วิกฤติอิรักส่งผลน้ำมันดิบราคาพุ่งสูงสุดรอบปี

 
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 15 มิถุนายน 2557 
ผู้นำสหรัฐเบรคส่งกองกำลังช่วยรบ อ้างไม่ใช่ทางเลือกในขณะนี้ ด้านนักรบเคิร์ดจับมือตำรวจสู้กลุ่มหัวรุนแรง ขณะที่วิกฤติอิรักจุดชนวนให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี ผู้เชี่ยวชาญการเมืองชี้นี่คือผลพวงความล้มเหลวของสหรัฐ
ประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐ พร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในอิรักทุกทาง แต่การส่งกำลังทหารอเมริกันเข้าไปร่วมรบ ไม่ใช่ทางเลือกในขณะนี้
"เราจะไม่ส่งกำลังทหารของสหรัฐ กลับไปทำสงครามในอิรัก แต่ผมได้ขอให้ทีมงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ เตรียมพร้อมทุกทางเลือกที่เป็นไปได้ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนอิรักด้านความมั่นคง" ผู้นำสหรัฐกล่าว
ทั้งนี้ ทหารอเมริกันเสียชีวิตในสงครามอิรักประมาณ 4,500 นายตั้งแต่ปี 2546 และสหรัฐใช้งบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ ในการฝึกอบรมและมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิรัก ก่อนที่จะถอนตัวออกมาในปี 2554
นักรบเคิร์ดร่วมตร.ต้านก่อการร้าย
กองกำลังชาวเคิร์ด ที่รู้จักในชื่อ เพชเมอร์ก้า ร่วมมือกับตำรวจท้องถิ่นอิรัก ซึ่งรวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งเมืองเคอร์คุก ช่วยเปิดทางใกล้กับเมืองเคอร์คุก เพื่อต่อสู้กับกลุ่มมุสลิมติดอาวุธสุหนี่ที่ก่อเหตุโจมตีและยึดหลายเมืองในอิรักในช่วงหลายวันมานี้
ทั้งนี้ กลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรักและเลแวนต์ หรือไอเอสไอแอล โจมตีครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ พร้อมทั้งขับไล่กองกำลังของรัฐบาลออกจาก 2 เมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงแบกแดดได้สำเร็จ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นมาอีกระลอก
กลุ่มไอเอสไอแอล ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากอดีตผู้นำซัดดัม ฮุซเซน ตลอดจนกลุ่มสุหนี่ต่างๆ ได้รวมตัวกัน และกลายเป็นภัยคุกคามอย่างหนักต่อเสถียรภาพของอิรักนับตั้งแต่ที่สหรัฐถอนทหารออกไปเมื่อปี 2554
วิกฤติทำน้ำมันพุ่งรอบเกือบปี
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า การบุกยึดภาคเหนือของอิรักในเวลาอันรวดเร็ว ของกลุ่มหัวรุนแรง ที่มีสายสัมพันธ์กับเครือข่ายก่อการร้ายอัล-ไกด้าในสัปดาห์นี้ จุดชนวนให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี เนื่องจากบรรดาเทรดเดอร์กลัวว่าการเกิดสงครามกลางเมือง อาจจะฉุดรั้งประเทศเพื่อนบ้านที่ผลิตน้ำมันอื่นๆ ให้พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
แม้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดลอนดอน จะเพิ่มขึ้นเกือบ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่นักวิเคราะห์และบริษัทให้คำปรึกษา กล่าวว่า ภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำมันของอิรัก ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ห่างไกลพื้นที่การสู้รบหลายร้อยกิโลเมตรยังอยู่ในวงจำกัด ส่วนการส่งออกของน้ำมันในภาคเหนือก็มีปัญหาล่าช้ามานานหลายเดือน และไม่มีใครคาดว่าจะฟื้นตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่า ความรุนแรงในอิรัก จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในระยะยาวในอิรัก ซึ่งมีส่วนในการเติบโตของการผลิตน้ำมันโลกอย่างมาก แต่ความเสี่ยงในระยะสั้นยังมีอยู่มาก
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอิรัก ต่อมาราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวลง แต่ก็ยังสูงกว่าเมื่อต้นสัปดาห์ถึง 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซื้อขายล่วงหน้า ปิดตลาดที่ 112.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐปิดที่ 106.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.2556
สำหรับประเทศอิรักเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันใหญ่อันดับ 2 ในองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)
ชี้วิกฤติอิรักผลพวงความล้มเหลวสหรัฐ
การรุกคืบไล่ยึดเมืองในอิรักของนักรบสุดโต่งสุหนี่อย่างรวดเร็ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นอีกหลักฐานที่ยืนยันถึงหายนะของสงครามที่รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐ ตัดสินใจบุกอิรักเมื่อปี 2546
นักคิดอนุรักษนิยมใหม่ ที่สนับสนุนการตัดสินใจของบุช อ้างว่า สงครามเป็นหนทางสร้างต้นแบบประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง แต่ที่สุดแล้ว เป็นการกระพือเชื้อความแตกแยกระหว่างอิรักสุหนี่กับชีอะห์ถึงจุดแตกหัก จนส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วภูมิภาคอยู่ในเวลานี้
นายฮวน โคล ศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน นักวิจารณ์สงครามอิรักตัวยง กล่าวว่า รัฐบาลบุชอ้างผิดๆ ว่าจำเป็นต้องบุกอิรักเพราะรัฐบาลแบกแดดเกี่ยวข้องกับอัล-ไกด้า แต่จริงๆ ไม่เคยมี และกลับกัน กลายเป็นการสร้างเงื่อนไขเอื้อให้นักรบสุดโต่งกลับมาและยึดครองดินแดนได้อีกครั้ง พร้อมโทษว่า ปัญหาอิรักวันนี้เป็นมรดกของลัทธิจักรวรรดินิยมยุโรปเมื่อศตวรรษก่อน ผู้นำในแบกแดดที่ยึดติดนิกาย และกองทัพอิรักที่ผ่านการฝึกของสหรัฐไม่ต่อสู้
ขณะที่ นายเด็กซเตอร์ ฟิลคินส์ นักข่าวและนักเขียนของเดอะนิวยอร์กเกอร์ ชี้ความผิดพลาดยุทธศาสตร์หลังบุกอิรัก เมื่อเดือน มี.ค.2546 กรณีที่สหรัฐทำลายรัฐอิรัก ทั้งกองทัพ ระบบราชการ กองกำลังตำรวจและอื่นๆ ที่อาจเป็นกลไกสร้างความเป็นปึกแผ่นในประเทศนี้ได้ จากนั้นใช้เวลาอีก 9 ปี พยายามสร้างรัฐใหม่ แต่สิ่งที่สหรัฐทิ้งไว้เบื้องหลังคือ รัฐอิรักที่ไม่สามารถยืนบนขาของตัวเองได้
ด้านนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย กล่าวว่า รัสเซีย เตือนไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า การสุ่มเสี่ยงของสหรัฐและอังกฤษจะส่งผลอย่างไร สถานการณ์ในอิรักเสื่อมทรามลงโดยลำดับตั้งแต่สหรัฐโค่นซัดดัม ฮุสเซนแล้ว
แต่นายจอห์น แมคเคน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน โทษวิกฤติการณ์ในอิรักว่า เป็นเพราะประธานาธิบดีบารัก โอบามา ต้องการเพิ่มจำนวนทหารสหรัฐเมื่อปี 2550 เพื่อช่วยให้อิรักมั่นคงขึ้น แต่ทำเนียบขาวกลับทำลายความก้าวหน้านั้นด้วยการถอนทหารออกจากอิรักเมื่อสามปีก่อน
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า อิรัก ไม่ยอมให้สถานภาพคุ้มครองทางกฎหมายแก่ทหารสหรัฐ ข้อตกลงที่จะคงทหารไว้ในอิรักจำนวนหนึ่งจึงล่มไป
JoomSpirit