เศรษฐกิจกับวิกฤติที่กำลังถามหา


    นักเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ "ชีวิตที่เป็นปากและท้องของประชาชน" ก็มักจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงิน  ซึ่งก็แยกออกเป็นกลุ่มมหภาค ที่ชอบเอาตัวเลขมาประชันกัน อธิบายเป็นตุเป็นตะว่าผลประกอบการของประเทศ (GDP)จะโตขึ้นเท่านั้นเท่านี้ เงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร มีตัวเลขอธิบาย ดอกเบี้ยนโยบาย ดอกเบี้ยการค้าพาณิชย์จะเป็นเท่าไหร่ ก็มีสมมติฐานต่างๆกัน ตัวเลขก็เอามาจากหลายฝ่าย จึงปรากฏอยู่ตลอดเวลาว่าจะคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจต่างกัน ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)บอกว่าจะเป็นประมาณ 2% กว่าๆ ฝ่ายการเงินธนาคารก็ยังคาดว่าจะเป็น 3% ฝ่ายวิชาการ นักวิจัย เช่น TDRI กลับบอกว่าอาจจะ 1% กว่าๆ ไม่เหมือนกันเลย จะเชื่อใครดี
    แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับจุลภาคที่เกี่ยวกับห้าง ร้าน  เกี่ยวกับกำไร ขาดทุนของรายย่อยมักจะเห็นชัดกว่ามหภาคที่จะเอาตัวเลขมารวมกันแล้วอธิบาย แต่ถ้าจะแยกรายสาขาเศรษฐกิจ และแยกลงไปอีก เช่น ห้าง ร้าน บริษัททั้งในและนอกตลาด หรือหน่วยเล็กสุดคือ "ครอบครัวและประชาชน" จะไม่เหมือนกัน เช่น ขณะนี้ตลาดกำลังชะลอตัวลงทุกขณะ ผลประกอบการไตรมาสแรกของฝ่ายธนาคารและธุรกิจการเงินกลับโต 30% สาขาอสังหาริมทรัพย์ขนาดต่างกันผลก็ไม่เหมือนกัน รายใหญ่ยังอวดว่ามีกำไรอยู่และจะโตต่อไปถึงปลายปี รายกลาง รายเล็กกำลังถูกเบียดให้วิกฤติดีขึ้นทุกขณะ ขายไม่ได้ กู้ไม่ออกไม่มีกำลังเงินที่แข็งแรง กำลังจะไปสู่ NPL และ NPA ทุกขณะ ธุรกิจยานยนต์ก็เช่นกัน ปีที่แล้วอานิสงส์บ้านหลังแรก รถคันแรก โตมาก ขณะนี้ทิ้งดาวน์กันเป็นว่าเล่นทั้งอสังหาริมทรัพย์ด้วย โดยผู้ซื้อคาดกันว่าอาจทิ้งดาวน์แล้วไปซื้อจาก NPA ได้ราคาถูกกว่า เพราะในอดีตปี 2540 เกิดปรากฏการณ์มาแล้ว
    แม้ทุกฝ่ายของเศรษฐศาสตร์มหภาคใช้ตัวเลขต่างกันแต่ก็มีแนวทางเดียวกันหมดคือ "เศรษฐกิจหดตัว  ตลาดชะลอตัวอย่างรวดเร็ว"  ปัญหาเศรษฐกิจการเงินจะเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ในภาคอสังหาฯคือจะไม่มีเงินจ่ายผู้รับเหมา ค่าวัสดุ และดอกเบี้ย การก่อสร้างก็จะช้าลงอีก สร้างไม่เสร็จ โอนไม่ได้ CASH FLOW ก็จะช็อต เครดิตก็จะเสีย ธนาคารก็จะชักร่มกลับ ไม่ปล่อยเงินกู้ต่อไป วิกฤติก็จะเห็นชัดขึ้น จะแก้กันก่อนวิกฤติไหม
    ทุกฝ่ายกำลังเฝ้ามองกันอยู่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ยิ่งการเมืองยืดยาว ส่งออกก็ไม่ดี นักท่องเที่ยวหนีหมด ลงทุนภาครัฐ 2 ล้านล้านบาทก็เลื่อน จะเกิดวิกฤติใหม่แน่ จะเกิดแรงแค่ไหน และจากกลุ่มไหนก่อน และจะเป็นโดมิโนไหม จากอสังหาริมทรัพย์จะไปสู่สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ และธนาคารเจ๊งเหมือนปี 2540 ไหม ปัจจุบันธปท.รับมือดีกว่าปี 2540 ไม่ยอมให้สถาบันการเงินล่ม ไม่ให้ปล่อยกู้เป็นว่าเล่น ธปท.บังคับให้ดูขั้นตอนของหนี้เสียและบังคับให้ธนาคารเพิ่มทุนเพื่อ "ป้องกันก่อนจะล้ม" มีทุนจ่ายหนี้เสีย แต่อาจจะกลับเป็นโดมิโนย้อนศรคือธนาคารก็จะบี้ผู้ประกอบการ ไม่ปล่อยเพิ่มเงินสด ก็จะเป็นบูเมอแรงก็ได้
    ดังนั้นไม่ควรที่จะรอให้มีวิกฤติก่อนถึงจะแก้ ผู้ประกอบการและผู้บริโภคควรจะรีบหันมามองตนเองว่าจะรับวิกฤติได้แค่ไหน อย่าวัดเพียง "มีวิกฤติแล้วค่อยมีโอกาส" และสวนทิศทางกับวิกฤติ เช่นผู้ประกอบการในตลาดหุ้นหลายเจ้ากำลังทำอยู่ ส่วนผู้บริโภคคราวนี้คงจะถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้บริโภคซื้อบ้าน คอนโดฯ ปัจจุบันเป็นนักเสี่ยง นักลงทุนกันครึ่งตลาด จองคอนโดฯคนละ 5-10 ยูนิต ขายต่อ ให้เช่าต่อ ทั้งที่อาจจะไม่มีเครดิตที่จะกู้มาผ่อน ผู้บริโภคขณะนี้มีพฤติกรรมเหมือนผู้บริโภคอเมริกาตอนปี 2551  โรคแฮมเบอร์เกอร์น่ากลัวว่าวิกฤติคราวนี้(ถ้าจะมีรุนแรง) ก็จะเกิดจากผู้บริโภคเกินเครดิต และจากผู้ประกอบการกู้เกินเครดิต มากกว่าวิกฤติสถาบันการเงินในปี 2540 ต้องติดตามให้ใกล้ชิด "ป้องกันดีกว่าแก้เสมอ" จงขี้ขลาดดีกว่าอวดดี จะได้ไม่เจ็บตัวเกินเหตุ และเลิกทะเลาะกันจะได้ไหม

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,945 วันที่ 4 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

JoomSpirit