เมื่อ Fixed และ Mobile รวมเป็นหนึ่ง (3 - 9 เม.ย.55)

เมื่อ Fixed และ Mobile รวมเป็นหนึ่ง (3 - 9 เม.ย.55)

fixedแนวโน้มของเทคโนโลยีที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากมาระยะหนึ่งแล้วก็คือ Fixed-Mobile Convergence (FMC) เรามาดูกันว่ามีความหมายอย่างไร และทำไมถึงได้รับความสำคัญมากขนาดนี้  

FMC ก็คือ การหลอมรวมกันของเทคโนโลยีระหว่าง โทรศัพท์พื้นฐาน กับ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้ผู้ใช้บริการสะดวกสามารถใช้บนโครงข่ายใดก็ได้   ซึ่งอาจจะเป็น โทรศัพท์ไอพี (IP Phone) หรือการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์บนสายโทรศัพท์ที่ให้บริการร่วมกับ โทรศัพท์เคลื่อนที่   รวมถึง Convergence โทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย

จากแต่เดิมการใช้โทรศัพท์ภายในบ้านก็จะผ่านโทรศัพท์พื้นฐาน และเมื่อมีการเคลื่อนที่ก็จะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่   การใช้งานจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นทำให้ทั้งผู้ให้ บริการโทรศัพท์พื้นฐาน   โทรศัพท์เคลื่อนที่   ผู้ผลิตอุปกรณ์ ต่างให้ความสนใจกับ FMC เป็นอย่างมาก

ตามที่ทราบกันดีว่าในประเทศที่พัฒนาทางเทคโนโลยีแล้ว รวมกับประเทศไทยเรานี้   จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีมากกว่าจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์ พื้นฐาน และที่สำคัญ จำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็มาจากผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งนั้น   ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบริการที่เกิดขึ้นใหม่อย่าง Voice over IP (VoIP) ทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง FMC มาสู้กันบนเวทีที่มีการแข่งขันสูงในตลาดโทรคมนาคมอย่างเช่นทุกวันนี้

อันที่จริง คำว่า FMC ไม่ได้ถูกกำหนดความหมายไว้อย่างชัดเจนนัก มีการตีความหมายของเทคโนโลยีนี้ไปในทิศทางที่แตกต่างกัน   แต่ก็มีส่วนที่คิดเห็นร่วมกันอยู่ดังนี้

  • Convergence Billing: FMC เป็นบริการที่มีการรวมบิลค่าใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน   โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจัดว่าเป็น convergence ในเบื้องต้น
  • Convergence Number : เลขหมายเดียวกันสามารถใช้ได้ทั้งเมื่ออยู่นอกสถานที่ (Mobile environment) และ ในบ้าน (Fixed line) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาใช้ภายในบ้านก็จะส่งสัญญาณผ่านโครงข่าย Fixed-line ที่เป็น PSTN หรือวงจรอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง                           
  • Convergence Terminal : บริการที่สามารถใช้เทอร์มินอลตัวเดียวกันสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์เคลื่อนที่

อันที่จริง เทคโนโลยีหนึ่งๆ จะมีช่วงอายุของมันอยู่เริ่มจากมีผู้ใช้ในกลุ่มแรกๆ ที่สนใจมาทดลองใช้ และบอกต่อถึงความสามารถจนมีผู้ใช้บริการแพร่หลายมากขึ้น และตามปกติก็จะมีความนิยมลดลง การนำเอา Convergence Technology เข้ามาใช้ สามารถจัดว่าเป็นการดึงเอาเทคโนโลยีหนึ่งที่อยู่ในขาลงในกลับขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่งโดยการผสมผสานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น อย่างไรก็ตาม ต้องมีการทำงานร่วมกันของโครงข่ายซึ่งแนวโน้มก็จะเป็นการทำงานในลักษณะของ IP มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีการเปิดบริการไปแล้วในหลายประเทศ แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจแต่กลับมีการตอบรับที่ไม่ค่อยจะน่าพอใจเท่าที่ ควร เนื่องจากผู้ใช้ไม่เห็นความจำเป็นเท่าที่ควร แม้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายบริการเสียงได้ เมื่อมาในลักษณะ VoIP ผ่าน บรอดแบนด์ ภายในบ้าน แต่ดูเหมือนว่าในบางประเทศ ค่าบริการเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็อยู่ในอัตราที่พอจะจ่ายได้ จึงดูเหมือนเทคโนโลยีที่น่าสนใจนี้ อาจจะไม่ได้สร้างสีสันในเชิงธุรกิจมากมายนัก

จากแนวโน้มอัตราค่าบริการเสียงบนโครงข่ายไร้สาย ลดต่ำลง ซึ่งนับเป็นหนึ่งแรงกดดันต่อโอเปอเรเตอร์ที่เคยเก็บเกี่ยวรายได้จากบริการ นี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการเติบโตของข้อมูลที่ผ่านโมบายล์ บรอดแบนด์ (Mobile broadband) โดยเฉพาะวิดีโอ เมื่อมีความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น Multicast จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้สามารถใช้งานทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น อันที่จริง Multicast ก็คือ เทคนิคหนึ่งซึ่งนำมาเพื่อส่งข้อมูลหนึ่งๆ ให้กับผู้ใช้งานหลายรายภายใต้โครงข่ายเดียวกัน   สำหรับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามปกติเมื่อผู้ใช้เรียกสายไปยังเลขหมายหนึ่งๆ ก็จะมีการสร้างเส้นทางเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งกล่าวได้ว่าในเวลาหนึ่งๆ จะมีผู้ที่ติดต่อสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนรับส่งข้อมูลด้วยอยู่เพียงหนึ่งจุด เท่านั้น การสื่อสารลักษณะนี้เรียกว่า Unicast   ต่างจาก Multicast ที่สามารถส่งข้อมูลเดียวกันไปยังผู้ใช้หลายรายได้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การสื่อสารแบบ packet ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการวิจัยพัฒนากันมาโดยตลอด

และเป็นที่ทราบกันดีว่าการสื่อสารแบบดิจิทัล มีการพัฒนาขึ้นทุกๆ ปี อุปกรณ์สื่อสารก็มีความสามารถมากขึ้น ถึงแม้ว่าสายสัญญาณจะมีความเร็วเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตาม แต่ Bandwidth ก็ไม่สามารถเพิ่มได้มากตามที่ต้องการ   อย่างทุกวันนี้ในโลกของโทรศัพท์เคลื่อนที่ การสื่อสารไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่การสนทนาด้วยเสียงเท่านั้น แต่มีการส่งภาพเคลื่อนไหวเหมือนกับการดูโทรทัศน์บนเครื่องมือถือ ไม่ว่าจะดูการถ่ายทอดสดการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศ หรือการแพร่ภาพงานประชุมต่างๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็คือการส่งข้อมูลเดียวกันไปยังผู้ใช้จำนวนมากพร้อมๆ กันนั่นเอง

การสื่อสารลักษณะ Unicast เมื่อมีการแพร่ภาพหนึ่งๆ ออกไป ต้องมีเส้นทางเพื่อส่งสัญญาณไปยังเครื่องมือถือที่กำลังดูภาพนั้นๆ อยู่แบบหนึ่งต่อหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น จำเป็นต้องมีช่องสัญญาณขนาดมากขึ้นเป็นจำนวนเท่าของจำนวนผู้ใช้ที่เข้าชม ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเตรียม bandwidth ได้ใหญ่ขนาดนั้นจึงเกิดปัญหาคอขวด และส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของบริการได้

สำหรับ Multicast สามารถทำงานได้ในหลากหลายลักษณะ ในการสื่อสารผ่านสายมักจะใช้ความสามารถของ router เพื่อส่ง Multicast packet ไปยังปลายทางหลายเทอร์มินอล ด้วยการส่งเพียงหนึ่ง packet หรืออาจจะมี router อยู่ระหว่างกลางเพื่อทำการคัดลอก packet เพื่อส่งต่ออีกทอดหนึ่ง   การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีไร้สายผ่านคลื่นในลักษณะ broadcast จะแตกต่างจาก multicast อยู่ที่ว่า broadcast จะไม่มีการส่งผลตอบรับมาจากฝ่ายรับเลย

การทำงานในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่มีจุดที่ต้องคำนึงถึงอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ใช้มี การเคลื่อนที่ตลอดเวลา จึงอาจจะทำให้ไปจับสัญญาณจากสถานีฐานอื่น หรือจำเป็นต้องมีการทำ handover นั่นเอง   การเปลี่ยนแปลงการส่งสัญญาณจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งนั้น ทำให้มีโอกาสรับส่งข้อมูลอย่างไม่ต่อเนื่อง ส่งผลถึงคุณภาพของบริการโดยตรง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก - http://www.tjinnovation.com/Section.php?cat=42&id=1614

JoomSpirit