ต่างชาติยังเชื่อมั่นศก.ไทย

หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.มีมาตรการเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาเป็นลำดับ โดยการปรับประมาณการของเอดีบีอาจจะเป็นการปรับเพิ่ม หรืออยู่ในระดับเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 2.9% เนื่องจากไตรมาสแรกเศรษฐกิจของไทยติดลบถึง 0.6 % ซึ่งเกินกว่าความคาดหมาย

    แม้ว่าไทยจะเคยผ่านพ้นภาวะวิกฤติทางการเมืองมาหลายครั้งและแทบจะทุกครั้งก็สามารถฟื้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วจนเป็นที่ประจักษ์ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นเวลาเนิ่นนานหลายสิบปี แต่ภาวะปัจจัยด้านการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลกก็ไม่อาจทำให้ไว้วางใจได้อีกต่อไปว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ศักยภาพของไทยที่เคยมีมาจะยังคงดึงดูดใจผู้ประกอบการต่างชาติทั้งรายเก่าและรายใหม่ได้มากพอ อะไรที่ยังเป็นจุดแข็งของไทยและอะไรที่จะทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจมากพอที่จะขยายการลงทุนต่อไป เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

    นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) มองภาพเศรษฐกิจไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวลานี้ว่า ธุรกิจภาคเอกชนยังคงปลอดภัยและไม่ได้รับผลกระทบมากนัก การดำเนินธุรกิจยังคงทำได้ตามปกติ ภาคการนำเข้า-ส่งออก การซัพพลายวัตถุดิบและการผลิตของโรงงาน ยังคงทำได้เหมือนเดิม การเข้าออกที่สนามบินก็ไม่มีปัญหา "ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นการฟื้นตัวในเร็ววัน เหตุผลที่ทำให้เชื่อเช่นนี้เพราะปัจจัยหลายอย่าง อาทิ การชำระเงินค่าข้าวให้ชาวนาเท่ากับเป็นการเติมกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทางหนึ่ง อีกทั้งการแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอ (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) เมื่อเร็วๆนี้ ก็จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติว่าทิศทางและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยจะไปทางไหน โครงการต่างๆ ที่รอการอนุมัติอยู่ก็จะสามารถเดินหน้า" ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศ ยังกล่าวด้วยว่า มาตรการต่างๆ ที่ทางคสช.พยายามนำมาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ยังมีบางเรื่องที่ภาคเอกชนรอคอยดูรายละเอียด ซึ่งหากทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เศรษฐกิจไทยก็น่าจะเติบโตได้ถึง 3 % อย่างที่เวิลด์แบงก์คาดการณ์ไว้เดิม "ไทยเจอภาวะชะงักงันทางการเมืองมา 6-7 เดือน เราก็ยังสามารถรอคอยกันมาได้ ฉะนั้นเวลานี้ เราก็ควรรอดูด้วยความหวังว่าทุกอย่างกำลังคลี่คลาย ผมคาดหวังว่าใน 2-3 เดือนข้างหน้าเราจะได้เห็นนโยบายที่ชัดเจนกว่านี้และอาจจะได้เห็นรัฐบาล ซึ่งยิ่งเร็วก็ยิ่งดี เพราะเรา(ไทย) เสียเวลา เสียโอกาสไปหลายเดือนแล้ว"
    ด้านนายเย็บ ซู ชวน ประธานหอการค้าไทย-มาเลเซีย ซึ่งทำธุรกิจด้านยานยนต์ในไทยมา 30 ปี และผ่านภาวะวิกฤติในไทยมาหลายครั้งรวมทั้งวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 และมหาอุทกภัยปี 2554 ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นว่า ทุกครั้งที่ประสบภาวะยากลำบาก ไทยจะฝ่าฟันได้อย่างดีขึ้นทุกครั้ง "เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่ทนทาน สามารถฟื้นตัวได้เร็ว เมื่อใดที่เศรษฐกิจถูกกระทบ 10 % ไทยจะสามารถฟื้นกลับมาได้ 15 % หรือถ้ากระทบ 50 % ก็จะฟื้นกลับมา 75 % นี่จากประสบการณ์ของผมเอง ผมมองประเทศไทยเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถ ยิ่งปัญหาใหญ่มาก คนไทยก็แก้ปัญหาได้เร็วมาก ทุกครั้งที่เกิดปัญหา คนไทยจะรวมกลุ่มและช่วยกันสะสางได้เร็วกว่าที่คิดเสมอๆ" สำหรับเขาเองในฐานะนักธุรกิจผู้หนึ่งที่มีความเข้าใจและมั่นใจในศักยภาพของไทย เขาทำในส่วนที่ทำได้เพื่อให้นักธุรกิจต่างชาติคนอื่นๆ มีความเข้าใจสถานการณ์ในไทยดีขึ้น แต่ก็อยากแนะนำว่า คนไทยต้องส่งความเชื่อมั่นให้ชาวโลกได้รับรู้ด้วย "เราจำเป็นต้องเริ่มการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่น"


    สอดคล้องกับทัศนะของนายไบรอัน ซินแคลร์-ทอมป์สัน รองประธาน JFCCT และนายกสมาคมธุรกิจการบินประเทศไทย ที่เสนอแนะว่า การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจเป็นเรื่องที่ควรเร่งมือทำ "ไทยต้องอธิบายให้ต่างชาติเข้าใจว่าภาคการท่องเที่ยวและการโรงแรม ทุกอย่างยังคงปลอดภัยและดำเนินธุรกิจไปได้อย่างเป็นปกติ ควรจะต้องเชิญผู้ที่อยู่ในแวดวงท่องเที่ยว รวมทั้งสื่อมวลชนต่างชาติ ให้เข้ามาสัมผัสการท่องเที่ยวในประเทศไทยเวลานี้ว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ความซบเซาที่เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวเพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา"
    ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมการบิน นายไบรอันให้ข้อคิดเห็นว่า ไทยควรเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดแข็งที่มีอยู่ ต้องฟื้นฟูสนามบินให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ต้องแก้ไขมุมมองด้านลบด้วยการใช้คำพูดประชาสัมพันธ์ เราจำเป็นจะต้องรับรองความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มแรงดึงดูดต่อการเข้ามาของนักท่องเที่ยว "ผมเชื่อว่าไทยกำลังอยู่บนวิถีทางที่นำไปสู่การฟื้นตัว ผมเองมีความมั่นใจ แต่ไทยจะต้องทำให้คนต่างชาติอื่นๆ รวมทั้งคนที่อยู่นอกประเทศไทยมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเช่นกัน" 

                  
    แน่นอนว่าภารกิจดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่คสช.กำลังดำเนินการสะท้อนจากการจัดประชุมคณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทย 23 ท่านจาก 18 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทูตจากประเทศที่มีความสนใจต่อสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นพิเศษหรือมีมาตรการตอบโต้ไทย อาทิ ทูตจากยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา เป้าหมายก็เพื่อมอบแนวทางในการชี้แจงต่อต่างชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของเป้าหมายโรดแมปที่ต้องการเสริมสร้างสถาบันประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน รวมถึงการปฏิรูประบบราชการและแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ก่อนที่จะนำไปสู่การจัดตั้งสภานิติบัญญัติ การจัดตั้งรัฐบาล และการเลือกตั้งในท้ายที่สุด
    ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงต่างประเทศ จะเดินสายสร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียนที่กำลังจะกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกัน (เออีซี) อย่างเป็นทางการในปี 2558 และนั่นหมายความว่า ภารกิจนี้รวมถึงการบทบาทที่เข้มแข็งและเชิงรุกของไทยในอาเซียน ไม่ใช่ตัวถ่วงที่อาจทำให้กระบวนการของเออีซีต้องล่าช้า 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,958 วันที่ 19 - 21  มิถุนายน  พ.ศ. 2557

JoomSpirit