ไส้ใน (20 - 26 ส.ค. 56)

carbon2013-08-20

เมื่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์กำลังพลิกโฉม หลากโจทย์ ที่ผู้บริโภคต้องรู้ ก่อนสับสวิตช์เปิดรับชม ทีวีดิจิทัล ดีเดย์ 5 ธ.ค.56 ป้องปัญหา"จอดำ"

โดย : สาวิตรี รินวงษ์ วันที่ 19 สิงหาคม 2556

ปรากฏการณ์รับชมโทรทัศน์ของไทยกำลังจะพลิกโฉม เปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล หรือ "ทีวีดิจิทัล" ภายในปี 2559 เพื่อให้เป็นไปตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1(2555-2559) และประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การ "ประมูล" ช่องทีวีดิจิทัลประเภทช่องบริการธุรกิจ 24 ช่อง ในปลายเดือนตุลาคมนี้ จากทั้งหมดมี 48 ช่อง

คำถามนานัปการที่ผุดขึ้นว่าประชาชนจะได้ "ประโยชน์" อะไรบ้าง จากการ "ยกระดับ" การรับชมรายการโทรทัศน์ในครั้งนี้ และคำตอบดูเหมือนจะเห็นพ้องในทางเดียวกันด้าน "คุณภาพ" การรับชมจะคมชัด ดีขึ้นทั้งภาพและเสียง รายการโทรทัศน์ที่หลากหลายมากขึ้น เพราะการแข่งขันในอุตสาหกรรมทีวีในระนาบเดียวกัน ย่อมทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในวิชาชีพคัดสรรเนื้อหา รายการน้ำดี นำเสนอสู่สายตาประชาชนเพื่อแย่งสายตาคนดู (eye ball) และนำไปสู่เรตติ้ง ช่วงชิงเม็ดเงินโฆษณา สร้างรายได้ให้กับบริษัทผู้เป็นเจ้าของช่องหรือสถานีนั้นๆ

หากแต่วันนี้ยังไม่มีใครการันตีได้ว่า ปริมาณช่องที่เพิ่มขึ้นจะมาพร้อมกับเนื้อหาที่มีคุณภาพจริงหรือไม่ และระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกสู่ทีวีดิจิทัล อะไรคือไส้ในที่ต้อง "ชำแหละ" ที่ผู้บริโภคต้องรับรู้ นอกจากความมึนงง สับสน จากจำนวนช่องที่เพิ่มขึ้นมากมายก่ายกอง รวมถึงวิธีการรับชม กระทบชิ่งทำให้ยอดขายทีวีหดตัวลง เพราะไม่แน่ใจว่าทีวีเครื่องใหม่ที่ซื้อ จะรองรับระบบดิจิทัลได้หรือไม่
เอาเป็นว่า "ประมูลกันให้ได้ก่อน" ค่อยว่ากัน !!!

"ดร.สิขเรศ ศิรากานต์" ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสื่อใหม่ มหาวิทยาลัยเนชั่น ผู้เกาะติดสถานการณ์ทีวีดิจิทัล เจ้าของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก หัวข้อ Digital TV in Thailand จาก International Communication Macquarie University Sydney Australia เล่าถึงมูลเหตุของอุตสาหกรรมทีวีไทยที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัลเกิดจาก "โลกาภิวัตน์" เมื่อโลกล้อมประเทศ สังคมโลกหันมาออกอากาศในระบบทีวีดิจิทัล ไทยก็ต้องเดินตาม ยิ่งมองในมุมเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี ชี้ให้เห็นว่าการผลิตสินค้าอนาล็อก ค่อยๆถูกยกเลิกไป ห้างร้านเริ่มจำหน่ายทีวีที่แสดงผลระบบดิจิทัลมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลให้ไทยต้องคล้อยตามโลก สอดรับแนวทางคณะกรรมการสหภาพโทรคมนาคมสากล (ITU)

ดร.สิขเรศ ยกข้อดีของทีวีดิจิทัลที่ประชาชนทุกระดับจะได้รับอานิสงส์ เป็นเรื่องของ "คอนเทนต์" (เนื้อหา) ที่หลากหลายขึ้น ส่วนจะดีหรือไม่ คงตอบแทนผู้ชมคนดูไม่ได้ ยิ่งอนาคตธุรกิจทีวี ชี้วัดการแข่งขันด้วยฝีมือ คอนเทนต์จึงเป็นตัวขับเคลื่อนทุกสิ่งบนจอแก้ว เช่น เนื้อหารายการข่าวต้องถูกต้อง แม่นยำ มีวิเคราะห์เจาะลึก รายการเด็ก ต้องไม่ใช่ผู้ใหญ่เตรียมแล้วแอ๊บเด็ก ควรยึดความต้องการ เสริมพัฒนาการของเด็กเป็นสำคัญ

คอนเทนต์การศึกษาต้องเป็น Edutainment บันเทิงเสริมสาระ นี่เป็นข้อดีที่ผู้บริโภคจะได้รับ และยังเป็นความคาดหวังในฐานะ "นักวิชาการ" เช่นเขา

"ตอนนี้เปิดช่อง 48 ช่อง อยากให้มีโควต้าของเนื้อหาที่ตอบแทนสังคมไทยให้มากขึ้น ยิ่งไทยเป็นประเทศอ่อนด้อยการศึกษาควรให้ความสำคัญมากขึ้น" เขาย้ำ

ช่องความคมชัดสูง (High Definition-HD) เป็นอีกข้อดีที่ทำให้ผู้บริโภครับชมรายการทั้งภาพและเสียงได้คมชัดมากขึ้น ในมุมธุรกิจช่องเอชดี หลายฝ่ายคาดหวังจะ "รุ่ง" แต่อีกมุมก็อาจ "ร่วง" จากต้นทุนการผลิตรายการที่เพิ่มสูงขึ้นมาก

กล้อง การบันทึกเสียงทุกอย่างต้องเป็นเอชดีแท้ ไม่ใช่เอชดี "เทียม" รูปแบบรายการต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น ช่อง BBC และช่อง National Geographic ที่ผลิตสารคดีแต่ละชิ้นล้วนทุ่มเท ทุ่มทุน เพื่อให้สมศักดิ์ศรีความเป็น HD อย่างแท้จริง ขณะที่บ้านเราแม้สนใจช่อง HD แต่ยังต้องคลำทางว่าจะผลิตคอนเทนต์อะไรป้อนให้คนดู เพื่อตอบโจทย์ความคมชัด ชัดไม่พอเนื้อหาต้องดี
"หัวใจสำคัญคือเรื่องคอนเทนต์ดี ไม่งั้นอยู่ไม่รอด เพราะเมื่อรายการดีย่อมมีผู้ชม แล้วดึงดูดโฆษณาตามมา"

ดร.สิขเรศ บอกอีกว่า อีกมิติหนึ่งที่ต้องตระหนัก 48 ช่องทีวีที่เพิ่มขึ้น จะตอบความต้องการรับชมรายการที่หลากหลายได้จริงหรือ ปริมาณที่มาก ไม่ได้การันตีว่าจะมาพร้อมกับ "คุณภาพ"

ต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมทีวีไทยก้าวไปอีกขั้น มีทั้งทีวีดาวเทียม 200 ช่อง เคเบิลทีวีราว 900 ช่อง นับรวมกันพันกว่าช่อง แล้วนวัตกรรมทีวีดิจิทัลจะมีอิทธิพลมากพอให้เกิดการ "เปลี่ยน" พฤติกรรมการรับชมไปชมทีวีดิจิทัลได้มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่ายุคนี้การรับชมทีวีเริ่มถูกแทนที่ด้วย second screen มากขึ้น เห็นจากดัชนีชี้วัดยอด views บน Youtube ที่ทะลุล้านครั้ง เป็นสื่อใหม่ที่ "แย่ง"สายคนดู หรือ eye ball ไปมาก

"ทีวีดิจิทัลต้องเทียบความต่างของนวัตกรรมได้ และประชาชนจะได้อะไร ถ้าเพียงแค่ภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไปมีช่องทีวีเพิ่มมากขึ้น เพราะทุกวันนี้รวมๆแล้วก็พันกว่าช่อง และยังมีช่องที่ไม่ได้ใบอนุญาตอีกมาก"

การจัดสรรช่องยังเป็นเรื่องที่กังขา โดยเฉพาะช่องบริการสาธารณะ 12 ช่อง ที่จะถูกจัดสรรไปก่อน 6 ช่อง ตามคุณสมบัติของผู้ได้รับเลือก(Beauty contest)

ขณะที่การมองภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล สังคมมักพุ่งเป้าสนใจไปที่หัวขบวนการขับเคลื่อนขององค์กรกำกับอย่าง กสทช.
ทว่า...แท้จริงแล้วการดำเนินการจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ผลลัพธ์น่าจะอยู่ที่ "ประชาชน" มากกว่า เพราะในทางทฤษฎีและปฏิบัติประชาชนจะพร้อมรับนวัตกรรมแตกต่างกันไป 4-5 กลุ่ม บางคนรับเร็ว เป็น Innovative person บางกลุ่มรับช้า หรือไม่ยอมรับเลย
หากแต่ภาครัฐกลับสนใจไยดีประชาชนน้อย เพราะมัวสาละวนกับการ "ประมูล" ช่องบริการ "ธุรกิจ" การมอบใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัล (Multiplex: MUX) การออกใบอนุญาตอีกจิปาถะ

จนเกิดคำถามว่า รัฐมัวแต่สาละวนเรื่องอะไรอยู่ หันมาดูประชาชนกันบ้างไหม

ล่าสุดสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส) และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ชุมนุมเพื่อให้กสทช.ยุติบทบาทการทำ

หน้าที่ของกสทช.พร้อมยื่นถอดถอน กสทช.ทั้ง 11 คนต่อวุฒิสภา

ในฐานะนักวิชาการจึงอยากกระทุ้งให้รัฐ รวมทั้งสื่อมวลชน ผู้ประกอบการทั้งผู้ผลิตทีวี ผู้ผลิตรายการ ร่วมด้วยช่วยกันให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับ "การรับชม" ทีวีดิจิทัล ย้ำว่า "ด้วยภาษาชาวบ้าน" เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะบทเรียนจากประเทศที่เจริญแล้ว อย่างมหาอำนาจทางเทคโนโลยีสหรัฐฯ อังกฤษ สเปน ต่างเคยล้มเหลวกับการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล เพราะติดแหง็ก! กับประชาชนที่ไม่ยอมรับนวัตกรรม

เช่น สหรัฐ มีแผนจะเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลตั้งแต่ปี 2543 แต่กลับใช้เวลาถึง 9 ปี ถึงจะสำเร็จ เพราะประชาชนไม่ยอมรับ สำทับกับการแจกคูปองที่ไม่ครอบคลุมต้นทุน และไม่ทั่วถึง เป็นต้น

"ทีวีดิจิทัลเป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ เพราะคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ทีวีดิจิทัลจะเกิดหรือจะดับ ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจของผู้ประมูล ที่ผ่านมารัฐไม่เคยถามว่าประชาชนต้องการทีวีรูปแบบไหน ประเทศไทยเป็นโมเดลเดียวที่กล้ากำหนดสิ่งเหล่านี้ โดยไม่ใช้ตลาดคือประชาชน มาช่วยกำหนด ซึ่งกำลังจะถูกทดสอบและท้าทายโดยประชาชนจริงๆ" เขาย้ำ

ส่วนการแจกคูปองส่วนลดใบละ 690 บาท ให้กับประชาชนคนไทย 22 ล้านครัวเรือน เพื่อซื้อ set top box หรือกล่องรับสัญญาณ ภายใต้เม็ดเงิน 2 หมื่นล้านบาท ประชาชนก็ต้องจับตาต่อไปว่า "ผลประโยชน์" จากเม็ดเงินก้อนโตจะตกไปอยู่ที่ผู้ผลิตรายใด แต่ในมุมมองของเขาต้องการให้เงินถูกหมุนเวียนอยู่ในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าจะต้องนำเข้าหรือจ้างผลิตกล่องรับสัญญาณในต่างประเทศ
นอกจากนี้ การเคาะสเปคกล่องรับสัญญาณที่ กสทช.ยังไม่อนุมัติ หากคลอดหลักเกณฑ์เมื่อใด ก็ควรมีการตรวจสอบคุณภาพกล่อง ป้องกันไส้ในไร้มีอุปกรณ์รับสัญญาณตามสเปค หรือเมื่อใช้กล่องไปแล้วเกิดชำรุดเสียหาย ใครจะรับผิดชอบ เหล่านี้ล้วนต้องคุ้มครองผู้บริโภค
ส่วนประชาชนที่ต้องการซื้อทีวีใหม่รองรับทีวีดิจิทัล ก็ยังสุ่มเสี่ยงเจอปัญหา "ย้อมแมว" จากมหกรรมลดราคา และบรรดานักขายที่ "มั่วนิ่ม" ตามห้างค้าปลีกต่างๆ ที่อวดอ้างสรรพคุณพะยี่ห้อทีวีนี่นั่นว่า สามารถรับชมทีวีดิจิทัลกันแบบเอิกเกริก สวนทางการกับลงพื้นที่สำรวจซึ่งพบว่า
จำนวนทีวีไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีจูนเนอร์ในตัวเพื่อรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ประชาชนจึงต้องสังเกตสัญลักษณ์ DVB-T2 ก่อนตัดสินใจซื้อทีวี โดยจะต้องติดไว้ที่เครื่อง จึงจะรับชมระบบดิจิทัลได้ หากไม่อยากเจอปัญหา "จอดำ"

จอดำ!! ปัญหาใหญ่ของวงการโทรทัศน์ เพราะที่ผ่านมาผู้บริโภคหลายพื้นที่ยัง "ติดกับดัก" เจอผู้ประกอบการกั๊กสัญญาณแยกกล่อง แยกแพลตฟอร์ม ท้ายที่สุดก็สร้างความเดือดร้อนให้คนดู

ในเรื่องนี้ "ดร.สิขเรศ" ให้ความเห็นว่า เพราะดิจิทัลทีวี คือการอนาล็อก Swicth off แล้ว Swicth over ดิจิทัล การส่งสัญญาณให้ราบรื่นถึงจุดที่มีประสิทธิภาพ ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เมื่อโครงข่ายยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้นพื้นรับสัญญาณไม่ได้ก็คือดับสนิท จึงทำให้กสทช.ต้องออกอากาศในระบบอนาล็อกคู่ขนานกันไปด้วย

"คนไทยเห็นพลานุภาพของจอดำตอนมหกรรมฟุตบอลยูโร 2012 มาแล้ว และจอดำจะมีอีกเยอะ เพราะมหกรรมกีฬาฟุตบอลโลก พรีเมียร์ลีก รัฐไม่ได้ไปช่วยผู้ประกอบการประมูล แม้ว่าประชาชนมีสิทธิรับรู้ข่าวสาร แต่เมื่อเป็นพรีเมี่ยมคอนเทนต์ ราคาสูง ประชาชนก็ต้องเห็นใจนายทุน ไม่ได้หมายความว่าเข้าข้างนายทุนแต่เข้าใจสิทธิ แม้ว่า กสทช.จะออกกฎ Must-carry rules (หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป) ล้อมคอกให้กับช่องทีวีดิจิทัล แต่อนาคตก็ควรมี Digital Rigth Management หรือการจัดการสินทรัพย์ทางปัญญาในระบบดิจิทัลให้ชัดเจนมากขึ้น"

ดร.สิขเรศ บอกว่า ที่เล่าว่าไม่ได้ค้านการเกิดทีวีดิจิทัล "เห็นด้วย 100%" แต่เขาต้องการให้ผู้ประกอบการตระหนักให้มากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่ โดยเฉพาะการใช้วาทะกรรมสงครามแพลตฟอร์มทีวี (ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี ทีวีดิจิทัล ฯลฯ) แล้วหันมามองอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลเป็นองค์รวม(Convergence) ให้มากไม่เฉพาะทีวี แต่ต้องผสมผสานกับสื่ออื่นอย่างไรให้ลงตัวเพื่อผู้ชม ทั้ง 3G 4G และ Multi screen ต่างๆ

ที่สำคัญควรมองให้ไกลไปถึง 15 ปีข้างหน้าสะท้อนเงาอุตสาหกรรมทีวีในอนาคต เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเศรษฐมิติของดิจิทัลอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทย

"ไม่ใช่นักวิชาการค้านแหลก หรือโลกสวย แต่ต้องการสะท้อนสังคมให้ละลายวาทะกรรม สงครามแพลทฟอร์ม ที่กล่อมประสาทประชาชนมาหลายปี มีเคเบิลทีวี ดาวเทียม และเรกกูเลเตอร์ (หน่วยงานกำกับ) ที่ยืนอยู่คนละฝั่ง มันได้ประโยชน์อะไร เป็นสงครามจิตวิทยาเกินไป ไม่มีประโยชน์แก่ประเทศ สงครามแพลตฟอร์มจึงต้องเลิก ทุกคนต้องก้าวเข้าสู่ทีวีดิจิทัลผ่านสื่ออื่นๆ ไม่งั้นตาย" 

--------------------------------------------------------------

มีกล่อง แต่สัญญาณไปไม่ถึง "ก็ดูไม่ได้"

ฟากเจ้าพ่อฮาร์ดแวร์ของธุรกิจทีวี "สมพร ธีระโรจนพงษ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัด เห็นพ้องกับนักวิชาการถึงการก่อตัวของทีวีดิจิทัลว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคมี "ทางเลือก" รับชมรายการต่างๆมากขึ้น ที่สำคัญเป็นการนำทรัพยากรคลื่นความถี่มาใช้ให้คุ้มค่ามากขึ้นถึง 10 เท่าตัว จากระบบทีวีอนาล็อกเดิม

เขายังวิเคราะห์ว่า การประมูลช่องบริการธุรกิจ 24 ช่อง อาจไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเนื้อหามากนัก เพราะผู้ที่จ่อคิวประมูลล้วนเป็น "หน้าเดิม" จากแวดวงทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี และฟรีทีวี ที่มีคนดูรายการเหล่านั้นอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเกิดทีวีดิจิทัลก็ได้ แต่ที่น่าขบคิดคือช่องบริการสาธารณะ ที่ยังกังขาว่าจะเกิดประโยชน์แก่คนดูจริงหรือไม่ ซึ่งควรใช้กรณีศึกษาของช่อง NBT หรือช่อง 11 มาเปรียบเทียบ
แต่สิ่งที่ประชาชนคนดูทีวีควรจะต้องรู้ รับทีวีดิจิทัลนั่นคือ "การเลือกซื้อฮาร์ดแวร์" เพื่อรองรับการออกอากาศโทรทัศน์ระบบใหม่ จะใช้กล่องรับสัญญาณจากทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี หรือทีวีระบบใหม่เลย ซึ่งตอนนี้กสทช.ยังไม่ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายใดผลิตได้เลย หากแหกคอกจะเจอข้อหา "ผิดกฎหมาย" ส่วนทีวีที่กระหน่ำขายในห้างค้าปลีกก็ไร้ระบบรองรับทีวีดิจิทัลค่อนข้างมาก

สิ่งหนึ่งที่น่าห่วงคือประชาชน "เข้าใจผิด" คิดว่าเมื่อมีทีวีดิจิทัลแล้วสามารถรับชมรายการทีวีได้ทันทีที่เปิดให้บริการ อาจไม่เป็นเช่นนั้น การแจกคูปองให้กับครัวเรือนที่มีโครงข่ายส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลยังไปไม่ถึง หรือเมื่อซื้อกล่องรับสัญญาณแล้วแต่ดูไม่ได้เพราะสัญญาณยังไปไม่ถึง เหล่านี้ต้องเร่งทำความเข้าใจให้มาก

"การเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลจะช้าหรือเร็วไม่สำคัญเท่ากับทำความเข้าใจผู้บริโภคให้ดี เพราะวันนี้ผู้บริโภคเข้าใจแค่ว่าเสียบปลั๊กแล้วรับชมได้เลย แต่เมื่อออกอากาศจริงแล้ว เกิดไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพราะเป็นการทยอยดำเนินการ ก็ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชน"
ทั้งหมดเป็นเพียงเสียงสะท้อนของคนในแวดวงสื่อ ที่ต้องการเป็นกระบอกเสียงส่งต่อให้ประชาชนรับรู้และเตรียมพร้อมรับกับทีวีดิจิทัล ซึ่ง กสทช.ถือฤกษ์ยามงามดี "5 ธันวาคม 2556" ปิดสวิตช์อนาล็อก แล้วเปิดสวิตช์ออกอากาศทีวีดิจิทัล

แม้ว่าปีแรกจะมีประชากรราว 50% ของประชากรทั้งประเทศที่จะได้รับชม แต่ในอนาคตจะเพิ่มเป็น 80% ในปีที่ 2 เพิ่มเป็น 90%ในปีที่ 3 และปีที่ 4 จะครอบคลุมประชากรราว 95% จากทั่วประเทศ

"ระบบการออกอากาศ" และ "การทำความเข้าใจกับประชาชน" จะเป็นดัชนีชี้วัดว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย "ทีวีดิจิทัล" จะติดหล่มเหมือนหลายประเทศ หรือจะรุ่งโรจน์

-------------------------------

ทีวีดิจิทัล เพิ่มที่ยืน "เอสเอ็มอี"

หนึ่งในผู้ผลิตคอนเทนต์ชั้นนำ "ชลากรณ์ ปัญญาโฉม" ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์การตลาด บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพบวกของทีวีดิจิทัลว่า ด้านคอนเทนต์จะมีความหลากหลาย เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ ยิ่งการประมูลทีวีดิจิทัลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ที่จะหนุนให้ธุรกิจทีวีมีการ "แข่งขันสูง" นั่นเป็นปัจจัยทำให้ประชาชนในฐานะ "ผู้บริโภค" รับอานิสงส์แน่นอน ส่วนจะได้สมใจอยากอย่างที่คาดหวังหรือไม่ ต้องยกให้ประชาชนตัดสิน

"ในแง่ของความหลากหลายประชาชนได้ประโยชน์ และอาจเพิ่มมากขึ้นจากภาวะการแข่งขันของช่องต่างๆที่จะผลิตรายการดีมีคุณภาพป้อนคนดู"

ทว่าในระยะยาวผู้ประกอบการเช่นเขากลับไม่มั่นใจนัก เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันมี "ช่อง" รายการทีวีจำนวนมากทั้งเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียมแต่กลับเป็นรายการน้ำดีไม่กี่ช่อง นับได้จริงๆเห็นจะมี 20-30 ช่องเท่านั้น บางรายการเนื้อหาทับซ้อนกัน

ข้อดีอีกประการหนึ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลจะนำไปสู่การพัฒนาฟังก์ชันใหม่ๆ ทำให้เกิดการสื่อสารสองทาง มีลูกเล่นแอพพลิเคชั่นตอบสนองผู้บริโภคเพิ่มเติม ก็จะเป็นแม่เหล็กตรึงผู้ชมได้มากขึ้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า "จะมาเร็วหรือช้า" เท่านั้น

อีกประโยชน์ที่อาจเห็น คือกลุ่มผู้ประกอบการ ธุรกิจเอสเอ็มอี จะมีพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์มากขึ้น จากอดีตที่โทรทัศน์เป็นพื้นที่สื่อราคาแพง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องอิงกระแสความนิยมชมทีวีดิจิทัล และราคาค่าโฆษณาที่ไม่แพงด้วย จุดนี้ยังทำให้เห็นภาพเม็ดเงินธุรกิจโฆษณาใหม่ที่อาจเป็นเค้กก้อนใหญ่ขึ้นจากเดิม จากตลาดที่โตขึ้น

ข้อดีมีให้เห็น ทว่า...สิ่งที่ผู้บริโภคต้องเกาะติดทีวีดิจิทัล คือ "สัญญาณโครงข่ายพื้นที่ที่ตนเอง" ว่ามีเสาสัญญาณพร้อมจะรับชมรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลหรือไม่ เพราะหากบางบ้านบางครัวเรือนไม่มีกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี ดูฟรีทีวีปกติ 6 ช่อง ย่อมเจอปัญหา "จอดำ" ได้ "เรื่องนี้น่าเป็นห่วง" ยิ่งผู้ให้บริการเช่าโครงข่ายแต่ละราย เช่น ไทยพีบีเอส เอ็นบีที ซึ่งรับผิดชอบการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลแต่ละช่องต่างกัน หากบางรายยังไม่มีเสาส่งสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ หรือเสาส่งสัญญาณ "ไม่แข็งแรงพอ" อาจทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับชมรายการได้เช่นกัน

"ต้องดูว่าโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ไหนบ้าง เช่น ไทยพีบีเอส ซึ่งในเชิงเทคนิคถือว่าโครงข่ายแข็งแรง อาจดูช่องเด็กได้ แต่ถ้าโครงข่ายของเอ็นบีที ไม่แข็งแรง บางพื้นที่ดูไม่ได้ จะทำยังไงให้ประชาชนดูได้ทุกช่อง ซึ่งตอนนี้ประชาชนสนใจแค่ว่าจะซื้อกล่องมาแล้วดูได้เลย เรื่องนี้กสทช.ต้องรีบบอกผู้บริโภค ว่าดูผ่านเสาก้างปลาได้หรือไม่ได้ เพราะหากดูไม่ได้ ประชาชนอาจต้องเลือกซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมมาดูทีวีดิจิทัล"

ภาพของการเกิดทีวีดิจิทัลเริ่มสะท้อนให้เห็นคุณอนันต์ แต่ยังมีข้อกังวลชวนให้ประชาชนถกคิด โดยเฉพาะในส่วนของช่องบริการสาธารณะ 12 ช่อง ซึ่ง "ชลากรณ์" ตั้งโจทย์ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีช่อง "บริการสาธารณะ" มากขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะหากพิจารณาประเทศที่พัฒนาแล้ว มีช่องบริการสาธารณะเพียง 2-4 ช่อง อย่าง NHK ของประเทศญี่ปุ่นก็มีเพียง 2 ช่องเท่านั้น สถานีโทรทัศน์ BBC ของอังกฤษ ที่มีมากก็แค่ 4 ช่อง

แม้ว่าจำนวนช่องบริการสาธารณะจะมีมาก แต่จุดนี้เขากลับไม่แน่ใจว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์แค่ไหน อีกทั้งงบประมาณที่ใช้ในการผลิตคอนเทนต์ที่มีต้นทุนไม่ต่างจากคอนเทนต์อื่นๆ ยังเป็นห่วงรายการที่ออกอากาศจะเป็นภาพซ้อนซ้ำกับจุดกำเนิดของทีวีดาวเทียม ที่บางรายการ "นั่งวิเคราะห์" สัพเพเหระเฉยๆ

"ใน 12 ช่อง อาจเป็นรายการนั่งวิเคราะห์เกิน 50% แล้วการผลิตรายการจะนำงบประมาณมาจากไหน ถ้าเป็นการใช้เงินภาษี ก็ต้องถามว่าเราต้องการช่องบริการสาธารณะมากถึง 12 ช่องจริงหรือ" เขาจึงโยนหินถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ควรกระจายช่องไปให้บรรดาชุมชนแทนน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ก่อนยกตัวอย่างซ้ำประเทศญี่ปุ่นที่มีทีวีท้องถิ่น ชุมชนหลากหลาย เช่น ช่องฮอกไกโด

หรือกระทั่งช่องสำหรับเด็กและครอบครัว ที่ถือเป็นมุมมองและมิติใหม่ของทีวีไทย ที่กสทช.กันช่อง กำหนดช่วงเวลารายการเด็กไว้ แต่เมื่อช่อเป็นเด็กถูกแปรมาเป็น "ธุรกิจ" ที่ต้องแข่งขันขับเคี่ยวกันตั้งแต่ประมูลเป็นเจ้าของช่อง ต้องทุ่มเม็ดเงินกันก้อนโต นั่นชี้ให้เห็นว่า รายการที่ผลิตออกมาจะทำเพื่อเด็กอย่างแท้จริงแค่ไหน

เขาให้มุมมองผู้ประกอบการทิ้งท้ายว่า ประโยชน์ของทีวีดิจิทัล กลายเป็น "โอกาสทอง" ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์จะได้ปรับพื้นฐานกันยกขบวน แน่นอนว่าโอกาสครั้งนี้ มาพร้อมกับ "อุปสรรค" เพราะการ Switch off ของช่องรายการต่างๆบนฟรีทีวีที่ไม่พร้อมกัน อีกทั้งทีวีดาวเทียมก็รุดหน้าไปไกลโข และผู้ประกอบการทุกรายต่างรู้ "ปัญหา" ของทีวีดิจิทัลอยู่แก่ใจ ยิ่งอุปสรรคที่ต้องมาลุ้นขณะนี้คือ ค่าเช่าโครงข่ายที่ยังไม่เคาะ อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องกุมขมับแบกภาระต้นทุนที่อาจพุ่งขึ้นในอุตสาหกรรมนี้

JoomSpirit