วิวัฒนาการตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (15 - 21 ต.ค. 56)

vm12013-10-15

จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติมีพัฒนาการมายาวนานและนักวิเคราะห์ก็มองว่าต่อไปในอนาคตจะมีคุณสมบัติที่แสนโดดเด่น สามารถให้คำจำกัดความได้ด้วย 3 คำต่อไปนี้ คือ smart , digitally connected และ sustainable

ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (vending machine) มีพัฒนาการมายาวนานและนักวิเคราะห์ก็มองว่า ต่อไปในอนาคต เจ้าตู้ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าให้กับผู้คนเหล่านี้จะมี คุณสมบัติที่แสนโดดเด่น สามารถให้คำจำกัดความได้ด้วย 3 คำต่อไปนี้ คือ smart , digitally connected และ sustainable

ตู้นี้ให้ยืมคอมพิวเตอร์พกพา ตู้อัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างรู้ใจ เชื่อมโยงกันได้กับอุปกรณ์ดิจิตอล และเป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าตู้เวนดิ้งแมชีนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะยังไม่ได้ไปไกลถึงขนาดนั้น แต่ก็ขยับใกล้เข้ามาทุกที ผู้บริโภคยุคใหม่สามารถซื้อสินค้าได้มากมายหลายอย่างจากตู้จำหน่ายอัตโนมัติ สามารถใช้เงินเหรียญ เงินธนบัตร หรือแม้แต่บัตรเครดิตในการชำระเงินที่ตู้ นอกจากนี้ หลายตู้ยังให้บริการอื่นๆนอกเหนือจากการขายสินค้า ซึ่งรวมถึงการจองตั๋วคอนเสิร์ต ซื้อตั๋วเครื่องบินโดยสาร หรือแม้แต่การรับเงินบริจาคเข้ากิจการสาธารณะกุศลต่างๆ

ในอนาคตข้างหน้า เรายังจะได้เห็นตู้เวนดิ้งแมชีนที่เป็นมิตรกับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย โดยจะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า 4 เสาหลักของความยั่งยืน คือ มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมวัฒนธรรมและการให้ความรู้ ช่วยให้สุขภาพดี-สังคมมีสุข และเสริมรายได้ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ฟังดูเลิศหรูอุดมการณ์ แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นจริงได้หากดูทิศทางวิวัฒนาการที่ผ่านมาของตู้เวนดิ้งแมชีน


vm1

รายงานสภาวะอุตสาหกรรมตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติประจำปี 2013 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดทำโดยสมาคมออโตเมติก เมอร์แชนไดเซอร์ เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2007 - 2011 ยอดจำหน่ายจากตู้จำหน่ายอัตโนมัติลดลง 18.3% แต่หลังจากนั้นก็เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยยอดจำหน่ายในปีที่ผ่านมา (2012) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ระดับ 1.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งนั้นมาจากความนิยมในตู้จำหน่ายสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า ตู้อัจฉริยะ (smart dispenser) ที่รับการชำระด้วยบัตรเครดิต รวมทั้งการชำระด้วยรหัสจากโทรศัพท์มือถือ ตู้เวนดิ้งแมชีนรุ่นใหม่เหล่านี้มักมีหน้าจอระบบสัมผัส (interactive touch-screens) และมีสมรรถนะเพิ่มเติมในแง่ความบันเทิง บริษัทวิจัยการตลาด ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวนระบุว่า ปัจจุบันมีตู้เวนดิ้งแมชีนอัจฉริยะในลักษณะนี้ประมาณ 5-7 แสนตู้ และเป็นที่คาดหมายว่าจะทวีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านตู้ภายในปี 2018 หรือในเวลาเพียง 2 ปีนับจากนี้

ผลการศึกษาชี้ว่าแนวโน้มการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือรูปแบบอื่นๆที่ ไม่ใช่เงินสด กำลังจะเป็นกระแสที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สอดคล้องกับผลการสำรวจในปี 2012 ที่พบว่า 43% ของผู้บริโภควัยผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกายอมรับว่า พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตลอด 1 สัปดาห์โดยไม่ใช้เงินสดเลย (แต่ใช้บัตรเครดิตหรือรูปแบบอื่นๆของการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์) 

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า วิวัฒนาการของเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างมากในการพลิกฟื้นคืนชีวิตชีวารวมทั้งยอด ขายให้กับอุตสาหกรรมตู้เวนดิ้งแมชีน การลงทุนติดตั้งระบบให้ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติสามารถเชื่อมโยงการทำงาน กับอินเตอร์เน็ต ทำให้ผู้ประกอบการ (เจ้าของตู้) ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ลงได้มาก เพราะพวกเขาสามารถตรวจสอบยอดขายและสต๊อกสินค้าภายในตู้ได้ทางออนไลน์ นอกจากนี้ ยังสามารถวางแผนกระจายสินค้าและนำสินค้าใหม่เข้าเติมในตู้ได้จากส่วนกลาง ไม่ต้องส่งพนักงานไปคอยตรวจสอบที่ตู้ซึ่งตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ผู้ประกอบการบางรายเปิดเผยว่า ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว พวกเขาสามารถลดจำนวนเที่ยวการส่งรถสินค้าไปยังจุดตั้งตู้ได้ถึง 40% ทั้งนี้ การเพิ่มสมรรถนะตู้เวนดิ้งแมชีนแบบเก่าให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับระบบ อินเตอร์เน็ต ต้องใช้เงินลงทุนติดตั้งระบบประมาณตู้ละ 500 ดอลลาร์ แต่ถ้าอยากได้ตู้อัจฉริยะใหม่เอี่ยมที่มีระบบอินเตอร์เน็ตพร้อมมาด้วยเลย ก็ต้องลงทุนประมาณ 1 หมื่นดอลลาร์ ซึ่งแพงกว่าตู้แบบธรรมดาๆราว 2 เท่า ด้วยความสะดวกสบายของลูกค้าในการชำระเงินและการลงทุนเพิ่มของผู้ประกอบการ ที่ไม่แพงจนเกินไป ทำให้เชื่อได้ว่ากระแสความนิยมตู้เวนดิ้งแมชีนแบบอัจฉริยะจะเกิดขึ้นอย่าง รวดเร็วและช่วยกระตุ้นยอดขายได้มาก

เนื่องจากตู้เวนดิ้งแมชีนต้องใช้กระแสไฟฟ้าตลอดเวลาขณะให้บริการ ดังนั้น ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามหาวิธีพัฒนาตู้ที่ประหยัดการใช้ไฟฟ้า หรือประหยัดการใช้พลังงานโดยไม่ทำให้สมรรถนะการทำงานของตู้ลดลงหรือทำให้ สินค้าในตู้ได้รับความเสียหาย ในช่วงกลางปี 2012 บริษัท โคคา-โคลา ประเทศญี่ปุ่น ฯ ได้ติดตั้งตู้จำหน่ายอัตโนมัติรุ่นประหยัดไฟฟ้าที่เรียกว่ารุ่น A011 เป็นครั้งแรก ตู้นี้ใช้พลังไฟน้อยและสามารถพักการใช้ไฟฟ้าถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน แต่ยังสามารถรักษาความเย็นของเครื่องดื่มในตู้ได้เป็นอย่างดี หัวใจของระบบประหยัดไฟอยู่ที่การใช้วัสดุสุญญากาศกรุด้านในตัวตู้และประตูก็ ปิดได้สนิทแนบแน่น ทำให้ความเย็นถูกเก็บอยู่ภายในแม้ในช่วงเวลากลางวัน ทำให้สามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าถึง 95%

ตัวอย่างของตู้เวนดิ้งแมชีนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมยังมีให้เห็นในรูปแบบ อื่นๆ อาทิ ตู้เวนดิ้งแมชีนของบริษัท รีเว็นด์ ฯ (reVend) ในประเทศอังกฤษ บริษัทดัดแปลงให้ตู้นี้สามารถรับหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ที่หมดอายุการใช้งาน แล้ว และผู้ที่นำหลอดมาทิ้งในตู้นี้จะได้รับตั๋วคูปองเพื่อนำไปแลกกาแฟฟรี 1 ถ้วย อีกตัวอย่างคือ ตู้สวอป-โอ-เมติก (Swap-O-Matic) ที่ออกแบบโดยลิน่า เฟเนควิโต ตู้นี้จะมีช่องต่างๆ 13 ช่องเพื่อแยกประเภทสิ่งของ ประตูตู้เป็นกระจกที่ล็อกได้ด้วยสัญญาณดิจิตอล ผู้ที่นำของมาบริจาคโดยใส่ไว้ในตู้จะได้รับแต้มคะแนนสะสมเพื่อนำมาแลกสิ่ง ของที่ตัวเองต้องการ

หลายองค์กรก็มองว่า ตู้อัตโนมัติไม่จำเป็นต้องจำหน่ายสินค้าเสมอไป มันอาจถูกนำมาใช้ในการแจกจ่ายหรือให้ฟรีสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ อาทิ ตู้ไบบลิโอ-แมท (Biblio-Mat) ตั้งอยู่หน้าร้านหนังสือเดอะ มังกี้ส์ พอว์ (The Monkey's Paw) ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ตู้นี้มอบหนังสือเก่าให้แก่ผู้ที่ยินดีจ่ายเงิน 2 ดอลลาร์สนับสนุนกิจกรรม อีกตัวอย่างเป็นตู้ "โควต เวนเดอร์" (Quote Vendor) ประดิษฐ์คิดค้นโดยอลิซ หวัง นักออกแบบชาวไต้หวัน ตู้นี้แจกขวดพลาสติกใบจิ๋ว ที่ภายในขวดบรรจุกระดาษแผ่นเล็กๆที่เขียนคำคม ข้อคิด หรือประโยคที่ให้กำลังใจ โดยมีการระบุชื่อหนังสือและผู้ประพันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าของประโยคหรือแง่คิด คำคม เหล่านั้น เอาไว้ให้ผู้ที่สนใจไปติดตามอ่านเนื้อหาส่วนที่เหลือกันได้

vm2

แต่สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจะทำรายได้จากไอเดียตู้เวนดิ้งแมชีนที่ให้ ความรู้หลายรายก็ได้ทำออกมาในลักษณะตู้จำหน่ายหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือ ธรรมดาๆทั่วไป หากแต่เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรืออีบุ๊ก (eBook) ที่วิธีการซื้อหาก็ช่างสะดวกง่ายดายมาก (ไม่งั้นก็จะผิดคอนเซ็ปต์ของตู้จำหน่ายอัตโนมัติที่เน้นความสะดวกสบายของผู้ ซื้อ) ยกตัวอย่างตู้ขายอีบุ๊กของบริษัท กลอรี่ ประเทศญี่ปุ่น ฯ ตู้นี้จำหน่ายรหัสคิวอาร์ของอีบุ๊กให้ผู้ซื้อนำสมาร์ทโฟนมาสแกนรหัสไป เมื่อชำระเงิน (ซึ่งทำได้ทันทีผ่านสมาร์ทโฟน) ก็สามารถโหลดอีบุ๊กมาอ่านหน้าจอได้เลย หรือกรณีของบริษัท กูเกิ้ล ประเทศญี่ปุ่น ฯ ที่ได้คิดค้นตู้เวนดิ้งแมชีนที่สามารถจำหน่ายเกม (และบางเกมก็แจกฟรี) ที่สามารถเล่นได้กับสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ 4.0 ตอนนี้บริษัทผลิตออกมา 3 ตู้ ติดตั้งอยู่ที่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเขตชิบูยา 

ยังมีตู้เวนดิ้งแมชีนอัจฉริยะผุดขึ้นอีกมากมายหลายแบบทั่วโลกให้เราได้เห็น กัน เช่น ตู้ที่สามารถสแกนหน้าผู้คนที่ยืนอยู่หน้าตู้เพื่อให้คำแนะนำว่า พวกเขาแต่ละคนควรบริโภคอาหารประเภทไหนเพื่อให้เหมาะสมกับรูปร่าง ผู้ใช้ตู้ยังสามารถพิมพ์สูตรอาหารออกมาเพื่อไปปรุงเองตามคำแนะนำ (ของตู้) อีกด้วย บางมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ (เช่น ม.เดร็กเซล ในฟิลาเดลเฟีย) มีตู้อัตโนมัติที่ให้นักศึกษาใช้บัตรนักศึกษามาเป็นหลักฐานในการยืม คอมพิวเตอร์แมคบุ๊กจากตู้ไปใช้ในเวลาที่กำหนด เมื่อใช้เสร็จก็ต้องนำมาคืนที่ตู้ โดยตู้นี้จะทำการลบข้อมูลออกจากฮาร์ดดิสก์และชาร์จแบตใหม่ทันทีเพื่อพร้อม สำหรับผู้ที่จะมาใช้คนต่อไป ส่วนองค์การยูนิเซฟก็มีตู้อัตโนมัติที่รับเงินบริจาคกระจายอยู่หลายแห่ง รับบริจาคทั้งรูปเงินสดและการหักเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวก ให้กับผู้ที่ต้องการทำบุญอย่างรวดเร็วทันใจ ตัวอย่างสุดท้ายเป็นตู้อัตโนมัติให้คนยืมหมวกนิรภัยไปใช้สำหรับขี่จักรยาน ตู้ดังกล่าวมีให้เห็นในเมืองบอสตันที่ผู้คนนิยมขี่จักรยานกันอีกทั้งยังมี จุดให้ยืมจักรยานใช้ ตู้นี้ให้ความสะดวกสมคอนเซ็ปต์ของตู้เวนดิ้งแมชีนก็ตรงที่ราคายืมหมวกเพียง 2 ดอลลาร์ และทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องพกหมวกนิรภัยส่วนตัวไปไหนต่อไหนให้เกะกะรุงรัง


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,886 วันที่ 10-12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

JoomSpirit