบอนุญาตอยู่ 5 ใบ เหลือผู้เข้าประมูล 6 คน แถมผู้เข้าร่วมประมูลคนที่ 6 ก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงในด้านการเงินนัก สุดท้ายการแข่งขันในการประมูลไม่สูง 

ที่ออสเตรีย ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการแข่งขันเท่าไร แต่ตั้งราคาตั้งต้นไว้สูงเมื่อเทียบกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สุดท้ายจบที่ราคาตั้งต้น ยังดีที่ราคาตั้งต้นสูงขึ้นมาหน่อย ที่ประเทศอิตาลีก็แปลก คือ ใช้  Beauty Contest ก่อนแล้วค่อยใช้การประมูลทีหลัง และเป็นประเทศเดียวที่ใช้นโยบาย N- 1 มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูล 8 ราย แต่ Beauty Contest คัดตกไป 2 เหลือ 6 รายและใบอนุญาตมี 5 เพราะฉะนั้น N-1 ก็เหลือ 5 พอดี แต่ผู้ประกอบการรายที่ 6 ถอนตัวออกจากการประมูลเมื่อราคาเกินราคาตั้งต้นไปนิดหน่อย มีข่าวลือกันว่าเป็นนอมินี เห็นได้ว่าการประมูลแบบเดียวกัน อาจจะไม่ได้ให้ผลเหมือนกันก็ได้ 

ไม่มีการประมูลแบบไหนที่ดีที่สุดในโลก ทุกแบบมีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น และการประมูลที่เหมาะกับประเทศหนี่ง อาจจะไม่เหมาะกับอีกประเทศหนึ่งก็ได้ ต้องพิจารณาบริบทของประเทศนั้นๆ ประกอบ เมื่อเราเห็นภาพการประมูลจากหลายๆ ประเทศแล้ว เราจะเห็นข้อดีข้อเสีย เห็นความผิดพลาดของการออกแบบการประมูล เพราะฉะนั้น เราควรนำเอาความผิดพลาดทั้งหลายมาเก็บไว้เป็นบทเรียนในการออกแบบการประมูล ของไทย

บริบทที่จะต้องพิจารณามีอยู่หลายอย่าง เช่น ความต้องการของผู้บริโภค ลักษณะของคลื่นความถี่ เป็นการใช้แบบทดแทนหรือแบบใช้ร่วมกัน ความต้องการของผู้ประกอบการ ต้องดูว่าเขามีความต้องการคลื่นอย่างน้อยเท่าไร อย่างมากเท่าไร วัตถุประสงค์ของการประมูลคลื่นความถี่ที่ได้พูดไปแล้ว สภาวะตลาด การแข่งขัน และความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 

รูปแบบการประมูลของไทยที่สรุปออกมาแล้ว คือ แบ่งคลื่นความถี่ 45MHz  เป็น 9 ล็อต ล็อตละ 5MHz  คือ ล็อต A  ถึง ล็อต  I  ใช้การประมูลแบบ Simultaneous Ascending Bid  ผู้ประมูลสามารถยื่นเสนอราคาได้มากที่สุด 4 ล็อต หรือ 20MHz

เรามาพิจารณาที่ข้อดีข้อเสียของ อย่างแรกที่แบ่งเป็น 9 ล็อตนั้น ดีอย่างไร  การแบ่งเป็น 9 ล็อต เป็นการเปิดโอกาสให้มีผู้เล่นมากกว่า 3 ราย ถ้าเทียบกับแบบแรก แบบที่ประเทศไทยออกแบบคราวที่แล้ว คือผู้ชนะการประมูลมีได้มากที่สุด 3 คน หรือไม่ก็น้อยกว่านั้น แต่นี่จะมีกี่คนก็ได้ จะมี 9 คน เอาไปคนละ 5 ก็ยังได้ และข้อดีอย่างที่ 2 คือ เราไม่ทราบถึงความต้องการของผู้ประกอบการ การประมูลในสายตาของคนออกแบบการประมูลเป็นการถามว่าราคาต่างๆ เขามีความต้องการเท่าไร แบบนี้เป็นการถามเขา ณ ราคาตั้งต้น แต่ละคนมีความต้องการเท่าไร ถ้าราคาสูงขึ้นมีใครที่จะลดความต้องการลงไหม  

ส่วนรูปแบบการประมูล Simultaneous Ascending Bid อย่างที่เรียนให้ทราบว่าประมูลทุกคลื่นพร้อมกัน มีประสิทธิภาพสูงกว่า เป็นแบบ Ascending  คือราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้มีการหาราคาตลาดได้ดีขึ้น ส่วนคำสุดท้าย  Bid คือ การประมูลรูปแบบเสนอราคาขึ้นไปเรื่อยๆ การประมูลแบบ Simultaneous Ascending Bid กับ Simultaneous  Ascending Clock  ผลของการประมูลมีความคล้ายคลึงกันมาก เหตุผลที่เลือกการประมูลแบบนี้แทนที่จะเป็นแบบ Clock เพราะว่ามีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายกว่าและหลายฝ่ายคุ้นเคยกันดี 

ในส่วนของสเปคตรัมแคป ถ้าสมมติเราไม่มีสเปคตรัมแคป ผู้เล่นบางรายอาจจะได้คลื่นความถี่เยอะเกินไป แล้วไม่ได้นำไปใช้ ไม่มีประเทศไหนที่ไม่ใช้สเปคตรัมแคปในการประมูล แล้วบางประเทศก็มีสเปคตรัมแคปรวมด้วย คือ ผู้ประกอบการรายหนึ่งมีคลื่นความถี่ได้ไม่เกินที่กำหนดไม่จำกัดเฉพาะในการ ประมูล  

สำหรับขั้นตอนการประมูลในรอบแรกจะมีการประกาศราคาตั้งต้นและเปิดโอกาสให้ผู้เข้า ร่วมประมูลสามารถเสนอราคาได้ ถ้าอยากได้ 20MHz ก็เสนอ 4 ล็อต อยากได้ 15MHz ก็เสนอราคา 3 ล็อต เวลาเสนอราคาผู้เข้าร่วมประมูลไม่มีโอกาสเห็นการเสนอราคาของคนอื่นเลย

เมื่อเสนอราคาเสร็จก็ต้องหาผู้ชนะชั่วคราวในรอบนั้นๆ  ถ้าในรอบต่อไปไม่มีผู้เสนอราคาอีก ผู้ชนะชั่วคราวก็จะกลายเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ขั้นตอนการประมูลหลักไม่มีไว้เพื่อที่จะเลือกย่านความถี่ แต่มีไว้เพื่อจะหาจำนวนล็อตที่ผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละคนจะชนะ ย่านความถี่จะไปเลือกทีหลังซึ่งมีหลายวิธี เช่น การประมูล การจับสลาก เป็นต้น

ตัวอย่างของการประมูล สมมติว่านำเอาบริบทของประเทศไทยมาเป็นตัวอย่างเลย มีผู้เข้าร่วมประมูล 3 คน ส้ม  เขียว  ฟ้า จำนวนสิทธิเท่ากับสเปคตรัมแคป ประมูลได้มากที่สุด 4 ใบ ในรอบนี้ คือ เท่ากับ 20MHz ถ้าสมมติเราไปแคปที่ 15MHz จำนวนสิทธิในรอบนี้ก็จะเป็น 3 แทนที่จะเป็น 4 คือ มีสินค้า 9 ชนิด  A - I  แบ่งเป็น 9 ล็อต ล็อตละ 5MHz  อย่าลืมว่าเป็นการประมูลเพื่อหาจำนวนผู้ชนะ ไม่ได้ประมูลย่านความถี่ เพราะฉะนั้น สมมติว่าผู้เข้าร่วมประมูลยื่นประมูลล็อต A  กับ ล็อต I แม้จะดูเป็นฟันหลอ แต่ที่จะได้จริงๆ มันจะติดกัน บังคับว่าต้องติดกัน  

พอเริ่มประมูล นายส้มบอกว่า ผมต้องการ 4 ล็อต  เขาก็ยื่นประมูลไป  A B C D ที่ราคาตั้งต้น ที่เห็น 100 ทุกล็อต มีราคาตั้งต้นเท่ากันหมด นี่เป็นกฎย่อย เราอาจจะให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอราคามากกว่าราคาที่กำหนดได้ ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอราคาได้เฉพาะราคาที่กำหนด แล้วราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 10% ทางผู้เข้าร่วมประมูลส้ม ประมูลไป 4 ล็อต A B C D ผู้ประมูลเขียวเขาก็อยากได้ 4 ล็อตเหมือนกัน เขาก็ยื่นประมูลที่  E  F G H สองคนนี้เสนอราคาพร้อมกัน

เพราะฉะนั้น นายเขียวเขาไม่ได้เห็นว่านายส้มยื่นประมูลล็อต  A B C  D  ฟ้าก็อยากได้ 4 เหมือนกัน ประมูลล็อต  A B C  D  พอได้รับซองประมูลแล้วจากทุกคน ก็จะมีการหาผู้ชนะชั่วคราวในรอบที่ 1  ลองดูไปที่ล็อต  I (จากภาพประกอบ)  ล็อต  I  ไม่มีผู้ประมูล เพราะฉะนั้น จึงไม่มีผู้ชนะชั่วคราว  ส่วนล็อต  E - F  มีผู้เสนอราคาเพียงคนเดียวคือนายเขียว เพราะฉะนั้น นายเขียวก็จะเป็นผู้ชนะชั่วคราว ล็อต A - D  มีผู้เสนอราคา 2 คน เราก็ใช้วิธีการจับสลาก เผอิญผู้เข้าร่วมประมูลฟ้าจับสลากชนะได้ล็อต A B C  แต่ผู้ประมูลส้มโชคดีชนะได้ในล็อต  D จึงเป็นผู้ชนะชั่วคราวไปในล็อต  D  ส่วนล็อต E - H  มีผู้ประมูลเขียวประมูลรายเดียว เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ชนะชั่วคราวไป ล็อต  I  ไม่มีผู้ชนะชั่วคราว

หลังจากที่หาผู้ชนะชั่วคราวในรอบที่ 1 ได้แล้ว แล้วก็เริ่มรอบที่ 2 ถ้ารอบที่ 2  ไม่มีผู้เสนอราคาต่อไปผู้ชนะชั่วคราวในรอบที่ 1 จะเป็นผู้ชนะในรอบสุดท้าย แต่ในรอบที่ 2 ราคาของล็อตที่มีผู้ชนะชั่วคราวจะเพิ่มขึ้น สมมติเป็น 10%  เพราะฉะนั้น  ล็อต   A - F ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 110 เดาได้เลยว่าสัมต้องประมูลอยู่แล้ว เพราะตอนนี้เขาชนะแค่ 1 ล็อต นายส้มเขาอยากได้ 4  ในรอบที่แล้ว แม้รอบนี้ราคาขึ้นมาแล้ว นายส้มบอกว่ายังอยากได้ 4 ล็อตเหมือนเดิม แน่นอนที่สุด ล็อตแรกที่เขาจะเลือกคือ ล็อต I  เพราะเป็นล็อตแรกที่ราคาต่ำที่สุด แต่เขาตัองการอีก 2 ล็อต เพราะว่าจะได้ครบ 4  สมมติว่าเขาไปเลือกล็อต G กับ H  

แล้วเขาจะเห็นอะไรจากการประมูล สิ่งที่เขาจะเห็น  2 อย่าง คือ เห็นว่าตัวเองชนะอะไร อย่างผู้ประมูลฟ้าเขาจะเห็นว่าตัวเองชนะล็อต  A B C แต่สำหรับล็อตอื่นเขาจะไม่เห็นว่าใครเป็นผู้ชนะ และอีกอย่างหนึ่งก็คือเห็นว่าอุปสงค์ส่วนเกินแต่ละล็อตมีเท่าไร อย่างผู้ประมูลฟ้าเขาจะเห็นว่า ล็อต  A - D  มีอุปสงค์อยู่ 2 อุปสงค์ส่วนเกินคือ 1  และสำหรับล็อต E - H อุปสงค์ส่วนเกินมีเท่ากับ 0 สำหรับล็อต  I  อุปสงค์ส่วนเกินเขาจะเห็นว่าเป็น -1 

ข้อมูลที่เปิดเผยระหว่างการประมูลมีความสำคัญ ถ้าสมมติไม่ประกาศอะไรเลย ไม่ประกาศอุปสงค์ส่วนเกินแล้วการประมูลก็จะเหมือนกับการประมูลแบบปิดซองนั่น เอง แต่ถ้าประกาศเยอะเกินไปก็มีข้อเสีย เห็นมาแล้วในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศอเมริกา การประมูล  AWS auction มีการประกาศว่าใครชนะใบอนุญาตอะไร ผู้ประมูลสามารถเอาข้อมูลตรงนั้นมาใช้เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ส่งผลดีกับการแข่ง ขันได้

ตัวอย่างเช่น ผมเป็นรายใหญ่ เห็นมีรายเล็กๆ มาประมูลใบอนุญาตที่ผมสนใจ ผมก็ไปดันราคาของใบอนุญาตของรายนี้ เหมือนเป็นการบอกว่าอย่ามายุ่งกับใบอนุญาตของผมนะ เพราะฉะนั้น การประมูลในระยะหลังๆ ที่เราเห็นทั่วโลก แทบไม่มีการประมูลไหนที่จะเปิดเผยผู้ชนะชั่วคราวในแต่ละรอบเลย เพราะฉะนั้น การประมูลของเรา ผมก็ไม่แนะนำให้เปิดเผย

กลับมาสู่รอบที่ 2  (จากภาพประกอบ) นายส้มประมูล 3 ใบสุดท้าย G H I  ฟ้าประมูล 1 ใบ เพราะว่าเขามีอยู่ 3 แล้ว ชนะไป 3 แล้ว เพราะฉะนั้น เขาอยากได้  4  เขาก็ประมูลเพิ่มเพียง 1 ใบ ก็เพียงพอ แล้วใบที่เขาจะประมูลก็ต้องเป็นใบที่ถูกที่สุด เพราะฉะนั้น เขาก็เลยประมูลล็อต I  แน่นอนว่าผู้ประมูลส้มจะเป็นผู้ชนะชั่วคราวของล็อต G  กับ H  ในรอบนี้  เพราะไม่มีผู้เสนอราคาอื่นๆ ราคาที่ G กับ H  เสนอ คือ 110  ซึ่งมากกว่าของนายเขียว เขาชนะแน่นอน แต่ในล็อต I ไม่แน่ว่าเขาจะชนะหรือเปล่า เพราะว่ามีผู้ประมูลฟ้ายื่นประมูลด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องทำการจับสลาก แต่เผอิญผู้ประมูลส้มโชคดีในล็อต I ก็เป็นผู้ชนะชั่วคราวไป  

อยากให้สังเกตว่า การประมูลแบบนี้มันจบลงที่รอบสองรอบได้ยาก  เพราะว่าทุกคนต้องประมูลล็อตสลับกันให้ลงตัวพอดี ส้มอาจจะต้องประมูล A B C นายเขียวต้องประมูล D E F นายฟ้าต้องประมูล G H I ลงล็อกกันพอดี  ถ้าสมมติว่าไม่ลงล็อก  การประมูลจะเข้าสู่รอบถัดไปจนกว่าจะลงล็อกได้ สรุปคือแม้จะมีการประมูลไปหลายรอบ แต่ราคาก็จะจบลงที่ราคาตั้งต้นก็ได้ มีให้เห็นที่โปรตุเกส 4G  ในปีที่แล้ว ประมูลไป 8 รอบ ราคาเท่ากัน เสนอราคาเหมือนกันทุกรอบแล้วก็จบลงที่ราคาตั้งต้น 

ขอเล่าประสบการณ์การประมูล ทุกคนจะอยู่ในวอลรูมในออฟฟิศแต่ละคนแล้วก็ประมูลทางอินเทอร์เน็ต แบบนี้เห็นบ่อยสุด  ส่วนที่จัดในรีสอร์ทผมไม่เคยเห็นนะครับ ที่เยอรมนี แต่ละบริษัทต้องส่งตัวแทนไปที่ออฟฟิศของ regulator แล้วก็ไปเข้าร่วมประมูลในนั้น ติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ ใช้ได้แค่แฟกซ์ เขาต้องแฟกซ์ผลกลับมายังวอลรูม แล้ววอลรูมก็ประมวลผล เอาข้อมูลไปทำการวิเคราะห์แล้วก็ส่งแฟกซ์กลับไปให้เขาว่าจะประมูลยังไง  

ที่อิตาลีเป็นประเทศที่แปลกหลายอย่างในการประมูล 4G  คืออย่างที่ทราบว่าอิตาลีมีปัญหาเรื่องหนี้ รัฐบาลต้องการเงินมาก เพราะฉะนั้น เขาเร่งการประมูลให้จบเร็วๆ แต่การประมูลที่เขาใช้ เขาไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์  เขาใช้การเขียนราคาประมูลลงกระดาษ และคลื่นความถี่ที่ประมูลมันมีหลายใบมาก ทั้งย่าน 800MHz 1800MHz 2.1GHz 2.6GHz  เมื่อต้องเขียนลงกระดาษมันก็เร่งให้เร็วไม่ได้ ความผิดพลาดก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะต้องมีการตรวจสอบเยอะ ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งคือ รัฐบาลเขาเอาคลื่นไปให้ผู้ประกอบการเจ้าหนึ่ง โดยที่ไม่บอกราคา ผู้ประกอบการบางรายเขาโกรธ ว่าทำอย่างนี้มันไม่โปร่งใส จึงพยายามจะยืดการประมูลให้นานขึ้น ทั้งๆ ที่ทางรัฐบาลอยากได้เงินเร็วๆ กลับช้าออกไป การออกแบบการประมูลที่แปลกอีกอย่างหนึ่งคือ มันไม่มี Activity rule คือ ถ้ามี 5 รอบที่ไม่มีผู้เสนอราคา การประมูลจึงจะจบลง ฉะนั้น สิ่งที่เห็นคือ 4 รอบ ไม่มีใครทำอะไรเลย พอรอบที่ 5  มีคนเสนอราคา 1 ที แล้วอีก 4 รอบ ก็ไม่มีคนทำอะไรเลย ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น การประมูลก็ไม่จบง่ายๆ  ปกติ 1 รอบใช้เวลาชั่วโมงกว่า ถึงชั่วโมงครึ่ง regulator ก็เลยลดเหลือ 15 นาที  คนเขียนก็ต้องเขียนอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งก็ประมูลไปเป็น 10 รอบ แล้วผลสุดท้ายการประมูลที่เรียกว่าเป็นสถิติโลกคือ ใช้ไป 469 รอบ แต่กินเวลาแค่ 22 วันเท่านั้น แต่รายได้เขาสูง รายได้เขาน่าจะประมาณ 3 เท่า จากที่ประมาณการไว้ หากจะพูดถึงการประมูลที่นานที่สุด ต้องพูดถึงแคนาดา ประมาณ 330 กว่ารอบ แต่ว่าใช้เวลาการประมูลไป 2 เดือน เพราะเขาไม่ได้มานั่งเร่งให้ผู้ประกอบการต้องเขียนเสนอราคาเร็วๆ 

ประเด็นที่หลายคนสนใจ คือ เรื่องการฮั้วประมูล บางคนเขาแนะนำให้ผมใช้ สมรู้ร่วมคิด ซึ่งก็ไม่ได้ฟังดูดีต่างกันเท่าไร คือการฮั้วกันในภาษาอังกฤษ คือ collusion การฮั้วกันมี 2 แบบ ซึ่งขออนุญาตขอทับศัพท์แล้วกัน เพราะว่าแปลไม่ถูก  คือ Overt collusion กับ Tacit collusion   

คำว่า Overt collusion คือ การฮั้วกันแบบมีการพูดคุยกัน พูดคุยว่าจะทำอย่างไรให้ราคามันต่ำ คุณเอาไป 3 ผมเอาไป 3 ส่วน Tacit  collusion  เป็นการฮั้วกันแบบที่ไม่ต้องมีการสื่อสารกัน ไปแบ่งกันในการประมูล Tacit  collusion  ไม่ผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าไม่มีการประมูลไหนป้องกันการฮั้วได้ 100%

เพราะว่าการประมูลก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ถ้าเขาตกลงเรื่องการฮั้วกันก่อนตั้งแต่ก่อนการประมูล อย่างนี้การออกแบบประมูลก็อาจจะช่วยอะไรไม่ค่อยได้ ส่วนที่มีการเข้าใจผิดกันเยอะ คือถ้าเปิดประมูลรอบแรกแล้วเห็นว่าอุปสงค์เท่ากับอุปทาน มันจะเป็นการฮั้วกัน นี่คือความเข้าใจที่ผิด เพราะมันอาจจะเป็นเพราะสภาพตลาดก็ได้ นั่นคือความต้องการของผู้ประกอบการอาจจะมีแค่นั้นจริงๆ ทั้งนี้อาจจะเป็นการฮั้ว หรืออาจจะไม่เป็นก็ได้ ส่วนเรื่องที่บอกว่าไม่สามารถป้องกันการฮั้วกันได้ 100%  นั้น เราสามารถลดแรงจูงใจในการฮั้วกันได้  

อย่างแรกที่ง่ายที่สุดคือราคาตั้งต้น การใช้ราคาตั้งต้น ลองคิดง่ายๆ  ผู้ประมูลฮั้วกันเพื่อให้ราคาต่ำ  ถ้าสมมติไม่มีราคาตั้งต้น  หรือมีราคาตั้งต้นที่ 0 บาท ฮั้วกันปุ๊บ ราคาสุดท้ายจบที่ 0 บาท แต่ถ้าสมมติว่าเราตั้งราคาตั้งต้นไว้สูง  ฮั้วกันไป ราคาก็ไม่ต่ำอยู่ดี กำไรจากการฮั้วก็น้อยลง แรงจูงใจในการฮั้วก็น้อยลง ผู้ประมูลอาจจะคิดว่า ฮั้วไปก็ไม่คุ้ม โดนจับก็เสียหาย และอีกวิธีหนึ่งคือ การกำหนดบทลงโทษผู้สมรู้ร่วมคิด อันนี้ต้อง

JoomSpirit